เกษตรกรรายย่อยร่วมฟื้นฟู สร้างอนาคตใหม่เลี้ยงสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629274

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสินธุ ปัญญาศักดิ์ ผู้เลี้ยงสุกรเชียงใหม่-ลำพูน อ.เมือง จ.ลำพูน กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยในหลายพื้นที่ภาคเหนือ อยู่ระหว่างการฟื้นฟูฟาร์มต้อนรับลูกสุกรเข้าเลี้ยงรอบใหม่ ขณะนี้เกษตรกรรายย่อยหลายรายมีความพร้อมมากที่จะเริ่มต้นใหม่ โดยมุ่งมั่นปรับปรุงฟาร์มตามหลักวิชาการ มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good FarmingManagement : GFM) ระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเกราะป้องกันโรค ลดความเสี่ยงและการสูญเสียไม่ให้หวนกลับมา และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลิตเนื้อหมูคุณภาพดี

ด้าน น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัยอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติคาดการณ์ว่าเกษตรกรจะกลับมาเลี้ยงสุกรในปี 2565 ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากที่คนเลี้ยงตัดสินใจชะลอการเลี้ยงหรือเข้าเลี้ยงสุกรบางลง ไม่เต็มการผลิตของฟาร์ม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งจากภาวะโรคระบาด รวมถึงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยเชื่อว่าต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีที่ภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรจะกลับมาเป็นปกติ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) โดยมีคณะกรรมการจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆหาแนวทางการป้องกันและควบคุมโรค ASF อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ตลอดจนการพัฒนาวัคซีน ASF ในสุกรต้นแบบ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย รวมถึงเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปศุสัตว์เรียกประชุมด่วน‘ด่านกักกันสัตว์’ทั่วประเทศ วางมาตรการเข้มแก้ASFระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629295

ปศุสัตว์เรียกประชุมด่วน‘ด่านกักกันสัตว์’ทั่วประเทศ วางมาตรการเข้มแก้ASFระบาด

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.51 น.

“อธิบดีปศุสัตว์” เรียกประชุมด่วนด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ สั่งตรวจคุมเข้มเคลื่อนย้ายสัตว์ วางมาตรการแก้ปัญหาASFระบาด มั่นใจคุมอยู่

17 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้เรียกประชุมด่วนเจ้าหน้าสารวัตรและด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบาย สั่งการในการควบคุมและป้องกันโรค ASF ให้สงบโดยเร็วที่สุด หลังพบการระบาดกรมปศุสัตว์มีหน่วยงานกองสารวัตรและกักกันสัตว์ ซึ่งมีหน่วยงานด่านกันกันสัตว์ในพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งด่านชายแดน และด่านที่สนามบินภายในประเทศ และสนามบินระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรค ASF อย่างเข้มงวดโดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ภายในราชอาณาจักรควบคู่กับการสร้างความรับรู้และความเข้าใจ ให้เกษตรกรและประชาชนได้รับเดือดร้อนน้อยที่สุด และจะต้องกระทำด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม โดยที่ผ่านมาไทยมีความเข้มแข็งในการควบคุมป้องกันโรคเต็มที่ มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมโรค ASF ได้ เนื่องจากใน 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบกับโรคอุบัติใหม่ ทั้งโรคกาฬโรคในม้า หรือกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African horse sickness) โรคลัมปี สกินในโคกระบือ ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถควบคุมโรคสงบได้

สำหรับโรคASF ในสุกร ที่เกิดขึ้นแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรคก็ตาม แต่กรมปศุสัตว์จะให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และเรื่องของการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศอย่างเข้มข้น และจะดำเนินการจนกว่าโรคสงบ โดยเร็ว -005

‘ปศุสัตว์’แจ้งเตือนหวัดนกระบาดในจีน เสียชีวิตแล้ว 2 ราย ติดเชื้อ 3 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629128

'ปศุสัตว์'แจ้งเตือนหวัดนกระบาดในจีน เสียชีวิแล้ว 2 ราย ติดเชื้อ 3 ราย

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.44 น.

ปศุสัตว์แจ้งเตือนเฝ้าระวังหวัดนกระบาดหลังพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิด H5N6 ในจีนมีผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายเสียชีวิตแล้ว 2 ราย

วันที่ 17 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิด H5N6 ในจีนโดยล่าสุดพบผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายเสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเดือนธันวาคม2564 ที่ผ่านมาโดย เป็นชาย 4 คน และหญิง 1 คน จากมณฑลเสฉวน, เจ้อเจียง และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยในจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดนี้ 2 ราย เสียชีวิตแล้ว ขณะที่อีก 3 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 5 ราย ในจำนวนนี้ 4 ราย สัมผัสกับสัตว์ปีก ขณะที่อีก 1 ราย อยู่ระหว่างการสืบสวน

ทั้งนี้แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกมาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ก็ยังคงเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้ สั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด   สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน

 นอกจากนั้นยังมีการ รณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่นเป็นต้น ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามกรมปศุสัตว์  ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด  หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที  เพื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคทันที

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ยกระดับทักษะอาชีพภาคเกษตรกรรม เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629059

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ยกระดับทักษะอาชีพภาคเกษตรกรรม  เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร. อีสาน) ได้จัดโครงการอบรมและส่งเสริมการพัฒนายกระดับทักษะอาชีพ ในภาคเกษตรกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก รศ. (พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะผู้แทน รมว.อว. เป็นประธานกล่าวให้โอวาท และกล่าวปิดโครงการฯ โดยมี  ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร. อีสาน) ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการฯ, นายประยุกต์ สุดธัญญรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน พิษณุโลก, ผศ.ดร.นิภาพร อามัสสา ประธานโครงการฯ พร้อมด้วยคณะทำงานโครงการ,ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภาคใต้ และสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ภาคเหนือ 9 จังหวัด ร่วมพิธีเปิด

รศ. (พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายจากท่านศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ให้มาเป็นประธาน และกล่าวปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการอบรมและส่งเสริมการพัฒนายกระดับทักษะอาชีพ ในภาคเกษตรกรรม ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน  ภาคเหนือ

ตามที่คณะทำงานโครงการอบรมฯ โดยการนำของ ผศ.ดร.นิภาพร อามัสสา ประธานโครงการฯ และคณะวิทยากร ได้ดำเนินการจัดให้มีการอบรมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ทั้ง 6 ภาค ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 เป็นต้นมานั้น ทำให้พี่น้องวิสาหกิจชุมชนทั้ง 2574 กลุ่ม ได้มีการยกระดับทักษะอาชีพในภาคเกษตรกรรม ทั้ง 6 ด้าน ครอบคลุมทั้งด้านปศุสัตว์, ด้านประมง, สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP, พืชและเห็ดเศรษฐกิจ, หมอดิน New Normal และพืชสมุนไพร ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นทักษะอาชีพในภาคเกษตรกรรมด้วยศาสตร์พระราชา เป็นแนวทางในการแก้ไขเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤตของโรคติดเชื้อโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชน

หลังจากจัดอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเรียบร้อยแล้ว โครงการยังจะมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำไปเป็นทุนตั้งต้น เพื่อต่อยอดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นกับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน  ซึ่งการอบรมในครั้งนี้เป็นเพียงห้วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ท่านทั้งหลายควรนำสิ่งที่คณะวิทยากรได้ให้ในการอบรมในครั้งนี้ไปประยุกต์ปรับใช้ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มความสามารถ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

“กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จะเป็นที่ปรึกษาและเป็นกำลังใจในการดำเนินงานของท่าน  ในการที่จะฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรค ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ขอชื่นชมและขอบคุณ คณะทำงานโครงการฯ และคณะวิทยากรทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน พิษณุโลก ที่ได้เอื้อเฟื้อให้การสนับสนุนสถานที่ในการจัดการอบรมในครั้งนี้”

เกษตรฯจัดอบรมหลักสูตร วิทยาการเกษตรระดับสูงรุ่น1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629054

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 (Agriculture and Cooperatives Executive Program : ACE) ที่กรมชลประทาน โดยมุ่งเป้าเพิ่ม GDP ภาคการเกษตรไทย เร่งสร้างเครือข่ายผู้นำภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน ยกระดับเศรษฐกิจการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหาร มุ่งสู่การเกษตรวิถีใหม่ โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม และมีผู้เข้ารับการอบรมฯ รวม 96 คน

ทั้งนี้ ดร.จรัลธาดา กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กษัตริย์นักเกษตร” ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ปาฐกถาพิเศษเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 และนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ปาฐกถาพิเศษ Vision from Leader โดย ดร.ทองเปลว กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดหลักสูตร วกส.ว่าเริ่มจากการ
ลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ 2.มูลนิธิเกษตราธิการ และ 3.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) มีสาระสำคัญครอบคลุม 6 มิติการเรียนรู้ ได้แก่ 1.Agriculture and Cooperatives Landscape 2.Agricultural Market Mechanisms 3.Technology and Innovation 4.Current Issues for Agriculture Development 5.Research for the Future และ 6.Leadership and Sustainability

ผู้เลี้ยงไก่ยิ้มออก คนหันบริโภคเพิ่ม จากวิกฤตหมูแพง ขายได้ราคาสูงขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629055

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากราคาถูกกว่าเนื้อหมูในขณะนี้ถึง 3 เท่า ต้องขอบคุณแทนเกษตรกรในการเลือกรับประทานเนื้อไก่ ทำให้ผู้เลี้ยงมีตลาดรองรับหลังจากต้องแบกภาระขาดทุนในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ดี ความต้องการเนื้อไก่ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยราคาเฉลี่ยหน้าฟาร์มปรับมาอยู่ที่ 37-39 บาท/กิโลกรัม ขณะที่คนเลี้ยงมีต้นทุน 36-38 บาท/กิโลกรัม แม้จะปรับไม่มากและเป็นราคาทรงตัวตั้งแต่ปลายปี 2564 ปัจจุบันราคาไก่ทั้งตัวเฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 80 บาท อกไก่ 75 บาท น่องไก่ 65 บาท ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการในระหว่างรอผลผลิตเนื้อหมูจากการเลี้ยงรอบใหม่อีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทย ยังประสบกับปัญหาสำคัญคือต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องขาดทุนสะสมจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลือง โดยเฉพาะในปี 2564 ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 30-40% รวมถึงปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคระบาดปรับราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย ซึ่งราคาเนื้อไก่ที่ปรับขึ้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงให้มีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม สามารถดำเนินธุรกิจได้

‘มนัญญา’ใช้แตนเบียนขจัดศัตรูมะพร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629057

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมการดำเนินงานมะพร้าวแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว หมู่ 2 ต.หน้าเมือง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ ว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ทางการเกษตร 5,018,161.08 ไร่ คิดเป็น
ร้อยละ 62.13 โดยมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ปาล์มน้ำมัน 1,365,586 ไร่ มะพร้าว 81,550 ไร่ ทุเรียน 81,550 ไร่ โดย อ.เกาะสมุย เป็นพื้นที่การเกษตรมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นสวนมะพร้าว ประมาณ 28,245 ไร่ 1,883 ครัวเรือน ที่ผ่านมาเกษตรกรทำสวนมะพร้าวประสบปัญหาการระบาดของศัตรูมะพร้าวในพื้นที่ ในปี 2555 กรมวิชาการเกษตรได้รับ
งบประมาณจากกองทุนวิจัย จึงได้เริ่มเข้ามาสำรวจพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนาม และจัดทำแผนที่การระบาด

ต่อมาได้ดำเนินการเลี้ยงและปล่อยแตน แมลงดำหนาม พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรจนสามารถเลี้ยงแตนเบียนได้เอง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน รวมทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว อ.เกาะสมุย ขึ้นมา ส่งผลให้การระบาดของแมลงดำหนาม หนอนหัวดำ ด้วงแรด และด้วงงวงลด สำหรับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวนี้มีจุดเด่นในการปลูกพืชผสมผสานเพื่อสร้างรายได้ มีนายวิศาล บรมธนรัตน์ เป็นประธานศูนย์ฯ มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว 5 ไร่ ผลผลิต 1,584 กิโลกรัม/ไร่ สมาชิก 51 ราย ดำเนินกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การปรับปรุงบำรุงดิน การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว

จากนั้น น.ส.มนัญญา ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน และร่วมปล่อยแตนเบียน เพื่อป้องกันศัตรูมะพร้าว รวมทั้ง
มอบใบรับมองมาตรฐานสินค้า GAP พืช และพืชอินทรีย์ ตลอดจนมอบชีวภัณฑ์ พันธุ์พืช และปัจจัยการผลิตของกรมวิชาการเกษตรให้กับเกษตรกรด้วย

กรมสหกรณ์ทำแพลตฟอร์ม ขับเคลื่อน‘เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629058

วันจันทร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนางรวีพรรณ ช้างเย็นฉ่ำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ครั้งที่ 3 (1/2565) โดยมี ผอ.กองพัฒนาสหกรณ์ด้านการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในครั้งนี้ ได้มีการติดตามและรับทราบรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และการผลักดันสินค้าของสหกรณ์การเกษตรนำร่องขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการต่อยอดเป้าหมายเพิ่มเติมที่จะร่วมกันดำเนินการในปี 2565 ซึ่งการผลักดันสินค้าเกษตรจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และ Phenixbox.com นั้น สินค้าที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์นม ผลไม้ ซึ่งประเทศอินเดีย เป็นประเทศที่ให้ความสนใจสินค้าเกษตรเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการเปลี่ยนแปลงประธานคณะทำงานการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” การดำเนินการต่อยอดผลักดันสินค้าเกษตรขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในระยะที่ 2 เพื่อให้ภารกิจด้านการจัดแพลตฟอร์มกลางบรรลุตามวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต จึงได้มีการเสนอแนวทางการต่อยอดผลักดันสินค้าเกษตรขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และ Phenixbox.com และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในระยะที่ 2

สำหรับเป้าหมายคือ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ 80 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสินค้าเกษตรที่จะผลักดันต่อยอดขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com ได้แก่ สินค้าจากสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ สินค้าเกษตร สินค้าสหกรณ์ สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ 10 ราย และแพลตฟอร์ม Phenixbox.com ได้แก่ สินค้าจากสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ สินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ที่มีความพร้อมจำหน่ายในรูปแบบ B2B (Businese-to-Businese) ภายในประเทศ 70 ราย

พร้อมกับเสนอแนวทางผลักดันต่อยอดจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมด้านทักษะให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น กิจกรรมจับคู่ธุรกิจการค้าจากในประเทศและต่างประเทศให้กับสหกรณ์ที่นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และ Phenixbox.com รวมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างพาณิชย์จังหวัด สหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด ทูตพาณิชย์ ภาคเอกชน และขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งยังถือเป็นการผลักดันสินค้าเกษตรทางออนไลน์

‘ปศุสัตว์’ชี้ส่งออกเนื้อสุกร-ผลิตภัณฑ์หลังประกาศโรค ASF ในสุกรไม่กระทบมากนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629085

'ปศุสัตว์'ชี้ส่งออกเนื้อสุกร-ผลิตภัณฑ์หลังประกาศโรค ASF ในสุกรไม่กระทบมากนัก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.28 น.

“ปศุสัตว์”ชี้การส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์หลังประกาศโรค ASF ในสุกรไม่กระทบมากนัก จากทำตามข้อแนะนำของ OIE และเงื่อนไขประเทศนำเข้าอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า หลังจากที่มีการประกาศโรค ASF ในสุกรในประเทศไทย และได้รายงานไปองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 นั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและรับมือผลกระทบด้านการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ หลังการประกาศพบเชื้อ ASF ในสุกรในประเทศไทย จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาถึงผลกระทบและเงื่อนไขในการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ของประเทศผู้นำเข้าต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยจากการค้นคว้าข้อมูลและตามระเบียบประเทศคู่ค้าและตามหลักมาตรฐานสากลพบว่า การส่งออกเนื้อสุกรดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร คาดการณ์ว่าจะไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากประเทศไทยมีตลาดส่งออกหลักทั้งเนื้อสุกรดิบและสุก ที่ยอมรับในการปฏิบัติตามคำแนะนำของ OIE และเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าที่กำหนด โดยตลาดส่งออกหลักของเนื้อสุกรดิบคือฮ่องกง ส่วนเนื้อสุกรสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่นและฮ่องกง ซึ่งการส่งออกในกรณีที่ประเทศมีการระบาดของโรค ASF ในสุกร นั้นจะพิจารณาตามข้อแนะนำ OIE และเงื่อนไขประเทศผู้นำเข้าที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เช่น เป็นการห้ามทั้งประเทศ หรือ ห้ามเป็นพื้นที่ หรือห้ามเป็นฟาร์ม โดยมีข้อกำหนด ดังนี้

1. การส่งออกเนื้อสุกรดิบ สำหรับบางประเทศที่ไม่ได้ห้ามนำเข้า กรมศุสัตว์จะอนุญาตให้ส่งออกต่อเนื่อง โดยมีการควบคุมการผลิตเนื้อสุกร ไม่ให้มีเชื้อ ASF ในสุกรปนเปื้อนในกระบวนการผลิต เช่น การกำหนดให้แหล่งที่มาของสุกร ต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน GAP มีการตรวจหาเชื้อ ASF ในสุกรมีชีวิตก่อนส่งโรงฆ่า และได้รับอนุญาตให้เคลื่อนย้ายโดยเป็นไปตามแนวทางข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ และในโรงฆ่าสัตว์เพื่อการส่งออกจะมีสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสุกรทุกฟาร์ม (100%) เพื่อเฝ้าระวังเชื้อ ASF ในสุกรปนเปื้อนก่อนอนุญาตให้ส่งออก หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารของคน หรืออาหารสัตว์เลี้ยง

2. สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรปรุงสุก OIE ได้กำหนดเงื่อนไขการทำลายเชื้อไวรัส ASF ในสุกร ดังนี้ การทำลายเชื้อไวรัส ASF ในเนื้อสุกรต้องผ่านความร้อน 70 องศาเซลเซียส ระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาที หรือ อาหารกระป๋อง F0≥ 3 หรือเนื้อสุกรผ่านการหมักด้วยเกลือและตากแห้งอย่างน้อย 6 เดือน และใน casing จากสุกรต้องหมักเกลือหรือน้ำเกลือ (Aw < 0.8) หรือสารประกอบเกลือฟอสเฟต 86.5%NaCl + 10.7%Na2HPO4 + 2.8%Na3PO4 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 30 วัน

3. ในกรณีที่บางประเทศมีการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าเป็นการเฉพาะ กรมปศุสัตว์จะเร่งเจรจากับหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศนั้นๆ เพื่อขอส่งสินค้าเนื้อสุกรปรุงสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร ให้ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น สำหรับส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์แปรรูปผ่านความร้อน ประเทศสิงคโปร์มีข้อกำหนดต้องมาจากประเทศที่ต้องปลอดจากโรค ASF ในสุกรอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนวันเชือดและวันส่งออก ประเทศฟิลิปปินส์กำหนดห้ามการนำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากประเทศที่มีรายงานโรค ASF ในสุกร สำหรับการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็น/แช่แข็ง ในฮ่องกงมีข้อกำหนดเนื้อสุกรต้องมาจากสุกรมีชีวิตในพื้นที่ปลอดจากโรค swine fever ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ตาม Health certificate ในอินเดียกำหนดให้ต้องมาจากประเทศที่ต้องปลอดจากโรค ASF ในสุกรหรือสำหรับประเทศที่พบ ASF ในสุกรหากมีแผนเฝ้าระวังและมีการกำหนดพื้นที่ปลอดโรคตาม OIE สามารถส่งออกเนื้อสุกรสดได้ เป็นต้น

4. สำหรับการส่งออกเนื้อสุกรดิบ และสินค้าเนื้อสุกรปรุงสุกหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกร ในปี 2565 จะพิจารณาจากท่าทีและเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าที่จะมีการกำหนดเพิ่มเติมอย่างไร และปัจจัยอื่นๆ เช่น สถานการณ์โควิด-19 โดยคาดการณ์ว่าในปี 2565 การส่งออกน่าจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาโดยส่งออกประมาณ 23,000 ตัน มูลค่า 3,646 ล้านบาท

สำหรับการส่งออกสุกรมีชีวิตนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาราคาเนื้อหมูแพง ภาครัฐได้มีการแก้ปัญหาโดยมาตรการระยะเร่งด่วนกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้ประกาศห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตไปนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 เดือน (6 มกราคม – 5 เมษายน 2565) ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพิจารณาถึงแนวทางให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่อไป – 006

สั่งปศุสัตว์ทั่วประเทศ ตั้งวอร์รูมการระบาดโรคASFในสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628922

สั่งปศุสัตว์ทั่วประเทศ ตั้งวอร์รูมการระบาดโรคASFในสุกร

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.45 น.

วันที่ 15 มกราคม2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งการปศุสัตว์เขตทั่วประเทศตั้ง warroom โดยเริ่มตั้งแต่วันที่15 มกราคม 2565 เป็นต้นไปเพื่อเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การและแก้ไขปัญหาการระบาดโรคASFในสุกร  พร้อมด้วย คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประจำการในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนงานตามนโยบายนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งการให้ทุกเขตและจังหวัดจัดตั้ง WARROOM เพื่อสื่อสารข้อมูลกับประชาชนและรายงานการดำเนินงานทุกวันต่อผู้บริหารอย่างทันท่วงทีซึ่งเป็นการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์รวมถึงการรายงานข้อมูลข่าวสารจากภูมิภาคให้ส่วนกลางเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและนอกจากนี้อธิบดีสั่งการให้ทุกพื้นที่มีการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมป้องกันและการเคลื่อนย้ายสัตว์ต้องโปร่งใส ไม่มีการสร้างเงื่อนไข และให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลักนั้นสำหรับ warroom ส่วนกลางตั้งอยู่ที่กรมปศุสัตว์โดยมีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประจำการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย