‘เกษตรฯ-พาณิชย์’ส่งออกข้าว ใช้อีสานเกตเวย์ตั้งเป้าส่งสินค้าอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632144

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวสาร 20 ตู้ ปริมาณ 1,000 ตัน โดยใช้เส้นทางรถไฟสายจีน-ลาว ไปถึงมหานครฉงชิ่ง ภาคตะวันตกของจีนสำเร็จเป็นครั้งแรก ภายใต้การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชน ตามนโยบายการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตเพื่อการส่งออกของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ และต้องขอบคุณประเทศลาวและจีน ในความร่วมมืออันดี

สำหรับประเมินผลการส่งออกข้าวลอตแรก ครั้งนี้ รวมทั้งระบบการจองขบวนรถขนส่งสินค้าและการจองตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งกำลังประสานงานกับผู้ให้บริการของทั้งลาวและจีน เพื่อเร่งขยายผลไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตรตัวอื่นรวมทั้งเป้าหมายตลาดใหม่ๆ ทั้งในมณฑลต่างๆ ของจีน และประเทศอื่นๆ ต่อไป

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า เราเดินหน้าสร้างความพร้อมสำหรับวันนี้มาเป็นเวลากว่า 2 ปี สำหรับการขนส่งผ่านทางรถไฟสายใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ตามยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ (ESAN Gateway) เชื่อมไทย-เชื่อมโลก นับเป็นการเปิดศักราชหน้าใหม่ของการค้าการส่งออกสินค้าไทยไปจีน โดยมีเป้าหมายสู่ตลาดต่อไปคือตลาดเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง รัสเซีย และยุโรปและเพิ่มสินค้าเกษตรที่จะขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟสายนี้ คือ ยางพารา ผลไม้ กล้วยไม้ไทย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สินค้าประมงและปศุสัตว์ รวมทั้งสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าอื่นๆ

สำหรับมหานครฉงชิ่ง เป็นชุมทางรถไฟและการขนส่งหลายรูปแบบโดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการมีที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมใหม่ BRI (อีต้าอีลู่) และแม่น้ำแยงซีเกียง จึงมีความพร้อมทางด้านโลจิสติกส์และได้วางนโยบายเชื่อมโยง “ฉงชิ่ง-อาเซียน” เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับรัฐบาลไทย ทั้งนี้ มหานครฉงชิ่ง มีเขตโลจิสติกส์อาเซียนและนานาชาติในตำบลหนานเผิง เขตปาหนาน (Chongqing ASEAN International Logistics Park) ถือเป็นเส้นทางขนส่งและระบบโลจิสติกส์ที่สำคัญและเป็น “ประตูเศรษฐกิจของจีนตะวันตก”สามารถเป็นจุดกระจายสินค้าไปมณฑลต่างๆ ในภูมิภาคตะวันตกของจีนและขนส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆ นอกจากนี้ยังมีตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรนานาชาติซวงฝู เป็นศูนย์กลางกระจายผักและผลไม้ของจีนตะวันตก เชื่อมโยงกับสถานีรถไฟ ท่าเรือ และท่าอากาศยานของฉงชิ่ง เหมาะต่อการค้าขายและกระจายสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ที่จะขนส่งทางรถไฟจากไทยไปฉงชิ่ง ภายในเวลา 1–2 วัน

กรมชลฯรุดจ้างงาน ช่วยเกษตรกรปี’65 ยอดกว่า7หมื่นคน ใช้งบ4,465ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632139

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ขานรับนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2565 เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอกปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ด้วยการจัดจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งในปีงบประมาณ 2565 มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น 75,000 คน วงเงินงบประมาณ 4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1-10 เดือน วงเงินจ้างแรงงาน/คน จะอยู่ที่ประมาณ 8,700–87,000 บาท ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว 22,120 คน จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ คือ เชียงใหม่ 2,303 คน, กาฬสินธุ์ 1,872 คน และอุบลราชธานี 1,730 คน

สำหรับโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460

กรมชลฯออกโรงย้ำ ทุกภาคส่วนร่วมมือ ประหยัดน้ำสู้ภัยแล้ง ชูปลูกข้าวตามแผน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631568

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ สำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ ใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 55,998 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ 32,068 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำแล้วประมาณ 8,987 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,457 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 6,761 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำแล้วประมาณ 2,265 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้

สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวแล้ว 4.65 ล้านไร่ ร้อยละ 72 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกแล้ว 3.25 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ ร้อยละ 16 (แผนวางไว้ 2.81 ล้านไร่) ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ดำเนินการสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวให้เป็นไปตามแผน และดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการ พร้อมเน้นย้ำสร้างการรับรู้ “ประหยัดน้ำเท่ากับบริจาค” ภายใต้โครงการ “ประหยัดน้ำ ทางรอดต้านแล้ง”

เกษตรแนะสวนกล้วยไม้รับมือน้ำเค็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631570

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศมีความแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร เกิดวิกฤตภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำเค็มรุกเข้าสวนกล้วยไม้ โดยต้นปี 2565 กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ คาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุนที่ขึ้นสูงสุดไว้ 2 ช่วง ได้แก่ ในช่วงวันที่ 20 – 23 มกราคม 2565 และวันที่ 31 มกราคม 2565 อาจเกิดน้ำเค็มรุกพื้นที่ปากแม่น้ำ จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำใน จ.นครปฐม สมุทรสาคร นนทบุรี กทม. ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ราชบุรี และฉะเชิงเทรา ควรเฝ้าระวังค่าความเค็มของน้ำไม่ควรเกินกว่า 0.75 กรัม/ลิตร หรือค่าการนำไฟฟ้า (EC) สูงเกินกว่า 750 ไมโครซีเมนส์/เซนติเมตร หากสวนกล้วยไม้ ได้รับน้ำเค็มติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ต้นกล้วยไม้มีอาการปลายรากกุด ใบเริ่มลู่ลง นิ่ม และเหลืองก่อนที่จะหลุด เนื้อเยื่อแห้งไม่เจริญเติบโต และอาจรุนแรงถึงตายได้ในที่สุด

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดยการตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่จะใช้รดกล้วยไม้ หรือนำมาผสมปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยใช้เครื่องวัด EC หรือ Salinity ด้วยตนเอง หรือส่งน้ำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานราชการ

นอกจากนี้ควรรักษาระดับน้ำในบ่อพักน้ำในสวนกล้วยไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำข้างนอก เพื่อดันไม่ให้น้ำจากข้างนอกซึ่งอาจเป็นน้ำเค็มไหลซึมเข้าบ่อ ควรลดอัตราการผสมปุ๋ยลงจากเดิมเนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความเค็มของน้ำ และหากน้ำที่ผสมปุ๋ยแล้วมีค่าความเค็มสูงเกินไป ปุ๋ยจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่รากหรือต้นกล้วยไม้  ควรเพิ่มปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรอง ประเภทแคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยลดความเป็นพิษของเกลือโซเดียมและคลอไรด์ ที่มาจากน้ำทะเลได้

‘มนัญญา’หนุนส่งเสริมอาชีพ สร้างเกษตรกรเข้มแข็งพึ่งพาตนเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631571

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ครั้งที่ 1/2565 โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรทำกิน มุ่งหวังให้ใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีรายได้เลี้ยงครอบครัว พึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน และนายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานคณะทำงาน และมีผู้แทนจาก 14 หน่วยงานเป็นคณะทำงานดังกล่าว ทำหน้าที่ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด นอกจากนี้ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดในปี 2564 ซึ่งภาพรวมพื้นที่ คทช.มีเป้าหมายทั้งหมด 1,442 พื้นที่ ใน 70 จังหวัด เนื้อที่กว่า 5.7 ล้านไร่ และได้คัดเลือกพื้นที่เป้าหมายสำหรับการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด 185 พื้นที่ 62 จังหวัด มีหน่วยงานในคณะอนุกรรมการฯ บูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ คทช.โดยได้รับงบประมาณรวม 146.207 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามกรอบภารกิจ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานข้อมูล Zoning ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่ม ด้านสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และด้านการส่งเสริมและการจัดทำบัญชีครัวเรือน

สำหรับแผนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดในปี 2565 ได้คัดเลือกพื้นที่ คทช.เป้าหมาย 30 แห่ง เพื่อถ่ายทอดความรู้และพัฒนาการผลิตสินค้าการเกษตรให้มีคุณภาพ จัดทำระบบดินและน้ำให้มีคุณภาพ สนับสนุนปัจจัยการผลิต ก่อสร้างแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า สนับสนุนวัสดุการเกษตร และส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อเป็นสถาบันเกษตรกร โดยนำระบบสหกรณ์เข้ามาเป็นกลไกในการบริหารจัดการผลผลิตและการดำเนินธุรกิจร่วมกันของคนในชุมชน

