ส่องเกษตร : YSF คือ ความหวัง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520216

ส่องเกษตร : YSF คือ ความหวัง?

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรฯจัดสัมมนา‘มิติทางบัญชีฯ’ ติดอาวุธให้กลุ่มแปลงใหญ่เข้ายุคNew Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520214

ก.เกษตรฯจัดสัมมนา‘มิติทางบัญชีฯ’ ติดอาวุธให้กลุ่มแปลงใหญ่เข้ายุคNew Normal

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ประจำปี 2563 เรื่อง “มิติทางบัญชี ตามวิถีแปลงใหญ่ ในยุคNew Normal” เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีในโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ โดยนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง แนวทางเสริมสร้างความสำเร็จของระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯสนองนโยบายรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตร มีโครงการสำคัญคือ ปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วย สินค้าพืช ปศุสัตว์และสินค้าประมง ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าที่สำคัญดังกล่าว ต้องผลิตในพื้นที่เหมาะสมหลักการคือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงความต้องการตลาดผลิตร่วมเป็นกลุ่มเชื่อมโยงตลาดเพื่อบริหารจัดการให้สมดุลระหว่างอุปทานอุปสงค์สินค้า แก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งการดำเนินการเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตให้บรรลุผลดังกล่าว กระทรวงฯนำระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาใช้ เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตบริหารจัดการร่วมกัน รวมกันจำหน่าย มีตลาดรองรับแน่นอน โดยกำหนดพื้นที่ สินค้าที่จะดำเนินการและให้มีผู้จัดการพื้นที่ บริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยกำหนดเป้าหมายดำเนินการแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน จัดทำแผนการผลิต แผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและแผนการตลาด เกษตรกรในพื้นที่ดำเนินการผลิตตามแผน ติดตามประเมินผลเพื่อปรับปรุงวิธีดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีบทบาทขับเคลื่อนงานเสริมสร้างศักยภาพด้านการเงินการบัญชีแก่ประชาชน ผ่านการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และทำบัญชี และมีส่วนช่วยงานส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่สำเร็จผล ด้านเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ให้มีความรู้เข้าใจนำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการภาคการเกษตรได้ รู้รายรับ รายจ่าย รู้เวลาเหมาะสมและผลิตได้อย่างสมดุลตามกำลังของตนเองสอดคล้องความต้องการของตลาด ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน รู้จักความพอมีพอกินพอใช้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งแก่ตนเองและครอบครัว ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีอาสาสมัครด้านบัญชี (ครูบัญชี) เป็นเครือข่ายถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ให้พร้อมเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีภูมิคุ้มกันความจนด้วยบัญชี ใช้ข้อมูลจากบัญชีวิเคราะห์ลดต้นทุนการผลิต วางแผนการผลิต ปรับเปลี่ยนวิธีผลิตและปรับเปลี่ยนอาชีพได้เหมาะสมตลอดจนรู้ทุนต้นกำไรที่แท้จริงของตนได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวว่า กรมฯจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ประจำปี2563 เรื่อง “มิติทางบัญชี ตามวิถีแปลงใหญ่ ในยุค New Normal” ขึ้น เพื่อส่งเสริมการทำบัญชีสู่เกษตรกร เป้าหมายในโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เตรียมพร้อม สร้างการรับรู้กลไกบูรณาการทำงานของทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนใช้ข้อมูลทางบัญชีแก้ปัญหาพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2563

94ปีกรมประมงยืนหยัดพัฒนาภาคประมงยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520213

94ปีกรมประมงยืนหยัดพัฒนาภาคประมงยั่งยืน

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า กรมฯมุ่งมั่นพัฒนาบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ภาคประมงของประเทศเข้มแข็งยั่งยืน ผลิตสัตว์น้ำและสินค้าประมงที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนป้องปรามการทำประมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ให้ใช้ประโยชน์ได้ยั่งยืน สร้างอาชีพประมงให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสร้างวิถีความอยู่ดีมีสุขให้เกษตรกรชาวประมงและประชาชนมาตลอด ปัจจุบันไทยมีศักยภาพผลิตแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำมากกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี สร้างมูลค่าส่งออกได้ปีละกว่า 2 แสนล้านบาท

