นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร! ‘เครื่องพ่นปุ๋ยอัตโนมัติ’ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตอ้อย

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.18 น.

มข.เปิดตัวนวัตกรรม ‘เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์’ ต่อยอดเกษตรอัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต-ปลอดภัย

วันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สกนช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ต้นแบบระบบพ่นปุ๋ยน้ำและสารเคมีแบบอัตโนมัติสำหรับติดตั้งพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์” ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยยกระดับการทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลแปลงอ้อยในประเทศไทย

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้คิดค้นและพัฒนาระบบนี้ เปิดเผยว่า นวัตกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนแรงงานและเวลา เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยในการทำงานของเกษตรกร โดยระบบถูกออกแบบมาสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก 25-30 แรงม้า ซึ่งเป็นรุ่นที่เกษตรกรนิยมใช้งานอย่างแพร่หลาย

จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือแขนพ่นที่สามารถกางได้กว้างถึง 180 องศา และปรับระดับความสูงให้เหมาะกับความสูงของต้นอ้อยและพืชอื่นๆ ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมจากตำแหน่งคนขับ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยม

ในด้านสมรรถนะ ระบบนี้มาพร้อมถังบรรจุขนาด 200 ลิตร สามารถพ่นได้ประมาณ 5 ไร่ต่อการเติม 1 ครั้ง และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 6.5 ลิตรต่อชั่วโมง

ล่าสุด ได้มีการส่งมอบเครื่องต้นแบบให้กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง 4 ภาค ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชลบุรี และอุดรธานี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้าศึกษาดูงานและทดลองใช้งานจริง

โดย รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นวัตกรรมนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยให้ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อศูนย์ฯ ในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเข้าชมและขอรับคำแนะนำได้แล้ววันนี้ ///-026

กรมชลฯ ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำเมืองราชบุรี – กาญจนบุรี

กรมชลฯ ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำเมืองราชบุรี - กาญจนบุรี

กรมชลฯ ติดตามความคืบหน้างานพัฒนาแหล่งน้ำเมืองราชบุรี – กาญจนบุรี

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

22 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนางสาว มัทนา เจริญศรี รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และคณะ ลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการอาคารทดน้ำบ้านสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยมีผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และสรุปผลความก้าวหน้าโครงการฯ 

สำหรับโครงการอาคารทดน้ำบ้านสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นอาคารชลประทานประเภทประตูระบายน้ำ จำนวน 6 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,750 ลบ.ม./วินาที เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเทศบาลตำบลสวนผึ้ง รวมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ประชาชนได้รับประโยชน์ 1,217 ครัวเรือน ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้กว่า 4,000 ไร่

จากนั้น ได้รับฟังการบรรยายสรุปโครงการผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นงานก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.20 เมตร ความยาว 20.50 กิโลเมตร พร้อมระบบส่งน้ำ หากโครงการฯ แล้วเสร็จ จะสามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้มากกว่า 414,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ประมาณ 53,810 ครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรม (ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ)

-(016)

อธิบดีฝนหลวง เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้

อธิบดีฝนหลวง เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้

อธิบดีฝนหลวง เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

22 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร เป็นประธานในการประชุมตรวจติดตามผลการปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่ข้างเคียง โดยมีนางสาวศิริพร ทวีเดช ผู้อำนวยการกองตรวจและพัฒนาการตรวจสภาพอากาศฝนหลวง นายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนบน) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการขึ้นทำปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้สั่งการให้มีการปรับแผนนำเครื่องบินปฏิบัติการของกรมฝนหลวงมาเพิ่มยังหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่นอีก 2  ลำ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการโดยจะทำให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่นมีเครื่องบินประจำการทั้งหมด 5 ลำ

-(016)

‘อรรถกร’ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกก. ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

‘อรรถกร’ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกก. ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

‘อรรถกร’ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกก. ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

