สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597801

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : รับมือฝนหนักท้ายฤดู..ต้องไม่ซ้ำเติมปชช.

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์ภูมิอากาศของประเทศในเดืิอนกันยายน 2564นี้ ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ และตกหนักมากในบางพื้นที่ อาจจะก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งได้

ขณะที่สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศ 41,088 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 36,555 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ51 ของปริมาณการกักเก็บ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 41,000 ล้าน ลบ.ม.

เป็นที่น่าเป็นห่วงว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์ฝนตกหนักจะซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)แน่นอน ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 25สิงหาคม 2564 มียอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังอยู่ในระดับสูงคือ 18,417 คน และยอดสะสมกว่า 1.07 ล้านคน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน และเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานทุกด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามจากการติดตามผลการดำเนินงานตาม 10 มาตรการดังกล่าวก็น่าจะอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่สามารถดำเนินการตาม
เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ขณะนี้ได้ดำเนินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้ดำเนินการไปแล้ว 36 แห่ง ขนาดกลาง 415 แห่ง และเขื่อนระบายน้ำ
42 แห่ง

ส่วนการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์และระบบระบายน้ำให้พร้อมใช้งานนั้น อาคารชลศาสตร์ได้ดำเนินการไปแล้ว 2,312 แห่ง คิดเป็น 99% และสถานีโทรมาตร 4,209 แห่งคิดเป็น 89% คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ครบทุกแห่งในเร็วๆ นี้ ในขณะที่การปรับปรุงและแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้ดำเนินการไปแล้ว 400 แห่ง จากทั้งหมด 625 แห่ง คิดเป็น 44% การขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา ขณะนี้สามารถดำเนินการได้กว่า 3.78 ล้านตัน การเตรียมความพร้อมและวางแผนเครื่องจักรเครื่องมือประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ ได้เตรียมเครื่องมือเครื่องจักรแล้ว 40,604 เครื่อง และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ ขณะนี้ได้มีการขุดเจาะน้ำบาดาลแล้ว 2,498 บ่อ เติมน้ำใต้ดิน 998 แห่ง พร้อมทั้งได้วางแผนที่จะลดการสูญเสียน้ำลงอย่างน้อย 5%

สำหรับมาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมความพร้อม ได้มีการสร้างเครือข่าย 20 กระทรวง เพื่อขยายผลการรับรู้จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงมีการจัดทำเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลทรัพยากรน้ำระดัจังหวัด” http://pwrc.thaiwater.net/ ซึ่งจะมีข้อมูลสถานการณ์น้ำฝน พายุ ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ในพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศโดยคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ส่วนมาตรการสุดท้ายคือ การติดตามประเมินผลและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย
นั้น ขณะนี้ได้มีการเชื่อมโยง 7 เครือข่ายหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลได้แสดงผลผ่านเว็บไซต์ National Thai Water.onwr.go.th พร้อมแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับหน่วยงานและประชาชน ในการติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์คาดการณ์สภาพภูมิอากาศและสถานการณ์น้ำ และเป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนการสั่งการการบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย

มีความพร้อมอย่างนี้…คงจะพอสู้กับฝนหนักท้ายฤดูได้นะครับ


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597800

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ  ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผลจากการดำเนินงาน ได้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง เกิดความร่วมมือการมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรดินเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืนเต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

นายสำรอง อำพนพงษ์ หมอดินอาสาประจำตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นผู้ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จนประสบความสำเร็จ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ต่อเนื่อง เปิดเผยว่า เดิมที่มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพดิน เนื่องจากเป็นชุดดินจักราช (Ckr) กลุ่มชุดดินที่ 40 พบปัญหา คือ ดินเป็นกรด เนื้อดินค่อนข้าง
เป็นดินทราย มีปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พืชที่ปลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำได้ง่าย การทำนาในช่วงแรกจึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่างๆในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการศึกษาดูงานแปลงเกษตรที่ประสบความสำเร็จจากหลายๆ พื้นที่ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาทำเกษตรผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ 31 ไร่ เป็นนาข้าว 18 ไร่ ปลูกข้าวข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 และข้าวขาวมะลิ 105 ปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ ซึ่งจะมีทั้ง ไม้ผล เช่น มะม่วง กล้วยน้ำว้า ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่เป็นผักท้องถิ่นเช่น ผักปังบัวบก ผักชี มะเขือ มะนาว ตะไคร้ ผักหวานป่า ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดาวเรือง เยอบีร่า เป็นต้น ปลูกอ้อยคั้นน้ำ 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 1 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ สำหรับสำรองน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตร และเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำให้แก้ไขปัญหาสภาพดิน ด้วยการใช้โดโลไมท์ ปรับปรุงบำรุงดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า แล้วไถกลบ และปรับรูปแบบแปลงนาให้ใหญ่ขึ้น ทำคันนาตามแบบการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินส่วนการจัดการดินในการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น จะใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์พด.1 ในการเตรียมหลุมเพาะปลูก ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์พด.2 ฉีดพ่นต้นไม้ผลในระยะเจริญเติบโต และระยะที่ไม้ผลกำลังติดดอกและใช้เศษฟางข้าวคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินในแปลงปลูกข้าว จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมักในการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก และใช้น้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ในการไล่เพลี้ยและแมลงที่รบกวนในแปลงปลูกข้าว และไถกลบตอซังหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแทนการเผาตอซัง

นายสำรอง บอกอีกว่า หลักการทำเกษตรผสมผสานของตน คือปลูกหลายสิ่งที่อยากกิน ทำหลายๆ สิ่งที่เราต้องการ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างรายได้ วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดจะเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีในการผลิต เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้บริโภค ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงนำไปจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและจำหน่ายที่หน้าสวน ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากการทำเกษตรอินทรีย์และมีการปรับปรุงบำรุงดินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามลำดับ และยังได้รับคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดิน ให้พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2555

“เกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีใจรักและมีความอดทน ไม่หวังผลเพียงแค่ระยะสั้นเพราะเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ลด ละ เลิกใช้สารเคมีทุกชนิดในแปลงเกษตร รวมถึงต้องปลูกพืชสร้างแนวกันชนเพื่อป้องกันละอองเคมีจากแปลงข้างๆ เข้าสู่แปลงเกษตรของเรา เพื่อความสมบูรณ์ทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 ปี จึงจะเป็นอินทรีย์ได้ 100% แต่สิ่งที่ได้คือ คุณภาพดิน สภาพแวดล้อมในแปลงเกษตรจะค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจะลดลง ในขณะที่ตัวเราเองก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ความตั้งใจต่อจากนี้ไป คือต้องการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ ให้เยาวชน คนรุ่นใหม่และเกษตรกรทั่วไป นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาและการปรับปรุงบำรุงดิน เพราะเมื่อดินดี ก็จะนำไปสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน” นายสำรอง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือ โทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

อ.สามร้อยยอดเปิดเวทีรับฟังตัดต้นสนยักษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597570

อ.สามร้อยยอดเปิดเวทีรับฟังตัดต้นสนยักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชัย พวงสุวรรณ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยถึงกรณีมีประชาชนร้องเรียนปัญหาการตัดต้นสนเก่าแก่ริมหาดสามร้อยยอด พื้นที่หมู่ 4 หมู่ 5 ตามแนวความยาวถนนเลียบหาด 6 กิโลเมตร (กม.) ใกล้ศูนย์ ปภ.เขต 4 เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 ได้เปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งซึ่งเสียงส่วนใหญ่ไม่คัดค้านหลังแจ้งเหตุผลให้ทราบว่าที่ผ่านมามีปัญหาต้นสนขนาดใหญ่อายุเก่าแก่ไม่น้อยกว่า 30 ปี ล้มทับสถานประกอบการ บ้านเรือนร้านค้าบริเวณใกล้เคียงหน้าชายหาดเสียหายขณะเกิดลมมรสุมพัดจากทะเล ประกอบกับไม่สามารถสัญจรไป-มาได้โดยสะดวก

“ขณะนี้มีปัญหาจากประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตการทำโครงการ และบางส่วนที่เคยสนับสนุนอาจจะไม่เห็นด้วยในบางประเด็น ขอเรียนว่า อบต.พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอีกครั้งในวันที่ 27 สิงหาคม 2564 เวลา 09.30 น. พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจทุกฝ่ายตามแนวทางการแก้ไขปัญหาต้นสนในพื้นที่สาธารณะชายหาด หลังจากตัดต้นสนแถวแรกในระยะห่างจากแนวถนน 1 เมตรเพื่อขยายผิวการจราจรให้กว้างมากขึ้น ขณะนี้ตัดต้นสนไปแล้ว 70 ต้น ระยะทาง 4 กม.เหลืออีก 2 กม.ก่อนตัดอีก 20 ต้นจะต้องรับฟังเสียงจากชาวบ้าน สำหรับพื้นที่ที่ตัดต้นสนออกแล้วจะปลูกต้นสนทะเล ต้นมะพร้าวขนาดสูง 2 เมตร ราคาต้นละ 1,500 บาท ทดแทนให้ โดยผู้รับเหมาตัดต้นสนจะนำไม้สนไปแปรรูปมูลค่าประมาณ 7 หมื่นบาท จากนั้น อบต.จะนำงบดังกล่าวไปจัดซื้อมะพร้าวปลูกทดแทน นายพิชัย กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’ มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597573