ถึงแม้รอบปีที่ผ่านมา ภาคประมงไทยต้องเผชิญปัญหาทั้งจากภัยธรรมชาติ ราคาผลผลิตสัตว์น้ำตกต่ำ มาตรการการค้าของประเทศผู้นำเข้า รวมถึงผลกระทบไวรัสโควิด-19 แต่การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคประมงของไทยก็ไม่หยุดนิ่ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ห่วงใยชาวประมง จึงมอบนโยบายให้กรมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนแม่บทชาติด้านประมง ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกรมนำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนเป็นโครงการต่างๆ

จากความมุ่งมั่นทำงานภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน ทำให้ปี 2563 กรมประมงคว้ารางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลที่มอบให้หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศทั้งด้านเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐที่พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมซึ่งปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ถึง 3 รางวัล อาทิ โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม แหล่งน้ำชุมชนหนองอีเริง จ.ชัยภูมิ และแหล่งน้ำหนองก่าน-สุขสำราญ จ.หนองบัวลำภู โครงการลูกอ๊อดเงินล้าน เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรหนองแต้ จ.นครพนม นวัตกรรมการบริการ ได้แก่ ระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ เป็นบทพิสูจน์การขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาภาคประมงของประเทศได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม กรมประมงวางแนวทางและมุ่งมั่นขับเคลื่อนทุกภารกิจ มุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯต่อไป ให้เกษตรกรชาวประมงมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เน้นฟื้นฟูสนับสนุนอาชีพทำประมง ให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานการรักษาทรัพยากรและถูกกฎหมาย ส่งเสริมการรวมกลุ่ม สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มศักยภาพสร้างรายได้ลดต้นทุน ลดอุปสรรคในอาชีพ รวมถึงส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภูมิปัญญามาเพิ่มมูลค่า สร้างจุดแข็งให้สินค้าประมงไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 94 กรมยังยืนหยัดพัฒนาขับเคลื่อนภาคประมงของไทย เพื่อให้เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในประเทศมีทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ใช้ควบคู่ไปกับอาชีพประมงที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520218

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี  ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส สร้างขวัญกำลังใจข้าราชการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520187

'อธิบดีปศุสัตว์'ลงพื้นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส สร้างขวัญกำลังใจข้าราชการ

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส สร้างขวัญกำลังใจข้าราชการ

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.06 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นสร้างขวัญและให้กำลังใจให้ข้าราชการในพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 22 กันยายน 2563 ณ ศูนย์วิจัยพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส จ.นราธิวาส นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีและคณะผู้บริหาร เข้าตรวจเยี่ยมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานในพื้นที่ของศูนย์วิจัยพัฒนาอาหารสัตว์นราธิวาส และนอกจากนี้ ยังมอบหมายนโยบายการปฎิบัติงานให้กับข้าราชการ เจ้าหน้าที่และพนักงานในพื้นที่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ให้การปฎิบัติงานในหน้าที่ให้มีความสุข ความเจริญ และขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์งานด้านปศุสัตว์ให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน ต่อไป

งานภารกิจของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นราธิวาสมีภารกิจในการขับเคลื่อนงานด้านอาหารสัตว์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ ดังนี้

1.วิจัย พัฒนา และทดสอบเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหา และปรับให้เหมาะสมกับเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ

2.ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ชั้นพันธุ์ขยาย พันธุ์จำหน่าย และผลิตเสบียงที่มีคุณภาพให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ

3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ให้กับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานพื้นที่

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมพบปะผู้เกษียณอายุของกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2563 เพื่อแสดงความขอบคุณและกล่าวความประทับใจผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านที่ร่วมทำงานกับกรมปศุสัตว์ ตลอดระยะเวลายาวนานเป็นอย่างดี

ปรับโฉมร้านสหกรณ์กรุงเทพ ขึ้นชั้น‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519935

