สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำวังพ้นวิกฤติแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563389

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำวังพ้นวิกฤติแล้ง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ลุ่มน้ำวังพ้นวิกฤติแล้ง

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ลุ่มน้ำวัง เป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 6.75 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดคือ ลำปาง และตาก เป็น 1 ใน 4 สาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ ไหลมารวมกับแม่น้ำปิง ที่ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก มีความยาวตามลำน้ำประมาณ 460 กิโลเมตร

เขื่อนกิ่วลม และเขื่อนกิ่วคอหมา เป็น 2 แหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ของลุ่มน้ำวัง ปีนี้ปริมาณฝนที่ตกและน้ำที่ไหลเข้้าอ่างเก็บน้ำของทั้ง 2 เขื่อนน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อย ล่าสุด ณ วันที่ 30 มีนาคม 2564 เขื่อนกิ่วลมมีปริมาณน้ำ 55.86 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 52.59% ของปริมาณความจุ ส่วนเขื่อนกิ่วคอหมา มีปริมาณน้ำ 59.22 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 34.84%ของปริมาณความจุ

เมื่อวันก่อนท่านอธิบดีกรมชลประทาน นายประพิศ จันทร์มา ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำวัง โดยได้ให้ความมั่นใจว่า แม้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม แต่มีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และกรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ในฤดูแล้งตามแผนที่วางไว้ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำ และมีสำรองใช้ในช่วงต้นฤดูฝนอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะสามารถส่งน้ำเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำวังตอนล่างที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ตำบลยกกระบัตร ตำบลวังจันทร์ ตำบลวังหมัน ในเขตอำเภอสามเงา และตำบลแม่สลิด ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก อีกด้วย

ตามแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 – 31 กรกฎาคม 2564 จะจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆรวมทั้งปริมาณน้ำสำรองใช้ในช่วงต้นฤดูฝนของเขื่อนทั้ง 2 แห่งดังกล่าวมีปริมาณทั้งสิ้น 152 ลัานลบ.ม. แบ่งเป็น จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 16.1 ล้านลบ.ม. น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ 34.9 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตร 11.2 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อกิจกรรมอื่น ๆ 20.0 ล้าน ลบ.ม. และน้ำสำรองกรณีฝนมาล่าช้าหรือฝนทิ้งช่วง 69.8 ล้าน ลบ.ม.

“กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนทุกอย่าง โดยขณะนี้ได้จัดสรรไปแล้ว 46.9 ล้านลบ.ม. ยังคงเหลือน้ำที่จะต้องจัดสรรตามแผนจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ดังนี้ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 6.1 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ 13.5 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตร 0.7 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อกิจกรรมอื่นๆอีก 15 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอที่จะจัดสรรน้ำตามแผนแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

นอกจากนี้หากมีพื้นที่ใดในลุ่มน้ำวัง ประสบภัยแล้งก็มีปริมาณที่สำรองไว้เพื่อจัดกิจกรรมอื่นๆ สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันทีรวมทั้งหากเกิดกรณีฝนมาช้า หรือฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนก็ยังมีปริมาณสำรองไว้อีกถึง 69.8 ล้าน ลบ.ม.

“ปีนี้ลุ่มน้ำวังไม่ประสบวิกฤติภัยแล้งอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานฟันธง!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

มก.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าระบบเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ เน้นเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม-ปลอดสาร-ปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563388

มก.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าระบบเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ เน้นเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม-ปลอดสาร-ปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ถ่ายทอดระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ปลอดสารผ่าน โครงการความร่วมมือ “ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน” ให้นิสิตประมงได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง พัฒนาคนรุ่นใหม่ตอบโจทย์ความต้องการภาคการประมงที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะประมง ม.เกษตรฯ กล่าวว่าคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการประมงน้ำจืดให้ทันสมัยตอบโจทย์กระแสการบริโภคสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดระบบน้ำหมุนเวียน” เป็นความร่วมมือกับซีพีเอฟ เปิดโอกาสนิสิตสาขานี้ได้เรียนรู้ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควบคู่กับการมีมุมมองเชิงธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟโดยตรง ได้ลงมือปฏิบัติจริง รวมถึง นิสิตยังได้แนวความคิดความเข้าใจในด้านการผลิตสินค้าคุณภาพตามความต้องการของตลาด ทั้งนี้ โครงการนี้ยังเป็นโมเดลของความร่วมมือกับซีพีเอฟในการพัฒนาหลักสูตรเรียนรู้ของนิสิตภาควิชาอื่นๆ ในคณะประมง อีกด้วย

“การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับความสะอาดและความปลอดภัย ให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โครงการช่วยให้นิสิตมีความเข้าใจในการผลิตสินค้าประมงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยจากการใช้ยาและสารเคมี ไม่เพียงเราจะได้พัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้าใจการผลิตสินค้าสัตว์น้ำสะอาด ปลอดภัย และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยตามหลักสากลและส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ” ผศ.ดร.เมธี กล่าว

นายวิโรจน์ ยุทธยงค์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการความร่วมมือฯ กับ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มดำเนินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2563 โดยซีพีเอฟนำองค์ความรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ทันสมัย เรียกว่า CARE Aquaculture Model ซึ่งเป็นระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่เน้นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอาหารและการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นระบบที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ต้องมีความรู้ทางการผลิตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปต่อยอดในการดำเนินอาชีพของนิสิต ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและมีส่วนช่วยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ ซีพีเอฟจะนำโครงการไปขยายผลต่อกับนิสิตประมงใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยจะพัฒนาห้องเรียนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้นิสิตได้เรียนรู้ระบบ CARE Aquaculture Model อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงผลักดันให้นิสิตมีส่วนร่วมกับการพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดให้ทันสมัยและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่มากขึ้น” นายวิโรจน์ กล่าว

นายรชต ทองสุวรรณ์ อายุ 21 ปีนิสิตภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์ ชั้นปีที่ 3คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการที่มีโครงการนี้ในหลักสูตรถือเป็นประโยชน์กับนิสิตอย่างมาก เพราะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและลงมือปฏิบัติจริงควบคู่กันรวมถึงฝึกทักษะหลายๆ ด้าน อาทิความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่เพียงแค่เพื่อนร่วมภาควิชาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาควิชาอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากตรงนี้ อนาคตจะนำไปประยุกต์กับธุรกิจของที่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้การเลี้ยงปลาน้ำจืดดีขึ้น มีระบบน้ำหมุนเวียนที่ไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี

ซินเจนทา จัด Corn Expo โชว์นวัตกรรมข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่สู้ภัยแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563322

ซินเจนทา จัด Corn Expo โชว์นวัตกรรมข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่สู้ภัยแล้ง

ซินเจนทา จัด Corn Expo โชว์นวัตกรรมข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่สู้ภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 17.28 น.

ซินเจนทา จัด Corn Expo โชว์นวัตกรรมข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่สู้ภัยแล้ง 

       ประเทศไทยส่งออกข้าวโพดหวานเป็นอันดับ 1 ของโลก มูลค่าการส่งออกมากกว่า 7.9 พันล้านบาทต่อปี ไปยังตลาดหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มสหภาพยุโรป เกษตรกรมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวโพดหวานรวม 7.5 ล้านไร่ เพื่อรักษาอันดับการส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพ และต่อสู้ปัญหาภัยแล้งที่กระทบภาคการเกษตร    
          ซินเจนทา จึงได้จัดงานแสดงนวัตกรรมผลิตข้าวโพด หรือ Corn Expo ขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการผลิตให้แก่เกษตรกรด้วยนวัตกรรม พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรสู้ภัยแล้ง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน 

         นายพิชญา รุจิรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ซินเจนทา ซีดส์ ประจำประเทศไทยและเวียดนาม (Seed P&S (production and supplier) lead Thailand and Vietnam) เปิดเผยว่า พันธุ์ข้าวโพดนวัตกรรม NK6848 เป็นพันธุ์ใหม่ล่าสุดของซินเจนทาที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถทนกับสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งอย่างประเทศไทย เมล็ดพันธุ์มีความแข็งแรงเติบโตได้ดี ปัญหาเรื่องความแห้งแล้งจะไม่กระทบต่อผลผลิต โดยการปลูกในแปลงวิจัยสามารถให้ผลผลิตสูงประมาณ 1,500-1,800 กิโลกรัมต่อไร่ และผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการใช้เมล็ดพันธุ์ปกติ 3-5% นอกจากเมล็ดพันธุ์ทนแล้งแล้ว ซินเจนทายังพัฒนาสายพันธุ์ที่มีความหลากหลายให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ฤดูกาล และพฤติกรรมการปลูกของเกษตรกรในแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ อาทิ ข้าวโพดนวัตกรรม NK6253 ระบบรากลำต้นแข็งแรง ฝักยาว กาบหุ้มฝักมิดชิด ทนทานต่อโรค เก็บช้าไม่เป็นราดำ สามารถใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ข้าวโพดนวัตกรรม NK7328 ฝักใหญ่ ได้น้ำหนัก สามารถปรับตัวได้กับดินที่หลากหลาย ทั้งดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่  หัวใจหลักของซินเจนทาคือให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่มาช่วยเหลือเกษตรกร และภาคการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
            ด้านนางสาววัชรีภรณ์  พันธ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนทางธุรกิจ กล่าวว่า ซินเจนทา ได้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการอารักขาพืชและเมล็ดพันธุ์ตามแผนงาน Good Growth Plan หรือแผนการเติบโตเชิงบวก  เพื่อช่วยเกษตรกรต่อสู้กับสภาวะอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง และช่วยให้เกษตรกรมีวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในระบบการผลิต 
 
