กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า

กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า

กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

กรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัข–แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จ.กำแพงเพชร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย” ตั้งเป้าขยายผลขึ้นอีก 30%

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข – แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้จังหวัดกำแพงเพชร และประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวฯ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการส่งเสริม  สวัสดิภาพสัตว์ และได้รับการดูแลที่ดีอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงเพื่อควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและแมว ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และกรมปศุสัตว์จะยังคงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัข – แมว การบริการให้คำปรึกษาและรักษาพยาบาลสัตว์เบื้องต้น รวมทั้งนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุม และป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ พร้อมกันนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้เยี่ยมชมกิจกรรมการผ่าตัดทำหมันสุนัข – แมว และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน

-(016)

เกษตรกรเมืองร้อยเอ็ดเฮ! รับมอบโฉนดต้นยางพารา

เกษตรกรเมืองร้อยเอ็ดเฮ! รับมอบโฉนดต้นยางพารา

เกษตรกรเมืองร้อยเอ็ดเฮ! รับมอบโฉนดต้นยางพารา

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

12 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายนีโอ พลซื่อ เป็นประธานมอบโฉนดต้นยางพาราให้แก่เกษตรกร องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำคำ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

-(016)

‘ร้อยเอ็ด’ จัดกิจกรรม”มหกรรมตลาดนัดสุขภาพ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดกิจกรรม

‘ร้อยเอ็ด’ จัดกิจกรรม”มหกรรมตลาดนัดสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.31 น.

12 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการมหกรรมตลาดนัดสุขภาพ และเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลชุมพร เพื่อเป็นส่งเสริม ให้ชุมชนหันมาดูแลสุขภาพและเป็นการสร้างกระแสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ณ เทศบาลตำบลชุมพร ต.ชุมพร อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด

-(016)

กรมชลประทานพร้อมระบายน้ำ-ลดผลกระทบประชาชน

กรมชลประทานพร้อมระบายน้ำ-ลดผลกระทบประชาชน

กรมชลประทานพร้อมระบายน้ำ-ลดผลกระทบประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.52 น.

กรมชลฯ จัดหนัก! เร่งระบายน้ำส่วนเกิน ลดผลกระทบประชาชน

วันนี้ (11 ก.ย.) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่าขณะนี้กรมชลประทาน ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยทุกสถานีสูบและระบายน้ำทั่วประเทศอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับฝนที่ตกต่อเนื่องและน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบน พร้อมทั้งเร่งระบายน้ำส่วนเกินลงสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำ

สำหรับการสนับสนุนด้านเครื่องจักรกล สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ร่วมกับสำนักงานชลประทานที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้จัดเตรียมกำลังเครื่องมือกว่า 6,772 รายการ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรกลอื่น ๆ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.–7 ก.ย.2568 ได้ให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้วกว่า 53 จังหวัด รวม 1,169 รายการ โดยสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 845 เครื่อง สามารถระบายน้ำได้กว่า 194 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รถบรรทุกน้ำ 17 คัน ปริมาณรวมกว่า 174,000 ลิตร เครื่องผลักดันน้ำ 234 เครื่อง และเครื่องจักรกลอื่น ๆ 73 หน่วย

กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ติดตามสถานการณ์น้ำได้ที่ wmsc.rid.go.th , bigdata-swoc.rid.go.th หากต้องการความช่วยเหลือ แจ้งโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน

015

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

‘ชะอำ’เดินหน้าแผนลด‘ปลาหมอคางดำ’ ซีพีเอฟหนุนปลานักล่า เสริมโอกาสเกษตรกร-ชุมชน

สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยอำเภอชะอำ หน่วยงานสังกัดกรมประมง เทศบาลเมืองชะอำ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่กรมประมง ประมงอำเภอ ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชาวประมง และประชาชนจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองครั้งที่ 46/2538  เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ บริเวณปากคลองวัดเนรัญชราราม  อำเภอชะอำ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมถึงสร้างการรับรู้และความตระหนักในการป้องกันผลกระทบกับทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น

นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ กล่าวว่า ชะอำดำเนินการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำเป็นประจำทุกเดือนๆ ละ 2 ครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชน และปลาที่จับได้สามารถใช้ประโยชน์นำไปทำเป็นปลาร้า แปรรูปเป็นอาหาร นอกจากนี้ อำเภอชะอำเตรียมปล่อยปลานักล่า ช่วยฟื้นฟูความสมดุลในระบบนิเวศ

