‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.00 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการประชุมวิชาการการปรับตัวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วย Climate Smart Agriculture ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมเวทีเสวนา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ พร้อมด้วย Dr.Nana Kuenkel ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการด้านการเกษตรและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) คุณขจีพรรณ บุญศิริ ผู้จัดการการจัดการสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน บริษัท Mars Petcare (ผู้แทนภาคเอกชน) และคุณกิตติ มั่นกตัญญู เจ้าของสวนทุเรียนลุงสมพงษ์ (ผู้แทนเกษตรกร) โดยมี ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย ผู้อำนวยการโครงการข้าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) เป็นผู้ดำเนินรายการ

– 006

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการปลูกทุเรียนแบบปลอดภัย ณ สวนสมชาย สวนเกษตรปลอดสารพิษ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินการโดยนายสมชาย จันทะสระ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านป่ากล้วย เกษตรกรต้นแบบด้านการปลูกทุเรียนต้นแบบตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) และเป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน 

สวนสมชายทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกทุเรียนร่วมกับยางพารา กาแฟ หญ้าอาหารสัตว์ ผักยกแคร่ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์และแปลงวนเกษตร โดยมีนายนรา สุขไชย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 นายวีระพจน์ เรืองมี ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมลงพื้นที่และรายงานข้อมูลเพิ่มเติม

ในแปลงมีการจัดการแบบเกษตรยั่งยืน โดยปลูกทุเรียนร่วมกับพืชอื่น ๆ ได้แก่ ยางพารา กาแฟ และทองหลางน้ำ สร้างระบบรากลอย หรือ  Reborn roots นำเศษใบทุเรียนและใบไม้ในสวนมาคลุมใต้ทรงพุ่ม เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ท้องถิ่น ซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคไฟทอปธอรา (Phytophthora) และฟิวซาเรียม (Fusarium) พร้อมทั้งมีการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 และการใช้ พด.3 และ พด.14 สำหรับแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

จากการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ กับสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ทำให้คุณภาพดินในแปลงมีความร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืชลดลง เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสม ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความรู้และแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ พด. ให้แก่สมาชิกเครือข่ายนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ส่งผลให้ผลผลิตในแปลงดีขึ้น ลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพดี ปลอดภัย ปลอดสารพิษ สามารถจำหน่ายในตลาดอินทรีย์ ตลาดเกษตรของโรงพยาบาล และตลาดเกษตร ม.อ. สร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘หนองฟ้า’ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

'หนองฟ้า'ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

‘หนองฟ้า’ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.48 น.

“หนองฟ้า”ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์ พร้อมช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตลอดจนผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 – 17 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุม  เพื่อติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน (1 ก.ย.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ รวมกันทั้งสิ้น 53,401 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 23,105 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,651 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้รวมกันอีก 6,220 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากในระยะนี้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันหนองฟ้า ที่ส่งผลกระทบบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน  รวมไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำสะสม 8,147 ล้าน ลบ.ม. (86% ของความจุอ่างฯ) กรมชลประทาน ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม-น่าน ประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยที่ประชุมมีมติให้เขื่อนสิริกิติ์คงการระบายน้ำในเกณฑ์ 50 ล้าน ลบ.ม./วัน ไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน 68  เพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณฝนตกหนักบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างฯ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น  จึงได้ประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับลดการระบายน้ำลงเหลือในอัตรา 33 ล้าน ลบ.ม./วัน เพื่อลดภาระด้านท้ายน้ำ ทั้งนี้ จะร่วมกันพิจารณาปรับการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสัก ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุดิเปรสชันหนองฟ้า ส่งผลให้มีน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ไหลเข้าท่วมเขตชุมชน ในเทศบาลเมืองหล่มสัก กรมชลประทาน ได้ลดการระบายน้ำจากทางตอนบน พร้อมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบ รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือเข้าสูบระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่เมื่อระบายน้ำกลับเข้าสู่ตลิ่ง ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง คาดว่าหากไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มในพื้นที่ สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ในขณะนี้มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนไหลลงมาสมทบ ประกอบกับมีฝนตกกระจายตัวในพื้นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เมื่อเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,628 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทาน ได้ทำการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ตามศักยภาพของลำคลอง พร้อมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตรา 1,350 ลบ.ม./วินาที ภายในเวลา 13.00 น.ของวันนี้ เพื่อเพิ่มช่องว่างในการรองรับน้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มในช่วงสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ (1 – 7 ก.ย.68) ประเทศไทยยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก กทม.และปริมณฑล อิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่าน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังคงพัดปกคลุม ยังต้องเฝ้าระวังน้ำหลากจากฝนที่ยังตกสะสมกัน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง (พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์) จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อท้ายเขื่อน ตามข้อสั่งการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบหมายเจ้าหน้าที่จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที  ตลอดจนร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

