กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.51 น.

กรมชลประทาน แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ จากการติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าในระยะนี้ยังคงมีฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,900 – 2,300 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาอีกประมาณ 100 ลบ.ม./วินาที จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ประมาณ 2,000 – 2,400 ลบ.ม./วินาที

ดังนั้น เพื่อรองรับปริมาณน้ำดังกล่าว กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา แบบขั้นบันไดในอัตราประมาณ 1,500 – 2,000 ลบ.ม./วินาที โดยได้รับความเห็นชอบจาก คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30 – 110 เซนติเมตร

มีพื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ คลองโผงเผง จ.อ่างทอง , คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ,  ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ,  ต.ลาดชิด และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา และชุมชนที่ติดกับแม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ จะเร่งแจ้งให้ต่อไป

สามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ที่ wmsc.rid.go.th และ bigdata-swoc.rid.go.th หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน

-(016)

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.33 น.

กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี 2569
 
วันนี้ (4 กันยายน 2568) สำนักงานชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน นำโดยนายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง นายสัญญา สุริวรรณ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกา นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา และนายยงยุทธ จุลานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพนมทวน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานของเขื่อนแม่กลอง รวมถึงพื้นที่ปลายคลองฟีดเดอร์ โครงการส่งน้ำฯ พนมทวน และโครงการส่งน้ำฯ ท่ามะกา เพื่อรับฟังการบริหารจัดการระบบชลประทาน การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร และการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง
 
เขื่อนแม่กลองถือเป็นหัวใจหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำตะวันตก ทำหน้าที่เป็นเขื่อนทดน้ำ โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ความจุอ่าง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อนกว่า 25,590 ตารางกิโลเมตร สามารถส่งน้ำผ่านคลองชลประทานไปยังพื้นที่เกษตรรวมกว่า 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางพื้นที่ของสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสาคร นอกจากจะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแล้ว เขื่อนแม่กลองยังเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และยังมีบทบาทในการผลักดันน้ำเค็มเพื่อควบคุมความเค็ม รวมถึงการป้องกันน้ำเสียและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก 
 


นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ได้มีการเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรวมกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นเพื่อการเกษตร 1,970 ล้านลูกบาศก์เมตร การอุปโภคบริโภค 492 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อการรักษาระบบนิเวศ 1,538 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกัน สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้เตรียมเครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรไว้พร้อม เพื่อให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจากฝนตกหนักและน้ำหลาก สำหรับฤดูแล้งปี 2569 คาดว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อการบริหารจัดการ แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ขยายการดูแลไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น พื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ และพื้นที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับคลองส่งน้ำ โครงการชลประทานราชบุรี จึงได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านห้วยดอกไม้พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อกระจายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรกว่า 3,161 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง 365 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ระดมชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดงจากสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ประเทศไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง” เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้า

โดยล่าสุด กรมปศุสัตว์มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ พร้อมชุดเฉพาะกิจของกรมฯ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี กองสารวัตรและกักกัน สำนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ บูรณาการร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสารเร่งเนื้อแดง ณ อาคารตลาดเนื้อสัตว์ ตลาดไท ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากการตรวจสอบ ไม่พบเนื้อสัตว์ที่มีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง โดยกรมฯ จะขยายผลการตรวจสอบในพื้นที่อื่นทั่วประเทศต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนึ้นายสัตวแพทย์ยุทธนา บอกว่า สารเร่งเนื้อแดงที่พบว่ามีการลักลอบใช้อย่างผิดกฎหมาย ได้แก่ ซาลบูทามอล (Salbutamol) แรคโทพามีน (Ractopamine) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมัน ทำให้เนื้อมีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง เป็นที่ต้องการของตลาด แต่หากสารเหล่านี้ตกค้างในผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคได้รับเข้าสู่ร่างกาย จะก่อให้เกิดอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างหญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคหัวใจ

การใช้สารเร่งเนื้อแดงมีความผิดตาม ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2559 กำหนดให้สารเร่งเนื้อแดงเป็นวัตถุต้องห้าม หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 71 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและยังผิดตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ หากตรวจพบถือว่า อาหารนั้นผิดมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (3) มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือจากผู้จำหน่ายและผู้บริโภคร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบเบาะแสการใช้สารเร่งเนื้อแดงในสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ : สายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 063-225-6888 หรือผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-(016)

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.39 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมเป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการประมงอาสาพาปลาคืนถิ่น ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตร และนายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ณ ที่ว่าการอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด

กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว 'ปรับยุทธศาสตร์' สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.59 น.