ปรับโฉมร้านสหกรณ์กรุงเทพ ขึ้นชั้น‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขต 1,2 และส่วนกลางจะเป็นประธานพิธีเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานคร ณ ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด (สาขาพระปิ่นเกล้า) ซึ่งสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งเป็นนโยบายของน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมพัฒนาธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ให้เป็นรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” และเป็นจุดจำหน่ายสินค้าผลผลิตการเกษตรคุณภาพกระจายไปสู่ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด สดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Farm byCo-op เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคสินค้าในราคายุติธรรม และเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าจากจังหวัดต่างๆ กับร้านสหกรณ์ ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตและสินค้าที่มีคุณภาพของขบวนการสหกรณ์เพิ่มขึ้น

ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เป็นอีกหนึ่งร้านสหกรณ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้และจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งในร้านเป็นมุมของซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์โดยเฉพาะ ซึ่งสินค้าที่นำมาวางจำหน่าย มีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคผักสดและผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายกับขบวนการสหกรณ์ต่างๆ อาทิ ข้าวหอมมะลิและหมี่โคราชสำเร็จรูป จากเครือข่ายสหกรณ์ จ.นครราชสีมา ไข่ไก่ จากสหกรณ์ผู้ลี้ยงไก่แปดริ้ว จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา กาแฟ จากสหกรณผู้ปลูกกาแฟชุมพร จำกัด จ.ชุมพร กล้วยหอมทองน้ำตาลโตนด กะปิ จากสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จ.เพชรบุรี เป็นต้น

โอกาสนี้ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกิจกรรมนาทีทอง มอบคูปองส่วนลดมูลค่า 50 บาท ให้สมาชิกและประชาชนที่มาร่วมพิธีเปิดงาน เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดเลือกซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ได้ จากนั้นเยี่ยมชมสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และพบคณะกรรมการร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ซึ่งผลดำเนินงานของร้านสหกรณ์แห่งนี้ มียอดจำหน่ายสินค้าในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 จำนวน 105,377,063 บาท มีรูปแบบจำหน่ายสินค้า ทั้งทางออนไลน์ ขายหน้าร้าน รวมทั้งเปิดให้สมาชิกและประชาชนทั่วไปสั่งจองสินค้า โดยร้านสหกรณ์จะจัดทำปฏิทินสินค้าแจ้งให้สมาชิกรับทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ ปัจจุบันร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด มี 5 สาขา ได้แก่ สาขาพระปิ่นเกล้า เอกมัย ลาดหญ้า บางลำพู และสาขาโรงพยาบาลปิยะเวท โดยจะขยายผลรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ไปยัง 5 สาขา เร็วๆ นี้

แนะผู้บริโภคมองหาตรา‘ปศุสัตว์ OK’ การันตีเนื้อสัตว์-ไข่ไก่ปลอดภัยได้คุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519930

แนะผู้บริโภคมองหาตรา‘ปศุสัตว์ OK’ การันตีเนื้อสัตว์-ไข่ไก่ปลอดภัยได้คุณภาพ

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์และความปลอดภัยของผู้บริโภค ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2543 ครอบคลุมระบบเลี้ยงสัตว์ (ฟาร์มมาตรฐาน GAP) และขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าในส่วนโรงงานผลิตและแปรรูปสินค้าปศุสัตว์ต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าปศุสัตว์ เนื้อหมู สัตว์และไข่สด เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ จึงต้องให้ความสำคัญในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าปศุสัตว์ ที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน

กรมรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ตามโครงการปศุสัตว์ OK สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย โดยสถานที่จำหน่ายที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อได้แก่ สินค้าที่นำมาขายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) เชือดจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต หรือผลิตจากสถานที่รวบรวมไข่ที่ได้รับการรับรอง จำหน่ายในสถานที่จำหน่ายที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และต้องตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้

ปัจจุบันโครงการปศุสัตว์ OK ให้การรับรองสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด และมีสถานที่จำหน่ายเข้าร่วมโครงการปศุสัตว์ OK แล้วมากกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 77 จังหวัด ซึ่งมีทั้งสถานที่จำหน่ายทั่วไป ในตลาดสด และสถานที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Moderntrade โดยสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองภายใต้โครงการ จะได้รับใบประกาศและป้ายสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK”ไว้แสดง ณ จุดจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นเลือกซื้อสินค้าจากสถานที่จำหน่ายนั้นๆว่ามีคุณภาพ ปลอดภัย และผ่านการตรวจสอบรับรองจากกรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ ยินดีอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า เทสโก้ โลตัส ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และได้รับการรับรองสถานที่จำหน่ายตามโครงการปศุสัตว์ OK จำนวนกว่า 2,000 สาขา ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยได้มั่นใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพราะผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับประทานอาหารนอกบ้าน มาเป็นปรุงอาหารรับประทานเองในบ้านมากขึ้น