'อธิบดีฝนหลวงฯ'สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

“อธิบดีฝนหลวงฯ”สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย พร้อมปรับแผนตั้งหน่วยปฏิบัติการฯเดือนกันยายน เพิ่มอากาศยาน ช่วยเหลือพื้นที่ให้ตรงความต้องการก่อนหมดฤดูฝน

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (28 สิงหาคม 2568) ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรเพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับทราบถึงเรื่องความต้องการน้ำสำหรับพื้นที่การเกษตร พบว่า บริเวณพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น อำเภอโพนทราย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปีนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น วางแผนปฏิบัติการให้ตรงพื้นที่เป้าหมาย และได้เน้นย้ำให้ระมัดระวังพื้นที่รอยต่อ พื้นที่คาบเกี่ยวที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรของประชาชน และในเช้าวันนี้ หน่วยฯ จังหวัดขอนแก่น ได้วางแผนปฏิบัติการฝนหลวงในเวลา 09.45 น. ใช้เครื่องบิน CASA จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ – อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม – อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด และในเวลา 10.15 น. ใช้เครื่องบิน CN จำนวน 1 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และบริเวณ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่การเกษตร จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนภูมิภาคอื่นๆ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน โดยในช่วงนี้บริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างยังคงให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ภาคกลางเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติการฯ ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนลำตะคองและหากสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขให้เร่งเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนลำตะคอง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 17.13% (ข้อมูล ณ 29 ส.ค. 68)  สำหรับภาคใต้ตอนบนให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขัน์ และเน้นเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน และบริเวณภาคใต้ ยังคงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน กรมฝนหลวงฯ ได้ปรับแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการน้ำ โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดขอนแก่น วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดกลาง CASA จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดลพบุรี วันที่ 1-15 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ AU-23 จำนวน 2 ลำ และ BT-67 จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 1-10 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 3 ลำ และหน่วยปฏิบัติการฯ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 2 ลำ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กรมฝนหลวงฯ จะปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการ จะระมัดระวังพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้วและพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา ‘หญ้าแฝก’ สนองพระราชดำริ

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา 'หญ้าแฝก' สนองพระราชดำริ

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา ‘หญ้าแฝก’ สนองพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” สนองพระราชดำริ พร้อมบรรยายพิเศษ เสริมองค์ความรู้ประโยชน์หญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ พร้อมด้วย ดร.พิทยากร ลิ่มทอง ที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน นางสาวกมลาภา วัฒนประพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในการจัดการดิน กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน และข้าราชการในสังกัดฯ ร่วมพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ “โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวทางป้องกันกรณีเกิดภัยพิบัติดินถล่ม ประจำปี 2568” โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2568 โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธาน นางศศิพร ปาณิกบุตร รองเลขาธิการ กปร. กล่าวรายงาน คณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เครือข่ายหญ้าแฝก และสถาบันการศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

การสัมมนาฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการและแนวทางพระราชดำริ ตามพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการปลูกหญ้าแฝกอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันปัญหาภัยพิบัติดินถล่ม จากภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการรวบรวมข้อมูลเชิงวิชาการนี้เพื่อสนับสนุนการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 8 (The Eighth International Conference on Vetiver: ICV-8) ที่จะจัดขึ้น ณ สาธารณรัฐอินเดีย ในช่วงเดือนเมษายน 2570

กิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านหญ้าแฝกและดินถล่ม การบรรยายพิเศษโดยนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ โอกาสนี้ ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ได้ร่วมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “บทบาทหญ้าแฝกต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ” ป้องกันภัยดินถล่ม สร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ ซึ่งหญ้าแฝกมีรากที่หยั่งลึกและแผ่กระจายช่วยยึดเกาะดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน สร้างขั้นบันไดตามแนวระดับ ลดความเร็วของน้ำไหลบ่า กรองตะกอน และรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดี รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “หญ้าแฝกกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต” โดยจัดแสดงโมเดลรากหญ้าแฝก และพันธุ์หญ้าแฝกต่างๆ ที่ดำเนินการปลูกภายในศูนย์ฯ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ การควบคุมร่องน้ำ กระจายน้ำอย่างทั่วถึง เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านภัยพิบัติดินถล่ม ควบคู่กับการดำเนินงานโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

29 สิงหาคม 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 35 ตัว ณ ค่ายลูกเสือนีโอ บ้านเหล่าน้อย ตำบลวังสามัคคี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด

-(016)

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

วันนี้ (29 ส.ค 68) นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 พร้อมด้วยผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) มุ่งบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถสนับสนุนทุกกิจกรรมได้เพียงพอตลอดทั้งปี

นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (29 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,339 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นเกือบ 53% ของความจุอ่างฯ รวมกัน

จนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ดังนี้

1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้าน ลบ.ม.

2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.53 ล้าน ลบ.ม.

3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.74 ล้าน ลบ.ม.

4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 9.11 ล้าน ลบ.ม.

5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.16 ล้าน ลบ.ม.

6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.69 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ตามมาตรการรับมือฤดูฝนที่วางไว้ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ให้อ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด คาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในเดือนตุลาคมนึ้ จะมีปริมาณน้ำเก็บกักตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศควบคุมความเค็ม การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

– 006

กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

กรมชลฯ'ไทย–มาเลเซีย' เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

2 กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ผนึกกำลังเดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก เสริมความร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

29 สิงหาคม 2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ณ ห้องประชุม Napalai B โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จังหวัดชลบุรี นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานฝ่ายไทย และ Ir. Haji Mohd. Azmin bin Hussin รองอธิบดีกรมชลประทานและการระบายน้ำ ประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานฝ่ายมาเลเซีย ร่วมเป็นประธานการประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Joint Technical Working Group: JTWG) ครั้งที่ 41 โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายณัฐพล วุฒิจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ผู้แทนจากทั้งสองประเทศ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

การประชุมครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพิจารณาในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่

• การรายงานผลการสำรวจ ติดตาม และประเมินผลปากแม่น้ำโก-ลก
• การสอบเทียบร่วมกันของสถานีสำรวจอุทกวิทยาแม่น้ำโก-ลก โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันใช้ Rating Curve ของฝ่ายไทยในการพยากรณ์อุทกภัย
• การพัฒนาระบบติดตามข้อมูลในลุ่มน้ำโก-ลก และการจัดทำเว็บไซต์ร่วม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเรื่องการขุดลอกปากแม่น้ำโก-ลก ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีการทับถมของตะกอนเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลานาน โดยฝ่ายมาเลเซียได้นำเสนอข้อมูลทางเทคนิคประกอบด้วย รายงานการสำรวจภูมิประเทศใต้น้ำ วิธีการขุดลอก และมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้นำเสนอแผนก่อสร้างคันกันคลื่นและเขื่อนป้องกันตลิ่ง ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลิ่งและระบบนิเวศของแม่น้ำโก-ลก

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามรับรองรายงานการประชุมอย่างเป็นทางการ ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถานีสูบน้ำบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน อันจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลกให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน.

012

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

28 สิงหาคม 2568 เวลา 11.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร พร้อมด้วยนายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนบน)  นางสาวหนึ่งหทัย ตันติพลับทอง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วง ในบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอสุวรรณภูมิ  สหกรณ์การเกษตร อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สาขานกเหาะ เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และในการติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในครั้งนี้  มีการวางแผนเพื่อขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง และเนื่องจากสภาพที่เหมาะสม มีสภาพเมฆที่สามารถปฏิบัติการฝนหลวงต่อเนื่องได้ จึงทำให้เริ่มมีฝนตกบริเวณอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

-(016)

