รองปลัดฯประชุมSOM-AMAF สานความร่วมมือเกษตรและป่าไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756213

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย (SOM-AMAF Leader) เข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั้งที่ 22สมัยพิเศษ (Special SOM-22nd AMAF Plus Three) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศญี่ปุ่น (SOM-AJMAF) และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหพันธรัฐรัสเซีย ครั้งที่ 8 (8th ARSOMA) พร้อมด้วยคณะผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบความก้าวหน้าของโครงการความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าของกิจกรรมความร่วมมืออาเซียนบวกสามด้านอาหาร เกษตร ประมง ปศุสัตว์ และป่าไม้ภายใต้ ASEAN Plus Three Cooperation Strategy (APTCS) Framework on Food, Agriculture, and Forestry และรับทราบผลการดำเนินงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR)โดยจีนสนับสนุนเงิน 4,000,000 เหรียญสหรัฐภายใต้ Tier 3 แบ่งเป็น 800,000 เหรียญสหรัฐ ต่อปี (ปี 2566-2570) และญี่ปุ่น บริจาคข้าว 620 ตัน ให้กับโครงการ School Distribution Programme รวมถึงเกาหลีใต้ บริจาคข้าว 2,000 ตัน เข้าระบบข้าวในสต็อกล่วงหน้าปีงบประมาณ 2566 ซึ่งจัดสรรล่วงหน้าให้กับลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ประเทศเมียนมา จะได้รับความช่วยเหลือด้านข้าวเพิ่มเติมอีก 2,500 ตันจากเกาหลีใต้

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงานของสำนักงานเลขานุการระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Information System: AFSIS) ซึ่งเป็นกลไกที่มีความยั่งยืนในการให้ข้อมูลด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนการประชุม SOM-AJMAF ที่ประชุมเห็นชอบร่างแผนความร่วมมือ ASEAN-Japan Midori Cooperation Plan เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน-ญี่ปุ่นในการเสริมสร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ยั่งยืน เน้นการใช้เทคโนโลยีในการทำฟาร์มซึ่งช่วยให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนผ่านนวัตกรรม โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งในการประชุม 8th ARSOMAที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานด้านการเกษตรที่อาเซียนร่วมมือกับรัสเซีย โดยมาเลเซีย เสนอโครงการใหม่ ได้แก่ Technical Workshop on Best Management Practices in Mitigating Soil Degradation in ASEAN Countries and Russia ซึ่งจะหารือคราวต่อไป

สศท.10ชูแปลงใหญ่ ผลิตทุเรียนเขาจ้าว ต้นแบบความสำเร็จ รับประกันมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756211

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ศิริพร จูประจักษ์ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า แปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าวนับเป็นตัวอย่างการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เริ่มรวมกลุ่มเมื่อปี 2560 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 1,030 ไร่ มีเกษตรกรสมาชิก 55 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP 37 ราย และอยู่ระหว่างการขอรับรอง 4 ราย ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่มีการจัดอบรมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อยกระดับการผลิตทุเรียนเข้าระบบเกษตรอินทรีย์ และอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยคาดว่าจะได้ขึ้นทะเบียน GI ภายในปี 2566

สำหรับปี 2566 ผลผลิตทุเรียนเขาจ้าวของแปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าว ทยอยออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน และจะออกต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม ทั้งหมด 350 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากสุดในเดือนกรกฎาคมนี้ (คิดเป็นร้อยละ 44 ของผลผลิตทุเรียนเขาจ้าวทั้งจังหวัด) ด้านภาพรวมสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายในพื้นที่และที่สวนให้กับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 จำหน่ายทางออนไลน์ ได้แก่ Facebook ของกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนเขาจ้าว ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com โดยมีการรับประกันคุณภาพ หากทุเรียนเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งหรือทุเรียนไม่ได้คุณภาพ ทางกลุ่มแปลงใหญ่จะเครมให้กับผู้ซื้อทุกราย

ปลัดฯร่วมงานตรานกยูงพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756216

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเปิด “งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ไหมไทยล้ำค่า สายใยแห่งภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย พร้อมผลักดันมาตรฐานไหมไทย มุ่งสร้างชื่อเสียงสู่สากล สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ การจัดแสดงเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานประเภทผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมยกดอกลำพูนผ้าไหมแพรวา ผลงานการประกวดเส้นไหมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2566 ผลงานของกรมหม่อนไหม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ Silk Home จำลองการใช้ชีวิตประจำวันในห้องรูปแบบ Studio คอนโดมิเนียม ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนซึ่งผลิตภัณฑ์ใน Silk Home มีรายละเอียดของสินค้าและช่องทางการจำหน่ายที่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ภายในงาน มีการการันตีคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนมีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ของทูตอัตลักษณ์ไหมไทย ซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ และสวมใส่ผ้าไหมไทยในประเทศต่างๆ รวมทั้งยังประชาสัมพันธ์การสวมใส่ผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

4 ทศวรรษ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำเร็จ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756148

4 ทศวรรษ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำเร็จ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’

4 ทศวรรษ ซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรยั่งยืน สู่ความสำเร็จ‘3 หมู่บ้านเกษตรกรรม’

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.34 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เผยความสำเร็จ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” 3 แห่ง ตลอด 46 ปี สร้างความมั่นคงในอาชีพแก่เกษตรกร ลดความเสี่ยงตลาดผันผวน สร้างรายได้แน่นอน ปีละกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว มุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยต่อเนื่องทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

นายสมพร เจิมพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์และซีพีเอฟมุ่งสนับสนุน อาชีพเกษตรกรรมแก่เกษตรกรรายย่อย ผ่านการส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบ “หมู่บ้านเกษตรกรรม” มาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการแก่เกษตรกร ด้วยการนำขีดความสามารถของบริษัทมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ผสานกับการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาสู่สังคมพึ่งพาตนเอง ตลอดระยะเวลา 46 ปี ที่บริษัทร่วมกับเกษตรกรไทยพัฒนาอาชีพ ไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน นับจากโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และต่อยอดสู่โครงการหมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันทำให้เกษตรกรกว่า 140 รายและครอบครัว มีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่แน่นอน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมสู่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น มุ่งเป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) เพื่อผลักดันสู่ ‘เกษตรยั่งยืน’

“ซีพีเอฟ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อความสำเร็จสู่พี่น้องเกษตรกร ในรูปแบบหมู่บ้านเกษตรกรรม ทั้ง 3 แห่ง ที่สามารถวัดความสำเร็จได้ในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านรายได้เกษตรกรปีละกว่า 6 แสน ถึงมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครอบครัว ตามประเภทสุกร ปริมาณการผลิต และอาชีพเสริมของแต่ละคน พร้อมส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และบริษัทยังร่วมกับเกษตรกรพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง นำไปสู่สังคมที่พึ่งพาตนเองได้ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ตามนโยบายฟาร์มสีเขียว (green farm) ด้วยการพัฒนาพื้นที่ว่างในฟาร์มสุกรเป็นป่านิเวศในชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างมีความสุข สอดคล้องกับกลยุทธ์ 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่” นายสมพร กล่าว

สำหรับ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2520 ถือเป็นต้นแบบเกษตรผสมผสานยั่งยืน ด้วยแนวคิด 4 ประสาน คือ ภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร โดยการพลิกฟื้นผืนดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล จำนวน 1,253 ไร่ มาจัดรูปที่ดินใหม่ แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ พร้อมสร้างบ้านพัก 1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงสุกร 1 หลัง ให้แก่เกษตรกร 50 ครอบครัว ที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยเลี้ยงสุกรเป็นอาชีพหลัก และมีอาชีพเสริมที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและวิถีชุมชน อาทิ ทำสวนมะม่วง ปลูกยางพารา เลี้ยงไก่ไข่ออร์แกนิค เพาะเห็ดฟาง ปลูกผักปลอดสารพิษ ด้วยระบบการบริหารจัดการที่อาศัยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการมีส่วนร่วม ช่วยให้ชุมชนเข้มแข็งและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า คือ รายได้ จากเริ่มต้นที่มีรายได้เฉลี่ย 2,000 บาทต่อครอบครัวต่อเดือน ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณปีละ 960,000 – 1,800,000 บาทต่อครอบครัว และกลายเป็นชุมชนเลี้ยงสุกรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เป็นต้นแบบด้านการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทุกคนมีที่ดิน ทรัพย์สิน มีความเป็นอยู่ที่ดี บุตรหลานมีโอกาสได้ศึกษาในระดับสูงเท่าที่ตนเองต้องการ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมุ่งจัดการสภาพแวดล้อมและทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการป่าเชิงนิเวศเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ และโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ที่พัฒนาสู่แหล่งเรียนรู้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน

ส่วน หมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ด้วยการจัดสรรพื้นที่ดินกว่า 4,000 ไร่ สู่การเกษตรผสมผสานแบบทันสมัย โดยนำแนวคิด 4 ประสานมาใช้ เพื่อให้เกษตรกร 64 ครอบครัว ได้ร่วมกันพัฒนาอาชีพ นำวิชาการทางการเกษตรสมัยใหม่ นวัตกรรมเครื่องจักรกล และระบบการจัดการครบวงจรมาใช้ในกระบวนการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 81 ราย มีรายได้จากการเลี้ยงสุกรพันธุ์และสุกรขุน ซึ่งเป็นอาชีพหลักประมาณ 600,000 – 1,800,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี และมีรายได้จากอาชีพเสริม ทั้งการเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักกระเฉดน้ำ การปลูกผักสวนครัว และจำหน่ายปุ๋ยมูลสุกรราว 60,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างกลไกความร่วมมือกับชุมชน สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ผ่านศูนย์เรียนรู้สวนป่ารักษ์นิเวศ บนพื้นที่ 30 ไร่ ปลูกต้นไม้กว่า 18,000 ต้น มีพันธุ์ไม้กว่า 220 ชนิด ช่วยอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของชุมชน และเตรียมขยายเพิ่มอีก 27 ไร่ ในพื้นที่ข้างเคียง วันนี้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี กลายเป็น หมู่บ้านสามัคคี เทคโนโลยีทันสมัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพตำรวจและคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ เครือซีพีและซีพีเอฟจึงได้ริเริ่มโครงการฯ ในปี 2549 ด้วยการจัดสรรที่ดินกว่า 230 ไร่ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสัตว์ แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว จำนวน 31 ราย เพื่อให้มีรายได้เสริมและมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยอาชีพหลักคือการเลี้ยงสุกรที่มีซีพีเอฟเข้าไปบริหารจัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดี โดยมีอาชีพเสริมอื่นๆตามความถนัดของแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีการบริหารจัดการในรูปแบบ “บริษัท หมู่บ้านเกษตรสันติราษฎร์ จำกัด” ถือหุ้นโดยข้าราชการตำรวจทั้ง 31 ครอบครัว และเมื่อปี 2561 ทุกรายได้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว

ยสท.เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756108

ยสท.เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

ยสท.เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.17 น.

การยาสูบแห่งประเทศไทย เดินหน้าบูรณาการหน่วยงานปราบบุหรี่เถื่อน พร้อมปรับตัวรับกระแสการบริโภคบุหรี่ลดลง

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 ​นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า การยาสูบแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยการยกฐานะ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ขึ้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ.2561 สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งการยาสูบแห่งประเทศไทย ภารกิจหลักก็คือ เป็นผู้ผลิตบุหรี่ของประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว อีกประการหนึ่งคือการส่งเสริมและสนับสนุนชาวไร่ยาสูบ โดยมีหน่วยงานที่จะสนับสนุนรับซื้อใบยาสูบโดยเฉพาะ

​หลังจากมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในการจัดเก็บทั้งในปี 2560 และปี 2564 ทำให้มีผลกระทบ โดยเฉพาะการปรับตัวของคู่แข่งขันที่อยู่ในการค้าขายบุหรี่ในประเทศไทย ทำให้บุหรี่ต่างประเทศสามารถแข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งทำให้รายได้ของการยาสูบแห่งประเทศไทย ลดน้อยลง โดยในปี 2560 การยาสูบแห่งประเทศไทย มีรายได้ส่งให้รัฐอยู่ที่ประมาณ 8,000 – 9,000 ล้านบาท แต่ผลกำไรในปี 2565 เหลือเพียง 100 ล้านบาท นอกจากนี้การที่รับซื้อใบยาสูบลดน้อยลงมากทำให้เกิดภาระต่อชาวไร่ และผลกระทบอีกประการหนึ่งก็คือ ในเรื่องของบุหรี่ผิดกฎหมาย เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทำให้บุหรี่มีราคาสูงขึ้น

​อย่างไรก็ตาม การยาสูบแห่งประเทศไทย มีหน่วยงานคือ สำนักป้องกันบุหรี่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้กับหน่วยงานราชการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของบุหรี่ปลอมปน บุหรี่ผิดกฎหมาย แสตมป์ยาสูบที่ปลอม ในเรื่องของการให้ความรู้เรื่องบุหรี่ผิดกฎหมายกับประชาชนจะทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมี พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ไม่สามารถที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ผิดกฎหมายโดยตรงได้ ดังนั้นการยาสูบแห่งประเทศไทย จึงมุ่งให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทหาร ตำรวจ หรือว่าหน่วยงานฝ่ายปกครอง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย ซึ่งได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสรรพสามิต ศุลกากร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ปปง.ในการดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง

“สำหรับการปรับตัวของการยาสูบแห่งประเทศไทยนั้น ในขณะนี้นอกจากการผลิตบุหรี่ของประเทศไทยแล้ว เรายังมีการส่งออกใบยาสูบไปต่างประเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้ยังคงทำรายได้ให้กับประเทศ และส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูก ในอนาคตเราอาจจะมีเรื่องของการสกัดสารนิโคตินเพื่อการแพทย์จากใบยา หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อรับกับแนวโน้มการบริโภคบุหรี่ที่ลดลงในอนาคตอีกด้วย” ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าว

– 006

สศก.ตรวจอ่างนฤบดินทรฯ แหล่งน้ำทำเกษตร-ระบบนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755996

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการติดตามผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา (เขื่อนห้วยโสมง) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2553 ขณะนี้เสร็จสิ้นกว่า 91% คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2567 ลักษณะเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน มีความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี และลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่ อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ใช้เป็นแหล่งน้ำด้านการอุปโภค-บริโภค และการประปา รักษาระบบนิเวศผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสีย อีกทั้งใช้อ่างเก็บน้ำเป็นแนวกันชนหรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ ลดโอกาสการเกิดไฟไหม้ป่า สศก.โดยศูนย์ประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 พบว่า ในปีเพาะปลูก 2565/2566 (พฤษภาคม 2565 – เมษายน 2566) สามารถจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ถึง 209 ล้านลบ.ม. ส่วนในช่วงฤดูฝนจัดสรรน้ำได้ 5 ล้าน ลบ.ม.เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ ผลไม้ นาข้าว และบ่อปลา 1,775 ไร่ นอกจากนี้ยังใช้น้ำเพื่อชะลอความเค็มในลุ่มน้ำบางปะกงในช่วงฤดูแล้ง 205 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ โครงการฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ เช่น ผลกระทบจากการขุดและถมพื้นที่เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การสูญเสียพื้นที่ดินและทรัพยากรดินบางส่วนเพื่อใช้ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเดิมของดินในกิจกรรมก่อสร้างโดยเกษตรกรภายใต้แผนดังกล่าว จะได้รับการอบรมถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการผลิตแบบเกษตรผสมผสาน รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเมื่อติดตามผลแต่ละด้าน พบว่าด้านเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตร พร้อมสนับสนุนพันธุ์ไม้ ปุ๋ยคอก และปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชทางเลือกใหม่

ขณะที่กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการป้องกันการเสื่อมโทรมของดินในพื้นที่ชลประทาน โดยส่งเสริมการปรับปรุงดิน และการพัฒนาเกษตรกรด้านการพัฒนาที่ดิน พร้อมสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ กรมประมง ดำเนินการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และการส่งเสริมการเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในช่วงฤดูปลามีไข่ พร้อมสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหาร ส่งผลให้เกษตรกรร้อยละ 23 มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

‘อภัย’แก้ปัญหาเกษตรจว.ชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755993

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 3/2566 โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมซึ่งที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าภาวะการผลิต การตลาด และราคาของสินค้าเกษตร ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และลองกอง แผนธุรกิจกาแฟในสวนยางพารา และความก้าวหน้าการสนับสนุนต้นพันธุ์กาแฟในสวนมะพร้าวให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ภาวะการผลิต การตลาด และราคาของสินค้าเกษตร อาทิ ปัญหาการตัดทุเรียนก่อนกำหนดเพราะมีหนอนเจาะทุเรียน โดยมีวิธีแก้ปัญหา ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยวจะมีวิธีล่อแมลงและหนอน โดยใช้การใส่ถุงครอบ และใช้แสงไฟหลอกซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีหนอนเจาะน้อยลง และให้ทำเป็นทุเรียนแกะเนื้อเพื่อช่วยลดปัญหาเรื่องเพลี้ย ส่วนผลผลิตทุเรียนให้คัดแยกเกรด โดยทุเรียนเกรดดี จะส่งไปตามตลาดต่างๆ ส่วนทุเรียนตกเกรดจะนำไปแปรรูป

ส่วนเรื่องแผนธุรกิจกาแฟในสวนยางพารา จะใช้ระยะปลูก คือต้นยางพารา ระยะ 3×4 เมตร 40 ต้น/ไร่ ต้นกาแฟ ระยะ 3×3 เมตร 111 ต้น/ไร่ มีประเด็นเพิ่มเติม ได้แก่ มันสำปะหลัง มีเป้าหมายเพิ่มท่อนพันธุ์มัน ลดการเกิดโรคในสวนยางพารา สำหรับผลผลิตสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ โดยให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส ทดลองปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ท่อนมันพันธุ์ทน ในพื้นที่ อ.แว้ง 50 ไร่ เป็นต้น

ทั้งนี้ นายอภัย ได้ขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด นำ Google Forms หรือ Application เพื่อใช้สร้างฐานข้อมูลรายแปลงทุกชนิดสินค้า โดยเริ่มจากผลไม้ มีเป้าหมายเพื่อความสะดวกในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และวางแผนขยายผลต่อไป

รองปลัดฯบรรยายหลักปฏิบัติ (DO/Don’t)สำหรับนักบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755994

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “หลักการปฏิบัติสำหรับนักบริหาร (DO/Don’t) และกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง” ให้แก่ข้าราชการประเภทอำนวยการสูงในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้บริหารระดับต้น 52 ราย ในโครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำในวันพรุ่งนี้ (Leaders for Tomorrow) ที่ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันเกษตราธิการ กทม.

ทั้งนี้ นายสุรเดช ได้ฝากให้ผู้เข้าร่วมอบรมนำหลักการปฏิบัติไปพิจารณาทำความเข้าใจว่า “ควรจะต้องเพิ่มองค์ความรู้หรือพัฒนาเพิ่มเติมในเรื่องใด เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของท่านและของหน่วยงาน ให้การเป็นผู้บริหารของท่านตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทั้งในวันนี้และพรุ่งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อองค์กร เกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติต่อไป”

‘พีรพันธ์’ถกคกก. ติดตามดำเนินงาน เป้าหมายผลสำเร็จ แผนสำนักปลัดฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756000

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการบริหารและขับเคลื่อนงานสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 5/2566 โดยที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมติการประชุมคณะกรรมการบริหารและขับเคลื่อนงานสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 4/2566 อาทิ การขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) การบริหารจัดการสินค้าเกษตร และการบริหารจัดการเกษตรช่วงฤดูฝน และฝนทิ้งช่วง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังรับทราบผลการดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ (ตุลาคม 2565-กรกฎาคม 2566) ผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ (1 ตุลาคม 2565–31 กรกฎาคม 2566) และรายงานสรุปผลการวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ สำหรับปีงบประมาณ 2564 กับปีงบประมาณ 2565 ซึ่งหน่วยงานภายใต้สังกัดส่วนใหญ่ดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่กำหนด รวมถึงมีการพิจารณาเป้าหมายความสำเร็จการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในปีงบประมาณ 2566 ของโครงการ/งานต่างๆ

ทั้งนี้ นายพีรพันธ์ ขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนงานสู่ความสำเร็จ ประจำปีงบประมาณ 2567 (OPSMOAC Driving for Success) โดยถอดบทเรียนการทำงานในปี 2566 และวางแผนการทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อไป

กรมชลฯเร่งเก็บน้ำปลายฝน-เตรียมรับฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755944

กรมชลฯเร่งเก็บน้ำปลายฝน-เตรียมรับฤดูแล้ง

กรมชลฯเร่งเก็บน้ำปลายฝน-เตรียมรับฤดูแล้ง

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.53 น.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ (กรุงเทพมหานคร) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

โดย นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (11 ก.ย.66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 44,254 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,523 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ รวมกัน จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำทั่วประเทศไปแล้ว 15,155 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 102 ของแผน เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 5,865 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 107 ของแผน ปัจจุบันมีการเพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศไปแล้ว 15.18 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 3.74 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาปีไปแล้ว 7.52 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวไปแล้ว 2.53 ล้านไร่ ในส่วนของสถานการณ์ค่าความเค็มใน 4 ลำน้ำสายหลัก (เจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์เอลนีโญที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มส่งผลยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 67 จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก อาจเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และด้านการเกษตรประเภทไม้ยืนต้นเท่านั้น จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 และ 3 มาตรการรองรับสถานการณ์เอลนีโญ ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติอย่างเคร่งครัด ในการนี้ กรมชลประทานขอความร่วมมือเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรกและเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ให้งดทำนาปีต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพออาจส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก ตลอดจนรณรงค์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด ช่วยกันเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

– 006