‘อรรถกร’ประกาศมาตรการเร่งด่วน ดึงสหกรณ์-โรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อ‘ข้าวโพด’ 9 บาทต่อกิโลกรัม ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต

22 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ นำโดยนายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์ (PIA) รวมถึงผู้แทนจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ และสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีจุดยืนร่วมกันคือ การดูแลพี่น้องเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำโดยผลการหารือ สมาคมฯ ยืนยันพร้อมเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะมีที่รองรับผลผลิตแน่นอน”นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเข้ามามีบทบาทในการรับซื้อ พร้อมทั้งประสานงานกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเพื่อร่วมกันดูแลราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หากมีกรณีพ่อค้าคนกลางกดราคา โดยจะประสานโรงงานรับซื้อให้พิจารณาดำเนินการอย่างเป็นธรรมซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และผมขอขอบคุณสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ มาโดยตลอด

ขณะที่นายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ย้ำว่า สมาคมฯ พร้อมเดินหน้าให้ความช่วยเหลือและปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดตามที่ได้ให้คำมั่นกับรัฐบาล โดยการรับซื้อจะดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด

ชป. ติดตามความก้าวหน้าก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี

ชป. ติดตามความก้าวหน้าก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี

ชป. ติดตามความก้าวหน้าก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

ชป. ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลพบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยชะเอมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบูรณ์

22 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายเจษฎา โทศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 10 นายสมคิด ศิริรูป หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจการปฏิบัติงานกรณีงานดำเนินการเอง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี โดยมีนายประไพ สังข์ศรี หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 4 บรรยายรายละเอียดการดำเนินโครงการ ณ บริเวณจุดก่อสร้าง ต่อมา เวลา 15.00 น. ติดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยชะเอมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายสุพันธุ์ เกตละคร หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 3 บรรยายรายละเอียดการดำเนินโครงการ ณ บริเวณจุดก่อสร้าง

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยซับสองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านวังมโนราห์ ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี มีแผนงานก่อสร้าง 3 ปี (2567 – 2569) เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเก็บกักน้ำได้ 2.24 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 2,000 ไร่ ครอบคลุมตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ และตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยชะเอมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีแผนการก่อสร้าง 5 ปี (2567 – 2571) เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 4.45 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำในการอุปโภค – บริโภค และพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 4,000 ไร่

-(016)

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

21 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน ร่วมประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยมีคณะที่ปรึกษาโครงการ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชนเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยได้รับเกียรติจาก นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็น 1 โครงการ จาก 3 โครงการเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้คัดเลือก เพื่อนำไปศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม ลักษณะโครงการเป็นประตูระบายน้ำแบบบานโค้ง มีบานระบายน้ำ 10 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,748.31 ลบ.ม/วินาที เพื่อเก็บกักและเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำยมให้เกษตรกรสามารถสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำให้กับสถานีสูบน้ำบริเวณพื้นที่โครงการปัจจุบัน จำนวน 15 แห่ง หากโครงการแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์รวม 11 ตำบล จำนวน 28,714 ไร่

โดยการจัดประชุมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการที่ได้รับการคัดเลือก แนวทางการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังสภาพปัญหา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะดำเนินการศึกษาโครงการฯอย่างรอบคอบ โปร่งใส เพื่อให้โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย สามารถตอบโจทย์ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนชาวแพร่อย่างยั่งยืน

-(016)

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

21 สิงหาคม 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมว.เกษตรฯ  ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากกรณีที่ประเทศจีนอาจจะมีการเพิ่มมาตรการในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถันในลำไยของไทย

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ทางการจีนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการสุ่มตรวจ จากค่ามาตรฐานที่กำหนดในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามเมื่อปี พ.ศ.2547 ว่า สารซัลเฟอร์ในลำไย ที่เนื้อไม่เกิน 50 mg/kg แต่อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการยกระดับมาตรฐานสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือก แทนการตรวจเฉพาะเนื้อ