การจัดงาน Corn Expo ในครั้งนี้นอกจากซินเจนทาจะมีข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่มาให้เกษตรกรสู้ภัยแล้งแล้ว ซินเจนทายังมีเทคโนโลยีเกษตรแบบแม่นยำสูง (precision agriculture technology) ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเครื่องหยอดเมล็ดแม่นยำสูงแบบลมดูด เพราะการหยอดเมล็ด เป็นจุดเริ่มต้นและหัวใจสำคัญที่มีผลต่อจำนวนต้นต่อไร่และคุณภาพของผลผลิตที่ได้ รวมถึงการใช้โดรนเพื่อความแม่นยำในการพ่นปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับขนาดต้น และจุดที่ศัตรูพืชทำลาย ควบคุมการใช้น้ำ ลดการใช้แรงงานคน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพการป้องกันพืช ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ สิ่งมีชีวิต และสภาพแวดล้อม โดยมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 ราย ณ แปลงข้าวโพดบ้านหนองหญ้าอ่อน ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 
           ซินเจนทาเป็นบริษัทชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วย หน่วยธุรกิจซินเจนทาอารักขาพืช และซินเจนทาเมล็ดพันธุ์ มุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชากรโลกให้มีอาหารปลอดภัยพร้อมไปกับการดูแลโลก ด้วยการนำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ระดับสากล มาแก้ปัญหาด้านเกษตรกรรม เทคโนโลยีของซินเจนทา จะช่วยให้เกษตรกรหลายล้านคนทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางการเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ดีขึ้น ซินเจนทาอารักขาพืช และซินเจนทาเมล็ดพันธุ์ เป็นส่วนหนึ่งของซินเจนทากรุ๊ป มีพนักงานกว่า 49,000 คน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่กำลังร่วมมือกันทำงานช่วยเหลือเกษตรกร ภายใต้แผนการเจริญเติบโตเชิงบวก (Good Growth Plan) โดยซินเจนทาจะเร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อเกษตรกรและธรรมชาติ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมให้ทุกคนปลอดภัย และมีสุขภาพดี รวมถึงให้ความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและมีความยั่งยืน 
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.syngenta.com และ http://www.goodgrowthplan.com
+++++++++++++

ศิษย์เก่าวนศาสตร์ มก. อุ้ม ’ชัยวัฒน์’ ร้องนายกฯสั่งทบทวนปมปลดจากราชการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563233

ศิษย์เก่าวนศาสตร์ มก. อุ้ม’ชัยวัฒน์ ’ร้องนายกฯสั่งทบทวนปมปลดจากราชการ

ศิษย์เก่าวนศาสตร์ มก. อุ้ม’ชัยวัฒน์ ’ร้องนายกฯสั่งทบทวนปมปลดจากราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 13.47 น.

ศิษย์เก่าวนศาสตร์ มก. อุ้ม’ชัยวัฒน์ ’ร้องนายกฯ สั่งปปท.-ทส. ทบทวนปมปลดจากราชการ

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.เวลา 11.40 น ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 7 คน นำโดยนายพิพัฒน์ ชนินทยุทธวงศ์ นายกสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องขอความเป็นธรรมให้ข้าราชการ ทั้งนี้กรณีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ให้ปลดออกจากราชการตามมติการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ เป็นสมาชิกของสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ แล้วเป็นศิษย์เก่าวนศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2553 จากผลงานการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอุตสาหะอันเป็นประโยชน์ต่อราชการหลายประการด้วยกัน สมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ จึงขอความกรุณาได้โปรดพิจารณาและให้ความเป็นธรรม ดังนี้ 1. ให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท.ทบทวนการปฏิบัติหน้าที่กรณีดังกล่าวนี้อีกครั้งหนึ่ง 2. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาให้รอบคอบและเป็นไปตามระเบียบกฎหมายก่อนมีคำสั่งใดที่มีผลเสียหายต่อ นายชัยวัฒน์ ในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม หากได้รับความกรุณา จะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ตลอดจนพนักงานพิทักษ์ป่ากว่า 20,000 นาย ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชนสืบไป

กระทรวงเกษตรฯครบรอบ 129 ปีจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและพิธีสงฆ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563186

กระทรวงเกษตรฯครบรอบ 129 ปีจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและพิธีสงฆ์

กระทรวงเกษตรฯครบรอบ 129 ปีจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและพิธีสงฆ์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 10.03 น.

