เกษตรกรโอดขายไข่ไก่ขาดทุนอ่วม ราคาดิ่ง-ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงซ้ำเติม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520715

เกษตรกรโอดขายไข่ไก่ขาดทุนอ่วม ราคาดิ่ง-ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงซ้ำเติม

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาไข่ไก่ปัจจุบันว่า ไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกรขณะนี้ราคาลดลง ตามประกาศของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ ปรับตัวลงจากฟองละ 2.90 บาท เป็นฟองละ 2.70 บาท ขณะที่ราคาขายจริงของเกษตรกรลดลงไปอยู่ที่2.40 บาทต่อฟองเท่านั้น เนื่องจากการบริโภคและการจับจ่ายลดลงจากภาวะฝนตกชุก ประกอบอาหารธรรมชาติออกผลผลิตตามฤดูกาลมากขึ้น ขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญทั้งกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยกากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าราคาปรับเพิ่มขึ้น จากกิโลกรัมละ 13.75 บาท ในสัปดาห์ก่อน เป็นกิโลกรัมละ 15.55 บาทในปัจจุบัน เป็นราคาที่ปรับเพิ่มถึง 1.80 บาท หรือเพิ่มขึ้น 13.09% เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศผู้ผลิตสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ได้รับผลกระทบสภาวะอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้คาดการณ์ผลผลิตลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณซื้อโดยเฉพาะจากจีนยังมีสูง ทำให้ราคาขายปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ส่วนราคาซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ของไทย จากราคากิโลกรัมละ 9.25 บาทเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่มเป็นหาบละ 9.65 บาทในปัจจุบัน หรือปรับเพิ่มขึ้นถึง 4.32% เนื่องจากมีพายุฝนตกอีกระลอก ทำให้คุณภาพข้าวโพดเริ่มเสียหาย และการเก็บเกี่ยวผลผลิตลดลง ส่งผลให้ช่วงนี้ราคาผันผวน คาดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

“ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้จริงที่ 2.40 บาทต่อฟองนั้น สวนทางกับต้นทุนการผลิตไข่ไก่ไตรมาส 3/2563 ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่าอยู่ที่ฟองละ 2.54 บาท สำหรับฟาร์มที่เลี้ยงไก่ในโรงเรือนแบบปิดหรืออีแวป ขณะที่เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่ในโรงเรือนแบบเปิดมีต้นทุนการเลี้ยงที่สูงกว่านี้ เท่ากับเกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมานานกว่า 1 เดือนแล้ว จึงอยากขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ขอให้รัฐเดินหน้ากิจกรรม PS Support ผลักดันส่งออกไข่ไก่ส่วนเกินไปตลาดต่างประเทศ และเกษตรกรผู้เลี้ยงก็ต้องให้ความร่วมมือช่วยแก้ไขด้วยการปลดแม่ไก่แก่ยืนกรงตามกำหนดของภาครัฐ เพื่อไม่ให้ผู้เลี้ยงทั้งประเทศประสบภาวะขาดทุนจนต้องเลิกอาชีพ ซึ่งจะกระทบกับอุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่ในภาพรวม” นายมงคล กล่าว

อานิสงส์โควิด-19สร้างเสถียรภาพยาง มั่นใจแนวโน้มราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520717

อานิสงส์โควิด-19สร้างเสถียรภาพยาง มั่นใจแนวโน้มราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง

อานิสงส์โควิด-19สร้างเสถียรภาพยาง มั่นใจแนวโน้มราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท

กยท.เผยการระบาดของโควิด-19 ทำให้ตลาดมีความต้องการใช้ถุงมือยางธรรมชาติ เพื่อสุขอนามัยเพิ่มขึ้น ผนวกกับความต้องการใช้ยางแผ่นดิบจากประเทศจีนมีแนวโน้มที่ดีส่งผลให้ราคายางเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เตรียมหนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปยางอย่างครบวงจร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคายางว่า ขณะนี้ราคาแผ่นดิบรมควันน้ำยางสดและยางก้อนถ้วย มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ปัจจัยเกิดจากกระแส New Normalที่คนหันมาตระหนักเรื่องสุขอนามัยจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทำให้มีการใช้ถุงมือยางและหน้ากากอนามัยที่ใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในวงการแพทย์และชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันมีความเป็นไปได้ที่มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางแผ่นดิบรมควันรายใหญ่ของไทย มีมาตรการสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนตัวบุคคลแทนการใช้รถสาธารณะ เพื่อลดการแพร่เชื้อโควิด-19 จะเห็นได้ชัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index : PMI) ของประเทศจีนปรับจาก 52.8 เป็น 53.1 ทำให้ยอดสั่งซื้อยางแผ่นดิบรมควันเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางและชิ้นส่วนต่างๆจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น ประกอบกับรัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมการใช้ยางแผ่นดิบรมควันในประเทศอีกด้วย ราคายางจึงมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันประชากรโลกในปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวันที่ใช้น้ำยางเป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางรองกันลื่น รองเท้ากันลื่น อุปกรณ์ช่วยหายใจ สายน้ำเกลือ เพิ่มขึ้น เป็นต้น ดังนั้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปจึงมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน และยังส่งผลให้มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอุปกรณ์ดังกล่าวอีกด้วย

