‘เกษตร’กำชับ’กรมชลฯ’บริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

'เกษตร'กำชับ'กรมชลฯ'บริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

‘เกษตร’กำชับ’กรมชลฯ’บริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.10 น.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์น้ำวันนี้ (18 ก.ย.68) มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รวม 55,117ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ78 ของความจุอ่างรวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 15,810 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 22 ของความจุอ่างรวมกัน

โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 10แห่ง คือ สิริกิติ์ แม่งัดสมบูรณ์ชล แควน้อยบำรุงแดน แม่มอก ห้วยหลวง น้ำอูน ศรีนครินทร์วชิราลงกรณ บางพระและประแสร์

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50% ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 16 แห่ง คือ ภูมิพล แม่กวงอุดมธารา กิ่วลม กิ่วคอหมา น้ำพุง จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลำปาว ลำแชะ สิรินธร ป่าสักชลสิทธิ์ขุ นด่านปราการชล หนองปลาไหล แก่งกระจาน นฤบดินทรจินดา และรัชชประภา

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำระหว่าง 31 – 50%ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 5แห่ง คือ ลำพระเพลิง มูลบน กระเสียว ปราณบุรีและบางลาง

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุอ่าง ปัจจุบัน มีจำนวน 4แห่ง คือ ลำตะคองลำนางรอง ทับเสลาและคลองสียัด

ทั้งนี้ สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ จำนวน 470 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 59,112 ล้าน ลบ.ม. (77% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 35,163 ล้าน ลบ.ม. (67% ของความจุอ่างฯรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 17,395 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นรายภาค ดังนี้

ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 21,351 ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 14,514 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 4,619* ล้าน ลบ.ม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 7,495 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้5,674 ล้าน ลบ.ม. (65% ของความจุอ่างฯรวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 2,995ล้าน ลบ.ม.

ภาคกลาง มีปริมาณน้ำในอ่าง รวมกันทั้งสิ้น 1,131 ล้าน ลบ.ม. (62% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 1,045 ล้าน ลบ.ม. (60% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 707 ล้าน ลบ.ม.

ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 21,628 ล้าน ลบ.ม. (81% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)  เป็นน้ำใช้การได้ 8,340 ล้าน ลบ.ม. (62% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 5,141 ล้าน ลบ.ม.

ภาคตะวันออก มีปริมาณในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 1,678 ล้าน ลบ.ม. (66% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้1,528 ล้าน ลบ.ม. (64% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 846 ล้าน ลบ.ม.

ภาคใต้มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 5,829 ล้าน ลบ.ม. (65% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 4,064 ล้าน ลบ.ม. (57% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 3,086 ล้าน ลบ.ม.

นายเอกภาพ กล่าวว่า ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ปัจจุบัน (18 ก.ย. ) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 20,360ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)  ปริมาณน้ำใช้การได้13,664 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 153.91 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำออกจากอ่างฯ66.33ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 4,511 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น

เขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,758 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 55.12 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 10.00 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนสิริกิติ์ปริมาณน้ำใช้การได้5,507ล้าน ลบ.ม. (83% ของความจุอ่างฯรวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 28.09 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 19.99 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำใช้การได้734 ล้าน ลบ.ม. (82% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 16.37 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 10.37 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำใช้การได้665 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 54.34 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 25.97 ล้าน ลบ.ม

ส่วนแม่น้ำปิง ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ วัดได้526 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 615 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 2.71 เมตร

แม่น้ำน่าน ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ วัดได้1,244 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 1,244 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 0.88 เมตร

สำหรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา (ณ 06.00 น.) สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,200 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน 17.04 ม. ระดับน้ำท้ายเขื่อน 15.23 ม. (ต่ำกว่าตลิ่ง 1.11 ม.) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นายเอกภาพ ย้ำ กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาด้วยการหน่วงน้ำไว้ด้านเหนือ พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ตามศักยภาพของคลอง เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ย้ำคุมโรคพิษสุนัขบ้า ยกระดับจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ย้ำคุมโรคพิษสุนัขบ้า ยกระดับจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ย้ำคุมโรคพิษสุนัขบ้า ยกระดับจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.29 น.