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปลูกกาแฟมาตรฐานอินทรีย์ตามแนวป่า แล้วนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เดอม้ง” ก่อเกิดรายได้ยั่งยืนในชุมชน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร คือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านบนดอยมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

นายวิชัย กำเนิดมงคล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ หมู่ที่ 11 ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของเส้นทางการทำธุรกิจกาแฟไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนเองเป็นชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาสูง ทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็น มีต้นไม้ปกคลุมเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟเป็นอย่างยิ่ง จากความสนใจประกอบกับที่เรียนจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร จึงมีความตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ด้วยการเริ่มต้นปลูกกาแฟเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ปลายปี 2558

“บ้านมณีพฤกษ์แต่เดิมนั้นเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยมาก่อน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน กระทั่งในปี พ.ศ. 2527 ทางการจึงได้เข้ามาพัฒนาและส่งเสริมอาชีพต่างๆให้ชาวไทยภูเขา นำเอาโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในลุ่มแม่น้ำน่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (พมพ.) เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักและดอกไม้เมืองหนาว อย่างสตรอว์เบอรี่ ลูกท้อ แต่พืชที่สร้างรายได้หลักคือกาแฟ ซึ่งปลูกกันอยู่หลายสายพันธุ์” วิชัย กล่าว

กาแฟเดอม้ง มีความโดดเด่นในเรื่องของสายพันธุ์อาราบิก้าที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกอิชา คาติมอร์ ทิปปิก้า จาวา ประกอบกับสภาพพื้นที่ที่ปลูกบนดอยสูง 1,400-1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และมีดินภูเขาไฟซึ่งมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง ทำให้เหมาะสมกับการปลูกกาแฟเป็นอย่างมาก นอกจากนี้จุดเด่นของกาแฟเดอม้งยังอยู่ที่การผลิตซึ่งเน้นความเป็นธรรมชาติ กรรมวิธีในการปลูกเป็นแบบอินทรีย์ไม่พึ่งพาสารเคมีในทุกขั้นตอน มีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง จนได้รับมาตรฐานการผลิต GAP รวมทั้งยังมีการส่งเสริมคนในชุมชนปลูกกาแฟไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากกาแฟนั้นเป็นพืชที่ต้องปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านหันมาดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นมิตร ลดปัญหาการถางป่าทำไร่เลื่อนลอยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปได้

ด้าน นายประพันธ์ จันทร์ผง เกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ เดอม้งมณีพฤกษ์เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตกาแฟเพื่อจำหน่าย โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวของเกษตรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน และขยายจำนวนสมาชิกเพื่อเข้าร่วมเป็นแปลงใหญ่กาแฟบ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย ซึ่งทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้คั่วกาแฟ

ความสำเร็จอีกขั้นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ คือการคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Natural Process และ Honey Process จากการประกวด Thailand Special Coffee Awards 2021 มาครองได้ในปีนี้ ซึ่งรางวัลที่ได้นั้นวิชัยบอกว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการผลิตกาแฟคุณภาพเพื่อจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์มีการบริหารจัดการภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบมีการหักเงินรายได้จากการจำหน่ายกาแฟ เพื่อนำมาพัฒนากลุ่มและสร้างศูนย์เรียนรู้ที่รวบรวมวัฒนธรรมของชาวม้งและความรู้เรื่องการผลิตกาแฟไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ผู้สนใจกาแฟคุณภาพเดอม้งสามารถสั่งซื้อได้ทาง Facebook : Coffee De Hmongกาแฟเดอม้ง หรือสอบถามได้ที่ 06-3562-6696

สหกรณ์วอนรัฐฯช่วยอุ้มชาวนา แล้งพร้อมโควิดทำข้าวราคาตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597569