“ขณะนี้อุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข การป้องกันโรค เครื่องมือทางการแพทย์ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากเนื่องจากเห็นแนวโน้มความต้องการใช้งานที่สูงขึ้น กยท.จึงมีแผนที่จะสนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางให้เป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแปรรูปยาง โดยจะสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ลดหย่อนภาษีนำเข้า ยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อการวิจัยพัฒนา พร้อมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ในการช่วยผลักดันตลาดโลกให้เกิดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ยางไทย ตลอดจนการวิจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในเรื่องสุขอนามัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ดี และประหยัดพลังงาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ราคายางในประเทศปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างแน่นอน” นายณกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สนใจเริ่มธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ หรือต่อยอดจากของเดิม สามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนได้ที่ กยท.ที่อยู่ใกล้บ้านทั่วประเทศ

ผู้ว่าการกยท. กล่าวย้ำด้วยว่า ภายหลังจากเกิดวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติมีอัตราเติบโตสูงขึ้น คาดว่า ในปีนี้มูลค่าการส่งออกยางของไทยจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในอนาคตมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมยางจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มียอดสั่งซื้อไปจนถึงปีหน้า ดังนั้น แนวโน้มทิศทางราคายางจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง และกยท.จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบเพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

สัปดาห์สุดท้ายเยียวยาเกษตรกร ย้ำ30กันยายนสิ้นสุดการจ่ายเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520716

สัปดาห์สุดท้ายเยียวยาเกษตรกร  ย้ำ30กันยายนสิ้นสุดการจ่ายเงิน

สัปดาห์สุดท้ายเยียวยาเกษตรกร ย้ำ30กันยายนสิ้นสุดการจ่ายเงิน

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. – 21 ก.ย. 2563 ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกร รวมทั้งสิ้น 113,106.495 ล้านบาท แบ่งเป็น งวดที่ 1 (เดือน พ.ค.) จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท งวดที่ 2 (เดือน มิ.ย.) จำนวน 7,472,114 ราย จำนวนเงิน 37,360.570ล้านบาท และ งวดที่ 3 (เดือน ก.ค.) จำนวน 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,322.635 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่15 กันยายน 2563 ธ.ก.ส. ได้โอนเงินให้กลุ่มเกษตรกรที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ เกษตรกรที่อุทธรณ์ รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้รับสิทธิ์เงินช่วยเหลือภายใต้โครงการ งวดเดียว 15,000 บาท กลุ่มที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 979.765 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรที่ไม่สามารถโอนเงินได้จำนวน 2,482 ราย เนื่องจากเกษตรกรยังไม่ได้มาแจ้งเลขบัญชีรับเงินโอน และกลุ่มเกษตรกรชุดที่ 2 อีกจำนวน 80,717 ราย หากเกษตรกรแจ้งเลขบัญชีรับเงินโอนแล้ว ธ.ก.ส. จะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรต่อไป โดยเกษตรกรสามารถแจ้งเลขที่บัญชีรับเงินโอนได้ที่ http://www.เยียวยาเกษตรกร.comจึงขอให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งเลขบัญชีเพื่อรับโอนเงิน ขอให้รีบแจ้งเลขบัญชีโดยเร็ว