ด้านนายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ภายใต้แนวทาง “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งชุมชนร่วมมือกันจับและนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง  เป็นกลไกที่ได้ผลช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ จากการสำรวจความหนาแน่นปลาหมอคางดำในลำคลองเหลือเพียง 15 ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร ช่วยฟื้นจำนวนปลาพื้นถิ่นคืนกลับมา นอกจากนี้ ช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและชุมชนมีรายได้เสริม

“จากการจับปลาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พบปลาขนาดใหญ่ลดลง เพชรบุรีจึงปรับแนวทางการจับปลาให้เหมาะสม ใช้อวนที่มีตาถี่เล็กลงควบคู่กับการใช้กากชาในบางพื้นที่ รวมทั้งยังดำเนินแผนระยะยาว โดยจะปล่อยปลากะพงขาวใน 5 สายคลองรวม 10,000 ตัวในปลายเดือนกันยายนนี้เพื่อลดจำนวนลูกปลาหมอคางดำด้วยวิธีธรรมชาติ” นายประจวบกล่าว

ในโอกาสนี้ ประมงเพชรบุรียังมอบลูกพันธุ์ปลากะพงให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีก 5,000 ตัว ภายใต้โครงการ “กองทุนปลากะพง” ที่ได้รับการสนับสนุนลูกปลาขนาด 4-5 นิ้วจาก ซีพีเอฟ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง เพื่อรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตกุ้งหรือปู และสร้างรายได้เสริมเมื่อนำปลากะพงโตเต็มวัยเกษตรกรสามารถจับไปจำหน่ายอีกด้วย จนถึงวันนี้ กองทุนได้มอบ ลูกพันธุ์ปลากะพงขาวให้แก่เกษตรกร 64 รายในอำเภอเขาย้อยและอำเภอเมืองไปปล่อยในบ่อแล้วรวม 15,000 ตัว

นายประจวบยังกล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมา ปลาหมอคางดำยังช่วยสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและชุมชน การใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อเลี้ยงปลากะพง หรือทำเป็นเหยื่อเลี้ยงปูช่วยเกษตรกรลดต้นทุน  นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เป็นอีกโมเดลที่ดีในการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นสินค้าอาหาร จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ใบโพธิ์” เช่น ปลาร้าแห้งทอด แจ่วบอง น้ำปลาร้าปรุงรส และล่าสุด ทำเป็นปลาส้ม ซึ่งประมงเพชรบุรีเตรียมขยายผลให้กับกลุ่มอื่นๆ ในจังหวัดต่อไป

รองปลัดฯถกคณะทำงานดำเนินการทุนรัฐบาล (ก.พ.) 28 ทุน

รองปลัดฯถกคณะทำงานดำเนินการทุนรัฐบาล (ก.พ.) 28 ทุน

รองปลัดฯถกคณะทำงานดำเนินการทุนรัฐบาล (ก.พ.) 28 ทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.45 น.

รองปลัดฯ อัญชลี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ครั้งที่ 2/2568

วันนี้ (11 ก.ย.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 134 – 135 เพื่อพิจารณาจัดสรรทุนตามความต้องการของส่วนราชการหน่วยงานของรัฐ (ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการจัดสรรทุนรัฐบาล หรือ ทุน ก.พ. จำนวนทั้งสิ้น 28 ทุน แบ่งเป็น ทุนบุคคลทั่วไป จำนวน 5 ทุน และทุนบุคลากรภาครัฐ จำนวน 10 ทุน แบ่งออกเป็นทุนระยะสั้น (ปริญญาโทและฝึกอบรม) จำนวน 11 ทุน และทุนระยะยาว (ปริญญาเอก) จำนวน 2 ทุน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการดำเนินการทุนรัฐบาลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2567 การดำเนินการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐเพื่อรับทุนรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 การจัดสรรทุนตามความต้องการของส่วนราชการ/หน่วยงานของรัฐ (ส่วนกลางและภูมิภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักงาน ก.พ. และแนวทางดำเนินการทุนตามความต้องการของส่วนราชการ/หน่วยงานของรัฐ (ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อีกด้วย

015

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

กยท.จัดงบฯช่วยชาวสวนยางควักทุนโค่นแล้วปลูกใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.37 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดสรรงบ 2,800 ล้านบาท เร่งช่วยเหลือชาวสวนยางโค่นปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนอนุมัติ ไร่ละ 16,000 บาท อนุมัติคำขอครบ 100% แล้ว เดินหน้าจ่ายเงินฯ เสร็จสิ้น ภายใน 15 ก.ย. นี้ หวังลดต้นทุน-เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างความยั่งยืนแก่อาชีพชาวสวนยาง

วันนี้ (11 ก.ย.) ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากซึ่งได้ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทนโดยใช้ทุนของเกษตรกรก่อนได้รับการอนุมัติจาก กยท. โดยบางส่วนได้ดำเนินการโค่นและปลูกด้วยทุนส่วนตัวล่วงหน้าก่อนการได้รับอนุมัติจาก กยท. ทั้งนี้ กยท. ได้ดำเนินการรวบรวมคำขอคงค้างดังกล่าว และกำหนดแผนให้การโค่นและปลูกแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีเกษตรกรยื่นแบบคำขอ (กยท. 4) รวมทั้งสิ้น 36,283 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 346,685.90 ไร่ โดย กยท. ได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2568 จากกองทุนพัฒนายางพาราตามมาตรา 49(2) เป็นวงเงินรวม 2,860,431,552.20 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ กยท. ได้อนุมัติคำขอฯ ครบ 100% แล้ว และได้ดำเนินการจ่ายเงินส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ไปแล้วเป็นเงิน 501,703,659.23 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 2568) โดยคาดว่าจะจ่ายเงินได้ครบจำนวนภายในวันที่ 15 ก.ย. นี้

ดร.เพิก กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการโค่นต้นยางและปลูกแทน ถือเป็นโครงการสำคัญของ กยท. ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตยางพาราไทย โดยการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเลือกแนวทางการปลูกที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกยางพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มผลผลิต การปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ทางเลือก หรือการทำสวนยางยั่งยืนที่ผสมผสานกับกิจกรรมเกษตรอื่น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพและความยั่งยืนแก่ภาคเกษตรกรรมในระยะยาวต่อไป

 “กยท. ยังคงเดินหน้าโครงการโค่นและปลูกยางแทนในทุกปี พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการปลูกต้นยางรุ่นใหม่ และช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการสวนยางได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” ดร.เพิก กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทนในปีงบประมาณ 2569 สามารถยื่นคำขอรับการปลูกแทน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 ได้ที่ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่ใกล้บ้าน โดยคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการโค่นต้นยางและปลูกแทน ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีสิทธิ์ในที่ดินสวนยาง หรือเป็นผู้ครอบครองที่ดินสวนยางอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสวนยางอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือมีสภาพทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางได้ผลน้อย โดยสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เบอร์ 0-2433-2222 ต่อ 251 หรือ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่ใกล้บ้าน

015

ฝนหลวงฯ ช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ขาดแคลนน้ำ

ฝนหลวงฯ ช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ขาดแคลนน้ำ

ฝนหลวงฯ ช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ขาดแคลนน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.29 น.

กรมฝนหลวงฯ ช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!! วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย และปฏิบัติการเชิงรุกช่วยพื้นที่ขาดแคลนน้ำก่อนหมดฤดูฝนนี้

วันนี้ (11 ก.ย.) นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 10-11 กันยายน 2568 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลาง พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย และในช่วงวันที่ 12 – 16 กันยายน 2568 ภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเริ่มมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักมากบริเวณภาคตะวันออก จากสถานการณ์ดังกล่าวได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงวางแผนการทำงานอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบกับพื้นที่ที่อาจะเสี่ยงเกิดอุทกภัย และพื้นที่การเกษตรที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้ว

นายราเชน กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำสำหรับเพาะปลูกในช่วงห้วงสุดท้ายก่อนหมดฤดูฝนปีนี้ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่การเกษตร เขื่อนและอ่างเก็บน้ำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อำเภอโพนทราย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดยโสธร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดชัยภูมิ ยังต้องการน้ำสำหรับข้าวและอ้อยในระยะแตกกอ มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระยะเจริญเติบโต รวมถึงสถานการณ์น้ำของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังขอรับบริการฝนหลวง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่า 60% (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2568) ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง (19.81%) เขื่อนลำพระเพลิง (35.03%) เขื่อนมูลบน (39.35%) และเขื่อนลำนางรอง (23.67%) ส่วนพื้นที่ภาคกลางเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนทับเสลา (10%) เขื่อนกระเสียว (26%) เขื่อนศรีนครินทร์ (50%) สำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงเน้นเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนปราณบุรี (37.39%) ซึ่งขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากรมฝนหลวงฯ จะปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการ จะระมัดระวังพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้ว และพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