สหกรณ์วอนรัฐฯช่วยอุ้มชาวนา แล้งพร้อมโควิดทำข้าวราคาตก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสมนึก ศรลัมพ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา อยู่บ้านเลขที่ 120/4 หมู่ที่ 3 บ้านหนองกระดี ถนนทัพทัน-สว่างอารมณ์, ต.หนองยายดา อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ว่าราคาข้าวเปลือกปี 2564 ปีนี้ข้าวใหม่ในจังหวัดอุทัยธานี เริ่มได้ทยอยออกมาตามโรงสีต่างๆ แล้ว แต่ปีนี้ข้าวเก่าของสหกรณ์ที่รับซื้อไว้แล้วนั้นยังมีอยู่อีกจำนวนมาก ที่สหกรณ์เก็บไว้ก็ยังออกสู่ท้องตลาดยังไม่หมดและเงินทุนที่จะมาซื้อใหม่ก็น้อยลง  ซึ่งปีนี้ราคาข้าวเปลือกที่ออกมาใหม่นั้น ปีนี้คิดว่าถูกมากเพราะเกี่ยวกับโรคโควิด-19ระบาดมาก ซึ่งโรงสีแต่ละพื้นที่ไม่เสี่ยง ที่กล้าจะซื้อกัน ซึ่งสหกรณ์ก็มีเงินทุนน้อย ซึ่งปีนี้เกษตรกรชาวนาแต่ละพื้นที่ น่าขายข้าวในราคาที่ถูกมาก ถ้าภาครัฐบาลไม่มากระตุ้นแทรกแซงในการซื้อ ซึ่งปัจจุบันนี้ราคาข้าวเปลือกที่รับซื้อเกวียนหนึ่ง ราคา 6,000 ถึง6,500 บาท ซึ่งสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาท ซึ่งโรงสีไม่กล้าซื้อกัน หยุดกันเกือบหมด เนื่องจากส่งออกไม่ได้

ซึ่งตอนนี้อยากให้ภาครัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา คือให้สหกรณ์ซื้อเก็บหรือฝากขายไว้ก่อน โดยให้ชาวนานำเงินไปใช้ก่อน หรือให้สหกรณ์รับจำนำไว้  
โดยยังไม่ขายขาด ซึ่งปัจจุบันนี้ที่เกษตรกรชาวนา ที่นำข้าวมาขายในราคาเกวียนละ 7,000 บาท นั้น ซึ่งตนเองถือว่าเกษตรกรชาวนานั้นแทบไม่มีกำไร และไม่ได้อะไรเลย ซึ่งถ้าเป็นนาเช่านั้นขาดทุนหนักเลย แต่ก็ถือว่าเป็นอาชีพของชาวนา ซึ่งอาชีพทำนาเหมือนผีสิง ขาดทุนกำไรก็ต้องทำแล้งก็ต้องทำ

กล่าวต่อว่า เกษตรชาวนานั้นมีรายชื่อมีนามสกุลจริง และลงทะเบียนเกษตรกรชาวนามาแล้ว ซึ่งให้รัฐบาลมาช่วยกันตรงนี้เลยทำให้เกษตรกรชาวนาไม่ท้อแท้ ซึ่งอาชีพเกษตรชาวนาต้องทำต่อ ซึ่งปัจจุบันนี้ เกษตรกรชาวนานั้นจิตใจห่อเหี่ยวไปหมดตอนทำก็เจอภัยแล้ง ตอนขายข้าวราคาก็ถูกลง ซึ่งอยากให้รัฐบาลมาช่วยเติม ตรงนี้ดีกว่าให้กับเกษตรกรชาวนารากหญ้า ซึ่งสมมุติว่าเศรษฐกิจดี ให้เกษตรกรชาวนาขายข้าวได้ราคาที่แพง ซึ่งประเภท หมู เห็ด เป็ดไก่สินค้าอื่นๆ เกษตรกรชาวนาต้องกินต้องใช้จับจ่ายซื้อสินค้าอยู่แล้วเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นมาทันทีเลย

ซอกแซกอาเซียน : 26 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597571

ซอกแซกอาเซียน : 26 สิงหาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ท่านผู้อ่าน ถ้าจำได้ที่ผมเคยเล่าระบบการทำงานหลักของแอปเตอร์ที่ประกอบไปด้วย Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 โดยส่วนมากเรามักจะยุ่งอยู่กับ เทียร์ 3 เพราะเป็นการส่งข้าวไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยแบบให้เปล่า ตรงกันข้ามกับเทียร์ 1 และ 2 ซึ่งเป็นเรื่องของการซื้อขาย กล่าวคือ แอปเตอร์มีสต๊อกข้าวสำรองจำนวนตามข้อตกลงกันใน 13 ประเทศสมาชิก รวม 787,000 ตัน การจะนำข้าวส่วนนี้ไปใช้แก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารต้องเป็นการซื้อขายตามราคาตลาด ดังนั้น แม้คณะผู้สถาปนาแอปเตอร์จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองเห็นถึงวิธีการป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้า แต่กระนั้นในทางปฏิบัติเนื่องจากปัญหายังไม่เกิดขั้นรุนแรง ความจำเป็นที่จะต้องใช้เทียร์ 1 และ 2 จึงไม่มี หรือเมื่อมีอยู่บ้างเพียงแต่ใช้เทียร์ 3 ก็พอแล้ว สามารถเอาอยู่ได้ระดับหนึ่ง