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

ทั้งนี้ ทางกระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานรับขึ้นทะเบียนในพื้นที่ จะเร่งประสานติดต่อเกษตรกรโดยตรง หรือประสานผ่านกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้นำชุมชน ในพื้นที่ที่เกษตรกรอาศัยอยู่ เพื่อเร่งรัดเกษตรกรแจ้งเลขที่บัญชี โดยจะโอนให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2563 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ด้านการอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ์ พบว่า มีเกษตรกรขอยื่นเรื่องอุทธรณ์เยียวยา จำนวน 189,645 ราย เมื่อตรวจสอบสิทธิ์ และความซ้ำซ้อนแล้วพบว่า มีเกษตรกรที่เข้าเกณฑ์ที่สามารถจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรได้เพียง 70,607 ราย ขณะที่การขอคืนสิทธิ์ มีเกษตรกรขอคืนสิทธิ์ จำนวน 378 ราย ได้รับเงินเยียวยาแล้ว 182 ราย ยังไม่ได้รับเงิน จำนวน 190 ราย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ จำนวน 6 ราย สำหรับเกษตรกรที่ได้รับเงินแล้วนั้น สามารถเรียกคืนได้ครบแล้ว 129 ราย จำนวนเงิน 1,525,000 บาท เรียกคืนได้บางส่วน 17 ราย เป็นเงิน 95,000 บาท และเรียกเงินคืนไม่ได้ 36 ราย จำนวนเงิน 395,000 บาท ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มเกษตรกรที่ขอแจ้งเปลี่ยนหัวหน้าครัวเรือนนั้น คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จะเร่งพิจารณาและเสนอ ครม. โดยเร็ว ดังนั้น ก่อนที่โครงการจะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 ขอให้กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่แจ้งเลขบัญชี รีบแจ้งเลขบัญชีให้กับ ธ.ก.ส. โดยเร็วทาง http://www.เยียวยาเกษตรกร.com หรือ ธก.ส. ในพื้นที่ โดยเกษตรกรสามารถแจ้งเลขที่บัญชีของธนาคารใดก็ได้ แต่หากถ้าเป็นบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน จะยิ่งสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงินมากที่สุด

‘อธิบดีปศุสัตว์’ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่เชียงราย แก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าพื้นที่การเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520798

'อธิบดีปศุสัตว์'ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่เชียงราย แก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าพื้นที่การเกษตร

‘อธิบดีปศุสัตว์’ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่เชียงราย แก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าพื้นที่การเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.29 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 24 กันยายน 2563 ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดี น.สพส.พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมลงพื้น จ.เชียงราย ในครั้งนี้

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรฯ)

การนำสนอโดยภาพรวมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (การแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าพื้นที่การเกษตร) ดังนี้

กรมปศุสัตว์นำเสนอข้อมูลวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในภาพรวมทั้งหมด การทำนาข้าว ในเชียงราย 1.3 ล้านไร่ มีวัสดุหลือใช้ 500 กก./ไร่ และการปลูกข้าวโพดประมาณ 300,000 ไร่ มีวัสดุเหลือใช้ 700 กก./ไร่ สถานการณ์การปลูกพืชทั้ง 2 ชนิด และการบริหารจัดการวัสดุเหลือจากการเกษตรเพื่อไม่ให้เผาจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่น กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมวิชาการเกบตรฯ

การนำเสนอโดยกรมปศุสัตว์ได้จัดนิทรรศการการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ดังกล่าว ดังนี้

1.การบริหารจัดการส่วนของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ที่เกี่ยวของด้านปศุสัตว์ เพื่อลดการเผา

– การจัดการฟางข้าว และเปลือกใบข้าวโพด โดยอัดไวแบบป็นเสบียงอาหารสัตว์ปี 2563 ผลิตฟางอัดก้อนได้ ทั้งหมด จำนวน 2, 176,000 ก้อน คิดเป็น 43,520ตัน สามารถ ลดการเผาได้ประมาณ 87,040 ไร่

– การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยนำไปเป็นอาหาร โค-กระบือแพะแกะ และผลิตอาหารTMR ใช้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม ในพื้นที่ จ.เชียงราย

2.การจัดนิทรรศการมีชีวิตประกอบด้วยจัดแสดงสาธิตการอัดฟาง/เปลือกข้าวโพดจัดแสดงสาธิตการผสมอาหาร TMR จัดแสดงโคเนื้อพันธุ์ลูกผสม บีฟ มาสเตอร์แสดงนิทรรศการเกี่ขวกับสูตรอาหารสัตว์และแสดงคุณคำโภชนะของฟางข้าว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมากมีการส่งเสริมสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและนำเสนอทางเลือกให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อลดการเผา ได้แก่ การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน และนำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี และนอกจากนี้ยังสามารถนำเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเลี้ยงโค เป็นต้น

“รมช.ประภัตร”เปิดงาน’มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์’ เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมช.ประภัตร”เปิดงาน’มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์’ เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า

"รมช.ประภัตร"เปิดงาน'มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์' เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า

25 กันยายน 2563 – 16:46 น.