อย่างไรก็ตาม ผลการปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 9 กันยายน 2568 ปฏิบัติการไปจำนวน 175 วัน 2,185 เที่ยวบิน ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือ 63 จังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ตาก พะเยา กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร อุดรธานี ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง กระบี่ สงขลา โดยมีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวง คิดเป็น 96% ปฏิบัติการเติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 29 แห่งและอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก จำนวน 190 แห่ง พื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 144 ล้านไร่ และมีปริมาณฝนสะสมจากการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 471.28 ล้านลูกบาศก์เมตร

015

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.48 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว มีนโยบายการลดต้นทุนการผลิตข้าวผ่าน โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าวชัยภูมิ ได้ดำเนินงานในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร ผ่านศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ ตำบลท่าคร้อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ยกระดับการทำนา พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

โดยโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก เช่น ค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และแรงงาน ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนเงินช่วยเหลือต่อไร่ ผ่านการลงทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากลดต้นทุน ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและวิธีการปลูกข้าวที่ทันสมัย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ภาครัฐยังมีแผนขยายผลโครงการในระยะยาวเพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/gOOCVvawe0c

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกรมหม่อนไหม ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้ยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกรมหม่อนไหม ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้ยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกรมหม่อนไหม ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสร้างรายได้ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.30 น.

กรมหม่อนไหมร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมทางวิชาการและข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งยกระดับการส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อมไหม และนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมทางวิชาการและข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล ระหว่างกรมหม่อนไหม และ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อบูรณาการความร่วมมือ

โดยนายนวนิต กล่าวว่า กรมหม่อนไหมมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งการลงนามร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้สามารถเข้าถึงเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีอยู่กว่า 80,000 รายทั่วประเทศอย่างทั่วถึง ที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิตมากขึ้นผ่านเครือข่ายของทั้ง 2 หน่วยงานอีกด้วย

ทั้งนี้ปัจจุบัน กรมมันไหมมีเจ้าหน้าที่ทั้งกรมอยู่ประมาณ 360 อัตราที่เป็นข้าราชการซึ่งไม่สามารถทำงานอัตราที่เป็นข้าราชการซึ่งไม่สามารถทำงานในด้านการส่งเสริมครุมในทุกพื้นที่ จึงจำเป็น จึงจำเป็นที่จะต้อง อาศัยความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยกรมส่งเสริมมีเจ้าหน้าที่ที่มีทั้งเกษตรตำบล โดยกรมส่งเสริมมีเจ้าหน้าที่ที่มีทั้งเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอและที่สำคัญทั้งสองกรมเคยเป็นหน่วยงานเดียวกันมาก่อน และมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการส่งเสริมจึงต้องขอความร่วมมือในเรื่องการส่งเสริมและให้ความรู้ด้านหม่อนไหม ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อที่จะทำงาน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อที่จะทำงานบูรณาการร่วมกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกรในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

” กรมหม่อนไหมมีบุคลากรค่อนข้างน้อยจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นกลุ่มที่ที่มีเจ้าหน้าที่ทั้งเกษตรตำบล กรมหม่อนไหมมีบุคลากรค่อนข้างน้อยจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นกลุ่มที่ที่มีเจ้าหน้าที่ทั้งเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอ จึงได้มีการลงนามความร่วมมือร่วมกัน เพื่อที่จะทำงาน เพื่อที่จะทำงานบูรณาการด้านการส่งเสริมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร“นายนวนิต

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า การร่วมมือในครั้งนี้จะยังช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีกว่า 8 ล้านครัวเรือนได้เข้าถึงองค์ความรู้และได้รับการส่งเสริมด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมซึ่งจะเป็นการสร้างความหลากหลายในการทำการเกษตร รวมถึงเป็นแนวทางการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีต้นทุนต่ำ และให้ผลผลิตสูงอีกด้วย

-(016)