“รมว.อรรถกร”ลุยฉะเชิงเทรา ทำหมันสุนัข-แมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า สร้างความปลอดภัยให้ ปชช. ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ตั้งเป้าขยายผลโครงการเพิ่ม 30%

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จังหวัดฉะเชิงเทรา ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ วัดบางไทร ต.โยธะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ปัญหาประชากรสุนัขและแมวจรจัดเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบหลายมิติ ทั้งต่อสุขอนามัย ความปลอดภัยของประชาชน และที่สำคัญคือความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีรายงานพบโรคอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคนี้แล้ว 1 รายในปีนี้ สถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

“การทำหมันสุนัขและแมวถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดจำนวนประชากรสัตว์ที่ไร้ที่พึ่ง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อระหว่างสัตว์สู่สัตว์ และจากสัตว์สู่คน อีกทั้งยังส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน และเพื่อให้ประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ผมขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง การดูแลสัตว์ที่มีอยู่ในครัวเรือน และการแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสัตว์จรจัด เพื่อช่วยกันสร้างชุมชนปลอดภัยอย่างแท้จริง” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ นายอรรถกร ได้เข้าร่วมการอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งรับมอบบัตรประจำตัวอาสาสมัครปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นได้ร่วมปฏิบัติจริง โดยทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สัตว์เลี้ยงที่เข้ารับบริการ พร้อมทั้งนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมกิจกรรมการผ่าตัดทำหมันและการฉีดวัคซีนในสัตว์ อีกทั้งยังมอบอาหารสุนัขและแมวให้กับเกษตรกรที่นำสัตว์เลี้ยงมารับบริการอีกด้วย

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเสริมว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ เชื่อมั่นว่าจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าได้ในระยะยาว พร้อมยืนยันว่ากรมปศุสัตว์จะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

– 006

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

จับมือ 3 หน่วยงาน ยกระดับคุณภาพทุเรียนจันทบุรี ด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ คุมเข้ม BY2 และแคดเมียม แก้วิกฤตส่งออก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน-มังคุด และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เซ็นทรัลแล็บไทย ร่วมลงนามความร่วมมือภายใต้โครงการ “Chanthaburi Green Smart City สร้างเมืองผลไม้เพื่อการส่งออกด้วยมาตรฐานสากล” สร้างความเข้าใจ และยกระดับมาตรฐานในทุกด้าน ให้กับผู้ประกอบการทุเรียนในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หลังพบว่าฤดูกาลส่งออกที่ผ่านมา ประเทศคู่ค่าสำคัญ ประเทศจีน ตรวจพบสารปนเปื้อน แคดเมียม และ BY2 และตีกลับสินค้าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออก และเกษตรกรจำนวนมาก 

โดยเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างความตระหนัก ในการตรวจมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการในทุกขั้นตอน ได้แก่ ดิน น้ำ ปุ๋ย , การตรวจประเมินสวน (GAP), การตรวจสารเคมีตกค้างในผลผลิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการยืนยันถึงผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก เซ็นทรัลแล็บไทย ในฐานะห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 

นายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ด้วยปัญหาส่งออกทุเรียนหลักที่พบในขณะนี้ คือ การถูกเข้มงวดจากตลาดจีนเรื่องสารตกค้าง (เช่น สาร BY2 และแคดเมียม) ทำให้เกิดการปนเปื้อนและส่งผลให้ถูกตีกลับ รวมถึงการที่ทุเรียนเวียดนามมีต้นทุนต่ำกว่าและส่งออกได้มากขึ้น ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีน นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้ง สภาพอากาศที่แปรปรวน และการพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป ก็เป็นปัจจัยท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนไทยด้วย  สาเหตุและปัญหาหลักการปนเปื้อนสารตกค้าง เนื่องจากตลาดจีนเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสารตกค้าง เช่น สาร BY2 (สารชุบสี) และแคดเมียม ซึ่งพบว่าทุเรียนไทยบางส่วนมีการปนเปื้อน ทำให้เกิดการตีกลับและระงับการส่งออก
โดยภาครัฐได้หาแนวทางแก้ไขเบื้องต้น ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตทุเรียนให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยจากสารตกค้าง โดยการควบคุมและบทลงโทษที่ชัดเจน โดยกรมวิชาการเกษตรต้องเร่งตรวจสอบที่มาที่ไปของสารตกค้าง และมีระบบตรวจสอบพร้อมบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับล้งหรือโรงคัดบรรจุที่ละเมิดมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง และระบบ QR Code เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ

ด้าน นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการทุเรียน-มังคุด กล่าวว่า โครงการ “Chanthaburi Green Smart City สร้างเมืองผลไม้เพื่อการส่งออกด้วยมาตรฐานสากล” เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรผ่านการพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในจังหวัดจันทบุรีให้ได้รับรองตามมาตรฐานที่กำหนด นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสการส่งออกในเวทีโลก โดยเฉพาะตลาดจีนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และความยั่งยืน เป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนผ่านจากการขายผลไม้ในรูปแบบสินค้าเกษตรทั่วไป ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในฐานะ ‘อุตสาหกรรมผลไม้’ ที่มีระบบมาตรฐานสากลรองรับ ทั้งด้านการตรวจสอบย้อนกลับ การรับรอง GAP / Global GAP การใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data เพื่อจัดการข้อมูลสวนและผลผลิต ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมในโรงคัดบรรจุที่สะท้อนภาพลักษณ์สินค้ามูลค่าสูง