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้โลตัส กล่าวว่า “เทสโก้ โลตัส มุ่งจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึงให้ลูกค้า โดยหนึ่งในกลุ่มสินค้าสำคัญที่สุดในเรื่องกำกับดูแลคุณภาพความปลอดภัยคือ อาหารสด ที่ดูแลครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของอาหาร กระบวนการตัดแต่ง แปรรูป ขนส่งไปจนถึงสุขลักษณะในสาขาของเรา เพื่อให้มั่นใจว่า ลูกค้าจะได้รับอาหารสดคุณภาพสูงสะอาด ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้และมีราคาเอื้อมถึง ที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัสเป็นค้าปลีกรายแรกที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ครบทุกสาขาและศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรายินดีที่เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ แบรนด์เทสโก้ ได้รับตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อสัตว์และไข่ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้อย่างสะดวกมั่นใจ

“สำหรับเนื้อหมูและเนื้อไก่ของเราผลิตจากฟาร์มมาตรฐาน GAP ตัดแต่งและบรรจุในโรงฆ่าสัตว์ถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกระบวนการผลิตได้ ปลอดภัยจากยาและสารตกค้าง ในส่วนไข่ไก่ ผลิตจากฟาร์มมาตรฐาน GAP เช่นกัน รวบรวมในสถานที่ที่ขึ้นบัญชีกับกรมปศุสัตว์ ตรวจสอบย้อนกลับที่มาได้ และผ่านการตรวจสอบยาปฏิชีวนะตกค้าง ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ แบรนด์เทสโก้ทุกรายการ สด สะอาด และปลอดภัยแท้จริง”

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’ คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519937

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2563 จำนวน 3 รางวัล ใน 2 สาขา คือ สาขาบริการภาครัฐ จำนวน 1 รางวัล และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล โดยอธิบดีและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรที่ผลงานได้รับรางวัล เข้ารับโล่รางวัลเลิศรัฐจากรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ โดยการพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนและความร่วมมือ นำไปสู่การพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ2 สาขา จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย สาขาบริการภาครัฐจำนวน 1 รางวัล ประเภท : นวัตกรรมการบริการ “ระดับดี” คือระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ (Thai Flage Catch Certification System) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการยื่นคำขอต่างๆ และจัดทำรายงานเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานน้ำมันลดระยะเวลาในการเดินทางเพื่อจัดส่งเอกสารในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ

สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย ประเภท : สัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม “ระดับดี” คือ ลูกอ๊อดเงินล้าน…เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรหนองแต้ เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบัน กลุ่มเกษตรกรและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ประเภท : เลื่องลือขยายผล “ระดับดี” คือ โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมแหล่งน้ำชุมชนหนองอีเริง จ.ชัยภูมิ และแหล่งน้ำหนองก่าน-สุขสำราญ จ.หนองบัวลำภู เป็นโครงการส่งเสริมและสนับสนุน การทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำ และเป็นธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีสัตว์น้ำเพียงพอต่อการบริโภค ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และสร้างความรักความสามัคคีในชุมชน

“สำหรับรางวัลที่กรมประมงได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ และนับเป็นก้าวสำคัญของ กรมประมงที่สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาการให้บริการ ตลอดจนการพัฒนาองค์การของกรมประมง เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและระบบราชการ 4.0 อันแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการประมงไทยเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเปิดระบบราชการให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการและทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐในการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว

กษ.จับมือบิ๊กซีขยายผลแปลงใหญ่ ยกระดับผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียมเข้าตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519932

กษ.จับมือบิ๊กซีขยายผลแปลงใหญ่ ยกระดับผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียมเข้าตลาด