กรมการข้าว”ปรับยุทธศาสตร์” สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนของห่วงโซ่อาหาร “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของเกษตรกรไทย ข้าวไม่เพียงแต่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ยังเป็นสินค้าที่มีภาพลักษณ์เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน หากสามารถต่อยอดด้วยมาตรฐานการผลิตที่ลดคาร์บอน จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดโลก

กรมการข้าว เร่งผลักดัน ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แปลงต้นแบบ “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่สำหรับผลิตข้าวแบบรักษ์โลก มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวตั้งแต่การปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/V29Xzb_wJE0

– 006

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

'กรมการข้าว'ผลักดัน'นาเปียก-สลับแห้ง' หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.56 น.

กรมการข้าวผลักดัน“นาเปียก-สลับแห้ง” หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

กรมการข้าว ผลักดันเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในการทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการน้ำในนา ควบคุมระดับน้ำให้มีช่วงน้ำขังและช่วงที่ดินแห้งสลับกัน เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากข้าวและลดการปล่อยก๊าซมีเทน

ทั้งนี้ กรมการข้าว ขอให้พี่-น้องเกษตรกรชาวนาไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน มาเรียนรู้กับแปลงต้นแบบ กับ นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/wMP5NIvkQnc

– 006

‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

'กรมการข้าว' ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

กรมการข้าว เดินหน้าผลักดันเกษตรกรไทยให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างมั่นคงยั่งยืน

พี่-น้องเกษตรกร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อนได้ โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นางอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เชิญรับชมองค์ความรู้ เพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/lLYStOYqEi8?si=5L49rYL29aW2ni-V

-(016)

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.08 น.

ข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ จัดทำโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพราะข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โครงการดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร

ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าร่วมเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการผลิตข้าวคุณภาพให้แก่เกษตรกรในชุมชน พร้อมส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการทำนา ผลที่ได้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภค โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/L5WKVSeu1vI

– 006

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.04 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ ดำเนินโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคและความยั่งยืนทางการเกษตรเป็นหลักสำคัญ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการทำนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนา พร้อมทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรรายอื่น ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ สร้างโอกาสในการแข่งขันด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/PwGGaSGBsSM

– 006

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

'กรมการข้าว'ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.20 น.

“กรมการข้าว”ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง หวังลดภาวะโลกร้อน เพิ่มผลิต เพิ่มรายได้ให้ชาวนา

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายคริสเตียน ดูกัล รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง กรมการข้าว และบริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด โดยมี นายสมหมาย เลิศนา รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว นางสาวอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด และนางสาวณชญาภา วุฒิภัทรโสภณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือวิจัยและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับย่อยสลายเศษข้าววัชพืช ตอซังและฟางข้าว และเศษพืชอื่นๆ ในระยะเวลาสั้น เพื่อลดการเผา ลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปัญหาข้าววัชพืชอันเป็นปัญหาหลักของการทำนา และช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน โดยไม่ต้องใช้สารเคมีอันตราย ช่วยแก้ปัญหาของชาวนาไทย อีกทั้งเพื่อเป็นแนวทางพัฒนา ทดสอบใช้ในพื้นที่นาข้าว เพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวนาต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การย่อยเศษซากข้าววัชพืช จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาหลักของชาวนาไทยที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากวัชพืชข้าวที่ขึ้นแทนข้าวดีจะทำให้การปลูกข้าวได้ผลผลิตที่ลดลง ทำให้ชาวนามีรายได้ที่ไม่เพียงพอ ชาวนาในปัจจุบันทะยอยเลิกทำนาข้าว ส่งผลให้ปริมาณนาข้าวในประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี

ในขณะที่การย่อยฟางและเศษวัสดุทางการเกษตรในนาข้าว จะช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นความท้าทายสำคัญระดับชาติที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตรที่เกษตรกรนิยมเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อการเตรียมพื้นที่ปลูก เช่น ตอซังและฟางข้าว เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การเผาทำลายเศษวัสดุทางการเกษตรไม่เพียงแต่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ยังสร้างผลกระทบต่อคุณภาพดิน ทำให้ดินขาดแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช ทำให้ชาวนาต้องพึ่งพาสารเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและก่อปัญหาต่อชั้นบรรยากาศ

– 006