สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564865

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยา

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันก่อน ได้เห็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำลงพื้นที่บูรณาการขับเคลื่อนแนวทางการศึกษาแก้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยาตอนล่าง และการวางแผนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯก่อนฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงแล้วน่าจะพออุ่นใจได้ว่า การแก้ปัญหาด้านน้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างจะเห็นผลเป็นรูปธรรมเสียที

ผู้บริหารระดับสูงที่บูรณาการทำงานในครั้งนี้ นำโดย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายมนต์ชัย มโนสมุทร ผู้ตรวจราชการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายณรงค์ เรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร(กทม.)และที่ขาดไม่ได้อีกคนคือ พลเรือโทจักรกฤชมะลิขาว เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการหลายหน่วยงานด้านน้ำเพื่อหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงซึ่งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น จะมีระบบป้องกันน้ำท่วมของตนเองและระบบคูคลองที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดปริมณฑลเพื่อใช้ในการระบายน้ำ รวมทั้งยังได้มีการจัดหาพื้นที่แก้มลิงรองรับน้ำฝนและเก็บกักน้ำไว้ใช้อีกด้วย

ทั้งนี้ กทม.จะควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะจุดเสี่ยงท่วมซ้ำซากในเขตกรุงเทพฯ

นอกจากนี้การลงพื้นที่ยังได้ติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำเค็มเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสำนักการระบายน้ำ กทม. ได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน การประปานครหลวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการผลักดันลิ่มน้ำเค็ม (Water HammerOperation) ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาที่สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี โดย กทม.ใช้สถานีสูบน้ำของอุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำในแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในการสูบน้ำช่วยปฏิบัติการดังกล่าว หากช่วงใดมีค่าความเค็มเกินมาตรฐานและอาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร หรือสัตว์น้ำในพื้นที่ จะใช้วิธีการควบคุม การปิดเปิดประตูระบายน้ำ ลดการนำน้ำที่มีความเค็มจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไหลเวียน โดยจะใช้น้ำจากโรงบำบัดน้ำเสียของกทม. ที่ผ่านการบำบัดแล้ว รวมกับน้ำในพื้นที่มาใช้เพื่อเจือจางความเค็มในช่วงเวลาดังกล่าว

ตลอดจนได้มีการนำข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ต่างๆ การคาดการณ์ระดับน้ำทะเล และการประเมินสถานการณ์การรุกล้ำของน้ำเค็ม เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณากรอบแนวทางมาตรการและแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการรุกล้ำของน้ำเค็มบริเวณปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะยาวอีกด้วย

การเตรียมมาตรการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า เป็นเรื่องที่ควรจะดำเนินการอย่างยิ่งเมื่อเกิดการปัญหาขึ้นมาจะได้แก้ไขได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบ ลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ดร.สมเกียรติกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สทนช.ได้ดำเนินโครงการศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบการประเมินด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ ครอบ คลุม 22 ลุ่มน้ำ ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำที่ได้ดำเนินการศึกษา

ดังนั้นในอนาคตการแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ จะมีการเชื่อมโยงข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ของทุกหน่วยงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบร่วมกันทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ภายใต้การบัญชาการของศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ อย่างรูปธรรมมากขึ้นอย่างแน่นอน


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ลดความเสี่ยงแล้งช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564615

สร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ลดความเสี่ยงแล้งช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ทำ MOU แบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ (ภัยแล้ง) ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ร่วมกับ 3 หน่วยงานยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน หวังให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้รับเงินชดเชย มีเงินไปหมุนเวียนเป็นทุนในการเพาะปลูกในรอบฤดูกาลถัดไป