“รมช.ประภัตร”เปิดงาน’มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์’ เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า พร้อมหนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน

วันที่ 25 ก.ย.63 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์ “Surin Open Up” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 27 กันยายน 2563 ณ ตลาดอาเซียน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

โดยมีนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ตลอดจนคณะกรรมาธิการการเงินการคลังและหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ให้การต้อนรับ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาลโดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด

"รมช.ประภัตร"เปิดงาน'มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์' เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เพื่อการส่งออก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและผู้สนใจในอาชีพได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานในอนาคต รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดจนแหล่งเงินทุน เพื่อให้มีความยั่งยืน สามารถประกอบเป็นอาชีพหลักเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรต่อไป 

                       "รมช.ประภัตร"เปิดงาน'มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์' เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า
“จ.สุรินทร์ มีเนื้อที่ประมาณ 5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 3.5 ล้านไร่ ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ดังนั้นจึงต้องนำภาคปศุสัตว์เข้ามาช่วย  รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี จึงได้อนุมัติให้ ธ.ก.ส.สนับสนุนให้ชุมชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตามโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย หรือโครงการล้านละร้อย วงเงิน 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 30 พฤศจิกายน 2565 โดยต้องมีตลาดรองรับ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องฯ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย (โคขุนกู้วิกฤต Covid-19) ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธ.ก.ส. โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน 1 กลุ่มกู้ได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือกู้ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท โดยมีประกันราคาวัวหากเสียชีวิต สำหรับ จ.สุรินทร์ มีการปล่อยสินเชื่อที่เกี่ยวกับด้านปศุสัตว์ไปแล้ว 6,000 ล้านบาท ซึ่ง 90% เป็นโคเนื้อ ส่วนสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 15 ล้านบาท และเตรียมจะปล่อยอีกกว่า 100 ล้านบาท ให้กับกลุ่มวิสหกิจชุมชนที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์โครงการ” นายประภัตร กล่าว
สำหรับ การจัดงานมหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์ “Surin Open Up” มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ องค์การต่างๆ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมทั้งเพิ่มปริมาณการค้าสัตว์เศรษฐกิจชายแดนและภูมิภาคใกล้เคียงผ่านด่านถาวรซ่องจอม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – สิงหาคม 2563 มีการส่งออกสุกร ไก่พื้นเมือง และโคเนื้อ รวมมูลค่าการส่งออก จำนวน 6.8 พันล้านบาท ซึ่งประเทศกัมพูชามีความต้องการสูงเป็นอย่างมากและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น 
ทั้งนี้ ภายในงานพบกับกิจกรรมจากหน่วยงานต่างๆ  อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ : การแสดงผลงานและจัดนิทรรศการปศุสัตว์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ การสัมมนา “แนวทางการ ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ เพื่อการส่งออก” สาธิตการทำอาหารสัตว์TMR เป็นต้น, คณะกรรมาธิการสถาบันการเงินและตลาดการเงินสภาผู้แทนราษฎร : สัมมนา “เปิดสุรินทร์ เปิดโอกาสพร้อม เงินทุน”, กรมการพัฒนาชุมชน : งาน “OTOP ชายแดน” สินค้าต่างๆ มากมาย, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม : ให้คำปรึกษาแนะนำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์, การตลาด, การดำเนิน ธุรกิจ ปรึกษาออกแบบ พัฒนาตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ สาธิตการประกอบอาหาร และแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินต่างๆ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน SME BANK ให้คำปรึกษาและแนะนำด้านการเงิน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกด้วย 
โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนชมการแสดงนิทรรศการมีชีวิต โชว์พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ 4 ชนิด (โคเนื้อ ไก่พื้นเมือง สุกร แพะ) พร้อมพบปะเกษตรกร และประชาชนที่มาร่วมงาน

“ผญ.นัยนา”หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ผญ.นัยนา”หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ25 กันยายน 2563 – 16:12 น.

