กรมวิชาการเกษตรเน้นย้ำ ชาวสวนทุเรียนระวังโรคผลเน่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645630

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงฤดูกาลทุเรียนภาคตะวันออกกำลังให้ผลผลิตขณะนี้ ขอแจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนให้เฝ้าระวังโรคผลเน่า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพลดลง โดยโรคนี้พบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน แต่ส่วนใหญ่มักพบในผลช่วง 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว กระทั่งเก็บเกี่ยว และระหว่างการบ่มผลให้สุก โดยอาการเริ่มแรกจะเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนผล และจุดแผลจะขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล ในสภาพที่มีความชื้นสูงอาจพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราสาเหตุโรคบนแผล โดยจะพบอาการของโรคได้ตั้งแต่ผลยังอยู่บนต้น ซึ่งถ้าอาการรุนแรงมากผลจะเน่าร่วงหล่นก่อนกำหนด

โรคผลเน่ามักพบหลังการเก็บเกี่ยวโดยเชื้อราสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผลเน่า ได้แก่ เชื้อราไฟทอฟธอราพาลมิโวรา ซึ่งสามารถป้องกันและลดความเสียหายได้ หากมีการปฏิบัติดูแลแปลงตามคำแนะนำ โดยเฉพาะในแปลงที่มีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่าในแปลงมาก อย่างไรก็ดี ยังมีเชื้อราบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดการอาการผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยวได้แต่สาเหตุหลักมักพบเกิดจากเชื้อราลาซิโอดิพโพลเดีย ธีโอโบรมี และเชื้อราโฟมอปซีส ในพื้นที่ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออกและภาคใต้ ดังนั้นเพื่อป้องกันและลดความเสียหายจากโรคผลเน่าทุเรียน เกษตรกรควรเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว

นายศรุตกล่าวอีกว่า การดูแลในแปลงปลูกก่อนการเก็บเกี่ยวให้หมั่นตรวจผลทุเรียนในแปลงอย่างสม่ำเสมอ ตัดผลที่เป็นโรค และเก็บผลเน่าที่ร่วงหล่นนำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน และควรหยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวผลอย่างน้อย 15 วัน ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้งในแปลงปลูกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าสูง เนื่องจากมีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่าในแปลงมาก เชื้อสาเหตุโรคอาจจะติดไปกับผลได้โดยยังไม่แสดงอาการ ดังนั้น การเก็บเกี่ยวผลต้องระมัดระวังไม่ให้ผลสัมผัสกับดิน หรือปูพื้นดินที่จะวางผลด้วยวัสดุหรือกระสอบที่สะอาด เพื่อลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับดินซึ่งมีเชื้อและการขนย้ายควรระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลที่ผล

กรมชลฯสร้างมิติใหม่แก้ปัญหาน้ำยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645627

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการศึกษาสร้างการรับรู้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และลำพูน เป็นการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ การรับฟังความคิดเห็น และความต้องการของประชาชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมตลอดจนเป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การกำหนดรูปแบบโครงการหรือแผนงานในการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ได้กำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาและขับเคลื่อนงานได้ตรงจุด สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ให้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง รวมถึงการมีบทบาท ภาระหน้าที่ และการดำเนินการด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน รวมทั้งการทำงานร่วมกับประชาชน ทำให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จ

สำหรับความคืบหน้าโครงการฯ เมื่อวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้จัดประชุมปฐมนิเทศ เพื่อรับฟังความเห็น สร้างความเข้าใจถึงความเป็นมาเหตุผล และความจำเป็นของโครงการฯ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่ อ.อมก๋อย และ อ.ดอยเต่า พื้นที่ จ.ตาก จัดประชุมที่ อ.ท่าสองยาง และ จ.แม่ฮ่องสอน จัดประชุมที่ อ.สบเมย โดยประชาชนในพื้นที่ยังมีข้อกังวลในเรื่องของที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เนื่องจากไม่มีตลาดสินค้าเกษตร รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ชาวบ้านต้องการให้มีการก่อสร้างฝายทดน้ำหรืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สำหรับเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในพื้นที่

‘เฉลิมชัย’จี้กรมชลฯ สร้างอ่างฯห้วยจะกา แก้ภัยแล้งในระยะยาว เพิ่มน้ำต้นทุนที่ลำพูน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645628

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้กับราษฎร โดยดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ได้เร่งจัดหาที่ดินเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาฯ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งระยะยาวให้พี่น้องชาว ต.แม่ลาน และ ต.โป่งทุ่ง อ.ลี้ จ.ลำพูน มีแหล่งน้ำต้นทุนในการเพาะปลูก รวมทั้งได้ใช้ประโยชน์ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งกำชับให้จ่ายค่าชดเชยที่ดินอย่างเป็นธรรมภายในปี 2565 และเริ่มดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำฯ ได้ในปี 2566 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนโครงการต่อเนื่อง เช่น ระบบส่งน้ำเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานให้มากขึ้นต่อไปในอนาคต

ขณะที่ นายชูชาติ เปิดเผยว่า ได้พิจารณาการก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้มีน้ำใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคและการเกษตรทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง สำหรับตัวโครงการนี้ตั้งอยู่ที่ ต.แม่ลาน อ.ลี้ จ.ลำพูน มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน แผนดำเนินการก่อสร้างระยะเวลา 3 ปี (2566-2568) หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเก็บกักน้ำได้ประมาณ 2.67 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกได้กว่า 1,500 ไร่ ในเขตพื้นที่หมู่ 7 ต.โป่งทุ่ง และหมู่ 3 ต.แม่ลาน อ.ลี้ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดเสริมสร้างรายได้แก่ราษฎร เป็นการส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพทางการเกษตรเพิ่มขึ้น และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น

ปศุสัตว์คุมโรคลัมปีสกินได้ มาเลเซียยกเลิกแบนโค-กระบือไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645629

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมสัตวแพทย์บริการ ประเทศมาเลเซีย ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแจ้งยกเลิกการห้ามนำเข้าโค-กระบือจากประเทศไทย โดยสามารถส่งออกโค-กระบือ ตามเงื่อนไขและขั้นตอนได้ ซึ่งมาเลเซียเชื่อมั่นในระบบการควบคุมและป้องกันโรคลัมปีสกิน ในประเทศไทย ว่ามีมาตรการในการดำเนินการที่ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ สามารถกำจัดควบคุมและป้องกันการเกิดโรคได้ มีมาตรการในการตรวจสอบกำกับและการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่ชัดเจน รวมทั้งมีการทบทวนจัดทำและบรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคดังกล่าว มีการปรับข้อกำหนดมาตรการและขั้นตอนการนำเข้าบางส่วนให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบในการเกิดโรคจากการเคลื่อนย้ายโค-กระบือ เข้าประเทศมาเลเซีย ซึ่งกรมปศุสัตว์ ต้องขึ้นทะเบียนทั้งผู้นำเข้า พ่อค้าคนกลาง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ และบังคับใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2559 และกฎหมายต่างๆ ที่สำคัญต้องกำกับดูแลทั้งผู้นำเข้า พ่อค้าคนกลาง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ปฏิบัติตามมาตรการในการควบคุมและป้องกันโรคลัมปีสกิน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงไม่ให้สัตว์ที่เป็นโรคเข้าไปสู่ประเทศมาเลเซียได้ โดยไม่เพียงเพื่อป้องกันและควบคุมโรคนี้เท่านั้น ยังครอบคลุมถึงโรคปากและเท้าเปื่อยด้วย

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลกองสารวัตรและกักกันพบว่าตั้งแต่ปี 2561-มิถุนายน 2564 มีปริมาณโค-กระบือที่นำเข้าไปมาเลเซียประมาณ 68,523 ตัว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการนำเข้าโค-กระบือ จากประเทศไทยมากขึ้นในช่วงเทศกาลฮารีรายอ ฮัจจิ หรือเทศกาลแห่งการบูชายัญ

‘บิ๊กป้อม’ขึ้นเหนือ ติดตามโครงการเชื่อมเศรษฐกิจด่านชายแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645484

'บิ๊กป้อม'ขึ้นเหนือ ติดตามโครงการเชื่อมเศรษฐกิจด่านชายแดน

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.28 น.

“บิ๊กป้อม” ขึ้นเหนือ ติดตามโครงการเชื่อมเศรษฐกิจด่านชายแดน รวมทั้งมอบที่ดินชุมชนและเร่งรัดฟื้นฟูแหล่งน้ำให้ทันแล้ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์  รมช.คลัง พล.อ.ชัยชาญช้างมงคล รมช.กห.และคณะ เดินทางลงพื้นที่ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก จ.อุตรดิตถ์ และจ.พิจิตร เพื่อตรวจราชการติดตามความคืบหน้าพื้นที่ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค ผาเวียง – ปากนาย จว.อุตรดิตถ์ ที่รัฐบาลเร่งให้ศึกษาวางแผนเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจชายแดนไทย – ลาว ด่านภูดู่ และ ด่านห้วยโก๋น ความยาว 3.4 กม.