นายชาคริต  เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการเซ็นทรัลแล็บไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านเซ็นทรัลแล็บไทย มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ในการเป็นห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสอบสารตกค้าง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่จีนเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสารตกค้าง เช่น สาร BY2 (สารชุบสี) ทางเซ็นทรัลแล็บไทย ได้ดำเนินการ พัฒนาวิธีการทดสอบ เพื่อให้ทันสถานการณ์ 

ทั้งนี้ การสุ่มตรวจตัวอย่างดิน โดยเซ็นทรัลแล็บไทย ได้ร่วมกับ อบจ.จันทบุรี และสมาคมฯลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดินในทุกอำเภอ ของจังหวัดจันทบุรี สุ่มตัวอย่างจำนวน 450 ตัวอย่าง เข้าตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่า ส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GAP DOA ตามที่กรมวิชาการเกษตร กำหนดไว้ ที่ 0.15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  พบปัญหาเพียง 15 ตัวอย่าง คิดเป็น 3 % ที่มีค่าสูงกว่ามาตรฐาน แต่อยู่ในระดับที่สามารถแก้ไขได้เพื่อให้กลับไปอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ในการปรับปรุงดินแทนการใช้ปุ๋ยเคมี หรือ ปลูกพืชล้มลุก ที่มีคุณสมบัติในการดูดสารแคดเมียมได้ เช่น พืชตระกูลผักกาด และ กะหล่ำ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี และเซ็นทรัลแล็บไทย มีแผนในการบูรณาการความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ให้สามารถผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ผลักดันการส่งออกผลไม้ ไปยังตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร และส่งเสริมรายได้กลับคืนสู่ประเทศอย่างยั่งยืน

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

‘ฉะเชิงเทรา’ใช้โมเดล‘กิน คุม ฟื้น’ สู้‘ปลาหมอคางดำ’ ร่วมกับ‘ซีพีเอฟ’เดินหน้าปล่อยปลานักล่า 10,000 ตัว

จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยสำนักงานประมงจังหวัด ร่วมกับอำเภอบางปะกง องค์การบริหารส่วนตำบลสองคลอง ชุมชนในพื้นที่ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างจริงจัง ภายใต้โมเดล “กิน คุม ฟื้น” ผ่านกิจกรรมปล่อยลูกปลากะพงขาวขนาด 4–5 นิ้ว จำนวนกว่า 10,000 ตัว ลงในแม่น้ำบริเวณท่าน้ำวัดไตรสรณาคม ใช้ “ปลานักล่า” เป็นกลไกทางธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาต่างถิ่นที่แพร่พันธุ์รวดเร็ว

นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โมเดล “กิน คุม ฟื้น” เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริงและสร้างคุณค่าได้ โดยไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ 4 อำเภอ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนผ่านการจับปลาขึ้นมาบริโภคและจำหน่าย

การปล่อยปลานักล่า เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ดำเนินควบคู่กับกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ด้วยการระดมพลังชุมชนร่วมจับปลาหมอคางดำในคลองสายต่างๆ อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้เริ่มเห็นชัดเจน ลูกปลาหมอคางดำตัวเล็กลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันปลาพื้นถิ่น เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลานิล และปลาเกล็ดขาว เริ่มกลับคืนมาในแม่น้ำ ซึ่งถือเป็น “ดัชนีธรรมชาติ” ที่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของระบบนิเวศ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังสามารถจับปลากะพงที่เคยปล่อยไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาบริโภคและจำหน่าย เพิ่มรายได้และเสริมความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน

“สิ่งสำคัญคือการสร้างความตระหนักให้ชาวฉะเชิงเทราเห็นว่า การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ใช่เพียงการกำจัด แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง การนำปลามาบริโภคหรือจำหน่ายเป็นกลไกช่วยควบคุมปริมาณให้ลดลงอย่างยั่งยืน พร้อมกับฟื้นจำนวนปลาพื้นถิ่นไปด้วยกัน” นายคนึงกล่าว

นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำของประมงจังหวัดฉะเชิงเทราได้รับแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรเอกชน โดยเฉพาะบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ได้สนับสนุนพันธุ์ปลากะพงขาว พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์จับปลาและวัสดุที่จำเป็นสำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