จึงเป็นหน้าที่ของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดการใช้สต๊อกข้าวจำนวน 787,000 ตัน ผ่านทางเทียร์ 1 และ 2 แทนที่จะใช้แต่เพียงเทียร์ 3 อย่างเดียว โดยเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนได้ทำสำเร็จมา 1 รายการ ในรูปแบบของเทียร์ 1 ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ จนกระทั่งได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือ หรือ Memorandum of Cooperation (MOC) กันของทั้งสองฝ่ายที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม มาจนกระทั่งปัจจุบันบันทึกความร่วมมือดังกล่าวกำลังจะหมดอายุลง เพราะได้ทำสัญญาไว้ 3 ปี และจริงๆ แล้วก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะมีการซื้อขายข้าวจริง เนื่องจากประเทศผู้จะซื้อ ซึ่งคือฟิลิปปินส์ยังไม่ได้แสดงความจำนงสั่งซื้อ สัญญาข้างต้นจึงต้องมีการเจรจากันใหม่เพื่อขยายอายุ MOC ต่อไปอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่ามีความประสงค์หรือไม่

สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ประสานกับทั้งสองฝ่ายให้เปิดการเจรจา ซึ่งอย่างที่เคยเขียนเล่าไปแล้วในฉบับก่อนๆ ว่าในการเจรจาครั้งแรกเมื่อสามปีก่อนนั้นเปรียบประดุจเป็นมหากาพย์ เพราะต้องเดินทางไปประชุมเจรจาทั้งสองประเทศ ประเทศละ 1-2 ครั้ง รวมทั้งครั้งสุดท้ายมานั่งประชุมเจรจากันที่กรุงเทพฯ กว่าจะสำเร็จ แต่ครั้งนี้ เราไม่สามารถเดินทางไปไหนๆ ได้ การประชุมจึงต้องเป็นแบบออนไลน์ โดยเมื่อวันที่ 25มิถุนายน ที่ผ่านมา เราได้เริ่มต้นเจรจากัน ฝ่ายฟิลิปปินส์ นำโดยคุณจูดี้ดันแซล ผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอฟเอ ว่าเอง พร้อมกับทีมงาน ส่วนทางญี่ปุ่นท่าน ผอ.กองการค้าธัญพืช ดร.ฮากิวาระ เป็นหัวหน้าชุด แล้วก็มีอดีตผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่เคยประจำที่แอปเตอร์ทั้งสองท่าน เข้าร่วมประชุมด้วย ขณะที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ มีผมเป็นผู้แทน แล้วก็น้องๆ ทีมงานเข้าร่วมด้วย ที่พิเศษที่แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของทางญี่ปุ่น คือ มีผู้แทนญี่ปุ่นที่ประจำสำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา และประจำสถานทูตญี่ปุ่น ณ กรุงมะนิลา เข้าร่วมฟังการประชุมด้วย

เราพูดคุยเจตจำนงว่า ควรจะมีการต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี และใช้ราคาข้าวตามสูตรเดิม แต่ให้ใช้ราคาที่คำนวณแบบเป็นปัจจุบันแทนของเดิม ขณะที่รายละเอียดอื่นๆ ยังเป็นไปแบบเดิม ซึ่งดีอยู่แล้ว ทว่าประเด็นทางฝ่ายฟิลิปปินส์อาจมีข้องกังวลนิดหน่อย คือ เนื่องจากมีการออกกฎหมายใหม่ที่ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ เอ็นเอฟเอ รวมทั้งระบบการจัดเก็บภาษีนำเข้าข้าวใหม่ จึงเป็นข้อที่ เอ็นเอฟเอ ต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติมว่าจะมีผลกระทบต่อขอบเขตการทำสัญญาใหม่มากน้อยเพียงใด ก็คงต้องมีการประชุมเจรจากันครั้งต่อไป ซึ่งจะว่าไปการประชุมแบบนี้ดีมาก เพราะประหยัดสุดๆ ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : ไทยเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ ใครคือผู้มีอิทธิพลแห่งลำน้ำโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597349

ลุยเกษตร สุดเขตไทย : ไทยเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ ใครคือผู้มีอิทธิพลแห่งลำน้ำโขง

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ลุยเกษตรสุดเขตไทยวันนี้พักเรื่องราคาผลไม้ไว้ชั่วคราว ช่วงฤดูฝนนี้“หนุ่มยูโร” ได้รับการแจ้งเตือนจากหลายหน่วยงานถึงสถานการณ์น้ำท่วมจึงอยากจะนำความหวังดีมาสู่พี่น้องประชาชนคนไทยให้เฝ้าระวังเพราะกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือน พายุโซนร้อน “โอไมส์” บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนรุนแรงแล้วและมีแนวโน้มเคลื่อนตัวสู่ทะเลจีนตะวันออก จะส่งผลกระทบ 34 จังหวัด รวมทั้ง กรุงเทพมหานครด้วย

ล่าสุดกรมชลประทาน ขานรับนโยบายรัฐบาล กำหนดแผนปฏิบัติการรองรับอุทกภัย ตามสภาพพื้นที่ลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน พร้อมทั้งร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 4/2564 โดยมี นายประพิศจันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเฉลิมเกียรติคงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง และผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมผ่านระบบ VDO Conference

นายประพิศ จันทร์มา แจ้งว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้ว ประกอบไปด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งทั้ง 3 โครงการ อยู่ในระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการ

นอกจากนี้ กนช. ยังได้ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมไปถึงการจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยให้กับประชาชนแม้โครงการยังไม่แล้วเสร็จให้มากที่สุด โครงการจัดหาแหล่งน้ำรองรับพื้นที่รัศมี 30 กิโลเมตร รอบสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และยังได้ร่วมกันพิจารณาโครงการอ่างเก็บน้ำคลองกะพง จ.ฉะเชิงเทรา โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งหากดำเนินการทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จจะเป็นการเพิ่มต้นทุนน้ำให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกครบทั้งระบบ สร้างความสมบูรณ์และสมดุลน้ำในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีโครงการสูบผันน้ำจากคลองสะพานแนวที่ 2 จ.ระยอง ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการทั้ง 3 โครงการ และเตรียมเสนอ กนช.พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

“หนุ่มยูโร”ให้กลับไปย้อนดู ถึงการจัดการลุ่มน้ำโขง ซึ่งประเทศจีน ตกเป็นจำเลยคดีแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นฤดูแล้ง แม่น้ำโขงแห้งหรือฤดูฝน แม่น้ำโขงล้น มีหลายประเทศกล่าวโทษจีนเป็นตัวการ สร้างเขื่อนมากมายปิดกั้น ทำให้น้ำโขงแปรปรวน รวมทั้ง 5 ชาติอาเซียน(พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม)ต่างเขม่นจีน เรามาลองศึกษาดูกันว่าน้ำโขง 100 ส่วนมาจากไหนกันบ้าง จีนเหนือสุดของแม่น้ำโขง ปล่อยน้ำลงน้ำโขงราวๆ 16% โดยประมาณ ประเทศไทย มวลน้ำจากแม่น้ำชีกับแม่น้ำมูล ปล่อยน้ำลงน้ำโขงรวมราวๆ 17% มากกว่าจีนอีก ส่วนลาว คือมหาอำนาจแม่น้ำโขงที่แท้จริง เพราะน้ำท่าจากลาว ไหลลงสมทบแม่น้ำโขงเกือบ 40% มากกว่าใครเพื่อน ดังนั้น ต่อให้จีนปิดกั้นน้ำโขงทั้งหมด กระทบกระเทือน 5 ชาติ ก็แค่ 16% หรือ 1 ใน 6 ส่วนเท่านั้นลาวสิครับ ถ้าเก็บน้ำไว้ไม่ปล่อยลงลำน้ำโขงชาติที่อยู่ตอนล่าง กระทบหนัก ชนิดน้ำโขงขอดไปเกือบครึ่งสายแนวทางกลับกันเกิดลาวปล่อยน้ำลงโขงเยอะๆ ชาติที่เหลือน้ำท่วมหนักได้เช่นกันที่ผ่านมา ก่นด่าว่าจีน ถูกแค่เศษเสี้ยว ส่วนตัวจริงจะเป็นใคร คงไม่ต้องเอ่ยถึงกระมังครับ “บ้านพี่เมืองน้องของเรานี่เองครับ”

หนุ่มยูโร

หนุนเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597348

หนุนเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจยุคใหม่  สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

หนุนเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแมลง จึงทำให้ประเทศไทยมีความหลากหลายของชนิดแมลงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยในการเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากแมลงมานาน
นับเป็นจุดแข็งที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพในการเลี้ยงแมลงให้เป็นแมลงเศรษฐกิจได้ ช่วยสร้างอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรทั้งที่เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม สามารถสร้างอาชีพและรายได้หมุนเวียนให้แก่เกษตรกรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

สำหรับสถานการณ์การผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจ ในปี 2563/64 มีดังนี้ 1) ผึ้งพันธุ์ มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งพันธุ์กว่า 1,248 ราย จำนวนรังประมาณ 360,395 รัง จากการรายงานของ FAO ปี 2560 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตน้ำผึ้งเป็นอันดับสองของอาเซียน และเป็นอันดับที่ 36 ของโลก นอกจากนี้การบริโภคน้ำผึ้งภายในประเทศขณะนี้มีปริมาณสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมสูงอายุ และมีกระแสการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 2) ผึ้งโพรง มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรงกว่า 23,922 รายจำนวนรังประมาณ 168,944 รัง น้ำผึ้งจากผึ้งโพรงเป็นที่นิยมมากของผู้บริโภคในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพและชื่นชอบในความหอมแบบเฉพาะตัวของน้ำผึ้ง เกษตรกรจึงมีรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นจากการเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นอย่างดีและลงทุนไม่สูงมากทำให้อาชีพการเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นที่นิยม และมีจำนวนเกษตรกรสนใจเลี้ยงผึ้งจากทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี 3) ชันโรง มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงชันโรงกว่า 2,828 ราย จำนวนรังประมาณ 16,546 รัง ซึ่งการเลี้ยงชันโรงเป็นที่นิยมของเกษตรกรในภาคตะวันออกและภาคใต้เป็นอย่างมาก เกษตรกรจะเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรในสวนของตัวเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดดอกออกผลของพืชผลทางการเกษตร และจะได้รับผลพลอยได้จากการเลี้ยงชันโรงเป็นน้ำผึ้งและพรอพอลิส การเลี้ยงชันโรงจึงเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก 4) จิ้งหรีด มีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดกว่า 25,218 ราย มีจำนวนบ่อประมาณ 272,922 บ่อ จิ้งหรีดสามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปีและสามารถเลี้ยงได้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ปัจจุบันสามารถส่งออกจิ้งหรีดในรูปแบบจิ้งหรีดผงไปยังต่างประเทศ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมีอีกหลายประเทศที่ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาในการนำเข้า

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2564 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้อนุมัติงบประมาณโครงการพัฒนาแปลงเรียนรู้และขยายพันธุ์สินค้าเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งรวมถึงสินค้าแมลงเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง และจิ้งหรีด โดยโอนงบประมาณในการผลิตขยายพันธุ์แมลงเศรษฐกิจและการจัดทำแปลงเรียนรู้ให้กับศูนย์ปฏิบัติการ จำนวน 27 แห่ง เพื่อผลิตและขยายพันธุ์แมลงเศรษฐกิจให้เพียงพอตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และสนับสนุนกิจกรรม/โครงการต่างๆ ในปีงบประมาณ 2565 อีกด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ และสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้ง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงผึ้งให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งไปยังเกษตรกรทั่วประเทศ ต่อมาได้พัฒนาและขยายงานส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจไปยังแมลงชนิดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ เช่นผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด ครั่ง เป็นต้น

ปิดทองหลังพระฯ ใช้ระบบหมอนทอง หนุนเกษตรกรทำโครงการทุเรียนคุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597141

ปิดทองหลังพระฯ ใช้ระบบหมอนทอง หนุนเกษตรกรทำโครงการทุเรียนคุณภาพ

ปิดทองหลังพระฯ ใช้ระบบหมอนทอง หนุนเกษตรกรทำโครงการทุเรียนคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 11.31 น.

ปิดทองหลังพระฯ  ก้าวไปอีกขั้น นำเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่มาใช้ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพตามศาสตร์พระราชา (โครงการทุเรียนคุณภาพ) ด้วยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบออนไลน์เรียลไทม์ หรือ ระบบหมอนทอง ในการพัฒนาระบบการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ที่มองแบบองค์รวม ตั้งแต่การผลิต ถึงการเก็บเกี่ยว รู้ปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และ รวมไปถึงการบริหารจัดการโครงการฯ และ ที่สำคัญคือสามารถนำผลที่ได้มาใช้ในการวางแผนพัฒนาทุเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการทุเรียนคุณภาพในปีที่ 3 นี้สถาบันฯ มีการพัฒนาโครงการฯ ไปอีกขั้น โดยร่วมกับคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.หาดใหญ่) พัฒนาระบบฐานข้อมูลโครงการแบบออนไลน์เรียลไทม์ หรือ ระบบหมอนทอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรในโครงการฯเช่น รายชื่อเกษตรกร พื้นที่ปลูก จำนวนต้น และการบำรุงดูแลต้นทุเรียนตามคู่มือทุเรียนคุณภาพตลอดทั้งปี เพื่อให้โครงกาฯ สามารถบริหารจัดการโครงการฯ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ช่วงเวลาผลผลิตออกและการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมตามความต้องการของตลาด

นายการัณย์ กล่าวด้วยว่า ระบบนี้ ยังเป็นประโยชน์ในการติดตามและให้คำแนะนำช่วยเหลือกับเกษตรกรได้ทันที หากมีปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นประโยชน์สำหรับเกษตรกรที่สามารถใช้ระบบนี้ในการวางแผนกิจกรรมในแปลงได้ตลอดทั้งปี คำนวณต้นทุนการผลิตได้ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการยื่นขอมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP อีกด้วย

“ในปีหน้า ปิดทองหลังพระฯ จะพัฒนาระบบนี้อย่างต่อเนื่อง ไปสู่แอพลิเคชั่น หมอนทอง ให้ใช้งานได้สะดวกและจัดเก็บข้อมูลได้ละเอียดยิ่งขึ้น ทั้งข้อมูลพื้นฐานแปลงเกษตรกร การปฏิบัติงานประจำวันของเกษตรกร สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในแปลง รวมทั้งในอนาคตจะมีการนำระบบ 5G มาใช้ในแปลงในลักษณะเกษตรอัจฉริยะ โดยนำข้อมูลสภาพอากาศ ความชื้น ปริมาณธาตุอาหารในแต่ละแปลงทุเรียนมาช่วยการวางแผนการผลิต และเมื่อพัฒนา “แอพพลิเคชั่นหมอนทอง” สมบูรณ์แบบแล้ว จะเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วประเทศที่สนใจทำทุเรียนคุณภาพ นำไปใช้ต่อไปทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวจะสอดคล้องกับทิศทางสถาบันฯในอนาคต การยกระดับกิจกรรมที่ต้องการนำเกษตรอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบทฤษฎีใหม่และสร้างชุมชนผู้ประกอบการเกษตรBCG ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป” นายการัณย์ กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยความสำเร็จ 12 เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597016

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยความสำเร็จ12เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยความสำเร็จ12เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายในการส่งเสริมสตรีในภาคการเกษตรให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาด้านการเกษตรมาโดยตลอด รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน ซึ่งที่ผ่านมามีเกษตรกรหญิงจำนวนไม่น้อยพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรและเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ที่สามารถเป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพการเกษตรของชุมชนและเกษตรกรรายอื่นต่อไปได้ ในปี 2564 กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมือกับบริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรกรยุค 4.0 ในโครงการ “ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ (Ford Moves Her Business)” เชิญชวนเกษตรกรหญิงที่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) สมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยส่งคลิปวีดีโอของตนเองเข้าประกวด ในหัวข้อ “เกษตรสร้างสรรค์สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่” บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำการเกษตรของตนเอง นำเสนอแนวคิดในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแนวทางการพัฒนาอาชีพเกษตรของตนให้ประสบความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการประกวด รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางปนิดา มูลนานัดเกษตรกรเจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย จ.เพชรบุรี รับทุนสนับสนุนมูลค่า 100,000 บาท และสิทธิพิเศษในการทดลองขับรถกระบะ ฟอร์ดเรนเจอร์ รุ่นใหม่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน รางวัลรองชนะเลิศ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นางสาวปนัดดา กังวล เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยและสับปะรด จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนางสาวยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จ.ฉะเชิงเทรา รับทุนสนับสนุนมูลค่ารางวัลละ 30,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 8 รางวัล ได้แก่นางสาวจณิกาญจน์ รัชภูมิพิพัฒน์ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดสีทองระยอง จ.ระยอง นางสาวไพลิน นามวิชา เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเห็ดและสวนยาง จ.ศรีสะเกษนางสาวนันทพร สุขสำราญ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดทับทิมราชินี จ.กำแพงเพชร นางสาวศุภลักษณ์สาลีเกิด เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนดินภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ นางสาวนิลเนตรมูลศรีนวล เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงหนอนไหม จ.พะเยานางสาวธัญญารัตน์ รัตนเสนเจริญ เกษตรกรเจ้าของสวนหม่อน จ.พะเยา นางสาวโสภา ปัญญาแสง เกษตรกรเจ้าของสวนไผ่ จ.อุดรธานี และนางสาวอโณชา จี๋คีรี เกษตรกรเจ้าของฟาร์มผึ้งไร้เหล็กใน จ.นราธิวาส รับทุนสนับสนุนมูลค่ารางวัลละ 5,000 บาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ที่ชนะการประกวดในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตร โดยนำความรู้ที่ได้รับจากกิจกรรมเวิร์กช็อปอบรมการพัฒนาธุรกิจจากการเข้าร่วมโครงการไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจของตนเองโดยใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เกษตรกรอื่นๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมส่งเสริมการเติบโตของภาคการเกษตรอันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนได้ต่อไป