โดย พล.อ.ประวิตร กำชับให้ความสำคัญ เร่งศึกษาออกแบบและขออนุมัติก่อสร้างให้ได้ในปีงบประมาณ 69  เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การขนส่งสินค้าและเครือข่ายทางหลวง จ.น่าน และ จ.อุตรดิตถ์ และ สปป.ลาว เพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด

จากนั้น ได้เดินทางไป อบต.ท่าแฝก จ.อุตรดิตถ์ เพื่อมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าจริม โดย พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวแสดงความพอใจการดำเนินงาน ของ คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ในการบริหารจัดการที่ดิน ที่มีความคืบหน้าและทยอยส่งมอบที่ดินทำกินให้ชุมชน พร้อมทั้งยินดีกับผู้ได้รับที่ดินทำกิน และย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกินของประชาชน

พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทาน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญ สนับสนุนและเสริมสร้างความต่อเนื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนที่ได้รับที่ดินทำกินให้ครบวงจร  ทั้งการส่งเสริมอาชีพและการตลาด การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน การนำแนวทางสหกรณ์เข้ามาช่วยเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ยั่งยืน  ตลอดจนการพัฒนาแหล่งน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยมอบให้ร่งแก้ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นปัญหาหลักของชุมชน

และในบ่ายวันเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางต่อไป จ.พิจิตร ติดตามการบริหารจัดการน้ำ โครงการพัฒนาบึงสีไฟ ต.ท่าหลวง

‘หมู-เนื้อ-กุ้ง’พุ่งรับสงกรานต์ ‘ธ.ก.ส.’คาดเดือนเม.ย.ราคาสินค้าเกษตรพาเหรดขยับขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645434

‘หมู-เนื้อ-กุ้ง’พุ่งรับสงกรานต์ ‘ธ.ก.ส.’คาดเดือนเม.ย.ราคาสินค้าเกษตรพาเหรดขยับขึ้น

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.14 น.

‘ศูนย์วิจัยฯธ.ก.ส.’เผยเดือน เม.ย.2565 ราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อกระตุ้น ศก.ช่วงเทศกาลสงกรานต์และราคาน้ำมันดิบยังเพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียยูเครน

4 เมษายน 2565 นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนเมษายน 2565 สินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่

+ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ราคา 11,693 – 12,548 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.32-7.65 เนื่องจากความต้องการจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากขึ้น

+ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคา 8,198 – 8,240 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.86 – 1.38 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเพิ่มและความกังวลในค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเดิม

+ น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก 19.38 – 19.46 เซนต์/ปอนด์ (14.33 – 14.39 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.74 – 1.15 จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ส่งผลให้บราซิลเพิ่มสัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเอทานอล จากเดิมที่เคยผลิตเอทานอลที่ร้อยละ 71.42 ได้ปรับสัดส่วนไปผลิตเอทานอลทั้งหมด (100%) ด้านอินเดียได้เพิ่มการส่งออกน้ำตาลกว่า 7.5 ล้านตัน จากเดิม 6 ล้านตัน จึงอาจส่งผลให้ราคาน้ำตาลไม่ปรับตัวเพิ่มมากนัก

+ มันสำปะหลัง ราคา 2.31 – 2.40 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.43 – 4.35 เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ควบคู่กับความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

+ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคา 9.05 – 9.11 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.23 – 0.93 เนื่องจากในช่วงเก็บเกี่ยวเป็นช่วงฤดูแล้งทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งตรงข้ามกับความต้องการตลาดที่ต้องการข้าวโพดไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในการผลิตอาหารสัตว์ 

+ ปาล์มน้ำมัน ราคา 9.66 – 11.86 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.83 – 23.79 จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ปุ๋ยขาดแคลนในตลาดโลกและผู้ส่งออกหลักอย่างประเทศจีนลดการส่งออกปุ๋ยเคมี ทำให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

+ ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 63.21 – 64.39 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 4.48 – 6.43 เนื่องจากราคายางสงเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประกอบกับผลผลิตยางพาราของไทยลดลงในฤดูกาลปิดกรีดยางพารา อีกทั้งปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก ได้แก่ ไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม

+ กุ้งขาวแวนนาไม ราคา 169.64 – 171.93 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.58 – 2.95 เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และกำลังจะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ทำให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคกุ้งในประเทศสูงขึ้น นอกจากนี้เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งไปยังประเทศคู่ค้าได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