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรเป็นอีกภารกิจหนึ่งของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ได้รับการพัฒนาในการประกอบอาชีพการเกษตร มีรายได้เพียงพอ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความมั่นคงในอาชีพ ทั้งในสภาวะปกติ และสภาวะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของภาคการเกษตรในระยะยาว กรมส่งเสริมการเกษตรได้ริเริ่มดำเนินงานด้านประกันภัยพืชผลในประเทศไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2525 ต่อมาในปี 2554 กรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินงานโครงการประกันภัยพืชผลอย่างเป็นรูปธรรมในพืช 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่เนื่องจากภัยธรรมชาติที่เป็นผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการแบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ร่วมกับบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) และ บริษัท เอฟ ดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัดขึ้น เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการแบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กับบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอฟ ดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันฐานข้อมูลการเกษตร สำหรับการคิดค้น พัฒนา รูปแบบระบบประกันภัยภูมิอากาศในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมสร้างฐานข้อมูลการเกษตร ที่มีประสิทธิภาพและเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งการแบ่งปันฐานข้อมูลการเกษตรเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศ (ภัยแล้ง) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า การประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีสภาพอากาศ (Weather Index-Based Insurance for Agriculture) เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสามารถวางแผนการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสียจากภัยแล้ง โดยเฉพาะในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง เกษตรกรสามารถได้รับเงินชดเชยจากระบบประกันภัยภูมิอากาศ มีเงินไปหมุนเวียนเป็นทุนในการเพาะปลูกในรอบฤดูกาลถัดไป ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้มั่นคงยิ่งขึ้นและสามารถปลูกมันสำปะหลังได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมมือกันในการเก็บและแบ่งปันข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากการดำเนินโครงการตามวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปขยายผลความร่วมมือในอนาคต

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ความร่วมมือว่าด้วยการแบ่งปันฐานข้อมูลเพื่อสร้างระบบประกันภัยภูมิอากาศระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นการร่วมสร้างและพัฒนารูปแบบระบบประกันภัยภูมิอากาศ สร้างฐานข้อมูลการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง อีกทั้งเสริมสร้างความยั่งยืนในอาชีพการเกษตรต่อไป

ซอกแซกอาเซียน : 8 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564617

ซอกแซกอาเซียน : 8 เมษายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การช่วยเหลือด้านข้าวของแอปเตอร์ยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ เพราะโปรแกรมการดำเนินงานที่ค้างอยู่จากปีที่แล้ว คือปี 2020 ยังคงต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ตอนนี้เรายังมีข้าวส่งไปเก็บรักษาอยู่ใน 3 ประเทศด้วยกัน คือ กัมพูชา เมียนมา และฟิลิปปินส์ แถมยังมีข้าวแบบใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรก คือ ข้าวกึ่งสำเร็จรูป ที่ผมเคยเล่าไปบ้างแล้วจากการที่ผู้แทนประเทศญี่ปุ่นได้ริเริ่มและนำตัวอย่างมาให้ทุกคนทดลองชิมในคราวประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 2 ปีก่อน จนกระทั่งในปีนี้ได้นำออกมาดำเนินการจริง โดยประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตและบริจาค ชุดแรกที่นำออกมาทดลองใช้ได้ส่งไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ จำนวน 20,000 ชุด และที่ประเทศเมียนมา จำนวน 20,000 ชุด เท่ากัน คิดว่า เมื่อนำไปแจกจ่ายประชาชนที่ประสบภัยน่าจะได้รับความสะดวกในการบริโภคมากกว่าการแจกเป็นข้าวสาร เนื่องจากข้าวกึ่งสำเร็จรูปนี้สามารถเอาน้ำร้อนเทใส่ ทิ้งไว้สักพักก็บริโภคได้เลย แถมยังมีกลิ่นรสชาติปรุงเสร็จแล้ว กินได้แม้ไม่มีกับข้าว แต่นี่เป็นตัวอย่างที่ผู้แทนญี่ปุ่นมาลองให้ชิมในที่ประชุมนะครับ ส่วนที่ส่งไปจริงๆ ทั้งสองประเทศ ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกันหรือเปล่า เพราะผมยังไม่เคยเห็นเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องจากเขาส่งตรงจากต้นทางประเทศญี่ปุ่น ทางเรือเดินสมุทรยังประเทศปลายทางเลย ออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่กรุงเทพฯ เพียงแต่เห็นเอกสารเท่านั้น ของจริงไม่มีวันได้เห็นนอกจากจะมีโอกาสเดินทางไปร่วมมอบข้าว ในช่วงที่ประเทศผู้รับจัดงาน แต่ทว่าในตอนนี้ ไม่มีโอกาสนั้นเพราะโควิด-19 นั่นแหละครับ

