ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ เชื่อมโยงฐานข้อมูลสมุนไพร หนุนการผลิต-แปรรูปสู่มาตรฐานสากล พร้อมขยายพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ

วันนี้ (14 ส.ค.) น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) และการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของกระทรวงเกษตรฯ” จัดโดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรซึ่งเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต และสนับสนุนการขับเคลื่อนสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานกลางขับเคลื่อนงานด้านวัตถุดิบสมุนไพรตามแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2566–2570) ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการผลิตและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยแผนการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพสมุนไพรที่มีคุณภาพสู่การผลิตสมุนไพรที่มีมูลค่าสูง (High value added) โดยนำองค์ความรู้การวิจัย พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการทำเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร และต่อยอดการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจ BCG ซึ่งปัจจุบันสินค้าเกษตรสมุนไพรมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและความต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาและยกระดับการผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน ตลอดจนกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ถือว่าเป็นผู้ผลิตที่สำคัญ

“จากการที่เราเป็นหน่วยงานดูแลต้นน้ำด้านการผลิต จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ควบคู่ไปกับการจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ให้เป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และพัฒนาให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้อย่างยั่งยืน” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) มีเป้าหมายขับเคลื่อนส่งเสริมการปลูกสมุนไพรปลอดภัยเข้าสู่มาตรฐานในเขตเมืองสมุนไพร 16 จังหวัด และจังหวัดอื่นๆ 29 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 45 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่ต้องการพัฒนาการปลูกให้ได้มาตรฐาน โดยการพัฒนาพื้นที่การปลูกพืชสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจในเมืองสมุนไพรและจังหวัดอื่น ๆ ให้มีคุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาและยกระดับการผลิตสินค้าทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูง นำไปสู่เกษตรมูลค่าสูงในพื้นที่หมู่บ้านเกษตรมูลค่าสูงและพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัด รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลด้านสมุนไพรของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 ส.ค.2568 โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 176 คน ซึ่งมีการบรรยายให้ความรู้โดยวิทยากรจากภาครัฐและภาคเอกชนในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ 1.การผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน GACP และ Organic Thailand 2. แผนการขับเคลื่อน Herb of the Year และสรุปผลการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และนำเสนอจุดเรียนรู้ต้นแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสมุนไพร และปัญหา/อุปสรรค เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการฯ ในปี 2569 และ 3. แผนธุรกิจ (Business Model) สมุนไพร ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นต้นไป

015

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

ประกาศจุดยืนชัด ! “อรรถกร” ค้านใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศ ชี้ ต้องยึดประโยชน์-ความปลอดภัยคนไทยเป็นหลัก เชื่อทีมเจรจาดีลภาษีสหรัฐฯ จะคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ

วันนี้ (14 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีคําถามถึงจุดยืนของตนในฐานะผู้ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย ตนได้สอบถามจากเพื่อน สส.จากหลายพรรคการเมือง ซึ่งหลายคนให้ความกังวลต่อการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสุกรหรือในเนื้อโคจะเกิดอะไรขึ้น จากรายงานหรือผลการศึกษาต่าง ๆ ยืนยันชัดเจนว่า สารเร่งเนื้อแดงหลายตัวจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น การที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นโดยเฉพาะในเด็กและผู้มีครรภ์

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ และคุณพ่อก็เคยดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ กำกับดูแลกรมปศุสัตว์โดยตรง และที่สำคัญประธานที่ปรึกษาของพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยที่เป็น รมว.เกษตรฯ เราต่อสู้กับการใช้สารเร่งเนื้อแดงมาตลอด โดยกรมปศุสัตว์ได้ประกาศแคมเปญและดำเนินนโยบายที่มีชื่อว่า อวสานสารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย ก็มีการไล่จับ ไล่สืบ ไล่ปรับลงโทษคนที่แอบลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

“ผมยืนยันในจุดยืนว่า ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพคนไทยทั้งประเทศ ผมไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ในประเทศไทย เพราะเรามั่นใจว่าสารเร่งเนื้อแดงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง” นายอรรถกร กล่าว

เมื่อถามว่า จุดยืนนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับแนวทางของทีมไทยแลนด์ที่ไปเจรจาแก้ปัญหาภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนให้กําลังใจทีมเจรจาเสมอ และก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทีมเจราจา แต่ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงดูแลกำกับกระทรวงเกษตรฯ เราต้องรักษาจุดยืนของเรา แต่ตนยืนยันว่า ทุกความเห็นที่เราได้มอบให้กับทีมเจรจาไปก่อนหน้านี้ ตนยึดมั่นในประโยชน์และความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยเป็นหลัก

“ผมเห็นในความตั้งใจของทีมเจรจาที่ต้องการให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าทีมเจรจาจะคำนึงถึงผลกระทบในมิติต่างๆ ไม่ใช่มิติด้านความปลอดภัยอย่างเดียว แต่เป็นทุกมิติที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องคนไทย” นายอรรถกร กล่าว

ก.เกษตรฯประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลฯ

ก.เกษตรฯประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลฯ

ก.เกษตรฯประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.55 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เสริมแผนระบบอาหารให้ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ

วันนี้ (14 ส.ค.) นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ National Convenor ของประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง อิ่มดีทุกเมื่อ: การประเมินความเสี่ยงระบบเกษตรและอาหารของประเทศไทยด้วยเครื่องมือ INFER (Validation Workshop on INFER Thailand:  Enhancing Climate-Resilient Food Systems Planning)  ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกของสหประชาชาติ (ESCAP) และศูนย์ดาวเทียมแห่งสหประชาชาติ (UNITAR-UNOSAT) โดยมี Mr. Lorenzo Santucci, Chief, Environment and Development Section, ESCAP (นายลอเรนโซ แซนทูชี) และ Mr. Khaled Mashfiq, Regional Lead, UNITAR-UNOSAT (นายคาห์เล็ด มาชฟิก) ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ในการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ INFER Thailand ซึ่งเป็นนวัตกรรมการวิเคราะห์เชิงข้อมูล (data-driven tool) สำหรับการระบุพื้นที่เสี่ยง (risk hotspots) วิเคราะห์จุดเปราะบางของระบบอาหาร และสนับสนุนการวางแผนรับมือที่มีเป้าหมายชัดเจนและสอดประสานกันในทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารไทยต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อน Thailand Pathway ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการระดับชาติภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาหารโลก (UN Food Systems Summit – UNFSS) ปี 2564 โดยมี 4 เสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการแบบบูรณาการ (Integrated Governance) เพื่อเชื่อมโยงนโยบายและการทำงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ 2) เศรษฐกิจและการเงินที่ครอบคลุม (Inclusive Economy & Finance) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดอย่างเท่าเทียม 3) วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี (Science, Innovation & Technology) เพื่อยกระดับการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และ4) การเสริมสร้างศักยภาพร่วมกัน (Collective Capacity Building) โดยเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เยาวชน และสตรีในชนบท เพื่อลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม คณะกรรมการอาหารแห่งชาติได้จัดตั้ง คณะกรรมการอาหารระดับจังหวัด (Provincial Food Committees) เพื่อให้การขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติ” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับการประชุม UNFSS+4 ที่ผ่านมาที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การขับเคลื่อนผลลัพธ์ในบริบทที่มีความท้าทายสูง 2) การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในนโยบาย 3) การจัดหาแหล่งเงินทุน 4) การบูรณาการนโยบายเพื่อความเท่าเทียม 5) การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และ 6) การเสริมพลังเยาวชนในฐานะผู้นำร่วมในการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ เครื่องมือ INFER Thailand ที่กำลังนำร่องครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศและประเทศไทย โดยจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจอย่างแม่นยำ ข้อเสนอแนะและความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญต่อการปรับปรุงเครื่องมือให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่อีกด้วย

015

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

หลังรัฐบาลอเมริกาภายใต้นโยบาย “ทรัมป์ 2.0” ประกาศอัตราภาษีนำเข้าที่จะเก็บจากสินค้าไทย 19% เท่ากับกัมพูชา โดยไทยรับปากจะนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลายรายการ ที่สำคัญไทยเสนออัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% สมใจหวังของพญาอินทรีย์ไม่น้อย แต่กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางของไทย โดยเฉพาะการเปิดตลาดให้กับวัตถุดิบอาหารสัตว์หลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง หากมองด้วยความรอบคอบถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น “นี่คือจุดเริ่มต้นในการปรับโครงสร้างการผลิต” เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์อาหารของไทยในอนาคต 

อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์และสมาคมปศุสัตว์หลายสมาคม พร้อมร่วมขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2568 นี้ ด้วยแนวทางการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างเป็นระบบ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกเรื่อง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” โดยเฉพาะการไม่รับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่มีการเผาป่า หรือบุกรุกพื้นที่ป่า ตลอดจนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นพิษข้ามแดน

ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ และเป็นวัตถุดิบหลักที่เกี่ยวข้องกับการเผาหลังการเก็บเกี่ยว (เผาตอซัง) ด้วยการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบ GPS ตรวจสอบการเผาแปลง สามารถระบุพื้นที่ปลูกได้อย่างแม่นยำและตรวจสอบได้ว่าไม่มีการเผาทั้งก่อนปลูกและหลังเก็บเกี่ยว 

นอกจากนี้ ยังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการภายใต้มาตรฐานสินค้าเกษตร (Good Agricultural Practice : GAP) รวมถึงการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้วิธีไถกลบแทนการเผาตอซัง เพื่อเพิ่มคุณภาพของดินในระยะยาว ช่วยลดปัญหาฝุ่นพิษและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่การผลิตอาหาร 

แม้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ แต่ตัวเลขผลผลิตทั้งหมดของประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ กล่าวคือ ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6.7 ล้านไร่ ได้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ในการผลิตอาหารสัตว์มีถึง 8.9 ล้านตัน ที่เหลือต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ระบบการตรวจสอบย้อนกลับภายในประเทศจำเป็นต้องดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ไม่ควรให้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว และควรจัดทำระบบที่มีความสอดคล้องกันหรือมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นการสร้างเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานได้ดี เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่เคยมีระบบประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสม 

การประกาศนโยบายไม่รับซื้อข้าวโพดจากแหล่งที่มีการเผา ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลด PM2.5 แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากไทย ว่ามีมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืน

สำคัญที่สุด คือ การบังคับใช้ (ร่าง) พระราชบัญญัติอากาศสะอาดฉบับนี้ ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานทั้งเกษตรกร ผู้ค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และผู้ผลิตอาหาร จึงจำเป็นที่กฎหมายต้องมีหลักการ แนวทางปฏิบัติ การประเมินความเสี่ยง บทลงโทษ กรรมการกำกับดูแลทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ ตลอดจนบริบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ต้องมีความชัดเจน โปรงใส และตรวจสอบได้ ไม่ควรให้อำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป หรือมีบทลงโทษที่ไม่สมเหตุผล จำเป็นต้องทบทวนจุดอ่อนของกฎหมายให้รอบคอบและรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียกับกฎหมายนี้อย่างแท้จริง ให้จัดหาวัตถุดิบมีความรับผิดชอบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้./ 

#ไศลพงศ์ สุสลิลา นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม 

‘นบข.’เคาะจ่าย‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าวนาปรัง-นาปี ช่วยชาวนาเหตุราคาตกต่ำ

‘นบข.’เคาะจ่าย‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าวนาปรัง-นาปี ช่วยชาวนาเหตุราคาตกต่ำ

‘นบข.’เคาะจ่าย‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าวนาปรัง-นาปี ช่วยชาวนาเหตุราคาตกต่ำ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.49 น.

‘นบข.’เคาะจ่าย​‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าว​นาปรัง​-นาปี ช่วย​ชาวนา​ เหตุ​ราคา​ข้าว​ในตลาดโลก​ตกต่ำ​ ผลผลิต​ล้น​ เตรียม​แผนระยะยาว​ ปรับเปลี่ยนการผลิต​ภาคเกษตร​ ลดการอุดหนุน​ ให้​เกษตรกร​ยืนได้​

13 สิงหาคม 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รอง​นายก​รัฐมนตรี​และรมว.​คลัง ​เป็น​ประธาน​การประชุม​คณะกรรมการ​นโยบาย​ข้าว​แห่งชาติ​ (นบข.) โดยมีวาระสำคัญ​ในการ​พิจารณา​ช่วยเหลือ​ชาวนาที่ประสบปัญหา​ราคา​ข้าว​ตกต่ำ​ ตามที่​กระทรวงพาณิชย์​เสนอ

นายพิชัย กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรัง จ่ายเงินสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ โดยเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังได้ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้วประมาณ 850,000 ราย คาดใช้งบประมาณราว 7,200 ล้านบาท พร้อมวางเงื่อนไขชัดเจนว่า ปีหน้ารัฐบาลจะไม่สนับสนุนการปลูกพันธุ์ข้าวที่ตลาดไม่ต้องการ และขอให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม โดยถือเป็นการช่วยเหลือ “ครั้งสุดท้าย” สำหรับข้าวนาปรัง

ขณะที่ มาตรการสนับสนุน ชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปีฤดูกาลผลิตปี 68 / 69 ก็จะช่วยสนับสนุนตามโครงการไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 4.7 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณมากกว่า 30,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้การให้เงินสนับสนุนครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่ระยะยาวรัฐบาลได้เตรียมแผนปรับโครงสร้างการผลิต เช่น ปรับพันธุ์ข้าวให้ตรงความต้องการของตลาดโลก เพิ่มผลผลิต ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ และพัฒนาการตลาดร่วมกับต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการอุดหนุนและทำให้เกษตรกรยืนได้อย่างมั่นคง

ขณะที่นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวพอใจกับโครงการที่รัฐบาลผลักดัน เพราะชาวนายังคงเผชิญต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาขาย หากได้รับเงินช่วยเหลือก็จะพอประคองอาชีพได้บางส่วน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาข้าวในอนาคตอย่างใกล้ชิดโดยรัฐบาลเตรียมงบประมาณรวมกว่า 40,000 ล้านบาท ครอบคลุมชาวนาทั่วประเทศ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินตรงเข้าบัญชีเกษตรกร เพื่อให้ถึงมืออย่างรวดเร็วและโปร่งใส

‘เลขาธิการ มกอช.’ชื่นชม อย.ตรึงมาตรฐานห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเข้มงวด

'เลขาธิการ มกอช.'ชื่นชม อย.ตรึงมาตรฐานห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเข้มงวด

‘เลขาธิการ มกอช.’ชื่นชม อย.ตรึงมาตรฐานห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเข้มงวด

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

“เลขาธิการ มกอช.“ชื่นชม อย.ตรึงมาตรฐานห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเข้มงวด ปกป้องสุขภาพคนไทย พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค จนไม่เคยเกิดการสูญเสียมากว่า 20 ปี

นายสัตวแพทย์ ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)กล่าวว่า ภายหลังจากที่ มกอช.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมไปถึง กรมอนามัย และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เพื่อบูรณาการการดำเนินงานมุ่งสู่ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการนั้น มกอช.ต้องขอแสดงความชื่นชมต่อการทำหน้าที่เชิงรุกของ อย.ที่ตรึงมาตรฐานและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง
อย่างเคร่งครัดในอาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง หรือสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ ในการเลี้ยงสัตว์มานานกว่า 20 ปีแล้ว

นายสัตวแพทย์ ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้เดินหน้าสั่งห้ามเกษตรกรใช้สารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาด และทาง อย.ได้กำหนดให้อาหารทุกชนิดมีมาตรฐาน ต้องไม่พบการปนเปื้อนของสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ และเกลือของสารกลุ่มนี้ โดยมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้จับมือร่วมกันดำเนินมาตรการตรวจสอบและควบคุมอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางการจำหน่าย เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารและสุขภาพของผู้บริโภค

เลขาธิการ มกอช.ยังกล่าวเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชน ร่วมมือกันรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งการคุมเข้มเรื่องสารเร่งเนื้อแดงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกด้วย

“ผมขอขื่นชมและขอบคุณ อย.ที่ได้ดำเนินการตรวจสอบการใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างเข้มแข็งมาต่อเนื่อง จนสามารถปกป้องสุขภาพของคนไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้บริโภคทั้งประเทศ ทำให้ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพหรือเสียชีวิตจากการบริโภคสารเร่งเนื้อแดงดังกล่าวเลย รวมถึงยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศ และคู่ค้าต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน” นายสัตวแพทย์ ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรกรภูเรือวิกฤต! ‘แก้วมังกรราคาดิ่ง’ ท้อแท้!นำไปทิ้ง-กลับไปปลูกยางพารา

เกษตรกรภูเรือวิกฤต! ‘แก้วมังกรราคาดิ่ง’ ท้อแท้!นำไปทิ้ง-กลับไปปลูกยางพารา

เกษตรกรภูเรือวิกฤต! ‘แก้วมังกรราคาดิ่ง’ ท้อแท้!นำไปทิ้ง-กลับไปปลูกยางพารา

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

เกษตรกร อ.ภูเรือ จ.เลย วิกฤตหนัก! ‘แก้วมังกรราคาดิ่ง’ ท้อแท้!นำไปทิ้ง-กลับไปปลูกยางพารา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรในอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก โดยราคาขายจากสวนไม่ถึงกิโลกรัมละ 3 บาท ทำให้หลายรายตัดสินใจไม่เก็บเกี่ยวเพราะขาดทุนตั้งแต่วางแผน

นายสมศักดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกร เปิดเผยว่า สถานการณ์ตอนนี้ย่ำแย่มาก ราคานี้ยังไม่คุ้มกับค่าปุ๋ยด้วยซ้ำ หากพ่อค้าไม่มารับซื้อ ผลผลิตก็จะเน่าเสียภายในไม่กี่วัน ทำให้ต้องเร่งหาทางระบายผลผลิตอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะได้ราคาที่ดีกว่ามาก คือประมาณ 30-35 บาทต่อกิโลกรัม แต่ต้องเป็นลูกที่สวยและคัดมาอย่างดี

อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ยอมรับว่า แม้จะพยายามขายออนไลน์ แต่ผลผลิตที่ออกมาจำนวนมากก็ไม่สามารถระบายได้ทัน ทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องนำแก้วมังกรไปทิ้งหรือทำปุ๋ยหมัก ทั้งที่อยากขายเพื่อนำเงินมาใช้มากกว่า ซึ่งสถานการณ์ราคาที่ไม่แน่นอนนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมา 1-2 ปีแล้ว ทำให้เกษตรกรบางส่วนถึงขั้นตัดสินใจไถพื้นที่ปลูกแก้วมังกรทิ้งและหันกลับไปปลูกยางพาราแทน

ปัจจุบัน อำเภอภูเรือมีพื้นที่ปลูกแก้วมังกรกว่า 7,500 ไร่ ผลผลิตต่อปีประมาณ 33,750 ตัน หรือคิดเป็นจำนวนเกษตรกรประมาณ 1,310 ครัวเรือน ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตราคาผลผลิตในขณะนี้ ///-026

เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับ ‘ปลูกแตงกวา’ ไร้สารเคมี-สร้างรายได้หลักหมื่น

เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับ ‘ปลูกแตงกวา’ ไร้สารเคมี-สร้างรายได้หลักหมื่น

เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับ ‘ปลูกแตงกวา’ ไร้สารเคมี-สร้างรายได้หลักหมื่น

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับปลูก ‘แตงกวาจังโก้’ ไร้สารเคมี-ใช้ปุ๋ยชีวภาพ สร้างรายได้หลักหมื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัณฑิต สมาชิกสหกรณ์การเกษตรสทิงพระ จำกัด อ.สทิงพระ จ.สงขลา ประสบความสำเร็จในการปลูกแตงกวาพันธุ์ จังโก้ โดยใช้พื้นที่ 2 งาน ปลูกแตงกวา 850 ต้น ใช้วิธีการดูแลแบบปลอดสารพิษตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพและให้น้ำจากคลองส่งน้ำผ่านระบบสายยาง

นายบัณฑิต เปิดเผยว่า ใช้เวลาปลูกเพียง 35 วัน ต้นแตงกวาก็เติบโตได้ดี ไม่มีศัตรูพืชมารบกวน และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้ถึง 50 กิโลกรัม โดยมีแม่ค้ามารับซื้อในราคา กิโลกรัมละ 15 บาท และจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวันต่อเนื่องนานถึง 1 เดือน

สำหรับการลงทุนในครั้งนี้ นายบัณฑิตใช้เงินเพียง 2,000 บาท ซึ่งเป็นค่าปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากอุปกรณ์สำคัญอย่างไม้ค้าง ตาข่าย และเชือกนั้นสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำจากการปลูกครั้งที่ผ่านมาได้ ทำให้ลดต้นทุนไปได้กว่าครึ่ง คาดว่าผลผลิตในรอบนี้จะทำรายได้รวมได้ประมาณ 20,000-25,000 บาท เลยทีเดียว ///-026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เฝ้ารับเสด็จฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เฝ้ารับเสด็จฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เฝ้ารับเสด็จฯ

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ มาทรงเปิดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลา 17.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ มาทรงเปิดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และทรงไถ่ชีวิตโค – กระบือ แทนพระองค์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา (12 สิงหาคม 2568) โดยทรงพระราชทานโค กระบือแก่เกษตรกร เพื่อนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์และนำลูกที่ได้ไปส่งเสริมอาชีพต่อไป ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ เฝ้ารับเสด็จฯ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานในสังกัดทั้ง 17 หน่วยงาน ได้ร่วมจัดนิทรรศการ นำเสนอผลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างวันที่ 8 – 13 สิงหาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการที่มีชีวิต สำหรับการจัดนิทรรศการดังกล่าวจะนำเสนอการพัฒนาที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

โดยในส่วนของกรมปศุสัตว์ได้นำ “ห่านหัวสิงโต” มาจัดแสดงให้ชม พร้อมกับนำเสนอผลงานการศึกษาแปรรูปเนื้อห่านหัวสิงโตเป็นอาหาร เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในโครงการพระราชดำริต่อไป
 

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025 ‘ซีพีเอฟ’เสริมแกร่งคู่ค้า ร่วมคิด พัฒนา เติบโตไปด้วยกัน

“ฟาร์มหมอต้น”  ผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสุกร ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ที่วันนี้ดำเนินงานมาแล้ว 11 ปี  และสามารถพาธุรกิจขึ้นแท่นผู้ประกอบการยอดเยี่ยมระดับชาติ คว้า 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 SME National Awards 2025 และอีก 2 รางวัลพิเศษ คือ รางวัล SME แห่งชาติยอดเยี่ยม และรางวัล SME Sustainability & ESG Excellence ภายใต้โครงการ MSME National Awards 2025 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 17

สะท้อนความสำเร็จในการบริหารจัดการ ที่ปฏิบัติตามแนวทาง TQA และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านกระบวนการ “คิดและเติบโตไปด้วยกัน” ส่งต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบการบริหารจัดการแบบมืออาชีพอย่างเป็นระบบ

น.สพ.วรวุฒิ ศิริปุณย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มหมอต้น จำกัด กล่าวว่า “ฟาร์มหมอต้น” มุ่งมั่นผลิตสุกรครบวงจรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล ใส่ใจความยั่งยืนระดับโลก การผลิตอยู่ภายใต้มาตรฐานทั้งด้านสุขอนามัย สวัสดิภาพสัตว์ และกระบวนการผลิต โดยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ร่วมกับชุมชน สังคมได้ จากจุดเด่นในการนำหลักการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการมาประยุกต์ใช้จริง ทำให้ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลนี้

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นยังได้แรงผลักดันจากซีพีเอฟ พันธมิตรที่ช่วยคิด พัฒนา และเติบโตไปด้วยกัน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบต่างๆ จากการที่ซีพีเอฟมีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่น ไบโอแก๊ส  โซลาร์ รูฟท็อป รวมทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานพัฒนาศักยภาพลูกค้าและทีมขายอาหารสัตว์ภาคตะวันออก ทีมผู้เชี่ยวชาญบริการวิชาการ ทีมการตลาด ทีมสนับสนุน ที่สำคัญ คือ การถ่ายทอดแนวทางการบริหารองค์กรสู่ความเป็นเลิศ (CP Excellence) จนฟาร์มสามารถยกระดับการจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง Supply Chain  สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามหลัก ESG” น.สพ.วรวุฒิ กล่าว 

บจ.ฟาร์มหมอต้น ผ่านการประเมินจากผู้สมัครกว่า 200 รายทั่วประเทศ สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการ SME ไทย ที่สามารถยกระดับธุรกิจเทียบเท่ามาตรฐานสากลได้ด้วยตนเอง โดยมีซีพีเอฟเป็นพันธมิตรร่วมทางสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน แบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการที่ทันสมัย

สำหรับรางวัล SME National Awards มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจ MSME ให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยการปรับใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) เป็นฐานการพิจารณาให้เข้ากับบริบทของ MSME ครอบคลุมการบริหารจัดการ 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ บทบาทของผู้บริหารในการนำองค์กร การวางแผนการดำเนินธุรกิจ การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด การวัด วิเคราะห์และจัดการความรู้ การบริหารทรัพยากรบุคคล  การจัดการกระบวนการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจ

ปีนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ร่วมกับ นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. โดยมี นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ และทีมงานฯ ร่วมแสดงความยินดี