ที่ประชุมฯ ยังได้รายงานผลการศึกษาของคณะทำงานศึกษาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ได้แก่ กรอบแนวคิดการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดภายใต้กรอบแนวทาง 3S ได้แก่ 1.Sufficiency Economy การแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง โดยใช้วิธีการสหกรณ์ที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2.Social Business สร้างความเข้มแข็งและเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน เพื่อให้สหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม และ 3.Sustainable Development Goals (SDGs) การพัฒนาเชิงพื้นที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในการพึ่งพาตนเอง

ภาครัฐ-เอกชนจัดงาน รุกท่องเที่ยวเชิงเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631569

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.ระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานความร่วมมือการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ครั้งที่ 1/2565 ว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและชุมชน รวมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ได้มาตรฐานและยั่งยืน จึงหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีมติให้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เพื่อความหลากหลายในการท่องเที่ยว มีการประสานในรายละเอียดในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พัฒนาร่วมกับเกษตรกรรุ่นใหม่ ทำให้นักท่องเที่ยวพบประสบการณ์ใหม่ๆ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้คัดเลือกเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.ภาคตะวันตก จ.เพชรบุรี อาทิ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทอง 2.ภาคตะวันออก จ.ระยอง อาทิ สวนสุภัทราแลนด์ 3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา อาทิ สวนแม่กรทอง สวนแม่หม่อน ปาป้าฟาร์มสเตย์ สวนสัปปะรดสีบ้านพระอังคาร รักจังเมล่อนฟาร์ม และวังน้ำเขียวฟาร์ม และ 4.ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ อาทิ  ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) สถานีวิจัยเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ และดอยอินทนนท์ เป็นต้น โดยจะพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพิ่มเติม อาทิ ธนาคารปูม้า ฟาร์มกุ้ง และฟาร์มปศุสัตว์

‘เฉลิมชัย’ถกแก้กำจัดโรคหมู ASF เร่งหนุนรายย่อยเลี้ยงใหม่ วางกรอบ Pig Sandbox

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631620

'เฉลิมชัย'ถกแก้กำจัดโรคหมู ASF เร่งหนุนรายย่อยเลี้ยงใหม่ วางกรอบ Pig Sandbox

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.23 น.

เกษตรฯ ประชุมคณะกรรมการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF เร่งหนุนรายย่อยกลับมาเลี้ยงใหม่ พร้อมวางกรอบ Pig Sandbox เป็นเขตควบคุมพิเศษ ให้เลี้ยง เคลื่อนย้าย และจำหน่ายได้เฉพาะในพื้นที่ Sandbox ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้ประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติ (African swine fever : ASF) โดยมีนายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ด้วย

ทั้งนี้ในที่ประชุมกรมปศุสัตว์รายงานผลการสำรวจข้อมูลการเลี้ยงปัจจุบัน เปรียบเทียบกับจำนวนเกษตรกรและจำนวนสุกร ณ เดือนมกราคม 2565 พบว่า เกษตรกรปี 2565 มี107,157 ราย ลดลงร้อยละ 43.35 มีหมู 10.847 ล้านตัว ลดลงร้อยละ 11.81 หมูแม่พันธุ์ 0.979 ล้านตัว ลดลงร้อยละ 11.16 ส่วนพื้นที่ที่มีการเลี้ยงแม่พันธุ์เพิ่มขึ้นได้แก่ จังหวัดชัยนาท ขอนแก่น  นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ ในส่วนของพื้นที่เขตปศุสัตว์ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญมีการเลี้ยงแม่พันธุ์ลดลงได้แก่ เขต 7 แม่พันธุ์ลดลงร้อยละ 30 เขต 2 แม่พันธุ์ลดลงร้อยละ 20 นอกจากนี้เกษตรกรปรับขนาดการเลี้ยงให้เหมาะสม ลดความหนาแน่นของหมูในฟาร์ม คุ้มค่าการลงทุน ยกระดับการป้องกันโรคในฟาร์มเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านสุขภาพ โดยกรมปศุสัตว์กำหนดพื้นที่นำร่อง “Pig Sandbox” หรือพื้นที่ควบคุมพิเศษเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงหมูในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีมาตรการ 3S คือ

1. Scan ภายใต้มาตรการประเมินความเสี่ยง แล้วให้พื้นที่ Pig Sandbox กลับมาเลี้ยงได้ก่อน 2. Screen ตั้งแต่ผู้เลี้ยง คอก เครื่องมือ อุปกรณ์ที่มีความพร้อมและเหมาะสม 

3. Support สนับสนุน ช่วยเหลือ ด้านการจัดการเลี้ยงดู การตลาด และแหล่งทุน

สำหรับ Pig Sandbox จะเป็นเขตควบคุมพิเศษ ให้เลี้ยง เคลื่อนย้าย และจำหน่ายได้เฉพาะในพื้นที่ Sandbox ลักษณะเดียวกับการทำ Sandbox ในโรคโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ 

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่ากรมปศุสตัว์ได้ มีมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค อย่างเข้มงวด โดยป้องกันการลักลอบนำสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์เข้าประเทศ เฝ้าระวังและค้นหาโรคเชิงรับและเชิงรุก เช่น การเฝ้าระวังทางอาการในฟาร์ม การเฝ้าระวังในโรงฆ่าสัตว์ การเฝ้าระวังในซากและผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในตลาด การประเมินความเสี่ยงระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อกำหนดมาตรการการควบคุมการเคลื่อนย้ายโดยทำฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM: Good Farming Management) เพื่อเป็นการลดความเสียหายสามารถป้องกันการเกิดโรคได้และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อน เพื่อยกระดับเป็นฟาร์มที่มีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) และการรายงานผลตรวจโรคหากพบเชื้อ ASF ในสุกร ในใบรายงานผลเพิ่มข้อแนะนำและมาตรการดำเนินการให้เกษตรกรทราบ เพื่อดำเนินการได้ถูกต้องต่อไป

กรมสหกรณ์ดันขายสินค้า นำร่องThaiTrad.comยอด80ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631308

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) เปิดเผยว่า ผลการจำหน่ายสินค้าเกษตรของสถาบันเกษตรกรผ่านแพลตฟอร์มกลาง ThaiTrade.com   ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายประเทศทั่วโลก ในนามของคณะทำงานการสร้างแพลตฟอร์มกลางในโครงการเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรมีการค้าขาย  ผ่านระบบออนไลน์ให้มากขึ้น เป็นการยกระดับรายได้และขยายตลาดสินค้าเกษตรในขบวนการสหกรณ์  ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งว่าผลการเจรจาธุรกิจเกิดมูลค่าการซื้อขายคาดการณ์  1 ปี ประมาณ 80  ล้านบาท จากสหกรณ์ที่เข้าโครงการนำร่องโครงการจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม 8 แห่ง สินค้า 42 รายการ ได้แก่ สินค้ากลุ่มข้าว โคนมและโคเนื้อ ซึ่งสหกรณ์ทั้ง 8 แห่ง เข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้า 22 บริษัท จาก 9 ประเทศคือ ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ พม่า ฟิลิปปินส์ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและอินเดีย   จากความสำเร็จเบื้องต้นนี้จะเป็นการทำให้สหกรณ์อื่นๆ เห็นช่องทางการขยายโอกาสทางการตลาดได้เพิ่มมากขึ้นสร้างโอกาสการสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์

ทั้งนี้ ได้เกิดคู่เจรจาการค้า 59 คู่เจรจา โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ นมอัดเม็ด สินค้าสหกรณ์ที่เข้าโครงการนำร่องเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานการผลิตดี มีคุณภาพ ในปี 2564 กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดเวทีอบรมการค้าบนระบบแพลตฟอร์ม เช่น การทำกิจกรรมการค้าออนไลน์แบบจับคู่ธุรกิจ หลักเกณฑ์การขายสินค้าของบนแพลตฟอร์มเป็นต้นให้กับทั้ง 8 สหกรณ์ เนื่องจากผู้ค้าต้องมีความพร้อมด้านสินค้าสำหรับยอดการเจรจาธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อตอบโจทย์ผู้ซื้อในระบบ นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชนสนับสนุนช่องทางจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Phenixbox.com ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการขยายตลาดของสถาบันเกษตรกรอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งในความร่วมมือนี้มี 19 สหกรณ์ให้ความสนใจเข้าร่วม และได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมในเครือ AWC จำนวน 12 สหกรณ์ เจรจากับผู้ประกอบการ 14   แห่ง มีคู่เจรจารวม 41 คู่ ผลการเจรจา คาดว่าใน 1 ปีนี้ จะมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 3 ล้านบาท

สำหรับสหกรณ์นำร่องจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มกลาง ThaiTrade.com  ในปี 2564 มี 8 แห่ง โดยปี 2565 ตั้งเป้าว่าจะดึงสหกรณ์เข้าร่วมการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ThaiTrade.com อีกประมาณ  10 แห่ง  ซึ่งจะต้องเป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมในการค้าขายกับต่างประเทศ และตั้งเป้าอบรมสหกรณ์เข้าร่วมค้าผ่านแพลตฟอร์ม  Phenixbox.com  ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการค้าในประเทศประมาณ  70 สหกรณ์ โดยจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานและรักษาคุณภาพของสินค้า รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ที่จะช่วยขยายช่องทางในการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์

กรมชลฯชี้แกล้งข้าว ทำนาเปียกสลับแห้ง ช่วยให้ประหยัดน้ำ ทางรอดช่วงภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631306

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ช่วงฤดูแล้งปี 2565 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีอยู่ในเกณฑ์จำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตรที่มีสัดส่วนการใช้น้ำค่อนข้างมาก เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงวางแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำในอ่างฯไม่ถึงร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ได้รณรงค์ให้พี่น้องเกษตรกรและทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

จากสถานการณ์น้ำข้างต้น โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้ต่อยอดงานวิจัยการบริหารจัดการน้ำในการทำนา แบบเปียกสลับแห้ง โดยสมาชิกกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ได้ร่วมกันทำแปลงสาธิตทดลองการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว ในพื้นที่หัวงานอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน ต.ออนเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำเพาะปลูกข้าวโดยวิธีประหยัดน้ำในช่วงวิกฤติ เนื่องด้วยอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน มีปริมาณน้ำเก็บกักในเกณฑ์น้ำน้อย จึงรณรงค์ให้มีการทำนาปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำ แต่ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นกว่าการปล่อยน้ำท่วมขังในแปลงนา ด้วยวิธีการทำนาเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว โดยจะเรียกว่า “ทฤษฎี เปียก 5 แห้ง 15”

‘ปศุสัตว์’ดึงGFMยกระดับเลี้ยงสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/631307

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ขับเคลื่อนฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร (GFM) เพื่อยกระดับการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและรายย่อย ให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ลดปัญหาจากโรคระบาด และส่งเสริมให้สินค้าปศุสัตว์มีความปลอดภัย โดยระบบการป้องกันโรคฯ ประกอบด้วย การจัดการพื้นที่เลี้ยงและโครงสร้างการจัดการโรงเรือนหรือเล้าและอุปกรณ์ การจัดการยานพาหนะ การจัดการบุคคล การจัดการด้านสุขภาพ การจัดการอาหาร น้ำ และยาสัตว์ การจัดการข้อมูล และการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ ไม่ซับซ้อน และใช้ต้นทุนต่ำ สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงโรคระบาด ที่อาจทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นได้

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้วางมาตรการการส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โดยในเกษตรกรรายเล็กและรายย่อย ในระยะแรกจะให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ให้คำแนะนำ และสำรวจความต้องการการเลี้ยงสุกรของเกษตรกร ภายใต้มาตรการประเมินความเสี่ยง และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และความพร้อมในการเลี้ยงสุกรใหม่ภายใต้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ

ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการส่งเสริม สนับสนุน ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร เช่น พันธุ์สัตว์ราคาถูก (ลูกสุกรขุน สุกรแม่พันธุ์) โดยกรมปศุสัตว์และเครือข่ายผู้เลี้ยงสุกร ให้คำแนะนำด้านพืชอาหารสัตว์ต่างๆ รวมทั้งการประสานหาแหล่งทุนสนับสนุนการเลี้ยงสุกร โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  ในโครงการสานฝันสร้างอาชีพฯ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร (กลุ่มวิสาหกิจ/กลุ่มจดทะเบียน/สหกรณ์) ด้วย