เมื่อพูดถึงเรื่องการขนส่งข้าว หรือที่เรียกกันว่า ชิปปิ้ง เดิมทีเดียวผมต้องยอมรับว่า ไม่เคยมีความรู้ทางด้านนี้เลย ที่เคยมีเรียนมาหรือฟังจากการพูดคุยมาบ้างน่าจะรู้พอๆ กับท่านผู้อ่านที่รู้จักอยู่คำสองคำ คือ เอฟโอบี กับ ซีไอเอฟ เท่านั้นแหละครับ แต่เมื่อมาทำงานที่แอปเตอร์ ได้ฟังคำอธิบายจากน้องๆ รวมทั้งคุยกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ก็ทำให้ทราบอะไรมากขึ้นอีก แต่ก็คงไม่ชำนาญ เพราะเราทราบแต่ทางทฤษฎี เนื่องจากไม่เคยได้ไปปฏิบัติตรงเลยสักครั้ง กระนั้นก็ฟังว่ายุ่งยากพอสมควร เพราะมันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายภาษีและระเบียบพิธีทางศุลกากร เอาแค่เพียงได้ฟังรายงานจากการขนข้าวผ่านศุลกากรตอนส่งถึงประเทศปลายทางก็มึนหัวแล้ว เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เดี๋ยวติดโน่นติดนี่ ทั้งๆ ที่ข้าวสารที่ส่งไปนี้ก็เป็นของฟรีส่งไปช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมแก่ประชาชนประเทศเขาแท้ๆ ยังเรื่องมากอีก ใบเอกสารต่างๆ ต้องมีเตรียมเป็นกระตั๊ก มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ประเทศ เดี๋ยวเสียค่าโน่นค่านี่ จนผู้ประกอบการขนส่ง งงงวยแต่ก็ต้องควักจ่ายไป เพราะต้องการขนถ่ายลงจากเรือให้เร็วที่สุด

ฝ่ายเราแอปเตอร์ก็ต้องไปทบทวนย้ำเตือนตลอดว่า ตามสัญญาที่ทำไว้ใครจะรับผิดชอบส่วนใด บางครั้งก็ต้องมีการไปเคลมคืนกันภายหลังอยู่บ่อยๆ เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของการขายสินค้าเกษตรของประเทศไทยไปต่างประเทศที่มักนิยมขายแบบ เอฟโอบี คือ หมายถึงคิดราคาขาย ณ เวลานำสินค้าลงเรือที่ท่าเรือ กล่าวคือ เมื่อขนสินค้าลงเรือแล้วก็ส่งมอบกรรมสิทธิ์สินค้าทั้งหมดให้กับผู้ซื้อเลย ฉะนั้น ภายหลังจากนั้นหากเกิดมีค่าใช้จ่ายอะไรขึ้น หรือเกิดความเสียหายอย่างใดๆ กับสินค้า ผู้ขายไม่เกี่ยวข้องด้วย ความรับผิดชอบทั้งหมดตกไปเป็นของผู้รับซื้อไป ราคา เอฟโอบีนี้จึงอาจถูกกว่าราคาแบบ ซีไอเอฟ ที่ต้องบวกเพิ่ม เช่น ค่าระวาง ค่าประกันภัยซึ่งกลายเป็นความรับผิดชอบที่มากขึ้น นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีระบบการซื้อขายและส่งสินค้าที่มากกว่านี้อีก มีชื่อเรียกใหม่ๆ มากขึ้น จนจำไม่หวาดไหว ถึงว่าสิ ในการทำเรื่องนี้ จึงได้มีบริษัททำหน้าที่ชิปปิ้งโดยเฉพาะ เหมือนกับการต้องมีทนายความรับทำการว่าความอย่างไงอย่างนั้น

ความสะดวกสบายในการส่งสินค้าผ่านแดน ก็แล้วแต่ประเทศอีก ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ผู้ขอรับข้าวบริจาคแอปเตอร์รู้จักมักจี่กับทางศุลกากรดี สังเกตว่าประเทศนั้นก็สามารถนำเข้าข้าวไปได้ง่าย แต่หากบางประเทศไม่คุ้นเคยรู้จักกัน การผ่านก็ค่อนข้างล่าช้ายุ่งยากมากขึ้น และก็เดือดร้อนมาทางฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ทุกครั้งไป ที่ต้องคอยเคลียร์ส่วนใหญ่เป็นการขอร้องบริษัทเรือขนส่ง เพราะค่อนข้างพูดง่าย เนื่องจากเราต้องจ่ายเงินค่าจ้าง ไม่งั้นก็คงจะยุ่งยากลำบากมากทีเดียว

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาดสร้าง Single Big Data ตอบโจทย์ข้อมูลพืชทุกมิติจากฐานเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564616

เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาดสร้างSingle Big Data ตอบโจทย์ข้อมูลพืชทุกมิติจากฐานเดียวกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data)ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์(นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์) เป็นประธานร่วม เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ด้วยเป้าหมาย “การสร้าง Big Data เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สำหรับใช้ในการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรให้มีคุณภาพ มาตรฐานปลอดภัย และมีมูลค่าเพิ่ม ตรงกับความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ ให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาสูง มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ตลอดจนยกระดับให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก (Local to Global)

ผลการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการขับเคลื่อนการสร้างและการใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) ระยะต่าง ๆ คือ ระยะเร่งด่วน (Quick win) เป็นการจัดทำข้อมูลและออกแบบการแสดงผลที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ด้วยการนำเสนอข้อมูลแบบ Dashboard ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำข้อมูลของสินค้ามันสำปะหลัง เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย ข้อมูลทุกมิติตลอดห่วงโซ่การผลิตอย่างสมบูรณ์ อาทิ ราคา ต้นทุน โครงสร้างในการผลิต ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรม ปริมาณและมูลค่าในการนำเข้า-ส่งออกระยะถัดไป (มิถุนายน 2564) จะจัดทำข้อมูล Dashboard ในสินค้าเกษตรที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ ทุเรียน ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา และระยะยาว (ปี 2565) จะขยายไปยังกลุ่มสินค้าเกษตรอื่น อาทิ กลุ่มสินค้าอาหารที่มีศักยภาพ เช่น อาหารฮาลาลสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินหน้าบูรณาการร่วมตามนโยบาย“เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ด้วยพันธกิจการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน(Single Big Data) การสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”การสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด สำหรับท่านที่สนใจข้อมูล Dashboard มันสำปะหลัง สามารถเข้าไปสืบค้นได้จากทั้งเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ http://www.คิดค้า.com เรียบร้อย แล้ว ClicKที่แบนเนอร์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด หน้าเว็บไซต์ หรือสืบค้นได้จากเว็บไซต์ของ สศก. ที่ http://www.nabc.go.th หรือสอบถามรายละเอียดการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ0-2579-8161 ในวันและเวลาราชการ

กยท.เล็งตั้งกองทุน เสริมเกษตรสวนยาง ร่วมกระบี่เมืองแพะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564360

กยท.เล็งตั้งกองทุน เสริมเกษตรสวนยาง ร่วมกระบี่เมืองแพะ

วันพุธ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัทผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้อำนวยการสำนักงานการยางจังหวัด เข้าพบ นายชวน ภูเก้าล้วน และศรีผ่องฟาร์ม ได้หารือความร่วมมือตามยุทธศาสตร์กระบี่เมืองแพะ โดยการยางแห่งประเทศไทย จะส่งเสริมให้เกษตรกรทำสวนยาง เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างการผลิตยางปาล์มเพิ่มอาชีพการเลี้ยงแพะสร้างรายได้โดยมีความสนใจในการจัดเกษตรกรเข้ารับการฝึกอบรมกับมหา’ลัยแพะนานาชาติกระบี่ 10,000 คน ใน 3 ปี นอกจากนั้นสนใจจัดตั้งกองทุนแพะเพื่อการผลิต และการสร้างโรงงานแปรรูปเนื้อแพะแช่แข็งด้วย โดยจะกลับไปวางแผนให้เกิดบูรณาการร่วมการพัฒนาต่อไป

นายณกรณ์ กล่าวถึง แนวคิด ของนายชวน ภูเก้าล้วนคือการใช้พื้นที่สวนยางและสวนปาล์มน้ำมันให้เกิดประโยชน์ โดยส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะเป็นรายได้เสริม ภายใต้ยุทธศาสตร์ “กระบี่เมืองแพะ” แบบครบวงจร โมเดลกระบี่เมืองแพะ มีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะในสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันแบบผสมผสาน ปลูกหญ้าอาหารสัตว์แค่ 2 ไร่ ก็เพียงพอสำหรับเลี้ยงแพะได้ 100 ตัว ตลอดทั้งปี 

สำหรับการเลี้ยงแพะเนื้อ ใช้เวลาคืนทุนไม่เกิน 18 เดือน ที่สำคัญมีฐานตลาดกว้างและมั่นคง โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือ
กลุ่มมุสลิมในประเทศและตลาดส่งออก  ซึ่งตรงกับที่ กยท. มี นโยบายเปลี่ยน หรือปรับโครงสร้างอาชีพให้เกษตรกรชาวสวนยาง ทำเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ โดยจะมีทำการแบบครบวงจรคือจะทำโรงงานชำแหละเนื้อแพะ โรงงานแปรรูปเพื่อส่งออกให้ถูกต้องตามหลักอาหารฮาลาล

สะเก็ดล้านนา : 7 เมษายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564357

สะเก็ดล้านนา : 7 เมษายน 2564

สะเก็ดล้านนา : 7 เมษายน 2564

วันพุธ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

nn สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย จัดให้มีการประชุมใหญ่ สามัญประจำปี 2564 โดยมี “รัตนา จงสุทธานามณี” รักษาการนายกสมาคมกีฬาฯ เป็นประธานการประชุม และมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมจำนวน 43 คน ซึ่งเป็นประธานแต่ละชนิดกีฬาของจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้การประชุมครั้งนี้ได้การเลือกตั้ง นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย คนใหม่ หลังจากที่ นางรัตนา หมดวาระลง ซึ่งได้มีสมาชิกสมาคมฯ อาวุโส ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อเลือกตั้งนายกคนใหม่ ทั้งนี้ที่ประชุม เสนอ “รัตนา จงสุทธานามณี” เป็นนายกสมาคมกีฬาฯ และไม่มีผู้ใดเสนอชื่ออื่น จึงได้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการยกมือ ทั้งหมด 43 คน เลือก “รัตนา” เป็นนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย ต่ออีก 1 สมัย มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ด้าน “รัตนา” ยืนยัน จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จะร่วมผลักดันเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวกีฬาต่อเนื่อง

nn “นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า” นายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงราย นำแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทหาร เข้ารับการฉีดวัคซีนวันแรก จำนวนประมาณ 200 คน โดยเป็นบุคลากรจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และจากโรงพยาบาลพื้นที่ชายแดน อ.เวียงแก่น  อ.แม่ฟ้าหลวง และ อ.เชียงของ จากนั้นจะมีการฉีดให้กับทางอำเภออื่นๆ ในระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย.2564 ในพื้นที่เสี่ยง 7 อำเภอ คือ อ.แม่สาย อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น และ อ.เทิง รวมจำนวน 800 ราย และยังมีบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า สำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงราย ที่อยู่ใน 8 อำเภอ อีกจำนวน 1,000 ราย บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าโรงพยาบาลและหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีก จำนวน 200 ราย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานอีกจำนวน 500 ราย รวมทั้งหมด 2,500 ราย ก่อนให้ดูอาการและทำการฉีดเข็มที่ 2 ในอีก 3-4 สัปดาห์ต่อไป

nn ต้องขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง กับ “บุญจวน พานิช”  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงเชียงราย ขึ้นเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัดเชียงราย คนใหม่

อังคณา จิระดา

รายงานพิเศษ : TED Fund โชว์ความสำเร็จ ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564363

รายงานพิเศษ : TED Fund โชว์ความสำเร็จ  ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน

รายงานพิเศษ : TED Fund โชว์ความสำเร็จ ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน

วันพุธ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

TED Fund โชว์ความสำเร็จ นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน ช่วยเกษตรกร
รู้ปริมาณผลผลิตในแปลงปลูกได้แม่นยำ

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) พร้อมด้วย ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช
ผู้จัดการกองทุนฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ
ของผู้ประกอบการที่ได้ทุนสนับสนุนจาก TED Fund ภายใต้โครงการจัดสรรสนับสนุน ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ รุ่นที่ 1 โครงการพัฒนาระบบการวิเคราห์การเจริญเติบโตของพืชด้วยประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (โดรน) ธุรกิจประเภท Modern Agriculture ของนายมนตรี ธนะสิงห์ กรรมการ
ผู้จัดการ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด

ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ TED Fund เปิดเผยว่า
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้อากาศยานไร้คนขับร่วมกับระบบประมวลผลภาพดิจิทัลในการเพาะปลูกเปรียบเทียบกับการเพาะปลูกแบบปกติ เพื่อนำไปใช้ในงานด้านการเกษตร เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย ลดการใช้แรงงานในการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลก

“ทาง TED Fund ได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้ในการพัฒนาระบบการควบคุมประมวลผลภาพดิจิทัลทุกรูปแบบร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ และเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้อากาศยานไร้คนขับร่วมกับระบบประมวลผลภาพดิจิทัลในการเพาะปลูกเปรียบเทียบกับการเพาะปลูกแบบปกติ ซึ่งขณะนี้โครงการได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และเกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด”

ผู้จัดการ TED Fund กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลสำเร็จที่เกิดขึ้น คือ ความสามารถในการควบคุมตำแหน่งความสูงที่ถูกต้องแม่นยำและมีความเสถียรภาพของอากาศยาน สามารถพ่นสารน้ำ สารชีวภาพ การให้ปุ๋ย และพ่นสารกำจัดแมลง ที่สำคัญ ยังได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในระยะเวลาอันสั้นและมีความแม่นยำสูง ประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเดิม ช่วยให้พืชผลเพิ่มประสิทธิภาพให้เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถเก็บข้อมูลภูมิสารสนเทศอื่นๆ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ดิน น้ำ พืชพรรณ จะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนและหลังเหตุการณ์

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครทุนได้ที่ http://www.tedfund.mhesi.go.th หรือเพจ
Facebook : TED Fund หรือสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2333-3700 ต่อ 4072-4074

ด้านนายมนตรี ธนะสิงห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ได้รับทราบว่า ทาง TED Fund มีโครงการให้การสนับสนุนด้านทุนแก่ผู้ประกอบการจึงเกิดความสนใจและยื่นเสนอโครงการดังกล่าว ด้วยเล็งเห็นว่าเกษตรกรประสบปัญหาการใส่ปุ๋ยให้แก่พืช ซึ่งมีทั้งที่ให้แบบมากเกินไป และน้อยเกินไป จึงทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ในบางพื้นที่ ทำให้เกิดความเสียหาย เกษตรกรต้องขาดทุน รวมถึงกรณีที่เกษตรกรผลิตพืชเกษตรเพื่อการส่งออก แต่ไม่สามารถประมาณการยอดการผลิตได้จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการผิดสัญญาซื้อขาย อาจนำไปถึงการต้องเสียเงินค่าปรับในกรณีคำนวณปริมาณผลผลิตผิดพลาด

“ด้วยปัญหาต่างๆ ที่เกษตรกรต้องประสบ จึงทำให้บริษัทมีความประสงค์ที่จะพัฒนาระบบการประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับ
อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตรที่มีความแม่นยำสูงในการตรวจสอบความอุดมสมบูรณ์ของพืชจากกล้อง ช่วยให้พืชผลเพิ่มประสิทธิภาพให้เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ สามารถบริหารจัดการการสำรวจได้ง่ายและยังได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในระยะเวลาอันสั้นและมีความแม่นยำสูงประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเดิม ช่วยให้พืชผลเพิ่มประสิทธิภาพให้เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถเก็บข้อมูลภูมิสารสนเทศอื่นๆ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ดิน น้ำ พืชพรรณ จะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนและหลังเหตุการณ์”

นายมนตรีกล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ ยังมีความแม่นยำสูงในการประมาณการยอดผลผลิตของพืชต่อครั้งได้อย่างมีประสิทธิ เพื่อทราบผลผลิตที่แน่ชัดและบริหารจัดการในการขายได้อย่างถูกต้อง ประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงในการขายทอดตลาด ซึ่งการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยแรงงานคนนั้นสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นอย่างมาก และบางครั้งก็ได้ข้อมูลไม่ครบเนื่องจากพื้นที่บางแห่งไม่สามารถเข้าถึงได้ ด้วยการเดินสำรวจ มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเดิม

“เกษตรกรจะทราบได้จากข้อมูลที่แสดงในรูปแบบของแถบสีต่างๆ ที่เรียกว่า NIR Images โดยในส่วนที่เป็นสีแดงแสดงว่า ต้นพืชที่ปลูกนั้นมีความสมบูรณ์ ทำให้คาดว่าจะสามารถเก็บผลผลิตได้ตามปริมาณ แต่หากเป็นสีเหลือง แสดงว่า ต้นพืชส่วนนั้นมีปัญหา ขาดความอุดสมบูรณ์ ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ตามปริมาณที่ควรเป็น
ตรงนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถคำนวณปริมาณผลผลิตของตนเองได้ว่า เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว จะได้ผลผลิตในปริมาณเท่าไร”

ทั้งนี้นายมนตรีได้เปรียบเทียบให้เห็นประสิทธิภาพในการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิระหว่าง แรงงานเกษตรกรกับระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรนเพื่อการเกษตร โดยยกตัวอย่าง ปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิ ถ้าใช้แรงงานเกษตรกร จะได้ผลผลิตที่ประมาณ 2,172 กิโลกรัม แต่เมื่อใช้ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรนเพื่อการเกษตร จะได้ผลผลิตที่ 2,428 กิโลกรัม ระยะเวลาในการตรวจการณ์ แรงงานเกษตรกรใช้เวลา 43 นาที 12 วินาที แต่
ภายใต้ระบบดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 7 นาที 28 วินาที และเวลาในการจัดการความผิดปกติของพืช แรงงานเกษตรกรใช้เวลา 46 นาที แต่ภายใต้ระบบดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 10 นาที เป็นต้น

“ความสำเร็จในวันนี้ ที่บริษัทสามารถสร้างระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรได้นั้น เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก TED Fund และขณะนี้มีเป้าหมายที่จะยอดต่อการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยหลือเกษตรกรสามารถประกอบอาชีพอย่างประสบความสำเร็จ มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืน” นายมนตรีกล่าวในที่สุด

ชาวสวนทุเรียนเมืองระยอง แห่ตัดทุเรียนตรวจคุณภาพ เร่งขอใบรับรองก่อนนำขาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564362

ชาวสวนทุเรียนเมืองระยอง แห่ตัดทุเรียนตรวจคุณภาพ เร่งขอใบรับรองก่อนนำขาย

วันพุธ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในพื้นที่อำเภอแกลง และอำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง พากันตัดทุเรียนหมอนทองภายในสวนของตัวเอง นำมาให้เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดระยอง ชุดเคลื่อนที่เร็วที่ลงพื้นที่อำเภอแกลง และเขาชะเมา ตรวจหาเปอร์เซ็นต์แป้ง หรือความอ่อนแก่ของทุเรียนให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียน  

นายมานพ โปษยาอนุวัตร์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง กล่าวว่า ตามประกาศของจังหวัดระยอง ได้กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนหมอนทอง ซึ่งเกษตรกรรายใดที่จะเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนวันที่ 10 เม.ย.นี้ ให้นำทุเรียนมาตรวจหาเปอร์เซ็นต์แป้งเนื้อแห้งที่สำนักงานเกษตรอำเภอแกลง และเขาชะเมา โดยมีเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่อำเภอแกลง จำนวน 200 ราย และอำเภอเขาชะเมา 57 ราย นำทุเรียนมาตรวจสอบ ทั้งนี้หากตรวจผ่านเกณฑ์เปอร์เซ็นต์แป้งที่ทางเจ้าหน้าที่กำหนด จะมีการออกใบรับรองให้ว่าทุเรียนได้คุณภาพ สามารถนำไปยืนยันกับล้งรับซื้อทุเรียนได้ว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตามมีผลผลิตของเกษตรกรบางรายที่ยังไม่ได้คุณภาพ ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำในการกำหนดวันเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว 

นายอนันต์ นาคนิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวในงานแถลงข่าว ปลุกกระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตร “กินทุเรียนก่อนใครไประยอง” ว่าจังหวัดระยองให้ความสำคัญต่อมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและสินค้าเกษตร โดยประกาศเป็นวาระจังหวัด จึงพัฒนาคุณภาพผลไม้ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย สนับสนุนผลไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอพี (GAP) ไปสู่ผู้บริโภค โดยนำระบบการตรวจสอบย้อนถึงแหล่งผลิตในรูปแบบ QR Code มาใช้ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งผลิตคุณภาพให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

เสี่ยต่ายว่าที่ทต. นำทีมขอบคุณ ปชช.เกล็ดแก้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564361

เสี่ยต่ายว่าที่ทต. นำทีมขอบคุณ ปชช.เกล็ดแก้ว

วันพุธ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มไปด้วยกัน ไปได้ไกล นำโดยนายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ หรือเสี่ยต่าย หมายเลข 3 หัวหน้ากลุ่มไปด้วยกันไปได้ไกล อดีตรองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นักเรียนจ่าทหารเรือรุ่น 44 เจ้าของหมู่บ้านมิรันดา ผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกเทศบาลตำบลเกล็ดแก้วกลุ่มไปด้วยกันไปได้ไกล นำทีมกลุ่มไปด้วยกันไปได้ไกล ขอบคุณคะแนนเสียง จากพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลเกล็ดแก้วที่มอบให้และไว้ใจให้ทีมงานกลุ่มไปด้วยกันไปได้ไกลเข้ามาบริหารเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว 

นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณกล่าวว่า ขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่มอบคะแนนให้กลุ่มไปด้วยกันไปได้ไกล เราจะไม่ทิ้งใครไว้นะครับเราจะทำงานร่วมกันทุกพื้นที่ที่เข้ามาก็ยังจะเป็นทีมงานเดียวกันเสมอนะครับ วันนี้เราได้มีโอกาสได้กราบขอบคุณพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ที่ได้มอบความไว้วางใจ ให้พวกเราเข้ามาดูแลในเทศบาลเกล็ดแก้ว และหลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางทีมงานจะลงพื้นที่แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ดังสโลแกนของทีมเราคือ คิดไวทำไว ตามนโยบายที่เราได้ประกาศไว้ ต้องลองมาติดตามดูครับว่าต่อจากนี้เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว จะเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน ขอบพระคุณครับที่ไว้ใจพวกเรา กลุ่มไปด้วยกันไปได้ไกล“เสี่ยต่าย” ว่าที่นายก เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว ได้กล่าวในตอนท้าย

‘ดร.เฉลิมชัย’ เปิดหลักสูตร ‘วกส.’ พัฒนาศักยภาพผู้นำภาคเกษตรระดับสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564142

‘ดร.เฉลิมชัย’เปิดหลักสูตร‘วกส.’ พัฒนาศักยภาพผู้นำภาคเกษตรระดับสูง

วันอังคาร ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการจัดทำหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิเกษตราธิการและสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ว่าหลักสูตรดังกล่าว จะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงและประสานความร่วมมือในด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการเกษตร ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตร ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดเครือข่ายในการขับเคลื่อน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

“หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง หรือ วกส. ถือเป็นโครงการแรกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้จัดทำหลักสูตรนี้ขึ้น เนื่องในโอกาสครบรอบ 129 ปี วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพ และทำประโยชน์ให้กับสังคมได้เป็นอย่างมากในอนาคต อยากเชิญชวนผู้บริหารระดับสูงของทุกหน่วยงานให้มาเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรดังกล่าว มาช่วยกันระดมความคิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นำเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในภาคการเกษตร เป็นการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า มาร่วมกันพัฒนาภาคการเกษตรไทยของเราให้เข้มแข็ง ประเทศไทยเราก็จะเข้มแข็ง” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

สำหรับหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) เป็นหลักสูตรเพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติด้วยวิทยาการเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสมดุล มั่นคงและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพและสร้างผู้นำระดับสูง ให้มีความรู้ความสามารถด้านการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ระหว่างผู้นำทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน มุ่งสู่การเกษตรวิถีใหม่ โดยคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมหลักสูตร จะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการทหาร/ตำรวจ ระดับ 9 ขึ้นไป และภาคเอกชนหรือองค์การสาธารณะ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.acemoac.in.th