+ สุกร ราคา 88.79 – 91.19 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.13 – 3.87 เนื่องจากความต้องการบริโภคสุกรเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเช็งเม้ง ประกอบกับต้นทุนค่าอาหารสัตว์และค่าขนส่งสุกรที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสุกรยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

+ โคเนื้อ ราคา 100 – 110 บาท/กก. ปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.54 – 10.60  เนื่องจากในเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร คึกคักมากขึ้น ความต้องการบริโภคเนื้อโคปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 8,871-8,901 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.06 – 1.39 เนื่องจากผลผลิตข้าวเหนียวนาปรังเริ่มออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงเล็กน้อย

กรมชลฯสร้างอ่างคลองโพธิ์ คาดปี2566ส่งน้ำได้ทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645353

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2554 เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเก็บกักน้ำได้ 82 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในพื้นที่ อ.แม่เปิน อ.ชุมตาบง อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ และ อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ช่วยบรรเทาปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่มักจะเกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ (ฝั่งซ้าย) จ.นครสวรรค์ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำและส่งน้ำเข้าพื้นที่ชลประทานให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ปางสวรรค์ อ.ชุมตาบง และ ต.ศาลเจ้าไก่ต่อ ต.ห้วยน้ำหอม ต.วังเมือง ต.มาบแกอ.ลาดยาว มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำดาดคอนกรีต ความยาวประมาณ 114 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 7 ปี (2560-2566) ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 70 หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566 จะสามารถส่งน้ำได้ทั้งระบบ โดยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ถึง 48,800 ไร่

ศูนย์ข้าวโคราชส่งเสริมเมล็ดพันธุ์คุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645354

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษฎิน คำตัน ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ทางศูนย์ฯมีกระบวนการในการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะสามารถแบ่งขั้นตอนในการผลิตเมล็ดพันธุ์เป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ก่อนที่จะปลูกข้าวหรือทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวเราจะต้องมีการวางแผนการผลิตไว้ล่วงหน้า มีการสำรวจข้อมูล ความต้องการของเกษตรกร ระยะเวลาความต้องการ แล้วก็ชนิดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องการ 2.จัดทำแปลงขยายพันธุ์ในส่วนนี้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่มีพื้นที่นาในการจัดทำแปลงต้องอาศัยกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นผู้ผลิตให้ศูนย์ฯ โดยในการทำแปลงจะมีข้อตกลงกับเกษตรกรว่าในการจัดทำแปลงเกษตรกรต้องยอมรับคำแนะนำในการปฏิบัติดูแลแปลงขยายพันธุ์เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ตรงตามมาตรฐานที่กรมการข้าวกำหนด

3.การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ เป็นการยกระดับและกำจัดสิ่งไม่พึงประสงค์ออกไปจากเมล็ดพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวมาจากแปลงพันธุ์ ซึ่งได้แก่ วัชพืชเมล็ดพันธุ์อื่น เมล็ดเป็นโรค เศษหิน ดิน ทรายต่างๆ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน 4.การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ หลังจากที่บรรจุถุงข้าวแล้วเสร็จ จะต้องไปเก็บรักษาในโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ป้องกันกำจัดโรคแมลง เพื่อรอให้เมล็ดพันธุ์พ้นระยะพักตัว จึงจะส่งต่อ หรือขายให้กับเกษตรกร

5.การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การควบคุมคุณภาพเราจะทำตั้งแต่ก่อนการจัดซื้อ พอรถบรรทุกข้าวเปลือกมาถึงที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ก็จะทำการสุ่มเพื่อวัดความชื้น ตรวจหาพันธุ์ปน ข้าวแดง และสิ่งเจือปน เมื่อผ่านมาตรฐานแล้ว เราถึงจะเอามาเข้าในโรงงานเพื่อการปรับปรุงสภาพต่อไป และ 6.การตลาดเมล็ดพันธุ์ ก็คือการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ โดยศูนย์ฯ ก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ให้กับส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่มีความต้องการเมล็ดพันธุ์ดีส่วนหนึ่งกรมการข้าว จะสำรองไว้สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ที่เหลือก็จะเป็นโครงการจำหน่ายให้แก่เกษตรกรทั่วไป

พัฒนาที่ดินช่วยเหลือเกษตรกร ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนสารเคมีที่ราคาสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645355

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ได้ขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจากวัสดุจากพื้นที่การเกษตรและครัวเรือน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร โดยมีแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในสถานการณ์ปุ๋ยเคมีราคาแพง ดังนี้ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง การใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และการใช้ปุ๋ยพืชสด ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตปุ๋ยและวิธีการนำใช้ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ให้มีปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงไว้ใช้เอง เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ และต่อยอดขยายผลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวทางการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยใช้ข้อมูลชุดดิน ผ่านแอปพลิเคชั่น “LDD On Farm Land Use Planning” ซึ่งเป็นบริการรูปแบบดิจิทัล ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว หรือตรวจสอบคุณภาพดินโดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำการใช้ปุ๋ยโดยสหกรณ์ผสมปุ๋ยตามสูตรแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้และมีความเข้าใจลักษณะดินที่สอดคล้องกับชนิดของพืช โดยสามารถเลือกช่องทางการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือใช้ข้อมูลพื้นฐานสนับสนุนการตัดสินใจ การปรับปรุงบำรุงดินส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการผสมปุ๋ยเคมีตามสูตรแนะนำ ช่วยลดต้นทุนโดยเฉลี่ย 15-20% สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

นอกจากนี้ ได้สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากผลิตภัณฑ์ พด.1-14 เพื่อผลิตปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งจุลินทรีย์กำจัดเชื้อในดิน เกษตรกรสามารถนำวัสดุจากพื้นที่เกษตรและครัวเรือนมาประยุกต์ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีหรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรลดใช้สารเคมีและสร้างการเรียนรู้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันขึ้น พร้อมมอบปัจจัยการผลิต ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตปุ๋ย และวิธีการนำไปใช้ให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการต่อยอดนำไปผลิตใช้ในพื้นที่ของตนเอง สร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้เกษตรกร อีกทั้งสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย

อีกหนึ่งทางเลือก คือการใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยเสริมให้โครงสร้างของดินดีขึ้นซึ่งสามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี หรือใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้ เหมาะสมกับพื้นที่ขนาดใหญ่ และพื้นที่เกษตรอินทรีย์ สำหรับชนิดของพืชปุ๋ยสดที่นิยมนำมาปรับปรุงบำรุงดิน ได้แก่ ปอเทือง มะแฮะ เป็นต้น โดยสถานีพัฒนา ที่ดินจังหวัด พร้อมให้การสนับสนุนการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์และปลูกเพื่อไถกลบกลายเป็นปุ๋ยพืชสดที่ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนและอินทรียวัตถุในดินได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ จากสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย พื้นที่เกษตรกรรมที่เกิดน้ำท่วม ผิวหน้าดินถูกชะล้าง ทำให้ดินมีปัญหา สามารถใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อฟื้นฟู ปรับปรุงบำรุงดินและเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้อีกด้วย

สภาเกษตรกรเปิดเวที รับฟังปัญหาทำนาข้าว ร่วมหาแนวทางแก้ไข เสนอภาครัฐช่วยเหลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645352

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ และคณะทำงานด้านข้าวและชาวนา กล่าวถึงโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและการมีส่วนร่วมของชาวนาในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน และบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ลดต้นทุนการผลิต ก้าวแรกทางรอดชาวนาไทย” โดยมีเกษตรกร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าโครงการนี้อยากได้ทั้งชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อรวบรวมและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน ครบวงจร ซึ่งเวทีที่ จ.อ่างทอง ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแต่อาจจะปรับเป็นการลงพื้นที่หารือมุมมองปัญหาและแนวทางร่วมกันของโรงสี และผู้ส่งออก เพื่อปรับใช้ในเวทีภาคอื่นๆ ต่อไป โดยมองว่าเริ่มแรกชาวนาควรมีการปรับตัว ทั้งปัจจัยการผลิต ได้แก่ ที่ดิน ทุน แรงงาน และการจัดการ วิธีการ การแปรรูป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อจัดทำข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในการกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางแก้ไขปัญหาด้านข้าวและชาวนา โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมเวทีภาคกลางได้นำเสนอหากภาครัฐต้องการช่วยเหลือให้ตรงตามความต้องการ ได้แก่ ระบบชลประทานที่ทั่วถึงทุกพื้นที่ไม่ใช่มีแค่คลองส่งน้ำแต่ไม่มีการส่งน้ำ หรือสนับสนุนบ่อบาดาลขนาดเล็กที่เกษตรกรสามารถบำรุง รักษาด้วยตนเองได้ ลดภาษีเครื่องมือทางการเกษตร ลดดอกเบี้ยจากธนาคารที่ไม่ใช่การพักหนี้ ปัจจัยพื้นฐานด้านการผลิตควรมีความเสมอภาค การช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น เมล็ดพันธุ์/ปุ๋ยบำรุง มาไม่ตรงตามฤดูกาล เป็นต้น