นายเอกภาพ เปิดเผยต่อว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยนายอรรถกร  ได้มีจุดยืนที่จะทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร  โดยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำนัดเรื่องเวลาในการที่จะเข้าไปพบกับจีนแล้ว  เพื่อพูดคุยทางการค้าและหาข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรการสุ่มตรวจในลำไยที่จะเกิดขึ้นได้

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

21 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ของสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 โดยมี นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายสิงหา ผจงกิจการ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายชัยณรงค์ สิงห์ยะบุศย์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายชาคริตฬ์ ไม้พันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม นายนครศรี กรุณา ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล นายเจษฎา ตงศิริ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ พร้อมทั้งบรรยายสรุปงานก่อสร้างประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำหนองสองห้อง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย และแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ณ ประตูระบายน้ำหนองสองห้อง ตำบลนาคำ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

สำหรับประตูระบายน้ำหนองสองห้อง ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาคำ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นประตูระบายน้ำขนาด 12.5×7.5 เมตร จำนวน 4 ช่องบาน อัตราการระบายน้ำ 560 ลบ.ม./วินาที สถานีสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบ Vertical Mixed Flow Pump ขนาด 15 ลบ.ม./วินาที จำนวน 4 เครื่อง อัตราการระบายน้ำ 60 ลบ.ม./วินาที มีอาคารประกอบอื่น เช่น อาคารที่ทำการ บ้านพักข้าราชการ ถนนภายในหัวงาน

ในส่วนของ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง มีพื้นที่รับน้ำ 2,260 ตร.กม. มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ยประมาณ 1,257.65 ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ ในช่วงฤดูฝนจะเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และในช่วงฤดูแล้งมักประสบปัญญาภัยแล้ง เนื่องจากไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และมีลักษณะเช่นนี้เป็นประจำ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ระยะเวลาโครงการ 9 ปี (พ.ศ. 2561 – 2569) ลักษณะของโครงการ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อัตราการสูบน้ำรวม 150 cms. ปรับปรุงพนังกั้นน้ำเดิมฝั่งขวาตามแนวลำห้วยหลวง ยาว 18.6 กม. อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำสาขา 3 แห่ง พนังกั้นน้ำใหม่ฝั่งซ้าย ยาว 41.85 กม. และฝั่งขวา ยาว 29.34 กม. ช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวงยาว 47 กม. อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำตามลำน้ำสาขา 8 แห่ง อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวง จำนวน 3 แห่ง โครงข่ายระบบชลประทาน จำนวน 13 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่ แก้มลิงและอาคารประกอบ จำนวน 20 แห่ง ระบบควบคุมอุทกภัยอัจฉริยะ (Smart Flood Control System) ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ได้รับ ได้แก่ บรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี จำนวนพื้นที่รับประโยชน์ 54,390 ไร่ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 300,195 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานีโดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ใกล้เคียง ประชาชนในพื้นที่โครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น 25,292 บาท/คน/ปี

-(016)

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบแนวทางการพัฒนาศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช และการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับจังหวัดฯ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศ

วันนี้ (21 ส.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัด พร้อมบุคลากรสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมการประชุมกว่า 120 คน ว่า กระทรวงเกษตรฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวขึ้น ระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2568 ที่ จ.นครพนม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับภูมิภาค 2 เรื่อง คือ 1) การพัฒนาศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อขอรับรองเป็นศูนย์ราชการสะดวก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจให้เกษตรกรที่มารับบริการหรือขอรับการช่วยเหลือ สร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกร และขยายผลเป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว โดยเริ่มต้นจากงานบริการของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด อาทิ การบริการข้อมูลการเกษตร การร้องเรียน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การกู้เงินกองทุนหมุนเวียนฯ/กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ฝนหลวง ภัยธรรมชาติ เกษตรพันธสัญญา การประชาสัมพันธ์การเกษตร เป็นต้น และ 2) การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัดภายใต้แผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ มีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นประธานคณะทำงานประเด็นการพัฒนาจังหวัดด้านการเกษตร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำหนดนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) ผลักดันการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2) เร่งขับเคลื่อนนโยบายของ รมว.เกษตรฯ 9 นโยบาย 8 ข้อสั่งการ อาทิ การเร่งขยายผลการขับเคลื่อนศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เป็นต้น 3) การสนับสนุนการตรวจราชการนอกสถานที่และการประชุม ครม. สัญจรของ รมว.กษ. และ รมช.กษ. 4) การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การทำงานของกระทรวง ทั้งส่วนกลางและจังหวัด เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และ 5) การเตรียมการรองรับและการแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร

“การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องอาศัยการประสานและบูรณาการงานจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งการจัดเวทีประชุมบุคลากร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นายประยูร กล่าว
นายประยูร กล่าวอีกว่า ในวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มีการพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของแต่ละจังหวัด ซึ่งแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ สามารถนำไปปรับใช้ในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายได้ตามความเหมาะสม รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวก เพื่อสร้างความประทับใจ
ความพึงพอใจแก่เกษตรกรที่มารับบริการ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการสนับสนุนช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกร รวมถึงให้ความสำคัญต่อการใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเกษตรได้เร็ว ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีเสวนาโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ไทย ลาว เวียดนาม จีน ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญ เนื่องจากมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชื่อมไปยังลาว เวียดนาม จีน ที่ใกล้ที่สุด ทั้งที่หนองคาย มุกดาหาร นครพนม ช่องเม็ก-อุบลราชธานี รวมถึงสะพานแห่งใหม่ที่บึงกาฬ มีภาคเอกชนที่ส่งสินค้าเกษตรไปลาว เวียดนาม และจีน มาเล่าประสบการณ์ และแนวโน้มความต้องการสินค้าของตลาด รวมถึงจะได้ศึกษาดูงานการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ณ ด่านศุลกากรนครพนมด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิต และการกำหนดแผนพัฒนาด้านการเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อไป

015

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

21 สิงหาคม 2568 นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำน่าน โดยมี นายวิทูร เกิดอินทร์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานพิษณุโลก สำนักงานชลประทานที่ 3 ร่วมบรรยายสรุปข้อมูลและแนวทางบริหารจัดการน้ำ พร้อมร่วมลงพื้นที่ ณ สถานีวัดน้ำ N.5A (สะพานเอกาทศรถ) และจุดเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเมือง เช่น บริเวณคอนโดทรัพย์ทวี ถนนธรรมบูชา และบริเวณแพน่านน้ำพิษณุโลก

สถานการณ์ล่าสุด ระดับน้ำแม่น้ำน่านอยู่ที่ 7.88 เมตร จากระดับตลิ่ง 10.37 เมตร อัตราการไหล 844.40 ลบ.ม./วินาที แม้ยังต่ำกว่าระดับวิกฤติ แต่เข้าสู่ เกณฑ์เฝ้าระวัง (ธงสีเหลือง) โดยหากระดับน้ำสูงถึง 8.50 เมตร เทศบาลฯ เตรียมบล็อกท่อระบายน้ำและใช้เครื่องสูบน้ำแทน เพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเขตเมือง

ขณะนี้ เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย ยังมีความสามารถในการรองรับน้ำได้เพียงพอ และได้มีการปรับลดอัตราการระบายน้ำ พร้อมประสานงานร่วมกับเขื่อนนเรศวร และเขื่อนผาจุก เพื่อควบคุมระดับน้ำในลำน้ำน่านอย่างสมดุล โดยทางสำนักงานชลประทานที่ 3 มีการบริหารจัดการน้ำแบบรายวันอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ การติดธงสีเหลืองเป็นมาตรการเชิงป้องกันล่วงหน้า ยังไม่มีสัญญาณความเสี่ยงฉับพลัน แต่ขอให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบกิจกรรมในแม่น้ำ ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

-(016)