ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ดาโต๊ะมาเลย์บุกเจาะลึก! ‘ทุเรียนเบตง’ จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

ยะลาฮับทุเรียน! ดาโต๊ะมาเลเซียบุกเจาะลึกเคล็ดลับ ‘ทุเรียนเบตง’ คุณภาพระดับพรีเมียม-จากสภาพภูมิศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ดาโต๊ะ ฮัจญ์ มูฮัมหมัด บิน อับดุลเลาะห์ จากรัฐเนกรีเซมบิลัน ประเทศมาเลเซีย พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนทุเรียนของนายวิสุทธิ์ โชตน์ธนานันต์ เกษตรกรแปลงใหญ่ในตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับชมการสาธิตการเก็บเกี่ยวทุเรียน ซึ่งเบตงถือเป็นแหล่งปลูกผลไม้คุณภาพแห่งใหม่ของไทย

นายวิสุทธิ์ โชตน์ธนานันต์ หรือที่รู้จักในนาม ‘เฮียเต๋อ’ เจ้าของสวนทุเรียนเบตง เผยว่าความสำเร็จในการปลูกทุเรียนคุณภาพของที่สวน เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของอำเภอเบตง ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี มีอากาศหนาวเย็น มีสายหมอก และพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,900 ฟุต ซึ่งทำให้ผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด หรือเงาะ มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยในฤดูกาลที่ผ่านมา ทุเรียนที่ส่งออกกว่า 18 ตัน พบหนอนเพียง 7-8 ลูกเท่านั้น

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือการผลิตทุเรียนเกรดพรีเมียมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและลูกค้า ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์ดังอย่างมูซานคิง สามารถขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 600 บาท และยังคงหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคุณภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเขาต้องการให้เกษตรกรรายอื่นๆ หันมาผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อสร้างแบรนด์ ‘ทุเรียนเบตง’ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา ระบุว่าในปี 2567 จังหวัดยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 105,401 ไร่ เพิ่มขึ้น 9.53% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในอำเภอเบตงที่เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนแทนยางพาราและผลไม้ชนิดอื่น เนื่องจากราคาดีอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปีนี้ผลผลิตทุเรียนจะออกสู่ตลาดไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม ///-026

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

กรมชลประทานเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำ เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและเร่งระบายน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดในหลายพื้นที่ อาทิ

– โครงการชลประทานน่าน บริเวณ ท่าสูบใต้สะพานภาคเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

– โครงการชลประทานแพร่ บริเวณ ประตูน้ำข้างวัดสวรรคนิเวศ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ , บริเวณ อ่างเก็บน้ำแม่ถาง ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

– สำนักงานชลประทานที่ 3 บริเวณ ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก , บริเวณ หมู่ที่ 7 บ้านท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร และบริเวณคลองระบายน้ำ DR.2-138L หมู่ที่ 7 บ้านท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

– สำนักงานชลประทานที่ 6 บริเวณ จุดติดตั้ง คลองระบายน้ำบึงทุ่งสร้าง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น บริเวณ หจก ตงจิตพืชผล จำกัด และบริเวณ หน้าที่ทำการไปรษณีย์ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านชวน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ

– สำนักงานชลประทานที่ 9 บริเวณ อ่างเก็บน้ำด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

– สำนักงานชลประทานที่ 10 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล บริเวณ หมู่ 8 ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460

– 006

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ สองทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายไพโรจน์ เตชะเจริญสุขจีระ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายสุรชัย หลักทองคำ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี นายสุนัย กุณฑลจินดา ผู้อำนวยการส่วนกิจกรรมพิเศษ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และคณะ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการศึกษาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมทั้งพระราชทานสิ่งของแก่ครูใหญ่และผู้แทนนักเรียนชาย – หญิง นอกจากนี้ ยังพระราชทานพันธุ์ไม้ผล ได้แก่ ต้นขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ และเมล็ดพันธุ์ผักแก่ผู้แทนชาวบ้าน

สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากใช้น้ำจากห้วยสะตือและใช้เครื่องสูบน้ำที่มีค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงสูง ระบบท่อซีเมนต์ใยหินที่ใช้งานมานานเกิดชำรุดทำให้น้ำไหลได้น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของครูและนักเรียน กรมชลประทานจึงได้ปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำใหม่เป็นท่อพีวีซี ระยะทางรวม 6.68 กิโลเมตร ก่อสร้างถังเก็บน้ำขนาด 780 และ 480 ลูกบาศก์เมตร ซ่อมแซมตอม่อระบบท่อส่งน้ำ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำที่ฝายหุบเสือโฮกด้วยการยกความสูงสันฝายเป็น 3 เมตร ความยาว 18 เมตร ทำให้โรงเรียนมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ ลดภาระค่าใช้จ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียน ครู และชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ตำบลเขาจ้าว อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพระราชทานสิ่งของแก่ครูใหญ่และผู้แทนนักเรียนชาย – หญิง รวมทั้งพระราชทานพันธุ์ไม้ผล ได้แก่ ต้นมะพร้าวพันธุ์น้ำหอม และเมล็ดพันธุ์ผักแก่ผู้แทนชาวบ้าน

ทั้งนี้ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ประสบปัญหาสระเก็บน้ำภายในโรงเรียนทรุดโทรมและรั่วซึม ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน กรมชลประทานจึงได้จัดทำแผนการปรับปรุงสระเก็บน้ำ เพื่อให้โรงเรียนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอต่อไป

– 006

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.37 น.

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

27 สิงหาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “ดินนำ น้ำตาม นวัตกรรมก้าวล้ำ นำสู่เกษตรไทยยั่งยืน” โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวรายงาน นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนหน่วยงานภาคี นักวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน  ซึ่งจัดงานระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการบริหารจัดการที่ดิน ที่ผ่านมามีการนำผลงานวิชาการและองค์ความรู้จากผลงานวิจัยกรมพัฒนาที่ดินที่สำคัญไปใช้ประโยชน์ในเชิงประจักษ์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงฯ และช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยหลักการ “ดินนำ น้ำตาม” ด้วยการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน พัฒนาที่ดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ให้เกษตรกรสามารถจัดการดินได้เหมาะสมกับพืช รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา โดยมีเครือข่ายหมอดินอาสาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงาน เสริมสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและจัดการที่ดิน รองรับเกษตรสมัยใหม่ และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพเกษตร

และหลักการ “นวัตกรรมก้าวล้ำ” ที่สร้างนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ในพื้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการดิน ลดผลกระทบจากภัยพิบัติภาคการเกษตร เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ปัญหาหมอกควัน หรือฝุ่น PM 2.5 ต่อยอดนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตั้งรับ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ โดยนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรดิน รวมถึงหลักการ “นำสู่เกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ที่ส่งเสริมและขยายผลงานวิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยเชิงบูรณาการร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่พื้นที่ก่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการขับเคลื่อนภารกิจ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9 นโยบายที่สำคัญ พร้อมทั้งส่งเสริมมาตรการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน และเสริมความแข็งแกร่งให้เกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้มีการนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่นในสาขาต่าง ๆ และเป็นเวทีพบปะของนักวิชาการกรมฯ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัย ให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาเครือข่ายงานวิจัยร่วมกัน ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ การบรรยายพิเศษและการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อที่เป็นประเด็นสำคัญทางด้านการพัฒนาที่ดินและทางด้านการเกษตร รวมทั้งการนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่น ภาคบรรยาย และภาคนิทรรศการ โดยแบ่งตามสาขาวิชาการ 7 สาขา ได้แก่ สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน สาขาการจัดการดินปัญหา สาขาปรับปรุงบำรุงดิน สาขาจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดิน/ที่ดินและการประยุกต์ใช้ สาขาวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สาขานโยบายเศรษฐสังคมและการบริหารจัดการภาครัฐซึ่งผลงานวิจัยสาขาต่าง ๆ จะนำไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ของเกษตรกร ถ่ายทอดเป็นความรู้แก่เกษตรกรโดยนักวิชาการของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด และหมอดินอาสา นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดให้มีการสร้างสัมพันธภาพและเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดินเป็นส่วนสำคัญในการลดต้นทุนและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถแบ่งปันได้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ตามนโยบายของกระทรวงฯ ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจนวัตกรรมและเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดินที่น่าสนใจ สามารถไปเยี่ยมชมได้ที่งานวันดินโลก ปี 2568 “Healthy soils for healthy cities ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” ระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.55 น.

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ 

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร – โลตัส” ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับกรมปศุสัตว์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านการส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายที่เป็นธรรม ควบคู่การพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการยกระดับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ((Traceability System) และการรับรองมาตรฐานคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า “จากสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ที่ตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร จึงร่วมมือกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายเนื้อโคพร้อมยกระดับมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย”

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตอาหารที่ปลอดภัย  และการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่มั่นคง  ตามแนวทางแพลตฟอร์มแห่งโอกาส  ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพสินค้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  ผ่านการนำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ i-Trace มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดในคุณภาพ”

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ตกต่ำ และสนับสนุนเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย ผ่านการส่งเสริมช่องทางการตลาด การพัฒนากระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ในงานนี้ ได้มีการแนะนำระบบ “iTrace” (ไอ-เทรซ) ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า  เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค โดยเพียงสแกน QR Code บนสินค้า ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ตั้งแต่แหล่งผลิต โรงตัดแต่ง โรงคัดบรรจุ จนถึงข้อมูลโภชนาการ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อาหารไทย ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ แต่ยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน 

ความร่วมมือนี้ ตอกย้ำบทบาทของซีพี แอ็กซ์ตร้า ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานอาหาร การสนับสนุนเกษตรกรไทย และการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อความโปร่งใสและความยั่งยืนของห่วงโซ่อาหารไทย

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ’คาจิกิ’

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ'คาจิกิ'

สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือฝนต่อเนื่องจากพายุ’คาจิกิ’

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับพายุ “คาจิกิ” ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงลุ่มน้ำยม – น่าน ทำให้มีน้ำเอ่อในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการระบายน้ำทำได้ช้ากว่าปกติ

นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

นายชวลิต สุราราช ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ส่งผลให้มีฝนตกหนักกระจายทั่วพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน โดยเฉพาะบริเวณท้ายเขื่อนสิริกิติ์ ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำไหลเข้าเสริม (side flow) จากน้ำปาด และการผันน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ

เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและลดผลกระทบต่อประชาชน กรมชลประทานได้หารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และได้กำหนดแผนการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 26–31 สิงหาคม 2568 โดยปรับลดการระบายน้ำลงเหลือวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร (หรือประมาณ 347 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบมติคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ลุ่มน้ำยม–น่าน ที่กำหนดเพดานการระบายไม่เกิน 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

ทั้งนี้ จะมีการเฝ้าระวังและควบคุมระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ N7B อำเภอเมืองพิจิตร อย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิน 997 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร พร้อมสามารถปรับเพิ่มหรือลดการระบายน้ำได้ตามสถานการณ์ในพื้นที่

สรุปการดำเนินงานในพื้นที่

จังหวัดอุตรดิตถ์

– โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในลำน้ำสาขาแม่น้ำน่าน และควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนทดน้ำผาจุกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ริมตลิ่งและชุมชน

– โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนทดน้ำผาจุกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปริมาณฝนสะสมเพิ่มสูงจากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ” โดยได้บริหารการระบายน้ำให้สอดคล้องกับเขื่อนสิริกิติ์ และรักษาระดับน้ำเหนือ–ท้ายเขื่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและผู้ประกอบกิจกรรมในแม่น้ำน่าน พร้อมจัดเวรติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงฤดูฝน

จังหวัดพิจิตร

– ส่วนเครื่องจักรกลดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง บริเวณคลองระบายน้ำ DR.2-138L หมู่ 7 บ้านท่าแห ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม เพื่อเร่งระบายน้ำจากพื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่อง จนระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มสูงและระบายได้ช้ากว่าปกติ

จังหวัดพิษณุโลก

– โครงการฯ นเรศวร ติดตามการส่งน้ำคลอง PL.0-32.R ต.ท้อแท้ อ.พรหมพิราม เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม

– โครงการฯ พลายชุมพล เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำบริเวณคลองระบายน้ำ DR.15.8 ต.งิ้วงาม อ.เมืองพิษณุโลก

– ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 3 สำรวจและเตรียมติดตั้ง เครื่องสูบน้ำไฮโดรโฟล ขนาด 48 นิ้ว จำนวน 6 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ อ.บางระกำ เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่า รองรับมวลน้ำจากพายุ “คาจิกิ” ซึ่งกำลังทำให้น้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้น

จังหวัดนครสวรรค์

– โครงการชลประทานนครสวรรค์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม ณ อำเภอชุมแสง โดยเฉพาะบริเวณสถานีวัดน้ำ N.67 และจุดบรรจบของแม่น้ำทั้งสองสาย ซึ่งมีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกสะสมและการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ แม้ยังต่ำกว่าตลิ่ง แต่ได้วางแผนเฝ้าระวังร่วมกับอำเภอและท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เพาะปลูกและบ้านเรือนประชาชน

– ร่วมประชุมหารือกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “คาจิกิ” ที่จะพัดผ่านช่วง 24–27 สิงหาคมนี้ โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาด 8–12 นิ้ว จำนวน 22 เครื่อง ณ โครงการชลประทานนครสวรรค์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

สำนักงานชลประทานที่ 3 ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และเน้นดำเนินการเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

หากประชาชนต้องการแจ้งเหตุหรือติดต่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ สามารถติดต่อผ่านผู้นำชุมชนในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

กรมชลฯระดมกำลังรับมือฝนเหนือ-น้ำหลาก หลัง’คาจิกิ’สลายตัว

กรมชลฯระดมกำลังรับมือฝนเหนือ-น้ำหลาก หลัง'คาจิกิ'สลายตัว

กรมชลฯระดมกำลังรับมือฝนเหนือ-น้ำหลาก หลัง’คาจิกิ’สลายตัว

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า พายุ “คาจิกิ” ได้อ่อนกำลังลงและสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคเหนือแล้ว แต่ยังคงทำให้มีฝนตกชุกในหลายพื้นที่ ทำให้มีน้ำป่าไหลลงลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน อย่างต่อเนื่องในช่วง 1 – 2 วันนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำหลาก จ.น่าน พบปริมาณฝนสะสมเกิน 250 มิลลิเมตร (มม.) หลายจุด เฉพาะที่ ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ วัดปริมาณฝนได้สูงสุดถึง 349.7 มม. , จ.แพร่ ที่ อ.ลอง วัดปริมาณฝนได้ 202.5 มม.ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในลุ่มน้ำยม – น่าน เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่สถานี Y.37 อ.วังชิ้น จ.แพร่ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,241 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้นสถานีวัดน้ำ Y.14B อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เวลา 10.00 น.วัดได้ 989 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มข้น ควบคู่กับการเร่งนำเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ และจัดเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หวังลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบตลอดเวลา

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ wmsc.rid.go.th หรือ bigdata-swoc.rid.go.th หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือ โทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน

– 006

‘อรรถกร’ ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

'อรรถกร' ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

‘อรรถกร’ ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

“รมว.อรรถกร” ปลุกพลังอาหารหยาบคุณภาพสูง เผยใช้ 5,500 ไร่ ผลิตข้าวโพดหมักกว่า 2.7 หมื่นตัน หนุนเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนเพื่อเกษตรกร” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคเนื้อ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ว่า รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ที่ต้องเผชิญปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์สูง จึงมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนโครงการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่ประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ และบรรเทาความเดือดร้อนด้านต้นทุน และให้เข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในฟาร์ม และสร้างความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน

นายอรรถกร กล่าวว่า ในปี 2568 กรมปศุสัตว์ได้ใช้พื้นที่กว่า 5,500 ไร่ ของหน่วยงาน 11 แห่งทั่วประเทศ ปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารหยาบคุณภาพสูงด้วยวิธีการหมัก คาดว่าจะได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 27,500 ตัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะ แกะ และกระบือ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) มีการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ศูนย์วิจัยและสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ รวม 5,037 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 91.58 ของเป้าหมาย ได้ผลผลิตข้าวโพดพร้อมฝักสับหมักประมาณ 25,185 ตัน จากความสำเร็จดังกล่าว จึงได้ต่อยอดความสำเร็จสู่ “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนการผลิต” เพื่อขยายองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ

“โครงการนี้ถือเป็นการสานต่อแนวคิดที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ ที่มุ่งใช้พื้นที่ของกรมฯ ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการทำแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามนโยบายลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งจากการพิสูจน์แล้วพบว่าการใช้ข้าวโพดหมักสามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมวัวได้จริง ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ราคาย่อมเยา และขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน มาร่วมสนับสนุนและใช้ผลิตภัณฑ์ของภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรของเรา” รมว.อรรถกร กล่าวย้ำ

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเสริมว่า กรมฯ ได้ใช้ศักยภาพของหน่วยงานในการผลิตและแปรรูปพืชอาหารสัตว์คุณภาพสูง เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง หญ้าและถั่วอาหารสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ได้แก่ โคนม โคเนื้อ แพะ แกะ และกระบือ ได้มีอาหารหยาบที่เพียงพอและต้นทุนต่ำลง โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อีกด้วย

ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ “BAHGI Open House 2025” ของสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ พร้อมกิจกรรมสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร และการเก็บสำรองเสบียงสัตว์ด้วยเครื่องม้วนก้อนหญ้าพลาสติก นอกจากนี้ยังเปิดเวทีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการผลิตอาหารหยาบคุณภาพสูง รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยในอนาคต

-(016)

ชป. เฝ้าระวังพายุ ‘คาจิกิ’ บริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป. เฝ้าระวังพายุ 'คาจิกิ' บริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป. เฝ้าระวังพายุ ‘คาจิกิ’ บริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุ “คาจิกิ” (KAJIKI) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนในวันนี้(25 ส.ค. 68) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเคลื่อนเข้าสู่ประเทศลาวในช่วงเช้าวันที่ 26 ส.ค. 68 พายุนี้มีแนวโน้มที่จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงและเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจังหวัดน่านในช่วงเย็นของวันที่ 26 ส.ค. 68 ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 25–27 ส.ค. 68 ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน (25 ส.ค.68) เมื่อเวลา 06.00น. ที่สถานีสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์  มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,605 ลบ.ม./วินาที  แนวโน้มเพิ่มขึ้น  เพื่อเป็นการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา  กรมชลประทาน  ได้ทำการรับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง  ตามศักยภาพของคลอง   เพื่อเพิ่มช่องว่างในการรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น  พร้อมปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตรา 1,300 ลบ.ม./วินาที  รวมทั้งเร่งระบายน้ำด้านท้ายลงสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม  ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคั้นกันน้ำในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังระดับน้ำจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ และติดตามการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการในระยะนี้อย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบต่อไป

-(016)

‘กรมปศุสัตว์’เตรียมความพร้อมพิธีเปิดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนการผลิต

'กรมปศุสัตว์'เตรียมความพร้อมพิธีเปิดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนการผลิต

‘กรมปศุสัตว์’เตรียมความพร้อมพิธีเปิดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนการผลิต

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.38 น.

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการจัดพิธีเปิด “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารหยาบลดต้นทุนการผลิต” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคเนื้อ อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี เพื่อซักซ้อมด้านพิธีการและลำดับคิว การจัดเตรียมสถานที่ บุคลากร และพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ เพื่อให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมบูรณ์ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

– 006