กระทรวงเกษตรฯครบรอบ 129 ปีจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและพิธีสงฆ์ จัดนิทรรศการผลงานภายใต้ “โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” เร่งเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจน ชูเกษตรสมัยใหม่เชื่อมโยงการตลาดแบบครบวงจร
 
วันนี้ 1 เมษายน 2564 เวลาประมาณ 07.30 น.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    เป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 129 ปี พร้อมด้วยร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ร่วมในพิธี ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานได้จุดธูปเทียนและถวายพวงมาลัย เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลท้าวเวสสุวรรณ ศาลตา-ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค (หน้าอาคาร) และองค์พระพิรุณทรงนาค (ห้องพิพิธภัณฑ์) จากนั้นเข้าสู่ช่วงพิธีสงฆ์ โดยประธานได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายภัตตาหาร และจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ประธานสงฆ์ประพรมน้ำพุทธมนต์ให้กับผู้เข้าร่วมพิธี จากนั้นในเวลา 09.00 น.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ห้องประชุม 115

โดยวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันข้าราชการพลเรือน และยังเป็นวันคล้ายวันสถาปนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีนี้ กระทรวงฯได้จัดการแสดงนิทรรศการผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาส ครบรอบ 129 ปี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก จัดแสดงนิทรรศการร่วมกับอีก 12 หน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นิทรรศการความสำเร็จด้านบริหารจัดการของแปลงใหญ่มะม่วง, แมลง ทางเลือกใหม่ของอาหารโลก, ศักยภาพของที่ดินและการจัดการดินมุ่งสู่ความสำเร็จของแปลงใหญ่, ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในสหกรณ์ และชลประทานสนับสนุนแหล่งน้ำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ร่วมจัดบูธนิทรรศการในครั้งนี้ด้วย อาทิ Tesco Lotus Makro Tops และไปรษณีย์ไทย

ทั้งนี้นายเฉลิมชัยกล่าวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งปฏิรูปด้านการเกษตรเพื่อให้ “เกษตรกรมั่นคงภาคการเกษตรมั่งคั่งทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”ตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี ดังนั้นการครบรอบ 129 ปี ในปี 2564 นี้ ทุกหน่วยงาน ในสังกัดจึงต้องเร่งขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ และ15 แนวนโยบายหลัก ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ซึ่งมีนโยบายเปิดตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ รองรับยุค New Normal และร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์สร้างเครือข่ายธุรกิจผ่านกิจกรรม “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย”ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 พัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้สู่การทำเกษตรสมัยใหม่และเกษตรแบบแม่นยํา พร้อมพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ด้านการเกษตรยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety – Security – Sustainability – เกษตรปลอดภัยเกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ตลอดจนป้องกันบรรเทาปัญหาอุทกภัย รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมผ่านข้อมูล Agri-Map ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน มีการพัฒนาฐานข้อมูล Big Data เพื่อการบริหารเชื่อมโยง ช่วยให้เกษตรกรมีข้อมูลที่ดี และยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน พร้อมสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร รวมถึงการพัฒนาตาม 15 แนวนโยบายหลัก ซึ่งมีการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านการเกษตรที่หลากหลายมิติ เพื่อยกระดับให้ภาคการเกษตรของไทยก้าวไปสู่มาตรฐานสากล และนำพาให้เกษตรกรประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากพิธีสำคัญในช่วงดังกล่าวแล้ว กระทรวงฯได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การดำเนินการจัดทำหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิเกษตราธิการและสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.อนันต์ สุวรรณรัตน์ และดร.สุวิทย์ 
ชัยเกียรติยศ ร่วมลงนามข้อตกลงฯ ดังกล่าว และยังจัดกิจกรรมเปิดตัวเพลงประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Agri Challenge Special) เป็นครั้งแรกอีกด้วย

กยท.ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าแนวคิด ‘โมเดล3ขา’ ดันราคายาง หวังสร้างมูลค่าเพิ่ม-เสริมแกร่งเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563093

กยท.ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าแนวคิด‘โมเดล3ขา’ดันราคายาง หวังสร้างมูลค่าเพิ่ม-เสริมแกร่งเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ทุกหน่วยเร่งแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ทาง กยท.ก็ไม่นิ่งนอนใจ ได้จัดทำแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ โดยใช้รูปแบบ บิสเนสโมเดล Business model หรือโมเดล 3 ขา เป็นการดำเนินการโดย กยท.ผู้ประกอบการโรงงาน และเกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องราคายางพาราและเสริมสร้างความแข็งแรงให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมากขึ้น โดย กยท.จะทำหน้าที่อุดหนุนสินเชื่อ ส่วนเกษตรกร จะทำหน้าที่ส่งวัตถุดิบ เพื่อให้โรงงาน ใช้สมรรถภาพกำลัง ในการผลิตเต็มที่

“ธุรกิจโมเดล 3 ขา จะเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งหวังว่า โครงการนี้จะทำให้เกษตรกรมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากขึ้น และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ แทนที่จะต่างคนต่างทำ ก็มาช่วยกัน ทำให้ต้นทุนลดลง ชาวบ้านก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นจากบิสเนสโมเดลนี้ ภาครัฐจะเข้ามาช่วยในการส่งเสริมการยาง/มาตรการบีโอไอ เพิ่มเพื่อสภาพคล่อง ทำให้ทุกคนอยู่ได้ ถ้าไม่ช่วยกันทำจะเกิดความเสียหายทั้งระบบ เกษตรกรและโรงงานก็จะไม่รอดพ้นวิกฤติไปได้ เชื่อว่าถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ในเรื่องของการแปรรูป การเพิ่มมูลค่า การนำไปใช้ จะเป็นการบริหารที่สมดุลทำให้รัฐแก้ปัญหาราคายางได้อย่างยั่งยืนขึ้น” นายณกรณ์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์ยางพาราในปีนี้ ค่อนข้างดี มีแนวโน้มจะแตะ ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ยางล้อก็มีความต้องการยางแผ่นมากขึ้น นอกจากนี้ ปีที่แล้วยังมีการใช้ยางเก่าในสต๊อกไปเหลือเพียง 1 เดือนปกติ จากปกติจะมีการสต๊อกยาง 2 เดือน ทำให้ปีนี้ต้องเริ่มสต๊อกยางเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ถุงมือยางก็ยังมีความต้องการสูง

สศก.ผนึกมช.ดึงเทคโนโลยีแบบจำลอง Rice4cast แม่นยำสูง พลิกโฉมพยากรณ์ผลผลิตข้าวแบบรายจังหวัดปี 2564/65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563097

สศก.ผนึกมช.ดึงเทคโนโลยีแบบจำลองRice4cast แม่นยำสูง พลิกโฉมพยากรณ์ผลผลิตข้าวแบบรายจังหวัดปี 2564/65

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดำเนินงาน Big Data เป็นนโยบายที่สำคัญของภาครัฐซึ่ง สศก. ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบายและข้อมูลสารสนเทศการเกษตร และเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ดำเนินการ จึงได้เร่งจัดทำและพัฒนาฐานข้อมูล Big Dataภาคการเกษตร เพื่อการบริหารและการให้บริการข้อมูลภาคเกษตรในทุกมิติ โดยในปี 2564 จะเร่งศึกษาแนวทางการพัฒนาภาคเกษตร ด้วยเทคโนโลยีระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่เพื่อจัดทำระบบสนับสนุนการตัดสินทางการเกษตรที่แม่นยำ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา สศก. โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC ได้มีการหารือร่วมกับศูนย์วิจัยระบบทรัพยากรเกษตร (ศวทก.) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถชัย จินตะเวช และอาจารย์ ดร.เทวินทร์ แก้วเมืองมูล ถึงแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรจากการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการตัดสินใจทางการเกษตร โดยเน้นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงพื้นที่ (Spatial InformationSystems) ตลอดจนวิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร สนับสนุนการตัดสินใจในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับแปลง ฟาร์ม ลุ่มน้ำจนถึงระดับภาค สำหรับเทคโนโลยีพยากรณ์ ของศวทก. คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันมีการใช้แบบจำลอง Rice4cast จากโปรแกรมแบบจำลองการเจริญเติบโตของพืช (Decision SupportSystem for Agrotechnology Transfer: DSSAT) ในการพยากรณ์ผลผลิตข้าวของประเทศไทย ซึ่งมีความแม่นยำสูง โดยใช้ตัวแปรปัจจัยต่างๆ อาทิ ค่ารังสีจากดวงอาทิตย์ อุณหภูมิสูงสุด – ต่ำสุด ปริมาณน้ำฝน และคุณสมบัติของชุดดิน ซึ่งหลังจากนี้ สศก. จะร่วมพัฒนาแบบจำลองข้าว เพื่อพยากรณ์ผลผลิตข้าวรายจังหวัด ปีเพาะปลูก 2564/65 รวมถึงแนวทางการร่วมมือในอนาคตมาพยากรณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงานต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการขับเคลื่อน ในการปฏิรูปด้านการสร้างเกษตรมูลค่าสูง เพื่อการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production)ซึ่งประกอบด้วยประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำเกษตรมูลค่าต่ำไปสู่มูลค่าสูงและเหมาะสมกับพื้นที่ สนับสนุนการทำเกษตรแบบรวมผลิตและรวมจำหน่าย (เกษตรแปลงใหญ่ หรือ สหกรณ์) การขยายพื้นที่ชลประทานให้เกษตรกรมีน้ำใช้ การพัฒนาคลัสเตอร์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และส่งเสริมให้มีความหลากหลายทางชีวภาพการเกษตร (Agricultural Biodiversity) การพัฒนาสหกรณ์การเกษตรให้มีความเข้มแข็งส่งเสริมให้เกิดผู้ให้บริการด้านการจัดการเกษตรสมัยใหม่ (Service Provider) และสร้างผู้ประกอบการเกษตร (Smart Farmer) ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงข้อมูล Big Data ด้านการเกษตร ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลแพลตฟอร์ม รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจชีวภาพ ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือ Bio-Circular-Green Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว) ต่อไป

“หลังจากการหารือร่วมกันในครั้งนี้สศก. จะมีการทำแผนประชุมร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการข้าวGISTDA มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาแบบจำลองข้าว เพื่อพยากรณ์ผลผลิตข้าวรายจังหวัด ด้วย Rice4cast และจะมีการจัดฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ สศก. ในการใช้ฐานข้อมูลและแบบจำลองดังกล่าวประกอบการรายงานความเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตพืชรายฤดู และรายแปลงผลิตต่อไป” เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ว่าฯชวนปชช. เที่ยว ‘แห่ยักษ์คุ’ หนึ่งเดียวในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563094

ผู้ว่าฯชวนปชช. เที่ยว‘แห่ยักษ์คุ’ หนึ่งเดียวในโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวในรายการ “ผู้ว่าฯคุยกับประชาชน” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.อำนาจเจริญ ถึงการจัดงานประเพณีแห่ยักษ์คุอัตลักษณ์ จังหวัดอำนาจเจริญ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 เม.ย. 2564 ที่บริเวณหน้าเทศบาลตำบลชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

โดยมีกิจกรรม ดังนี้ อำเภอย้อนยุค,จุดแลนด์มาร์คและจุดถ่ายรูปภายในงาน,ร้านอาหารริมแม่น้ำโขง,ร้านค้าท้องถิ่น,ขบวนแห่ยักษ์คุ,การประกวดวาดภาพระบายสียักษ์คุ ระดับอายุไม่เกิน 13 ปี,การประกวดธิดายักษ์คุ, การแสดง แสง สี เสียง ตำนานยักษ์คุ โรงเรียนชานุมานวิทยาคม,การแสดง  TO BE NUMBER ONE โรงเรียนชานุมานวิทยาคม,การแสดงศิลปวัฒนธรรม “รำกลองยาว” ของ อ.หัวตะพาน,การแสดงออนซอนยักษ์คุชานุมาน,การแสดง มั่ง มูล คูณข้าว อบต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน กิจกรรมปั่นจักรยานชมเมือง เล่าเรื่อง ชานุมาน, การแข่งขันตกปลานานาชาติกลางแม่น้ำโขง,กิจกรรม วิ่งยักษ์คุมหาสนุก,การแสดงศิลปวัฒนธรรม รำออนซอนอำนาจเจริญ ของ อ.ปทุมราชวงศา,การแสดงศิลปวัฒนธรรม รำเสมาพันปี อ.ลืออำนาจ, การแสดงเล่าเรื่องเผ่าภูไทเซโปน เทศบาลตำบลโคกก่ง อ.ชานุมาน และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย 

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วม ช้อป ชิม ชิว เช็คอินและร่วมสนุกสนานกับกิจกรรมยักษ์คุระหว่างวันที่ 2-4 เม.ย. 2564 ที่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

โควิด-19ดันคนไทยรักสุขภาพ ‘อินโนไบโอติก’ ชู ‘ดร.จีบิฟิดัส’ ดูแลสุขภาพลำไส้-ภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563095

โควิด-19ดันคนไทยรักสุขภาพ ‘อินโนไบโอติก’ชู‘ดร.จีบิฟิดัส’ ดูแลสุขภาพลำไส้-ภูมิคุ้มกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางปิยธิดา บำรุงรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท อินโนไบโอติกจำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ดร. จี บิฟิดัส กล่าวว่า จากกระแสเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยมในประเทศไทย คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากโควิด-19 เป็นตัวเร่ง บริษัทจึงได้ร่วมมือกับบริษัท Innobiotic และเภสัชกรณัฐชาศิษฐ์ พงษ์เขตกิจ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการบริษัท อินโนไบโอติก จำกัด และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรไบโอติก ในการนำเข้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม อย่างดร.จี บิฟิดัส (Dr.G Bifidus) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกระดับ World Class Product ที่ได้รับความนิยมวางจำหน่ายไปทั่วโลกเพื่อมาช่วยดูแลสุขภาพลำไส้และภูมิคุ้มกัน ช่วยสร้างสมดุลชีวิตและสมดุลสุขภาพให้แก่คนไทยโดยในประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 24 ที่ได้นำเข้ามาจัดจำหน่าย

สำหรับผลิตภัณฑ์ ดร. จี บิฟิดัส มีกลุ่มเป้าหมายคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง และต้องการหาตัวช่วยในการจัดการปัญหาสุขภาพให้เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับสุขภาพลำไส้ โดยฐานลูกค้าจะอยู่ในกลุ่ม Mid-End จนถึงระดับHi- End เช่น กลุ่มคนอายุ 30+ ขึ้นไป, คนวัยทำงาน ที่มีพฤติกรรมความเครียด, คนที่มีพฤติกรรมการทานไม่ดี ไม่ว่าจะเป็น ทานอาหารสำเร็จรูป ใช้ชีวิตเร่งรีบ ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ หรือผู้ที่มีปัญหาการขับถ่ายที่รบกวนชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ท้องผูกท้องอืด ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ฯลฯ โดยขณะนี้เราได้เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ตามช่องทางออนไลน์ คลินิก ร้านขายยา และโมเดิร์นเทรดรวมถึงในอนาคตมีเป้าหมายที่จะวางขายตามโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศอีกด้วย

รอบรั้วเมืองใต้ : 18 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/563096

รอบรั้วเมืองใต้ : 18 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ผู้เขียนขอเข้าร่ายข่าวสังคม ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพ ที่เห็นมาอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น….เริ่มต้นด้วยการ แสดงความยินดีกับ บรรดา“นักเลือกตั้ง” ทั้งหลายที่“ผ่านศึก”ในการ“ต่อสู้” ของเวทีผู้บริหารท้องถิ่นระดับเทศบาล ที่มีทั้ง สมหวัง และที่บาดเจ็บ และที่ เป็นหนี้เป็นสิน เพราะนำทรัพย์สินไป จำนอง จำนำ เพื่อใช้ในการ“หาเสียง” ครั้งนี้….สรุปการเลือกตั้งเทศบาล ครั้งนี้ “เงิน” คือ ผู้กำหนดการ แพ้-ชนะ ไม่ใช่ ความเป็นคนดีหรือ ไม่ดี ส่วนนโยบาย ไม่มีความสำคัญอะไรกับการ “กาบัตร” ในคูหา และที่สำคัญกลไก ควบคุมการเลือกตั้ง ถ้ายังหวังให้ กกต. เป็นผู้ควบคุมต่อไป โดยที่ไม่มีการปรับปรุงก็อย่าหวังว่า จะเห็นการเลือกตั้งที่ปลอดจากการใช้เงิน ในชาตินี้…แต่ที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งเทศบาลครั้งนี้ คือ พรรคการเมืองหลายพรรคเป็น“นายทุน”ให้ผู้สมัครเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง แสดงว่า นี่คือการจัดตั้งฐานการเมืองของพรรคการเมือง ดังนั้นการที่คิดว่ามีเทศบาล มี อบต.คือการ“กระจายอำนาจ”ให้ประชาชนคิดผิด เพราะแท้จริง อบจ. เทศบาล และ อบต. คือการตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฐานการเมืองให้พรรคการเมืองเท่านั้น…ที่อเนจอนาถที่สุด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่การเลือกตั้งเทศบาล มีหลายพื้นที่ต้องซื้อเสียงถึงเสียงละ 3,000-5,000 บาท ต่ำสุด1,000 บาท ทั้งที่บางเทศบาลมีงบพัฒนาไม่ถึง 50 ล้านบาทต่อไป… ส่วนผู้ที่รับเงินใครมา เพื่อไปลงคะแนนเลือกตั้ง เท่ากับคุณ“ขายสิทธิ์”ไปแล้ว วันหน้ามีอะไรที่เดือดร้อน ถ้าเขาไม่ช่วยเหลือในงานด้านการพัฒนา ก็ไม่ต้องโวยวาย เพราะคุณขายสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นเอง….ส่วนนักการเมืองที่ได้เป็นผู้บริหารท้องถิ่นนั้นๆ ถ้ารับปากกับ ประชาชนไว้ในเรื่องอะไร ก็อย่าลืมโดยเฉพาะท้องถิ่นใหญ่ๆ ที่มีการ“ล้มช้าง” เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ว่าที่นายกเทศบาลนครหาดใหญ่ รับปากอะไรในตอนหาเสียง ต้องเร่ง ขับเคลื่อนให้เป็น“รูปธรรม” โดยเร็ว…ที่เทศบาลเมืองปัตตานี “ช้างล้ม” เหมือนกัน เมื่อพิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์ นายก 4 สมัย พลาดท่าเซ่นตำแหน่งให้กับ นิอันนุวา สุไลมาน อดีตพาณิชย์จังหวัดปัตตานี เพราะกลับตัวไม่ทันในวันสุดท้าย ก็ถือเป็นการ“ล้างมือ” ยุติบทบาทท้องถิ่น  วันนี้ “โควิด-19” ยังเป็นเรื่องที่วางใจไม่ได้ แต่สถานบันเทิง ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ยังมีการแอบเปิดเกินเวลาไม่ได้ปิดตอนเที่ยงคืนตามคำสั่งของ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหลายแห่ง เป็นผับ แต่แจ้งว่าขายอาหาร ขายเหล้า ลองเดินเข้าไปสั่ง “ข้าวไข่เจียว” เชื่อว่าไม่มี สถานที่เหล่านี้คือ “ผับเถื่อน” ที่ บอกว่าขายอาหาร ขายเหล้า เป็นการ“เลี่ยงบาลี”และมีการ“จ่ายส่วย” ให้เจ้าหน้าที่ วันนี้หาดใหญ่ มีนายอำเภอแล้ว ชวกิจจ์ สุวรรณคีรี อย่านั่งนิ่ง ปล่อยให้“นายทุน” อยู่เหนือ“กฎหมาย” ต้องเร่งตรวจสอบดำเนินการ อย่าให้ชาวบ้านสงสัยว่ามีส่วนใน“ส่วยเถื่อน” ที่ทำให้ตระกูล“สุวรรณคีรี” มัวหมองไปด้วย….ทั้งน้ำมันเถื่อน ทั้งใบกระท่อม จากประเทศมาเลเซีย ยังคงใช้เส้นทางแนวชายแดนด้าน ปาดังเบซาร์ ขนข้ามแดนกันมาได้  ใบกระท่อม เห็น ตชด. จับได้บ้าง แต่น้ำมันเถื่อน ที่ถูกนำผ่านหน้าด่าน หน้าโรงพัก ไม่เคยมีการจับกุม เชาว์ เฉลิมเกียรติ นายด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ และ พ.ต.อ.ธรรมรัตน์ ภิรมย์รักษ์ ผกก.สภ.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ควร“ใส่ใจ” เรื่องของ“น้ำมันเถื่อน” ให้มาก เพราะนี่คือการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และควรหาเงินเข้ารัฐในยามที่“ถังแตก” ด้วยการ จับกุมผู้ทำผิดกฎหมาย เพื่อนำเงินภาษีเข้ารัฐอย่าบอกนะว่าไม่มี เพราะ วันนี้ มีการตั้งน้ำมันเถื่อนขายกันมากมายในจ.สงขลา….บางหมู่บ้าน ใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ชาวบ้านยังต้องหยุดงานในวันศุกร์ เพราะแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นข่มขู่คนร้านค้าและแหล่งรับซื้อน้ำยางสด หยุดทำการ แม้จะไม่มีเหตุร้าย แต่การที่ทุกคนต้องหยุดทำงานในวันศุกร์ เพราะกลัวถูกทำร้าย หมายถึงพื้นที่นั้นๆ ตกอยู่การควบคุมของขบวนการแบ่งแยกดินแดนแล้วใช่หรือไม่ถ้าใช่ พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค ผบ.พล.ร.5 และ ผบ.ฉก. สงขลา จะแก้อย่างไร 

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์