“ผญ.นัยนา” หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด เมืองน่าน นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำแหล่งธรรมชาติสมบูรณ์

ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการเปิดสัมปทานทำไม้ ป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์กว่า 6 ล้านไร่ในจังหวัดน่าน ก็ถูกแผ้วถางทำลาย เปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพด ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พื้นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกทำลายกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ดินเสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาชาวบ้านได้รับผลกระทบด้านสุขภาพร่างกาย เพราะได้รับสารเคมีที่ตกค้างในดิน และแหล่งน้ำ

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

ขณะเดียวกันเมื่อไม่มีหน้าดินก็ได้ทำให้เกิดปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม ตามมา ในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้จักวิถีการเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ แหล่งอาหารในดิน ทั้งผักและปลาเริ่มหมดไป ชาวบ้านมีหนี้สินมากขึ้น จนกระทั่ง ผู้ใหญ่นัยนา ฑีฆาวงศ์ ประธาน ทสม. แกนนำแห่งบ้านห้วยหาด ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ตัดสินใจว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
     

ผู้ใหญ่นัยนา ฑีฆาวงศ์ ประธาน ทสม. ตำบลอวน เริ่มชักชวนให้ชาวบ้านหันมาทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง โดยมีการส่งเสริมให้แม่บ้านทอผ้าพื้นเมืองตามแบบฉบับไทลื้อ และให้พ่อบ้านหันไปเลี้ยงหมูพันธุ์เหมยซาน และหาหนทางอื่นในการประกอบอาชีพให้กับชาวบ้าน และจากการทดลองทำอยู่ 1 ปีก็พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด จากที่ไม่เคยมีใครคาดคิดเลยว่าเพียงแค่เลี้ยงหมูและทอผ้าจะทำให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงชีพ ไม่จำเป็นต้องทำไร่ข้าวโพดเลยด้วยซ้ำไป

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ


เมื่อชาวบ้านพอมองเห็นภาพการยังชีพได้ด้วยเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ผู้ใหญ่นัยนาจึงทำประชาคมหมู่บ้าน พูดคุยกับชาวบ้านเพื่อหาทางลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด แล้วฟื้นฟูผืนป่าที่เสื่อมโทรม
    

หลังจากที่ลดพื้นที่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยวได้แล้ว ผู้ใหญ่นัยนาได้มีการขอความร่วมมือสมาชิกทสม. จิตอาสาครัวเรือนละ 1 คน ช่วยกันทำแนวกันไฟร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการประสานเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปช่วยดูแลผืนป่า ป้องกันการลักลอบตัดไม้ และจากนั้นได้มีการจัดทำแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าของหมู่บ้าน ปลูกต้นไม่เพิ่มในพื้นที่ป่าชุมชน ตอนนี้ป่าชุมชนที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลกว่า 700ไร่ ได้รับการประกาศเป็นป่าชุมชนบ้านห้วยหาด
       

ด้วยบทบาทของ ประธาน ทสม. ได้ประสานการทำงานกับหมู่บ้านข้างเคียงในอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอสันติสุข ในการดูแลรักษาป่าไม้ร่วมกันในลักษณะของเครือข่ายความร่วมมือ ประสานกับผู้นำชุมชนข้างเคียงเพื่อขอความช่วยเหลือและแจ้งข่าวในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างกรณีการเกิดไฟป่า และขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์เสียงตามสายขอความร่วมมือชาวบ้านในการลดเผาป่า  มีการขอความร่วมมือจัดกิจกรรมปลูกป่าและออกตรวจลาดตระเวนดับไฟป่าด้วยกัน โดยปัจจุบันนี้บ้านห้วยหาดมีแนวกันไฟในเขตป่าชุมชน รวมระยะทาง 8 กิโลเมตร และยังมีแนวกันไฟที่ทำเชื่อมไปยังหมู่บ้านข้างเคียงด้วย
     

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

นับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ชาวไทลื้อมีพิธีกรรมบูชาผีอารักษ์ ทั้งผีบ้าน ผีเรือน ผีไร่ ผีนา ผีสวน ผีขุนน้ำขุนห้วย โดยเชื่อกันว่าผีอารักษ์จะช่วยปกป้องดูแลป่าไม้ และแหล่งน้ำ ตลอดจนสวน ไร่ นา ของชาวบ้านให้มีผลิตผลงอกงาม ผู้ใหญ่นัยนาจึงได้ผสานภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียมและความเชื่อของชาวไทลื้อในชุมชนมาใช้เป็นกุศโลบายในการดูแลสิ่งแวดล้อม
          

ทุกปีชาวบ้านจะเข้าป่าไปเซ่นไหว้ บูชาเจ้าป่าเจ้าเขา ทำพิธีเลี้ยงผีขุนห้วยขุนน้ำ จัดเตรียมเครื่องบูชาไปถวายและบนบานให้ผีอารักษ์ช่วยดูแลผืนป่าและแหล่งน้ำของหมู่บ้าน เป็นความเชื่อที่ชาวบ้านปฏิบัติสืบทอดกันมา นอกจากนี้ยังมีพิธีบวชป่า พิธีสืบชะตาแม่น้ำ เพื่อให้เด็กๆและเยาวชนของหมู่บ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าด้วย
     

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

ด้วยวิถีชีวิตการพึ่งพาธรรมชาติของบ้านห้วยหาด ปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกทำลาย ทำให้สิ่งแวดล้อมรอบๆหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ความร่วมแรงร่วมใจกัน และการใช้กระบวนการประชมคมหมู่บ้านได้ช่วยเนรมิตดอยข้าวโพด และเขาหัวโล้น ให้กลับคืนเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม ชาวบ้านมีแหล่งอาหาร มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
     

ผู้ใหญ่นัยนา เปิดเผยว่า ปัจจัยหนุนที่มีความสำคัญไม่น้อย ก็คือการทำงานในลักษณะเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง ทสม. ในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ไปจนถึงระดับจังหวัด ซึ่งเครือข่าย ทสม. ในระดับพื้นที่ได้ช่วยหนุนเสริมการทำงานของบ้านห้วยหาดเป็นอย่างมาก เช่นเครือข่าย ทสม. จากหมู่บ้านต่างๆเข้ามาช่วยกันป้องกันไฟป่า และการเรียนรู้แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การเป็นสมาชิก ทสม. ยังช่วยเปิดมุมมองในการอนุรักษ์และพัฒนาให้มากขึ้นด้วย

“รมช.ประภัตร” มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมช.ประภัตร” มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

"รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

21 กันยายน 2563 – 11:11 น.

“รมช.ประภัตร” มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร ย้ำเมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดของชาวไร่ ชาวนา

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเตรียมการและวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2564 และเสนอขอตั้งงบประมาณภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรของกองเมล็ดพันธุ์ข้าวปี พ.ศ. 2565 พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยมีนายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว กล่าวต้อนรับและรายงานวัตถุประสงค์ของงาน ณ บึงฉวากรีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 21 -22 กันยายน 2563
 

"รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำและให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ที่ต้องเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากในปัจจุบันเกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ที่มากขึ้น ดังนั้นกรมการข้าว ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการผลิตเมล็ดและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เกษตรกรได้ใช้ในการเพาะปลูกอย่างทั่วถึง โดยมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 28 ศูนย์ เป็นกำลังหลักในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ดีที่เพียงพอต่อความต้องการที่จะส่งผลให้เกษตรกรมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นการลดต้นทุน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดต่อเกษตรกรในประเทศ 

               "รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร
นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยว่า กองเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมด้วยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 28 ศูนย์ จะร่วมมือกันผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ได้คุณภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร ตามนโยบายที่ได้รับมอบจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนำเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอ สามารถเป็นที่พึ่งให้กับเกษตรกรต่อไป

"รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

ยกระดับSmart Farmerขึ้นแท่นผู้ประกอบการชั้นนำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520415

ยกระดับSmart Farmerขึ้นแท่นผู้ประกอบการชั้นนำ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้เข้ารับการอบรมโครงการพัฒนา Smart Farmer ผู้ประกอบการต้นแบบ เพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ (Agri BIZ Idol Development Project) 78 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.เกษตรแปรรูป เพิ่มมูลค่า 21 ราย 2.เกษตรท่องเที่ยว 20 ราย 3.วิสาหกิจชุมชน และบริการการเกษตร 11 ราย 4.เกษตรวิถีอินทรีย์ 16 ราย และ 5.เกษตรไฮเทคและอุตสาหกรรม 10 ราย ที่โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรมีความรอบรู้ในการประกอบชีพด้านการเกษตร สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาด โดยยึดรูปแบบตลาดนำการผลิต มีทักษะบริหารจัดการ พร้อมปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯจึงมุ่งมั่นพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ เพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ โดยต้องเน้นปรับวิธีทำเกษตรจากรูปแบบเดิมไปสู่เกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นผลิตสินค้าเกษตรด้วยการบริหารจัดการ ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนด้านแรงงานและลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ตลอดจนสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมทั้งพัฒนาจนเข้าสู่มาตรฐานการรับรองทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับสู่การส่งออก สร้างผู้นำด้านเกษตรที่เป็นเกษตรชั้นนำ เป็นกำลังของภาคเกษตรในอนาคต รวมทั้งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น มีรายได้มั่นคง พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดโครงการพัฒนา Smart Farmer ผู้ประกอบการต้นแบบ เพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ (Agri BIZ Idol Development Project) ในครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้มีแนวคิดเป็นผู้ประกอบการเกษตร สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรต้นแบบ สนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรรายอื่นอีกทั้ง ยังเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรต้นแบบ สร้างพื้นฐานพัฒนาการประกอบการเกษตรสมัยใหม่ โดยมีเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 80 ราย และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงาน Smart Farmer และ Young Smart Farmer ทั้งส่วนกลางและเขต ซึ่งเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการนี้ มาจากทั่วประเทศ เป็นเกษตรกรที่มาจากกลุ่ม Smart Farmer, Young Smart Farmer วิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะได้รับการอบรมองค์ความรู้จากวิทยากรและจากพี่เลี้ยงมากประสบการณ์ 5 กลุ่มผู้ประกอบการเกษตร ทั้งเกษตรวิถีอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชนและบริการ เกษตรแปรรูปเพิ่มมูลค่า เกษตรท่องเที่ยว และเกษตรไฮเทค ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้นำไปต่อยอดองค์ความรู้ได้ต่อไป

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยางครบวงจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520419

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยางครบวงจร

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยางครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กยท.ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ชูแนวคิดศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางครบวงจรตั้งแต่ปลูก แปรรูปเพิ่มมูลค่าจนถึงการส่งออกชี้เกษตรกรไทยมีความพร้อมสนับสนุนสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)เปิดเผยว่า ช่วงปีที่ผ่านมาแนวโน้มการใช้ยางพาราธรรมชาติเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในวงการแพทย์และเพื่อสุขอนามัยสูงขึ้น ทำให้ราคายางทั้งยางแผ่นดิบรมควัน และน้ำยางปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มไปในทิศทางเป็นบวก นักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุน
อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยถือ เป็นโอกาสสำคัญที่กยท.จะร่วมสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้เติบโตมั่นคงเป็นรูปธรรม

“ขณะนี้กยท.วางแผนเตรียมจัดพื้นที่ให้ พร้อมใช้เป็นศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลก พื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่ง
รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดซึ่งกยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขายหรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อราคายางพาราของประเทศ” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบนั้น มีอยู่หลายพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง นิคมอุตสาหกรรมยางพาราใน ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พื้นที่ใน ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลางจ.นครศรีธรรมราช ซึ่งทุกพื้นที่เป็นพื้นที่สีม่วง เหมาะสำหรับตั้งโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่ต.ช้างกลางนั้น เป็นพื้นขนาดใหญ่มากกว่า 10,000 ไร่ มีศักยภาพความพร้อมและความเหมาะสมสูง ขณะนี้กยท.อยู่ระหว่างกำหนดตำแหน่งที่ตั้ง โครงสร้างภายในพื้นที่ รวมถึงรูปแบบที่ชัดเจนของศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2563

ผู้ว่าการกยท.กล่าวต่อว่า กยท.จะผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางธรรมชาติ ยางแผ่นดิบรมควัน หรือกระทั่งไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ราคายางปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพเกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเพิ่มสัดส่วนส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์แปรรูป ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกระทั่งส่งผลให้เกิดรายได้เข้าประเทศในที่สุด

“อุตสาหกรรมแปรรูปทั้งจากน้ำยางธรรมชาติและไม้ยาง จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตยางมากกว่าเท่าตัว อีกทั้ง ยังช่วยเพิ่มปริมาณใช้ยางในอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดต้องการมากขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง แผ่นกรองเชื้อโรคและฝุ่นในหน้ากากอนามัย หุ่นฝึกจำลองยางพาราเพื่อช่วยชีวิต อุปกรณ์ฝึกผ่าตัดให้นักศึกษาแพทย์เหล่านี้ล้วนได้รับการตอนรับอย่างดี เนื่องจากคุณภาพเป็นเยี่ยม ราคาไม่สูง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพาราก็ช่วยเพิ่มมูลค่ายางเช่นกัน เรามองว่าตลาดแปรรูปยางพาราธรรมชาติยังเติบโตได้อีกมากในอนาคต ดังนั้น กยท.จึงมุ่งเน้นวิจัยเพื่อลดข้อจำกัด จากยางธรรมชาติ และพยายามต่อยอดให้การแปรรูปตอบสนองความต้องการของตลาดมากขึ้น จนถึงกระบวนการนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายได้จริง” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

นอกจากนี้ กยท.ยังให้ความสำคัญแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่มีศักยภาพ พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้เกษตรกรหันมาประกอบธุรกิจ ริเริ่มสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แปรรูปหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงช่วยสนับสนุนเงินลงทุนให้ผู้ประกอบการขยายกำลังการผลิต และด้วยปัจจัยทั้งหมดที่เอื้อต่อการยกระดับพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งวงจร กยท.เชื่อมั่นว่าการตั้งศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางดังกล่าวจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมศักยภาพให้ธุรกิจยางพาราไทยยืนอยู่ลำดับต้นของตลาดยางพาราในภูมิภาคอาเซียน และรวมถึงตลาดโลกได้ นำรายได้เข้าประเทศ และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมยางอย่างเป็นรูปธรรม

ปั้นเกษตรอินทรีย์ไทยยืนหนึ่งอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520416

ปั้นเกษตรอินทรีย์ไทยยืนหนึ่งอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า สศก.ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ร่วมกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ และทบทวนสาระสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ปรับเปลี่ยนไปสู่แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560-2565 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดจัดทำแผนภายใต้ยุทธศาสตร์ชาตินั้น ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 ได้ให้ความเห็นชอบปรับปรุงยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 2560 – 2564 เป็นแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560 – 2565เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแผนปฏิบัติการดังกล่าว มีเป้าหมายอัตราขยายตัวของมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เฉลี่ยร้อยละ 3ต่อปี ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ไม่น้อยกว่า 80,000 รายภายในปี 2565 มีประเด็นพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ ประเด็นพัฒนาที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย พัฒนาฐานข้อมูล และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ประเด็นพัฒนาที่ 2 พัฒนาการผลิตและบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ ประเด็นการพัฒนาที่ 3 พัฒนาการตลาด บริการและมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

สำหรับปีงบประมาณ 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะยังคงบูรณาการขับเคลื่อนด้านเกษตรอินทรีย์กับกระทรวงต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนดำเนินงานมากกว่า 200 โครงการ งบประมาณ 1.9 พันล้านบาท ซึ่งจากการดำเนินงานช่วงที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า การส่งเสริมการบริโภคเกษตรอินทรีย์ นับว่าประสบความสำเร็จมาก อาทิ โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ที่กระทรวงเกษตรฯร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อขยายการบริโภคเกษตรอินทรีย์ให้โรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุข ซึ่งในปี 2560-2562 ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขรวม 896 แห่ง โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง 780 แห่ง นอกจากนี้ ยังขยายการบริโภคเกษตรอินทรีย์ไปยังกลุ่มโรงเรียน ที่เข้าร่วมโครงการอาหารกลางวันปลอดภัย ปลอดสารพิษ ป้องกันโรคให้นักเรียน และเดินหน้าขยายผลไปกลุ่มโรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหาร ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ และเปิดตลาดสีเขียวขายผักปลอดภัยในสถานที่ต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ปี 2560-2564 (1 ล้านไร่) เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ และขยายพื้นที่ผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ Organic Thailand โดยช่วงที่ผ่านมา 2560-2562 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 5,818 กลุ่ม เกษตรกร 130,082 ราย รวมพื้นที่ 1.21 ล้านไร่ มีเกษตรกรผ่านเกณฑ์ประเมินแล้ว 4,873 กลุ่ม เกษตรกร 103,492 ราย พื้นที่ 0.922 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรอยู่ในระยะปรับเปลี่ยน 4,034 กลุ่ม 85,762 ราย 0.74 ล้านไร่ และมีเกษตรกรได้รับรองการผลิตข้าวอินทรีย์ 839 กลุ่ม 17,730 ราย ในพื้นที่ 0.182 ล้านไร่

ดังนั้น จึงขอเชิญทุกคนร่วมส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ ด้วยการอุดหนุนบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น นอกจากจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยให้หันมาปลูกพืชเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพและสมดุลของทรัพยากรในระบบนิเวศโดยรอบ อีกทั้ง ตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกให้ความสนใจนิยมบริโภค มูลค่าตลาดโลกสูงถึงปีละ 3.55 ล้านล้านบาท และขยายตัวต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันไทยมีมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ 3,000 ล้านบาท เป็นการบริโภคในประเทศ 900 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท ซึ่งไทยได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้มาตรฐาน มีความพร้อมทางภูมิศาสตร์และโลจิสติกส์ ยกระดับสู่ผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ของภูมิภาคอาเซียนได้