มาตรการ “กิน คุม ฟื้น” ของฉะเชิงเทรานับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิถีธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำเกิดผลอย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส” ช่วยสร้างสมดุลทางระบบนิเวศ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนในชุมชน

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’และคณะ ตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.นราธิวาส’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'และคณะ ตรวจเยี่ยม'ส.ป.ก.นราธิวาส'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’และคณะ ตรวจเยี่ยม’ส.ป.ก.นราธิวาส’

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.23 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ตรวจเยี่ยม ส.ป.ก.นราธิวาส โดยมี นายประเสริฐ กองสง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย ผู้อำนวยการกลุ่ม/หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.นราธิวาสร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนราธิวาส

ในการนี้ ส.ป.ก.นราธิวาส ได้รายงานความก้าวหน้าการปฏิบัติราชการ อาทิ การจัดที่ดิน การออกโฉนดเพื่อการเกษตร รายงานปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานต่างๆ โดยเลขาธิการ ส.ป.ก.ได้มอบแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งให้กำลังใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพื่อให้ผลการปฏิบัติงานสำเร็จตามแผนงาน และสร้างประโยชน์สุขให้แก่เกษตรกรได้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

‘สอน.’เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4

'สอน.'เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4

‘สอน.’เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4

วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘สอน.’เดินหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวไร่อ้อย เฟส4 เพื่อจัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักรกล แก้ PM2.5

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2568 นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับบริหารจัดการแหล่งน้ำและซื้อเครื่องจักรการเกษตรในไร่อ้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จึงได้มีการเสนอขอขยายโครงการอีกเป็นปี 2568 – 2570 กรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย MRR 6.725% รัฐชดเชยดอกเบี้ย 3.50% ให้ชาวไร่อ้อยจ่าย 2% เท่าเดิม โดยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร หรือสถาบันชาวไร่อ้อย หรือกลุ่มบุคคล หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

โครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยที่ผ่านมา สอน. ได้สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกรรวมแล้วกว่า 4,654 ราย เป็นเงิน 11,162.91 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการบริหารจัดการในไร่อ้อย ปรับพื้นที่ปลูกอ้อย จัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการปลูกอ้อย และการเก็บเกี่ยวอ้อยให้มากขึ้น ทดแทนการขาดแคลนแรงงาน และทำให้มาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และเพิ่มสภาพคล่องให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้มีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาในที่โล่ง” นายใบน้อย กล่าวปิดท้าย

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานวันลองกอง’ของดีเมืองนรา’ครั้งที่ 48

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานวันลองกอง'ของดีเมืองนรา'ครั้งที่ 48

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานวันลองกอง’ของดีเมืองนรา’ครั้งที่ 48

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.53 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ภายในบริเวณศูนย์ราชการอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานวันลองกอง “ของดีเมืองนรา” ครั้งที่ 48 โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยนายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตรเฝ้าฯ รับเสด็จ การจัดงานดังกล่าวจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 13 – 22 กันยายน 2568 ภายใต้แนวคิด “ตามรอยพระปณิธาน สืบสานศาสตร์พระราชา นวัตกรรมก้าวหน้า ชาวนราเป็นสุข” โดยได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง เพิ่มพูนรายได้ชาวนรา พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” โดย นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมรับเสด็จ

ทั้งนี้ การส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรของจังหวัดนราธิวาส ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติก่อให้เกิดอาชีพและรายได้ตลอดทั้งปี โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตและการตลาด ตลอดจนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดผลผลิตทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงและมีมูลค่าสูงหลายชนิด สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ชาวนราธิวาส ดังนี้ 1) ลองกองตันหยงมัส ส่งเสริมการทำสาวลองกองและการจัดระบบน้ำในแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2) การส่งเสริมการทำการเกษตรมูลค่าสูง อาทิ การปลูกกาแฟโรบัสต้า และการเลี้ยงชันโรง เพื่อเป็นทางเลือกในการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3) ข้าวซีบูกันตัง กำปงไรซ์ จังหวัดนราธิวาส 4) ส่งเสริมการปลูกพืชไร่ เสริมรายได้ อาทิ อ้อยคั้นน้ำ และข้าวโพดหวาน 5) เส้นทางผักปลอดภัยจากแปลงสู่จาน 6) โดมไม้เลื้อยและอาคารบอนสี 7) ผลผลิต/ผลิตภัณฑ์ ชนะการประกวด จำนวน 4 ประเภท 93 ชนิด

– 006

กรมชลฯปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปั้น’ฮีโร่’พิทักษ์น้ำ เพิ่มทักษะจัดการน้ำแก่เยาวชน

กรมชลฯปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปั้น'ฮีโร่'พิทักษ์น้ำ เพิ่มทักษะจัดการน้ำแก่เยาวชน

กรมชลฯปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ปั้น’ฮีโร่’พิทักษ์น้ำ เพิ่มทักษะจัดการน้ำแก่เยาวชน

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.59 น.

กรมชลประทานมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านน้ำ จัดกิจกรรม “H2O HEROES : ปั้นฮีโร่พิทักษ์นํ้าดี” ในโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความรู้ ทักษะด้านการบริหารจัดการน้ำแก่เยาวชนและนักศึกษาในพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักรู้การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า พร้อมเปิดโอกาสให้เรียนรู้ มีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดด้านการบริหารจัดการน้ำ และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ มุ่งหวังสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อเข้าใจภารกิจด้านชลประทาน
 
วันนี้ (15 กันยายน 2568) นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เป็นประธานเปิดกิจกรรม “H2O HEROES : ปั้นฮีโร่พิทักษ์นํ้าดี” ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วม เสริมสร้างความรู้ ทักษะด้านการบริหารจัดการน้ำแก่เยาวชนและนักศึกษาในพื้นที่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2568 ณ อ่างเก็บน้ำบางพระ สำนักงานชลประทานที่ 9 จ.ชลบุรี โดยมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ จากมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และโรงเรียนหนองรีมงคลสุขสวัสดิ์ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน 

นายทินกร เปิดเผยว่า กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำของประเทศ มุ่งเน้นการเสริมสร้างการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ให้ความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน นักศึกษา  นักเรียน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์น้ำและพัฒนางานชลประทานในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจากสถานการณ์จริง และฝึกคิดวิเคราะห์ ตลอดจนผลิตสื่อเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานชลประทาน
 
“นับเป็นโอกาสอันดีที่สำนักงานชลประทานที่ 9 ได้เปิดบ้านต้อนรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาเรียนรู้บทบาทของงานชลประทานอย่างใกล้ชิด ได้ฝึกคิด ฝึกทำ และเสนอแนวทางการจัดการน้ำ ในรูปแบบที่สร้างสรรค์และทันสมัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการพัฒนาท้องถิ่น และการเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่เพื่ออนาคตของประเทศ ในฐานะที่ สำนักงานชลประทานที่ 9 มีภารกิจรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด และสระแก้ว  รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำเพื่อเกษตรกรรม อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งนับเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารจัดการน้ำชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพและคงอยู่อย่างยั่งยืน ” ผู้อำนวยการ สำนักชลงานประทานที่ 9 กล่าว

สำหรับเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านความรู้ ทักษะ และจิตสำนึกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดทั้งในการเรียน การทำงานในอนาคต รวมถึงการมีส่วนร่วมในชุมชนของตน อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของกรมชลประทาน ที่สร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตามแนวทาง “ปฏิบัติการเชิงรุก” หนึ่งในนโยบายสำคัญของ “RID UNITED” ซึ่งเน้นการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อภารกิจของกรม ผ่านช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายเยาวชนผู้พิทักษ์น้ำที่จะร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต​

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'เป็นปธ.ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’เป็นปธ.ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี นาวาอากาศเอก เอกกมล เทพสุภรณ์กุล ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการกองปฏิบัติกิจพิเศษ กรมยุทธการทหารอากาศ และคณะ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2569 และแผนการใช้พลุดูดความชื้น แผนปฏิบัติการบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บประจำปี 2569 และแผนการใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ แผนการบินทบทวน ประจำปี 2569 แผนสนับสุนเครื่องบินของกองทัพอากาศ และแผนการผลิตและส่งมอบพลุสารฝนหลวง ประจำปี 2569 แผนการโอนงบประมาณเบิกจ่ายแทนกันให้กองทัพอากาศ ประจำปี 2569 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ณ ห้องประชุมเทวกุลชั้น 6 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

วันที่ 12 กันยายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ภาครัฐอัจฉริยะ ขับเคลื่อนอนาคต” “Smart Government & Smart Service: Driving For Future” โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 รวม 3 ผลงาน คือ รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ประกอบด้วย

1. ผลงานวิสาหกิจชุมชนไร่มะขาม โรงสีแห่งความสุข ปลุกรอยยิ้มชาวนา โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

2. ผลงานไผ่สร้างชีวิต จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดมุกดาหาร

3. ผลงาน ศดปช. ท่าช้าง ผลิตปุ๋ยลดต้นทุน แก้จนคนเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัล ล้วนมุ่งเน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและภาคีเครือข่าย ผ่านเวทีชุมชน การถอดบทเรียน การวิเคราะห์ศักยภาพ และการวางแผนการผลิต–การตลาด ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน