‘กรมชลประทาน’มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม-ลดวิกฤตเอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762928

‘กรมชลประทาน’มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม-ลดวิกฤตเอลนีโญ

‘กรมชลประทาน’มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม-ลดวิกฤตเอลนีโญ

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 10.15 น.

‘รัดเกล้า’รองโฆษกรัฐบาลเผยรัฐบาลโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเพิ่มศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำ‘บางระกำโมเดล’ลดท่วม เก็บใช้หน้าแล้ง ลดวิกฤตเอลนีโญ ในลุ่มเจ้าพระยา พร้อมชงแผนงานพัฒนาลุ่มน้ำยม-น่านทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำในพื้นที่

15 ตุลาคม 2566 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่คณะนายกฯ ได้ไปตรวจเยี่ยมโรงผลิตน้ำประปาเทศบาลนครพิษณุโลก บึงตะเครง อ.บางระกำ เพื่อติดตามแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แก้มลิง ที่สามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับแหล่งเก็บน้ำธรรมชาติในพื้นที่อื่นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 8.19 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 60.48 % โดยนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ติดตามนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพิษณุโลกด้วย เปิดเผยเพิ่มเติมถึงแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบของ จ.พิษณุโลก เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งรองรับสถานการณ์เอลนีโญ ว่า ขณะนี้กรมชลประทานดำเนินงานในโครงการบางระกำโมเดลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันรับน้ำเข้าพื้นที่แล้ว 180,643 ไร่ คิดเป็น 68.16 % ปริมาณน้ำ 362.49 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.62 % และแผนเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ทุ่งบางระกำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิม 400 ล้าน ลบ.ม เป็น 550 ล้าน ลบ.ม. ขยายพื้นที่ดำเนินการจากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประชาชนในการรับน้ำเข้าทุ่งเก็บไว้ใช้ทำการเกษตรช่วงหน้าแล้ง หรือส่งเสริมอาชีพอื่นในช่วงระหว่างงานได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังได้เสนอแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำทั้งระบบส่งของจังหวัดพิษณุโลกเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในระยะยาว มีโครงการสำคัญแบ่งเป็น ระยะเร่งด่วนปี 2567 ระยะกลางปี 2568-2569 และระยะยาวปี 2570-2573 เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำสาขา เช่น การก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำยมฝั่งขวา ในการเก็บกักน้ำ ระบายน้ำ และพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทาน โครงการเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล เป็นต้น

ทั้งนี้ นายอนุชา กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์อุทกภัยในแม่น้ำยมสายหลักในเขต อ.บางระกำ ว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยวันละ 5-10 ซม. ซึ่งกรมชลประทานได้ควบคุมน้ำที่ผ่าน อ.บางระกำ ให้ส่งผลกระทบกับพื้นที่ชุมชนน้อยที่สุด แต่ด้วยปริมาณน้ำจากฝนที่ตกต่อเนื่อง จึงยังมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ในพื้นที่ 5 ตำบล ได้แก่ ต.บางระกำ ต.ท่านางงาม ต.บางระกำเมืองใหม่ ต.ชุมแสงสงคราม ต.วังอิทก ขณะที่แม่น้ำยมสายเก่าในเขต อ.พรหมพิราม อ.เมือง อ.บางระกำ สถานการณ์เฝ้าระวัง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยควบคุมระดับน้ำที่มาจาก จ.สุโขทัย ผ่านคลองเมม-คลองบางแก้ว ไม่ให้เกินศักยภาพ 200-250 ลบ.ม./วินาที ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำกรมชลประทานในพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยริมตลิ่งแม่น้ำยมบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำถึงสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

นายกฯเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762890

นายกฯเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

นายกฯเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.42 น.

นายกฯ เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางระกำโมเดล เพื่อชาวพิษณุโลก

14 ตุลาคม 2566) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอนุชา นาคาศัย  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือประชาชน โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก และผู้เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ พร้อมสรุปสถานการณ์น้ำและแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ณ บึงตะเคร็ง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

สำหรับ  “โครงการบางระกำโมเดล ” นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาอุทกภัยที่ซ้ำซากในพื้นที่ จ.สุโขทัยและพิษณุโลก เมื่อปี 2559  กรมชลประทานจึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ดำเนินโครงการฯมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่แม่น้ำยมฝั่งขวาของอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยการพัฒนาแก้มลิง บึงตะเครง บึงขี้แร้ง บึงระมาณ โดยสามารถเก็บกักน้ำได้รวม 30.74 ล้านลูกบาศก์เมตร ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2558 จากความต้องการของประชาชน ในการปรับตัวนำมาปรับปฏิทินการเพาะปลูก และแผนการบริหารจัดการน้ำนำมาสู่นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำ ในพื้นที่อำเภอบางระกำ อาทิ

▪ ระยะสั้น (แผนงานปี 2567)

1. ประตูระบายน้ำบ้านนิคมพัฒนา ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ 
2. เพิ่มประสิทธิภาพคลองคึกฤทธิ์-บึงตะเคร็ง ต.ท่านางงาม ต.บางระกำ อ.บางระกำ
3. เพิ่มประสิทธิภาพคลองส่งน้ำรอบบึงตะเคร็ง ต.บางระกำ อ.บางระกำ
4. เพิ่มประสิทธิภาพคลองตะโม่ ต.บางระกำ อ.บางระกำ
5. โครงการยกระดับคันกั้นน้ำ (สายบางระกำ-บางบ้า) ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ

▪ ระยะกลาง (แผนงานปี 2568-2569)

1. พัฒนาและเสริมศักยภาพบึงตะเคร็งเป็นแหล่งท่องเที่ยว อ.บางระกำ
2. ประตูระบายน้ำบ้านหนองบัวนา ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
3. ประตูระบายน้ำบ้านทุ่งอ้ายโห้ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
4. ประตูระบายน้ำหนองอ้อ ต.บึงกอก อ.บางระกำ
5. ระบบระบายน้ำวัดพรหมเกษร ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ
6. ประตูระบายน้ำบ้านพรสวรรค์ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
7. ประตูระบายน้ำบ้านทุ่งใหญ่ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
8. ประตูระบายน้ำคลองกรุงกรัก ต.บึงกอก อ.บางระกำ
9. ระบบระบายน้ำบ้านท่ามะเกลือ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
10. ระบบระบายน้ำบ้านหนองไผ่ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ
1 1. ระบบระบายน้ำบ้านคลองพระรถ ต.พันเสา อ.บางระกำ
12. ระบบระบายน้ำบ้านคลองบึงแหง ต.วังอิทก อ.บางระกำ

▪ ระยะยาว (แผนงานปี 2570-2573)

1. ปรับปรุงประตูระบายน้ำบ้านวังสะตือ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย 
2. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำยม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก 
3. โครงการฟื้นฟูและขุดลอกแม่น้ำยม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก 

ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มศักยภาพใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำได้จากเดิม 400 ล้าน ลบ.ม. เป็น 550 ล้าน ลบ.ม. ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยจากการขยายพื้นที่การดำเนินการจากเดิม 265,000 ไร่ เป็นพื้นที่ 382,000 ไร่ ประชาชนในพื้นที่โครงการสามารถใช้ชีวิตอยู่กับน้ำในช่วงการหน่วงน้ำได้อย่างมั่นคง และปลอดภัย ในการนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการโครงการให้แล้วเสร็จโดนเร็วที่สุด เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนต่อไป

‘อภัย’ถอดบทเรียน ร่วมระดมความคิด จัดการผลิตส่งออก ทุเรียนฤดูกาล2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762570

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนระดมความคิด ร่วมกับสมาคมทุเรียนไทยและภาคีต่อประเด็นปัญหาและอุปสรรคตลอดห่วงโซ่การผลิตและส่งออกทุเรียนประจำปี พ.ศ. 2566 โดยสมาคมชาวสวนผลไม้ จ.ชุมพร และเจ้าภาพร่วม ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร ศูนย์รวม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวของทุเรียน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สมาคม พืชสวนแห่งประเทศไทย และสมาคมทุเรียนไทย ที่ห้องประชุม ชั้น 1 ตึกกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูป

สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดทุเรียน ปัญหา อุปสรรคของแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในฤดูกาล 2566 อาทิ ภาคเกษตรกร ภาคเอกชน และโดยเฉพาะภาครัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบต่างๆ และร่วมกันเสนอความเห็นและพัฒนาแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทุเรียนไทยในฤดูกาล 2567 และนำไปสู่การจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ทุเรียนของแต่ละภาคส่วน ตลอดจนทางออกสำหรับอนาคตของทุเรียนไทย ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) ต่อไป

รมว.เกษตรฯรับฟัง ปัญหาเกษตรกรที่ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762571

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาภัยแล้ง และด้านการเกษตร พร้อมรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย อ.โพธาราม จ.ราชบุรีซึ่งมีการเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม ประมาณ 88,000 ไร่ โดย อ.ดำเนินสะดวก มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด คิดเป็น 47,250 ไร่ ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย ประมาณ 30,125 ไร่ ร้อยละ 64 ของพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรต้องการน้ำประมาณ 86,069 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน หรือ 31.4 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยมีมูลค่าผลผลิตเฉลี่ยปีละประมาณ 3,900 ล้านบาท ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ส่งเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม หากในอนาคตมีการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบจากการไม่สามารถส่งปริมาณน้ำได้ตามความต้องการของเกษตรกร จึงวางแผนปรับปรุงระบบส่งน้ำเพื่อสนับสนุน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อย แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งทาง จ.ราชบุรี น่าจะสามารถบริหารจัดการได้จนถึงฤดูฝนปีหน้า แต่สิ่งสำคัญคือเกษตรกรใน อ.โพธาราม และอำเภอใกล้เคียง จะต้องบริหารจัดการในเรื่องการส่งน้ำไปสู่แปลงเกษตร จึงมอบหมายให้ปรับปรุงคลองส่งน้ำ ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ ได้รับฟังปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาการจัดการน้ำและภัยแล้งจากพี่น้องเกษตรกรโดยตรง และพร้อมทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงาน เบื้องต้นได้มอบหมายให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการ

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762572

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง  แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ระยอง แก้ปัญหาประมง-ที่ดินทำกิน

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลงพื้นที่ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรด้านประมง รวมทั้งการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC รวมทั้งปล่อยพันธุ์สัตว์ทะเลกุ้งแชบ๊วย ปลากะพง 500,500 ตัว ในพื้นที่ ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรใน จ.ระยอง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ด้านการประกอบอาชีพประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน และอาชีพประมง รวมถึงการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.และโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC อีกทั้งได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทะเลกุ้งแชบ๊วยปลากะพง รวม 500,500 ตัวที่สมาคมประมง จ.ระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

สำหรับแนวทางการพัฒนาด้านการประมง มีการสนับสนุนด้านต่างๆ ได้แก่ 1.ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยเฉพาะการฟื้นฟูการเลี้ยงและผลผลิตกุ้งทะเลด้วยการแลกเปลี่ยนเทคนิคการเพาะเลี้ยง ถอดองค์ความรู้จากเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลประสบความสำเร็จและประสานแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร รวมถึงส่งเสริมการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) เพื่อให้มีฐานข้อมูลผลผลิตกุ้งทะเลที่ครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกุ้งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนการแปรรูปสินค้าประมงให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น 3.สนับสนุนและจัดตั้งร้านจำหน่ายสินค้าประมงประจำอำเภอโดยรวบรวมสินค้าประมงจากหลายๆ แหล่งผลิต ในแต่ละอำเภอ รวมกันตั้งเป็นร้าน Fisherman shop @ Rayong ของแต่ละอำเภอ สนองตอบนโยบายกรมประมงและแนวทางการพัฒนาสถานที่จำหน่ายอาหารตามเกณฑ์มาตรฐานของ จ.ระยอง

4.สนับสนุนระบบเครือข่ายองค์กรชุมชนประมงเข้มแข็งเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนสินค้าและผลผลิตสัตว์น้ำระหว่างกลุ่มองค์กรนำไปสู่การพัฒนาการแปรรูปสินค้าประมงต่อไป 5.เร่งประชาสัมพันธ์สร้างช่องทาง
ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับชาวประมงเกี่ยวกับข้อกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องลดปัญหาความขัดแย้งของชาวประมงและ 6.การกำหนดแนวทางทำประมงด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เหมาะตามช่วงฤดูกาล

อย่างไรก็ดี กรมประมง จะขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนต่างๆ รวมทั้งการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร จ.ระยอง ซึ่งได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี 2536 โดยมีพื้นที่ 105,430 ไร่จัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 4,621 ราย 5,448 แปลง 81.253 ไร่ มีที่ดินคงค้างจัดที่ดิน 24.1 77 ไร่ และมีเกษตรกรเข้ารับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 20 ราย ใน อ.ปลวกแดง และ อ.บ้านค่าย

‘ไชยา’รุดมอบนโยบายพื้นที่โคราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762569

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าได้มอบนโยบายภายใต้แนวคิด “ผลิตให้พอ ดูแลให้ดี พัฒนาให้มีคุณภาพ”หมายถึง 1.ผลิตให้พอ คือการศึกษาสถานการณ์ตลาด ทั้งความต้องการสินค้าและปริมาณสินค้าที่ผลิต เพื่อดูแลสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และรักษาเสถียรภาพด้านราคา รักษากลไกตลาดให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งใช้การวางแผนข้อมูลสารสนเทศ (Big data) ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ ในการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลในการบูรณาการร่วมกันของภาคปศุสัตว์

2.ดูแลให้ดี คือการใส่ใจดูแลในด้านการพัฒนาคุณภาพและสูตรอาหารสัตว์ให้เหมาะสม ควบคู่กับการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เน้นบูรณาการ และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ผลิตอาหารสัตว์ เพื่อนำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ของตนเองและจำหน่ายไปยังพื้นที่อื่นๆ และด้านการดูแลคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกร ได้จัดทำโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ใช้แรงงานแทนการใช้เครื่องจักร ซึ่งเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์ ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และ 3.พัฒนาให้มีคุณภาพ คือการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์การพัฒนา แบ่งออกเป็น (1)พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ เริ่มจากการพัฒนาพันธุ์สัตว์ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการดูแลสินค้าให้ปลอดโรคได้การรับรองมาตรฐานสุขอนามัย และ (2) การพัฒนาระบบงานภายในกรม โดยส่งเสริมให้เป็น “ปศุสัตว์ดิจิทัล” ปรับขั้นตอนการทำงานในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น อาทิ การอนุมัติ การออกใบอนุญาตต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาค

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762479

'เกษตรกร'เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

‘เกษตรกร’เฮ!!! คปก.เห็นชอบแปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.07 น.

คปก.เห็นชอบหลักการ แปลงที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด หลังถือครองครบ 5 ปี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน และตกถึงมือทายาทในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2566 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรุงเทพฯ ว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เพื่อยกระดับเป็นโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ อาทิ 1) การจัดที่ดินยังคงเป็นไปเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามศักยภาพของพื้นที่ 2) สามารถเปลี่ยนมือได้ระหว่างเกษตรกรที่มีคุณสมบัติด้วยกันตามที่กฎหมายกำหนด 3) ต้องปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตามสัดส่วนที่ ส.ป.ก. กำหนด
4) สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ 5) ต้องถือครอง ส.ป.ก. 4-01 และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไข จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ
เนื้อที่รวม 22,079,407.67 ไร่ โดย ส.ป.ก. จะทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่าง ๆ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

“กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. จะส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฉบับแรกให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรได้ภายในวันที่ 15 มกราคม 2567 อย่างแน่นอน และจะทยอยให้ ส.ป.ก. จังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการออกโฉนดให้กับเกษตรกรทุกจังหวัดที่เข้าหลักเกณฑ์ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างแท้จริง สามารถตกทอดถึงมือทายาท และเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพด้านเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ “โครงการตรวจสอบและดำเนินการกรณีเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินถึงแก่ความตายในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ.2567” วงเงิน 22.5 ล้านบาท เพื่อให้ ส.ป.ก.นำไปใช้จ่ายเพื่อเร่งรัดและติดตามให้ทายาทเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ถึงแก่ความตายมาแจ้งขอรับสิทธิการจัดที่ดินแทนที่ (รับมรดก) ซึ่งยังไม่มาแสดงตนอีก จำนวน 171,434 ราย ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ที่เห็นชอบให้ขยายระยเวลาออกไปอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2566

และมีมติเห็นชอบ “โครงการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกหนี้เงินกู้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามนโยบายรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี” ตามระเบียบ คปก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การให้กู้ยืมเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2554 โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้ 1) เงินต้นเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ไม่เกิน 300,000 บาท 2) สถานะเป็นลูกหนี้ปกติ 3) สามารถขอผ่อนผันการชำระเงินต้นรายงวดและงดเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ของเงินรายงวดที่ครบกำหนดชำระ โดยระยะแรกดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567หลังจากครบระยะแรกจะมีการประเมินผลเพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงและดำเนินการระยะ 2 และ 3 ต่อไป โดยมีเกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขโครงการนี้ จำนวน 17,806 ราย คิดเป็นต้นเงินที่พักชำระหนี้รวม 630 ล้านบาท และเป็นดอกเบี้ยที่งดเว้นรวมปีละ 25.2 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าเงื่อนไขสามารถยื่นลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ ส.ป.ก.จังหวัดทุกจังหวัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สทนช.ติดตามสถานการณ์ ศูนย์ฯลงพื้นที่เจรจาผันน้ำเข้าทุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762326

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สทนช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำกรมประชาสัมพันธ์ และกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นต้น เปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเตรียมความพร้อมและบริหารจัดการสถานการณ์ ตลอดจนติดตามประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและอำนวยการหน่วยงานในพื้นที่บริหารจัดการมวลน้ำในช่วงฤดูฝนให้เกิดความเป็นเอกภาพจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว

ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าวจะวางแผนเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และภายหลังเกิดภัย โดยจะร่วมกันวางแผนและจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม พร้อมวิเคราะห์คาดการณ์ที่แม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิบัติงานจนเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ลดผลกระทบ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อสถานการณ์ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะการเตรียมเจ้าหน้าที่ ทรัพยากร สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาในช่วงปลายฤดูฝน

สำหรับสถานการณ์น้ำขณะนี้ ร่องมรสุมพาดผ่านผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยในช่วงนี้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยานั้น มวลน้ำหลากจากตอนบนไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น โดยมีน้ำไหล ผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ 1,498 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) /วินาที จะส่งผลให้น้ำท่าด้านท้ายน้ำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่ ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ส่วนหน้าภาคกลาง ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นการรับน้ำเข้าทุ่งผักไห่ พร้อมร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านในประเด็นการรับน้ำเข้าทุ่งผักไห่ โดยที่ประชุมมีมติสมัครใจในการนำน้ำเข้าทุ่งฯ ซึ่งชาวบ้านยังบอกอีกว่าการรับน้ำเข้าทุ่งนั้น ยังสามารถช่วยในเรื่องของไล่หนู และเป็นการกำจัดวัชพืชในนาอีกทั้งยังเป็นการเติมปุ๋ยธรรมชาติ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาด้วย

นอกจากนี้ยังได้คาดการณ์ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปริมาตรน้ำมากกว่าร้อยละ 80 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้นกระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ คาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และมีแนวโน้มปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80

‘อนุชา’รับฟังเกษตรกร จัดการความเดือดร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762331

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับหนังสือจากนายธีรศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.ชุมพร เพื่อขอให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร จ.ชุมพร ในเรื่องภัยแล้ง อุทกภัย ตลอดจนปัญหาราคาหมูหน้าฟาร์มตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

ทั้งนี้ นายอนุชา ได้พบปะพูดคุย และรับฟังปัญหาจากตัวแทนผู้เลี้ยงหมู จ.ชุมพร พร้อมทั้งยืนยันว่าจะเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกร และให้เกษตรกรได้มีอาชีพสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

รมว.เกษตรฯลั่น ปราบสินค้าเถื่อน ทำลายหมู161ตู้ ลอบนำเข้าผิดก.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762323

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีส่งมอบ-รับมอบ และนำตู้สินค้าประเภทซากสุกรของตกค้างและของกลางในคดีพิเศษที่ 59/2566 จำนวน 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ไปทำลาย โดยมีนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายสมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายอำนาจ เจริญศรี รอง ผวจ.ชลบุรี และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ว่ามีนโยบายกำหนดมาตรการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน มุ่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรด้านพืช ประมงและปศุสัตว์ที่ผิดกฎหมาย โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ผลผลิตตกต่ำทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ รวมถึงการหลอกลวง สินค้าผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งได้ประกาศขับเคลื่อนยุทธการปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย แล้ว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้รับมอบตู้สินค้าของกลาง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ 4.3 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 567 ล้านบาท จากกรมศุลกากร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิบัติการของกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาภายใต้โครงการท่าเรือสีขาว โดยเปิดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าตกค้าง พบสินค้าผิดกฎหมายทั้งหมูเถื่อนและอื่นๆ จากนี้จะทำลายของกลางดังกล่าวให้สิ้นซากเพื่อสร้างความมั่นใจและเรียกความเชื่อมั่นจากผู้เลี้ยงสุกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร