กรมประมงโร่แจง แนวทางช่วยเหลือ เลี้ยงปลาในกระชัง ประสบภัยน้ำท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610255

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานประมง จ.มหาสารคาม และศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมหาสารคาม เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเป็นการเฉพาะหน้า หลังจากได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น พร้อมกับชี้แจงแนวทางเยียวยาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำผู้เลี้ยงปลาในกระชัง และแนะนำเกษตรกรให้เคลื่อนย้ายกระชังเข้าริมฝั่ง ป้องกันปัญหาไหลไปกับกระแสน้ำ

ทั้งนี้ จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบแล้ว 48 ราย มีกระชังที่เสียหาย 450 กระชัง ปริมาณปลานิลเสียหายประมาณ 135 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.5 ล้านบาท โดยเป็นความเสียหายเพียงส่วนหนึ่ง เนื่องจากสำนักงานประมง จ.มหาสารคาม แจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรจับปลาขึ้นมาจำหน่ายไปแล้วร้อยละ 50 ส่วนสาเหตุการตายเกิดจากการที่ปลามีอาการน็อกน้ำ จากมวลน้ำจำนวนมากใน จ.ชัยภูมิ และขอนแก่น ที่ไหลผ่านพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนต่ำ ประกอบกับน้ำมีความขุ่นสูง เป็นเหตุให้ตะกอนเกาะเหงือกปลาจนไม่สามารถหายใจ และขาดออกซิเจนตาย

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง สามารถขอรับความช่วยเหลือโดยให้หน่วยงานกรมประมงภายในจังหวัด พิจารณาดำเนินการโดยใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ในกรณีงบประมาณไม่เพียงพอ สามารถใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของปลัดกระทรวงเกษตรฯ

รมช.เกษตรฯรุดเยี่ยมชม สหกรณ์วัดจันทร์ต้นแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610260

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมและรับฟังการดำเนินงานของสหกรณ์วัดจันทร์ จ.พิษณุโลกเพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรค โดยโอกาสนี้ ได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สหกรณ์วัดจันทร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย ด้วย สำหรับสหกรณ์ดังกล่าวก่อตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 มีสมาชิก 59 กลุ่ม ครอบคลุม 20 ตำบล ปัจจุบันมีสมาชิกสามัญ 4,538 คน สมาชิกสมทบ 2,789 คน มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 123,499,745 บาท เป็นสหกรณ์ชั้น 1 มาตรฐานสหกรณ์ระดับดีเลิศ โดยมีรูปแบบธุรกิจที่ให้บริการสมาชิก ดังนี้ 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก 3.ธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก และ 4.ธุรกิจแปรรูป(น้ำดื่ม) ตอบสนองความต้องการของสมาชิกฯ ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งด้านเงินทุน/วัสดุที่ใช้ทำการเกษตร เป็นตลาดให้สมาชิก ทั้งยังมีสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันด้วย

“การก่อตั้งสหกรณ์ต้องบูรณาการร่วมกัน ซื่อสัตย์ ตั้งใจ เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง ขอให้ช่วยกันขับเคลื่อนงานเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพ ผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เพิ่มมูลค่าผลผลิต นำไปสู่การพึ่งพาตนเองของเกษตรกร และการช่วยเหลือกันในหมู่สมาชิกฯ โดยใช้กลไกสหกรณ์ ช่วยยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น” น.ส.มนัญญากล่าวและว่า ขอชื่นชมสหกรณ์วัดจันทร์ ที่เป็นต้นแบบ มุ่งเน้นประโยชน์ของสมาชิก

กรมข้าวฯเยียวยาชาวนา มอบเมล็ดพันธุ์กว่า4.5พันตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610006

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พายุเตี้ยนหมู่ที่พัดผ่านประเทศไทยก่อให้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะนาข้าวที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกในพื้นที่ลุ่ม จึงสั่งการให้กรมการข้าว เร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวนาโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ปี 2562

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า กรมการข้าวได้บูรณาการข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานในพื้นที่โดยตรง ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า นาข้าวในฤดูนาปี 2564/65 ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งหมด 1.8 ล้านไร่ใน 38 จังหวัด 285 อำเภอ 1,583 ตำบล จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ นครสวรรค์ สุโขทัย และพิจิตร อย่างไรก็ดี พื้นที่น้ำท่วมอาจมีความแตกต่างกัน ทั้งระดับความลึกช่วงระยะเวลาที่ท่วม และความขุ่นของน้ำชนิดพันธุ์ข้าว อายุของข้าว ที่ทำให้มีผลต่อระดับความเสียหายและการฟื้นตัวของข้าว ซึ่งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องติดตามและประเมินผลต่อไป

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมการข้าวดูแลชาวนาผู้ปลูกข้าว หลังจากประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ประเมินพื้นที่ได้รับความเสียอย่างสิ้นเชิง โดยชาวนาจะได้รับความช่วยเหลือ ไร่ละ 1,340 บาท รายละไม่เกิน 30 ไร่ ตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564

สำหรับกิจกรรมของเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยภายหลังน้ำลดทั้งในพื้นที่ชลประทาน และนอกเขตชลประทาน ภาครัฐฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการติดตามให้คำแนะนำและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป ส่วนปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวให้ความช่วยเหลือนั้น จะสนับสนุนให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 10 ไร่ ไร่ละ 7 กิโลกรัม (นาดำ) และไร่ละ 15 กิโลกรัม (นาหว่าน) แบ่งเป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง 1,701,200 กิโลกรัม ข้าวหอมปทุม 500,400 กิโลกรัม และข้าวเหนียว 2,350,100 กิโลกรัม รวม 4,551,700 กิโลกรัม โดยปริมาณการสนับสนุนบรรเทาฟื้นฟูขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเกิดภัยพิบัติร้ายแรงในแต่ละครั้ง หรือสภาพการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ โดยให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยมีการปรับอัตราการให้ความช่วยเหลือให้เหมาะสม ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติด้านการช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว ไร่ละ 1,340 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 1,980 บาท ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ ไร่ละ 4,048 บาท

กรมฝนหลวงฯเล็งเติมน้ำให้เขื่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610007

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางนรีลักษณ์ วรรณสาย รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยยังคงเฝ้าระวังผลกระทบจากพายุ “ไลออนร็อก” ที่ส่งผลให้หลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเสี่ยงต่อการเกิดฝนตกหนักมากบางพื้นที่ ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามันภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนผลการปฏิบัติการฝนหลวง มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้กับเขื่อนที่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย โดยมิให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วลม อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง และเขื่อนสิริกิติ์ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

จากแผนที่อากาศผิวพื้นของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคกลางบางแห่ง จากนี้สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดเริ่มคลี่คลาย ในส่วนของการปฏิบัติการฝนหลวง ได้มีการติดตามวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ และระมัดระวังการปฏิบัติการทำฝน เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการทำฝนในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง

สำหรับการตรวจสภาพอากาศของกรมฝนหลวงฯ พบว่ายังไม่มีสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ โดยมีหน่วยฯ จ.อุดรธานี และหน่วยฯ จ.ขอนแก่น ไม่มีการขึ้นบินปฏิบัติการ ส่วนหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ หน่วยฯ จ.ตาก และหน่วยฯ จ.พิษณุโลก หากสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงและเข้าเงื่อนไข ก็พร้อมขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ซึ่งต้องการน้ำได้ทันที โดยพี่น้องประชาชนสามารถขอรับบริการฝนหลวงและติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เฟซบุ๊คกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทวิตเตอร์อินสตาแกรม ไลน์ @drraa_pr หรือหมายเลขโทรศัพท์ 0-2109-5100

เลขาฯมกอช.นำทีม ร่วมวงถกแก้ปัญหา เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เกิดประโยชน์ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610005

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยสัตวแพทย์หญิงธนิดา หรินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ กรมปศุสัตว์ นำคณะ ร่วมประชุม Ad hoc Codex IntergovernmentalTask Force on AntimicrobialResistance ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 4-9 และ 13 ตุลาคม 2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยนายพิศาล กล่าวว่าในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อหาข้อสรุปในการกำหนดเอกสารแนวทางการบูรณาการการติดตามและเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่มาจากอาหาร และเอกสารหลักปฏิบัติที่ดีในการลดและควบคุมเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่มาจากอาหาร

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเสนอให้ที่ประชุมคำนึงถึงความแตกต่างทางทรัพยากร และองค์ความรู้ของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถนำเอกสารมาใช้ปฏิบัติได้จริง ไม่ก่อให้เกิดการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการปฏิบัติที่เกี่ยวกับพืช รวมทั้งกระตุ้นให้หน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานด้านพืชให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกยังมีข้อมูลอยู่จำกัด เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการทำงานเพื่อลดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างมีประสิทธิภาพที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อาหาร

“เอกสารทั้ง 2 ฉบับ จะนำเสนอเพื่อให้ที่ประชุม CAC ทราบความคืบหน้าการดำเนินการต่อไป โดยคาดหวังว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปี 2564 เพื่อเป้าหมายในการลดและแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ‘กลุ่มทอผ้าบ้านนาดี’สกลนคร ดันผ้าฝ้ายทอมือภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่สินค้าคุณภาพขายในร้านภูฟ้าบ้านนาดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610010

สกู๊ปพิเศษ : ‘กลุ่มทอผ้าบ้านนาดี’สกลนคร  ดันผ้าฝ้ายทอมือภูมิปัญญาท้องถิ่น  สู่สินค้าคุณภาพขายในร้านภูฟ้าบ้านนาดี

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตำบลโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อคือผ้าฝ้ายทอมือ ของกลุ่มสตรีและเยาวชนทอผ้าบ้านนาดี โดดเด่นด้วยลวดลาย“ผ้าทอลายลูกแก้ว” และ “ผ้าทอลายหยดสายฝน” ที่ได้รับคัดเลือกให้นำไปจำหน่ายในโครงการร้านภูฟ้า และยังเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป ระดับ 4 ดาว

ประนอม อองไชย ประธานกลุ่มสตรีและเยาวชนทอผ้าบ้านนาดี สังกัดสหกรณ์จังหว้ดสกลนคร กล่าวว่า เดิมการทอผ้าของบ้านนาดีจะทอเพื่อใช้งานในครัวเรือนเท่านั้น ลายที่ใช้ทอกันเรียกว่าผ้าทอลายลูกแก้ว แต่ก็ไม่ได้นิยมทำเป็นอาชีพ เพราะอาชีพหลักคือการทำนา และในช่วงรอเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แค่หาปูหาปลากินไม่มีงานทำไม่มีรายได้ เนื่องจากพื้นที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งชีวิตลำบากมาก พวกแม่บ้านก็อยู่บ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานทำงานบ้าน พอมีคุณหมอท่านหนึ่งเข้ามาตรวจรักษาคนในหมู่บ้านเห็นความยากลำบากของชาวบ้าน จึงได้ถามว่าอยากทอผ้าไหม พอพวกเราสนใจเขาก็ประสานกับทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนครให้เข้ามาช่วยเหลือส่งเสริมอาชีพ ซึ่งสหกรณ์จังหวัดสกลนคร ได้สนับสนุนอุปกรณ์กี่ทอผ้าและฟืมมา 5 ตัว แล้วก็หาครูมาสอนให้ด้วย โดยรวมตัวทอผ้ากันที่วัดในหมู่บ้าน

พอปี 2541 จึงรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มสตรีและเยาวชนทอผ้าบ้านนาดีมีสมาชิกเริ่มแรก 15 คน พอทอผ้าได้ทางสหกรณ์ก็ช่วยหาตลาดนำไปขายให้ ได้ผืนละ 120-200 บาท ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีรายได้เสริม จึงมีคนสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกมากขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม35 คน กลุ่มทอผ้าบ้านนาดี ได้นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาลายทอผ้าเพิ่มเติมจากลายลูกแก้ว เป็น ลายหยดสายฝน ซึ่งจุดเด่นของผ้าทอของกลุ่มทอผ้าบ้านนาดี คือการย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ทอด้วยการจัดเรียงเส้นทอและเส้นยืนด้วยแรงกระทบที่สม่ำเสมอ คงที่ เพื่อให้ได้ลวดลายผ้าทอที่สวยงามตลอดทั้งผืน

เมื่อกลุ่มฯ สามารถพัฒนาฝีมือทอผ้าได้ดีลวดลายสวยงามและทำได้ปริมาณเพิ่มขึ้น ก็ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนครอีกครั้ง ด้วยการนำผ้าทอจากบ้านนาดีไปเสนอให้โครงการหลวง ทำให้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริ ให้รับผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในโครงการร้านภูฟ้าโดยจะมีออเดอร์ให้ทางกลุ่มทอผ้าเพื่อส่งร้านภูฟ้าทุกๆ 3 เดือน ทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท พร้อมกันนี้ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 4 ดาว จากกรมการพัฒนาชุมชน มีโอกาสได้นำผลิตภัณฑ์ไปจัดจำหน่ายตามงานโอท็อปทุกปี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี แม้ว่าช่วงนี้จะมีสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ออเดอร์ลดลงจากร้านภูฟ้าเหลือปีละ 2 ครั้ง แต่ชาวบ้านก็ยังมีรายได้จุนเจือครอบครัวไม่ขัดสน

“ทุกวันนี้สมาชิกกลุ่มทอผ้าบ้านนาดีมีชีวิตดีขึ้นจากเมื่อก่อนมาก ผ้าทอจากบ้านนาดีกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้ชาวบ้านได้พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกหลานเรียนหนังสือ ความเป็นอยู่ดีขึ้น รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้เข้าไปขายในโครงการหลวง และยังได้รางวัลโอท็อปด้วย” ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านนาดี กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ปัจจุบันกลุ่มทอผ้าบ้านนาดี มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งผ้าห่ม ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ผ้าขาวม้า ผ้าปูโต๊ะ สามารถหาซื้อได้ที่ร้านภูฟ้า หรือตามงานโอท็อป
หรือจะติดต่อสั่งซื้อสินค้าโดยตรงที่คุณประนอม อองไชย ประธานกลุ่มทอผ้าบ้านนาดี เบอร์โทร. 08-5752-8493

กาฬสินธุ์รับมอบเงินพระราชทานจัดตั้งรพ.สนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610008

วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีรับเงินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  เพื่อให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอยในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ห้องประชุม80 พรรษา โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์

ทั้งนี้ ตามที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นและมีการระบาดไปทั่วประเทศ ส่งผลให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในแต่ละพื้นที่ ที่ทำการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงพอ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนและสังคม โดยปรับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอยตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อรองรับจำนวน
ผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ รวม 28 แห่ง ประกอบด้วย สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ 20 แห่ง และสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 จำนวน 8 แห่ง รวมจำนวน 949 เตียงเป็นเงินพระราชทาน จำนวนทั้งสิ้น 2,342,460 บาท เพื่อให้สถานศึกษาดังกล่าว นำเงินไปใช้ชำระเป็นค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายซ่อมแซมปรับปรุงอาคารให้คืนสู่สภาพเดิมเพื่อใช้ในการจัด การเรียนการสอนต่อไป

กรมชลฯเฝ้าระวังลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน น้ำเพิ่มสูงขึ้นช่วง 20-30 ต.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610067

กรมชลฯเฝ้าระวังลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน น้ำเพิ่มสูงขึ้นช่วง 20-30 ต.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 22.18 น.

ตามประกาศกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ฉบับที่ 24/2564 เรื่อง “เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน” จากอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย ในช่วงวันที่ 14-17 ตุลาคม 2564 ส่งผลให้มีฝนตกหนัก บริเวณลุ่มน้ำปิง เจ้าพระยา สะแกกรัง ท่าจีน และป่าสัก ทำให้เกิดน้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้นเขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี รวมทั้งทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิง แม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำป่าสัก คลองชัยนาท-ป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ประเมินวิเคราะห์ปริมาณฝนตก (ONE MAP) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) คาดการณ์ปริมาณน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากแม่น้ำปิง จะทำให้มีน้ำไหลผ่านบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ สูงสุดประมาณ 3,000-3,100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ในวันที่ 22 ตุลาคม 2564

กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการหน่วงน้ำและผันน้ำเข้าคลองต่าง ๆ ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในเกณฑ์ 2,700 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 0.20-0.40 เมตร ในช่วงวันที่ 23-30 ตุลาคม 2564

สำหรับแม่น้ำท่าจีน น้ำที่ไหลล้นข้ามทางระบายน้ำล้น เขื่อนกระเสียว จะไหลไปสมทบกับปริมาณน้ำท่าที่เกิดจากฝนตกด้านท้ายเขื่อน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงแม่น้ำท่าจีน 150-200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทั้งนี้ จะบริหารจัดการโดยผันน้ำเข้าทุ่งโพธิ์พระยา เพื่อลดปริมาณน้ำหลาก ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจะส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 0.30-0.50 เมตร ในช่วงวันที่ 20-27 ตุลาคม 2564

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน ได้กำชับให้สำนักงานชลประทานที่ 3, 10-13 และสำนักเครื่องจักรกล ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่จุดเสี่ยงและพื้นที่ที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขัง พร้อมกับให้ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทราบสถานการณ์ล่วงหน้า รวมทั้งตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำ ความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วม เพื่อป้องกันน้ำล้นข้ามแนวคันกั้นน้ำ และปรับแผนบริหารจัดการการระบายน้ำของเขื่อนและประตูระบายน้ำ เพื่อพร่องน้ำและเร่งระบายน้ำในลำน้ำ แม่น้ำ ไว้รองรับน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบน เพื่อลดผลกระทบความรุนแรงของอุทกภัยและให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

‘ประภัตร’เผย​นาข้าวเสียหายกว่าแสนไร่​ เตรียมมาตรการชดเชยแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609833

'ประภัตร'เผย​นาข้าวเสียหายกว่าแสนไร่​ เตรียมมาตรการชดเชยแล้ว

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.17 น.

“ประภัตร”ประสานกรมชลฯ​ ลดการระบายน้ำ​เขื่อนกระเสียว​ หลังสุพรรณฯอ่วมหลายอำเภอ เผย​นาข้าวเสียหายกว่าแสนไร่​ เตรียมมาตรการชดเชยให้แล้ว

เมื่อเวลา​ 09.15 น.​วันที่ 19 ตุลาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายประภัตร​ โพธสุธน​ รมช.เกษตรและสหกรณ์​ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเขื่อนกระเสียว​ อ.ด่านช้าง​ จ.สุพรรณบุรี​ น้ำล้นสปิลเวย์จนต้องปล่อยออกมาจำนวนมาก​ ส่งผลให้น้ำท่วมสูงในหลายอำเภอของ​ จ.สุพรรณบุรี​ ว่า​ ขณะนี้มวลน้ำจำนวนมาก จาก​ อ.บ้านไร่​ จ.อุทัยธานี ลงมายังเขื่อนกระเสียว​ ทำให้ต้องมีการระบายน้ำเพิ่ม และยังมีน้ำตกค้างอยู่อีก จึงต้องผันน้ำผ่านสปิลเวย์ลงไปรวมกันที่แม่น้ำท่าจีน ที่​ อ.สามชุก​ จ.สุพรรณบุรี และเมื่อรวมกับน้ำที่มาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ อ.สามชุก​ อ.สองพี่น้อง​ และ อ.เมือง มีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก อย่างน้อย 50 เซนติเมตรต่อวัน จึงพยายามที่จะลดการระบายน้ำลงบ้าง เนื่องจากน้ำมาบรรจบกัน 3 ทาง คือ​ มาจากเขื่อนเจ้าพระยา คลองโตนด และเขื่อนกระเสียว ส่งผลให้แม่น้ำท่าจีนมีปริมาณน้ำที่สูง ดังนั้น​ หากไม่มีฝนตกลงมาอีกภายใน 1 – 2 วันนี้ คิดว่าระดับน้ำจะลดลง โดยได้มีการประสานกับกรมชลประทานเพื่อให้มีการปรับแผนการระบายน้ำให้ลดลง จะได้ไม่กระทบกระเทือนต่อชาวนาที่กำลังเก็บเกี่ยว

อย่างไรก็ตาม​ ยอมรับว่าน้ำมาครั้งนี้ไม่ทันตั้งตัว ทำให้นาเสียหายกว่าแสนไร่ ส่วนใหญ่ชาวนาเก็บเกี่ยวไม่ทัน เพราะน้ำมาแบบวันเดียวถึง แค่ 2 วันที่ผ่านมาระดับน้ำขึ้นไปเกือบ 2 เมตร ซึ่งหลังน้ำลดเราจะต้องดูแลเกษตรกร ต้องชดเชยตามนโยบายของรัฐบาลที่มีอยู่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ไปส่งเสริมอาชีพ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมการที่จะให้กู้ในระยะสั้นและระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ และให้กู้โดยไม่มีหลักทรัพย์รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อจะได้ช่วยเกษตรกรในการฟื้นฟูอาชีพ ให้นำไปปรับปรุงนาข้าวเพิ่มเติมจากการที่ได้ชดเชย

คปก.เปิดไฟเขียวใช้งบกองทุนปี’65พัฒนาเกษตรยั่งยืนวงเงิน200ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/609762

วันอังคาร ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) พิจารณาอนุญาตใช้ประโยชน์และอนุมัติงบประมาณกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปีงบประมาณ 2565 วงเงินกว่า 200 ล้านบาท ได้แก่ โครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน คือโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ โครงการส่งเสริมระบบวนเกษตร โครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาธุรกิจชุมชน โครงการศูนย์บริการประชาชนในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการจัดที่ดินชุมชนแปลงที่อยู่อาศัยของเกษตรกร โครงการสำรวจรังวัดปรับปรุงแผนที่แปลงที่ดินตามมาตรฐาน RTK GNSS Network และโครงการเพื่อการดำเนินงานในการดูแลและพัฒนาเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นการอนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในการตรวจสอบที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ให้มีศักยภาพเพื่อเกษตรกรรมสูงสุด

ทั้งนี้ การใช้จ่ายเงินกองทุนดังกล่าวเป็นไปตามแผนการใช้จ่ายโครงการเพื่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเร่งด่วน

นอกจากนี้ที่ประชุมได้อนุมัติการใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่นๆ ในเขตปฏิรูปที่ดินกว่า 10 แห่ง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินในการยกระดับคุณภาพชีวิตและอำนวยความสะดวกเกษตรกรด้วย