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร สู่ตลาดนำการเกษตร ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)ว่า กระทรวงเกษตรฯมุ่งมั่นให้ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรยั่งยืน จึงมุ่งพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ปัญหาความเดือดร้อน จึงเกิดนโยบายตลาดนำการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 6,926 แปลง ให้เกษตรกรร่วมมือใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อความสมดุลทั้งการผลิตและการตลาด โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเป็น ตลอดจนผลิตสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูปและสินค้าหัตถกรรมที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพปลอดภัย ยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียม พร้อมเข้าสู่ทุกช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิตอล ตอบโจทย์ตรงใจต่อความต้องการของผู้บริโภค นำไปสู่การเป็นภาคเกษตรแบบครบวงจรที่เกษตรกรสร้างรายได้และพึ่งตนเองได้ยั่งยืน

นอกจากนี้ จากนโยบายตลาดนำการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีแนวทางดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายร่วมกัน พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมของเกษตรกรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายปลาย ทั้งผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต และการตลาดที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้มีแหล่งรับซื้อผลผลิตการเกษตร ตลอดจนเกษตรกรทราบความต้องการของตลาด สามารถนำมาวางแผนการผลิตให้สอดคล้องทั้งคุณภาพและปริมาณ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิต มีรายได้และสร้างความมั่นคงทางอาชีพแก่เกษตรกร ตลอดจนผู้บริโภคเข้าถึงผลผลิตการเกษตร ทั้งผักและผลไม้ปลอดภัยจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ผ่านบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้กระจายสินค้าคุณภาพไปทั่วประเทศไทย

“นอกจากการให้ความสำคัญกับเกษตรแปลงใหญ่แล้ว กระทรวงเกษตรฯยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยด้วย ซึ่งต้องดูแลใกล้ชิด โดยได้รับการดูแลจากภาครัฐเหมือนกัน ให้คำแนะนำช่วยปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรให้ยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตรมาก มุ่งหวังสร้างพื้นฐานให้ความมั่นคงให้อาชีพเกษตรกรรมเพื่อนำไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน อีกทั้ง ยังตั้งเป้าให้ภาคเกษตรของไทยเป็นครัวของโลก จึงต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลก เราจึงต้องร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชนและเกษตรกร ซึ่งการลงนามวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นเป็นพันธมิตรที่ช่วยพัฒนาภาคเกษตรกรรมต่อไป” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 413,697 ครัวเรือน พื้นที่ 6,777,454 ไร่ จำนวนแปลงใหญ่ 6,926 แปลง สินค้าเกษตรประมาณ 90 รายการ โดยมุ่งบริหารจัดการกลุ่ม และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ วางแผนการผลิต ให้สอดคล้องความต้องการตลาด เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน และสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตร

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนความร่วมมือเชื่อมโยงการทำงานด้านการผลิตและการตลาดกับบิ๊กซี ซึ่งวางแผนร่วมกันต่อเนื่อง โดยบิ๊กซีรับซื้อแตงโมจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่แตงโม ต.แร่ อ.พังโคน จ.สกลนคร 1,800 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 20 ล้านบาทต่อปี และสับปะรดบ้านคา จากแปลงใหญ่สับปะรดผลสด ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี 439 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 7 ล้านบาทต่อปี และมีแผนรับซื้ออโวคาโด จากแปลงใหญ่อโวคาโด หมู่ 4 ต.รวมไทย อ.พบพระ จ.ตาก ในฤดูกาลถัดไปด้วย เป็นความร่วมมือต่อเนื่อง และจะขยายผลต่อไปยังจังหวัดอื่นต่อไป

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลาก‘บางบาล-บางไทร’ป้องภัยแล้ง-น้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519960

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลาก‘บางบาล-บางไทร’ป้องภัยแล้ง-น้ำท่วม

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลาก‘บางบาล-บางไทร’ป้องภัยแล้ง-น้ำท่วม

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.16 น.

“ กรมชลประทาน”  เร่งรัดเดินหน้า โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร บรรเทาภัยแล้ง-น้ำท่วม”

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 ที่กรมชลประทาน นายเสริมชัย  เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน กล่าวถึงโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 พบมีปริมาณน้ำเหนือไหลหลากลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ถึง 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกินความสามารถในการรับปริมาณน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาที่จะรองรับได้เพียง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกทั้งข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมาการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพียงปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่รับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาบางจุดก็เกิดปัญหาอุทกภัยได้ โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงผ่านตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่มีลักษณะเป็นคอขวด ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลงเหลือเพียง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำชากเป็นประจำทุกปี และมีผลกระทบรุนแรงในปีที่มีปริมาณน้ำมาก

นายเสริมชัย กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว กรมชลประทานจึงจัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน โดยโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 9 แผนงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา และบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จึงมีความจำเป็นต้องขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ ซึ่งได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการแล้วเสร็จในปี 2557 และศึกษาทบทวนความเหมาะสมโครงการแล้วเสร็จในปี 2559 จากนั้นคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 เพื่อให้กรมชลประทานดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนการสำรวจ ออกแบบรายละเอียด และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ และงานเตรียมความพร้อมเพื่อการก่อสร้างและมีมติอนุมัติให้ดำเนินการโครงการฯ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 โดยกำหนดแผนงานโครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2566) วงเงิน 21,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างคลองระบายน้ำบรรเทาอุทกภัย ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

“การก่อสร้างดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณก่อนเข้าตัวเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ถึง 2,930  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยไม่เกิดผลกระทบกับบ้านเรือนริมตลิ่งที่อยู่ในคันกั้นน้ำ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เฉลี่ย 1.9 – 2.5 ล้านไร่/ปี และสามารถลดระดับความลึกของน้ำท่วมลงได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำสำหรับการใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านการเกษตรกรรมรวม 229,138 ไร่ มีแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้งเพื่ออุปโภค-บริโภค 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 48 ตำบล 3 เทศบาล 362 หมู่บ้าน และยังเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นถนนบนคันคลองซึ่งจะเป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างอำเภอบางบาล และอำเภอบางไทร และจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย” ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน ระบุ

นายเสริมชัย  กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย

1. ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ มีความยาวประมาณ 22.50 กม. ระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม./วินาที พร้อม ก่อสร้างถนนผิวจราจรแอสฟัสติคคอนกรีตบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่ง ผิวจราจรมีความกว้าง 8 ม.

2. อาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ จำนวน 1 แห่ง

– ปตร.ปลายคลองระบายน้ำหลาก ขนาดบาน 12.50 x 9.50 ม. จำนวน 4 บาน อัตราการระบายน้ำสูงสุด1,200 ลบ.ม./วินาที และมีประตูเรือสัญจร ขนาดกว้าง 25.00 ม. ยาว 240.00 ม. จำนวน 1 ช่อง

3. สะพานรถยนต์ข้ามคลองระบายนํ้าหลาก จำนวน 11 แห่ง

4. อาคารประกอบคลองระบายน้ำ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ และท่อระบายน้ำ บริเวณจุดตัดของคลองระบายน้ำหลากกับคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำที่มีอยู่เดิม จำนวน 36 แห่ง

5. กำแพงป้องกันตลิ่งบริเวณปลายคลองจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาความยาวประมาณ 4.15 กม.

6. ปรับปรุง/ก่อสร้างคันกั้นน้ำรอบพื้นที่โครงการพร้อมอาคารประกอบ ความยาวรวม 54 กม.

ในส่วนของความก้าวหน้าปัจจุบันงานก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร มีรายละเอียดดังนี้

  1. งานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร สัญญาที่ 1 (STA. 16+400 ถึง STA. 20+100)           ปัจจุบัน อยู่ระหว่างผู้รับจ้างเตรียมการก่อสร้าง

 2. งานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร สัญญาที่ 2 (STA. 12+500 ถึง STA. 16+400)           ปัจจุบัน อยู่ระหว่างผู้รับจ้างเตรียมการก่อสร้าง

ในงานก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในส่วนที่เหลือ จะดำเนินการในปีงบประมาณถัดไป ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้างานก่อสร้างสะสมทั้งโครงการร้อยละ 8.36