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

ส่องความปลอดภัยทางชีวภาพข้าวโพดสหรัฐฯ

หนึ่งในเงื่อนไขเจรจาของไทย กรณีสหรัฐใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) คือเพิ่มปริมาณสินค้านำเข้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ กากถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย โดยผลการเจรจาในเบื้องต้น ไทยต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3 ล้านตัน กากถั่วเหลือง 3 ล้านตัน และกากข้าวโพดอีก 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ชาวไร่ข้าวโพดเกิดความกังวลว่าอาจทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำและการผลิตจะลดลง ที่สำคัญ คือ ข้าวโพดจากสหรัฐฯเกือบทั้งหมดเป็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม และรวมถึงถั่วเหลือง ที่ยังมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ในความเป็นจริง การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ กากถั่วเหลือง ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งมีความต้องการสูง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลประมาณการ ปริมาณความต้องการอาหารสัตว์ในปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 21.8 ล้านตันมีความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 9.2 ล้านตัน แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีเพียง 4.59 ล้านตัน หรือผลิตได้เพียงร้อยละ 49.89 (ปี 2567/2568) และมีความต้องการใช้กากถั่วเหลืองอยู่ที่ 4.6 – 4.7 ล้านตัน แต่กากถั่วเหลืองที่ผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศมีเพียง 0.010 – 0.012 ล้านตัน หรือไทยผลิตได้เพียงร้อยละ 2.17 ดังนั้น การนำเข้าข้าวโพด และกากถั่วเหลือง เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองจัดเป็นวัตถุดิบหลักที่สำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีการนำเข้ามาเป็นเวลานานแล้ว และจากข้อมูลในปี พ.ศ. 2567 มีการนำเข้าข้าวโพด จำนวน 2.01 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน คือเมียนมา ลาว และกัมพูชา มีส่วนน้อยนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่กากถั่วเหลือง จำนวน 2.83 ล้านตัน ส่วนใหญ่มาจาก บราซิล สหรัฐอเมริกา และ อาร์เจนตินา ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองที่นำเข้า เกือบทั้งหมดจะเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม และปลูกอยู่ในแหล่งปลูกเพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดในปี พ.ศ. 2566 ทั่วโลกมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมมากที่สุดที่ 630.62 ล้านไร่ รองลงมาคือข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมซึ่งมีพื้นที่ 433.12 ล้านไร่

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์เป็นสมาคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ความปลอดภัยทางชีวภาพ และรวมถึงการกำกับดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1) อาการแพ้ : ไม่มีอาหารใดที่ปลอดภัย 100% ไม่ว่าจะเป็นอาหารทั่วไป อาหารดัดแปลงพันธุกรรม หรืออาหารออร์แกนิก และการแพ้อาหารส่วนใหญ่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่พบในอาหารเพียง 9 ชนิด ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง นม ไข่ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง หอย งา และปลา กรณีถั่วเหลืองที่พบว่าเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และมีจำหน่ายในรูปแบบของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม หากแพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองปกติก็จะแพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม และหากไม่แพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองปกติก็จะไม่แพ้อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม

2) ความเป็นพิษ : จากข้อมูลของขององค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา สรุปแล้วว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมไม่มีพิษต่อมนุษย์  แม้แต่สารบีทีในข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมบางสายพันธุ์ ก็จะมีฤทธิ์เพียงต้านทานแมลงศัตรูพืชเท่านั้น

3) การดื้อยาปฏิชีวนะ : พืชดัดแปลงพันธุกรรมไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการดื้อยาของมนุษย์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่ายีนจากพืชเหล่านี้ไม่ได้ถ่ายทอดสู่มนุษย์หรือสัตว์โดยตรงจนทำให้เกิดการดื้อยา และมีโอกาสต่ำมากที่แบคทีเรียในลำไส้จะได้รับยีนเหล่านี้ ตามข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริการะบุชัดเจนว่า ดีเอ็นเอจากอาหารทั้งอาหารปกติและอาหารดัดแปลงพันธุกรรม ส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายในระบบย่อยอาหาร

4) การเปลี่ยนแปลงคุณค่าทางโภชนาการ : ก่อนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จะมีการตรวจสอบปริมาณสารอาหารโดยใช้หลัก “คุณค่าทางโภชนาการที่เปรียบเทียบได้” ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบ มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่ากับอาหารที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม

อีกประการสำคัญคือ ก่อนที่อาหารดัดแปลงพันธุกรรมจะถูกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จะมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพของรัฐบาล ซึ่งผลการตรวจสอบจำนวนมากกว่า 2,000 ชิ้นแสดงให้เห็นว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ไม่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือมีความเป็นพิษ เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ไม่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม รวมทั้งไม่มีการดื้อยาปฏิชีวนะและไม่มีผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นต่อปริมาณสารอาหาร กล่าวโดยสรุปได้ว่า “ไม่พบสิ่งใดบ่งชี้ว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ”

เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมที่วางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์มีความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของมนุษย์ องค์กรทางวิทยาศาสตร์อิสระกว่า 275 แห่งทั่วโลก และผู้ได้รับรางวัลโนเบลกว่า 110 คน จึงได้สรุปเป็นฉันทามติว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมมีความปลอดภัยในการรับประทานเช่นเดียวกับอาหารที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม

#สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์