รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521356

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส...ยางไทยอนาคตสดใส

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย ธนาคารโลกได้คาดว่า ปีนี้ GDP ของประเทศจะลดลงอย่างน้อย 5% อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย ยางพาราพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 เช่นกัน ส่งผลให้ราคาลดลงในช่วงที่เกิดการระบาดใหม่ๆ แต่เมื่อการระบาดยังไม่มีท่าทีลดลง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง หลายประเทศเกิดการระบาดซ้ำเติมระลอกที่ 2 ที่ 3 สถานการณ์ราคายางกลับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2563 น้ำยางสดลดลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 35 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 39 บาทต่อกิโลกรัม และทรงตัวอยู่ในระดับราคานี้นานพอสมควร จากนั้นก็ค่อยๆขยับราคาขึ้น ล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2563 น้ำยางสดราคา 47 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 58 บาทต่อกิโลกรัม

สาเหตุที่ราคายางเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยอะไร และแนวโน้มอย่างไร?

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางขณะนี้ว่า การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง เพื่อนำไปใช้ในวงการแพทย์และใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันเป็นไปได้ที่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นคือ จีน ซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางแผ่นดิบรมควันรายใหญ่ที่สุดจากประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออก ได้มีมาตรการส่งเสริมการขยายกำลังการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อตอบโจทย์การใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนการใช้รถยนต์สาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดแพร่เชื้อโควิด-19 ทำให้การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของจีนเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อยอดการผลิตรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ยางแผ่นรมควัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางรถก็เพิ่มขึ้นด้วย จะเห็นได้ชัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index : PMI) ของจีนปรับจาก 52.8 เป็น 53.1 รวมทั้ง GDP ของจีนยังเพิ่มขึ้น +3.2% อีกด้วย ขณะที่ประเทศอื่นในโลกยังติดลบ นั้นหมายความว่าจีนฟื้นตัวกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ 100% แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อราคายางในตลาดโลกที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

แม้ว่าสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอมริกาและยุโรปยังรุนแรงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม แต่มีกระทบต่อราคายางของไทยไม่มากเท่ากับจีน ดังนั้น เมื่อจีนฟื้นได้เร็ว ราคายางไทยจากที่ตกต่ำจึงฟื้นตัวตามตลาดจีน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมใช้ยางแผ่นดิบรมควันในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ต้องการใช้อุปกรณ์เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวันที่ใช้น้ำยางเป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางรองกันลื่นรองเท้ากันลื่น อุปกรณ์ช่วยหายใจ สายน้ำเกลือเพิ่มขึ้น ดังนั้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบแปรรูปจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันและยังส่งผลให้มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอุปกรณ์ดังกล่าวอีกด้วย

ในเรื่อง Demand และ Supply ก็มีผลเช่นกัน ขณะนี้แนวโน้มความต้องการ หรือ Demand ใช้ยางเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณยางหรือ Supply กลับลดลง สต๊อกยางหดหายเพราะเข้าสู่ฤดูฝน ประกอบกับแรงงานกรีดยาง ซึ่งปัจจุบันจะใช้แรงงานสัญชาติเมียนมาเป็นหลัก ไม่สามารถเดินทางมารับจ้างกรีดยางได้ เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ปริมาณยางเข้าสู่ตลาดน้อยลง สต๊อกยางถูกออกนำมาใช้จนแทบไม่มีสต๊อกแล้วในขณะนี้ ดังนั้น เมื่อ Demand มีมากกว่า Supply ราคายางจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น

“หลังเกิดวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติมีอัตราเติบโตสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ราคายางที่ใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพด้วย คาดว่า ปีนี้มูลค่าส่งออกยางของไทยจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในอนาคตมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมยางจะเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มียอดสั่งซื้อสูงไปจนถึงปีหน้า ดังนั้น ทิศทางราคายางค่อนข้างมั่นใจได้ว่ามีแนวโน้มที่ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อชาวสวนยางโดยตรง และ กยท.จะยังเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ เพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลาง การพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติได้ ทั้งนี้ กยท.วางแผนเตรียมจัดพื้นที่ที่จะใช้ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลกพื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่งรวมถึงพื้นที่กิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดซึ่งกยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขาย หรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศชาติ สำหรับพื้นที่เหมาะสมนั้นมีหลายพื้นที่ แต่ที่มีความเป็นไปได้สูงคือ พื้นที่ของ กยท.ที่ ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช กว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีม่วง (พื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม) และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพความพร้อมและความเหมาะสมสูง

ทั้งนี้ กยท.ตั้งเป้าผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดต้องการมากในขณะนี้ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพารา ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้ยางและไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย

ถึงเวลาที่ยางพาราของไทยจะฟื้นตัว เกษตรกรมีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน เสียที…

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521353

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 28 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้บุคคลมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตัวจริง มาหมาดๆ เมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท คนหนุ่มไฟแรงที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีแนวความคิดทันสมัยและมีความเข้าใจในเรื่องของยางพาราเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยทำงานในฐานะคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาหลายชุด ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก็ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย (ตำแหน่งเดิม) ขึ้นดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการยาง เข้ามาเสริมทัพผู้ว่าฯณกรณ์ สำหรับประวัตินายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เริ่มปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานสงเคราะห์สวนยาง ระดับ 3 สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในปี 2539 และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง นายสุทัศน์ ต่างวิริยกุลถือเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญปฏิบัติงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมาเป็นเวลานาน รวมถึงมีผลงานด้านการสนับสนุนให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ในการจัดตั้งกลุ่มซื้อขายยางพาราเพื่อสร้างอำนาจต่อรองสู่ราคาที่เป็นธรรม ดำเนินงานด้านธุรกิจและการตลาด จนสามารถจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางพาราจังหวัดสงขลา และเปิดตลาดประมูลยางแผ่นรมควันแบบ Paper Rubber Market เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จึงน่าจะเป็นผู้ช่วยของผู้ว่าฯณกรณ์ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย กยท. ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและตรงตามทิศทางที่วางไว้ และนำประสบการณ์บริหารงานด้านยางพารา มาช่วยผลักดันให้ภารกิจต่างๆ ของกยท.เกิดเป็นรูปธรรมและส่งผลดีต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนต่อไปนะครับ…

สุดท้าย มีเรื่องบอกเล่า เนื่องจากมีเกษตรกรท่านหนึ่งมาบ่นให้ขุนเกษตรา ฟังว่า ได้ไปติดต่อราชการที่กรมการข้าวหลายครั้ง แล้วพบว่า พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯสยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เป็นทางเดิน ซึ่งมองแล้วไม่สมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะที่มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อกรมการข้าว และชาวนาไทย น่าจะถูกจัดวางในห้องนิทรรศการหรือตำแหน่งที่ดูสมพระเกียรติกว่านี้ จึงฝากทางกรมการข้าวช่วยดูหน่อยนะครับ บางทีเรามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระเมตตา ย่อมมีความละเอียดอ่อนด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ…ขุนเกษตรา รับฟังมาเลยนำมาบอกต่อนะครับ เผื่อจะได้พิจารณาให้เหมาะสมต่อไป

ขุนเกษตรา

เตรียมเฮ! ‘เฉลิมชัย’จ่อชงครม.จ่ายค่าตอบแทน’อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521295

เตรียมเฮ! 'เฉลิมชัย'จ่อชงครม.จ่ายค่าตอบแทน'อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน'

เตรียมเฮ! ‘เฉลิมชัย’จ่อชงครม.จ่ายค่าตอบแทน’อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.01 น.

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2563 ที่โรงแรมประจวบแกรนด์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการพบอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ในเวทีพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพอาสาสมัครเกษตรระดับเขต ว่า อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เป็นนโยบายสำคัญที่จะให้เกษตรกรขับเคลื่อนงานไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ เปรียบเสมือนผู้ปิดทองหลังพระของพี่น้องเกษตรกร ซึ่ง อกม.เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสำรวจเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงมีภารกิจสำคัญทั้งการช่วยเจ้าหน้าที่จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับหมู่บ้าน ประสานงานการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาการเกษตร ไปจนถึงการรายงานสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน เช่น การระบาดศัตรูพืช โดย อกม.มีหมู่บ้านละ 1 คน รวมทั้งประเทศ จำนวน 75,155 คน

ซึ่งเป็นผู้ที่เสียสละไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการดำเนินงานอาสาสมัครเกษตร เสนอค่าตอบแทน (ค่าป่วยการ) และได้ประกาศระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการบริหารงานอาสาสมัครเกษตร เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 เพื่อเตรียมเสนอ ครม.สนับสนุนค่าตอบแทน (ค่าป่วยการ) ให้กับ อกม.ด้วย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ อกม.ได้ช่วยพี่น้องเกษตรกร ให้ได้รับเงินในมาตรการเยียวยาเกษตรกรตามเป้าหมาย รวมทั้งให้กำลังใจและเห็นคุณค่าในความเสียสละทุ่มเท ในการปฏิบัติภารกิจของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านอย่างหนักมาโดยตลอด

ขณะที่ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามบทบาทหน้าที่ ในฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ให้สามารถสนับสนุนงานส่งเสริมการเกษตรและงานตามภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)  มีระบบการทำงานเป็นกลไกและมีส่วนร่วมในการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงเครือข่าย การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และพัฒนาให้เป็นต้นแบบแก่เกษตรกรทั่วไป สร้างการรับรู้ให้สาธารณชน พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) และยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่อาสาสมัครเกษตร ในฐานะเกษตรกรผู้มีจิตอาสา ให้โอกาสในการแสดงความเป็นผู้นำและเป็นที่เชื่อถือยอมรับของเกษตรกร

เกษตรกรร่วมรับฟังแนวทางเทคนิคการเพิ่มผลผลิต ‘มังคุด-ทุเรียน’เพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521276

เกษตรกรร่วมรับฟังแนวทางเทคนิคการเพิ่มผลผลิต ‘มังคุด-ทุเรียน’เพิ่มรายได้

เกษตรกรร่วมรับฟังแนวทางเทคนิคการเพิ่มผลผลิต ‘มังคุด-ทุเรียน’เพิ่มรายได้

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.32 น.

วันที่ 27 กันยายน 2563 ที่เรือนช้างนอน อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา นางกันตวรรณ ตันเถียร ประทานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฏร พร้อม คณะ น วิทยากร ลงพื้นที่จังหวัดพังงา เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกร ในแนวทางการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกไม้ผล การส่งเสริมและพัฒนาไม้ผลเพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพังงา การเพิ่มประสิทธิภาพไม้ผลให้มีมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ภายใต้แนวคิดเรื่องการตัดแต่งกิ่งไม้ผล การจัดการธาตุอาหารและการใช้ปุ๋ยในไม้ผล ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ทุเรียน พร้อมแนะนำเทคโนโลยีการติดตั้งระบบน้ำในสวนผลไม้ ก่อนจะ เปิดโอกาสให้แก่เกษตรกรและ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอบข้อซักถาม เพื่อคลายปัญหาให้กับเกษตรกร

นางกันตวรรณ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรก ได้จัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรด้าน สวนปาล์มและยางพารา เพื่อสร้างเกษตรกรรมยั่งยืน และ พบว่า ส่วนมังคุดและสวนทุเรียน ซึ่งเป็นพืชที่เกษตรกรในจังหวัดพังงาปลูกเป็นจำนวนมาก และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับไม้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

26 กันยายน 2563 – 15:53 น.

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ 

วันที่ 26 ก.ย.63 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบุรีรัมย์ ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และศูนย์ข้าวชุมชนบ้านบุลิ้นฟ้า ต.ทะเมนชัย อ.ลำปลายมาศ ว่า จ.บุรีรัมย์  มีพื้นที่ทั้งหมด 6.4 ล้านไร่ พื้นที่ทำนา 2,899,581 ไร่ แบ่งเป็น นาปี 2,887,567 ไร่ นาปรัง 12,014 ไร่ โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบุรีรัมย์ มีหน้าที่ผลิตและจำหน่ายพันธุ์ข้าว รวมทั้งสนับสนุนภาคเอกชนในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ ฤดูฝน ปี 2563 มีกลุ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 4 กลุ่ม สมาชิก 145 ราย พื้นที่การผลิต 3,855 ไร่ คาดการณ์เก็บเกี่ยวกลางเดือน พ.ย. 2563 รวมทั้งคาดการณ์ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีได้ 1,000 ตัน และคาดการณ์กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ประมาณ 66,500 ไร่

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

“จ.บุรีรัมย์ มีศูนย์ข้าวชุมชน 451 แห่ง พื้นที่ 5,650 ไร่ ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดพายุโนอึล ทำให้มีปริมาณฝนตกมาก ซึ่งเป็นผลดีกับนาข้าว อย่างไรก็ตาม ปัญหาขณะนี้คือการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ไม่พอกับความต้องการของเกษตรกร วันนี้จึงได้ประชุมหารือร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ ซึ่งทุกฝ่ายเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และพร้อมที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพิ่มขึ้น 1 เท่าทั้ง 28 ศูนย์ฯ โดยวางเป้าหมายต้องได้เมล็ดพันธุ์ปีนี้ 160,000 ตันต่อปี จากเดิมปีที่แล้ว 80,000 – 85,000 ตันต่อปีนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ซึ่งสัปดาห์นี้จะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับสำนักงบประมาณในการของบประมาณจ้างแรงงานเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอกับความต้องการต่อไป” นายประภัตร กล่าว

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

สำหรับผลการดำเนินงานการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบุรีรัมย์ ดังนี้ 1.โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและจำหน่าย ปีการผลิต 2562 ดำเนินงานในสมาชิกกลุ่มแปลงขยายพันธุ์ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 3 กลุ่มแปลง สมาชิก 90 ราย พื้นที่ 1,930 ไร่ เป้าหมายการผลิต จำนวน 500 ตัน ผลิตเมล็ดพันธุ์ดี จำนวน 543.275 ตัน และ 2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 ดำเนินการในกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ สมาชิกของกลุ่มนาแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งหมด 16 กลุ่ม มีเป้าหมายการผลิต จำนวน 700 ตัน ผลิตเมล็ดพันธุ์ดี จำนวน 501.750 ตัน

ทั้งนี้ ได้จัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกรที่ประสบภัย ภายใต้โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์รวมพื้นที่ประสบภัยพิบัติ11 อำเภอพื้นที่ 193,613.2 ไร่ จำนวนเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 21,532 ราย รวมเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จัดส่งทั้งสิ้น1,935.63 ตัน(จาก 3 ศูนย์ฯบุรีรัมย์ สุรินทร์และอำนาจเจริญ) เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 21,532 ราย พื้นที่รวม 193,613.2 ไร่

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง25 กันยายน 2563 – 19:24 น.

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง สร้างรายได้ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและนอกการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ณ หอประชุมจังหวัดพัทลุง อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินไม่ว่าจะเป็นงานจัดที่ดินทั้งในที่ดินของรัฐและเอกชน การเพิ่มรายได้ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและนอกการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยเกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจะได้รับที่ดิน 4 – 5 ไร่โดยเฉลี่ย

 ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ทาง ส.ป.ก. พัทลุงจึงวางแนวทางในการพัฒนาไว้ 3 ประการ คือ 1. การพัฒนาคน 2. การพัฒนาสถาบันครอบครัว และ3. การพัฒนากลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร ด้วยโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ 1. โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) 2. โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร  3. โครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ และ4. โครงการเกษตรกรรมยั่งยืน
 

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง

รมช.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ได้มามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกรจำนวน 130 ราย พร้อมมอบแนวทางการพัฒนาเพื่อต่อยอดและขยายพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในการทำเกษตรกรรม โดยประสานความร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่นและส่วนราชการในทุกระดับในการดำเนินงานแบบบูรณาการ
 ทั้งนี้จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินรวม 11 อำเภอ พื้นที่ประมาณ 234,132 ไร่ พื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินประมาณ 232,068 ไร่ และได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 28,078 ราย จำนวน 40,548 แปลง เนื้อที่ประมาณ 211,221 ไร่ ประกอบด้วย ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 27,468 ราย 39,584 แปลง 210,574 ไร่ และที่ดินเพื่ออยู่อาศัย จำนวน 610 ราย 964 แปลง 647 ไร่

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง
รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง

เสร็จตามเป้า! ชป.ลุยกำจัดวัชพืช-สิ่งกีดขวางเหนือเขื่อนเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520941

เสร็จตามเป้า! ชป.ลุยกำจัดวัชพืช-สิ่งกีดขวางเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

เสร็จตามเป้า! ชป.ลุยกำจัดวัชพืช-สิ่งกีดขวางเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และคณะ ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากผักตบชวา โดยมี นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายกฤษฎา ศรีเพิ่มพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาด้านอุทกวิทยา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานเกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานสรุปผลการเตรียมความพร้อม ณ เขื่อนเจ้าพระยา สำนักงานชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท

นายกฤษฎา ศรีเพิ่มพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 เปิดเผยว่า การดำเนินงานกำจัดผักตบชวาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีแผนการดำเนินงานกำจัดผักตบชวาในพื้นที่ 702.9 ไร่ ปริมาณผักตบชวาจำนวนกว่า 56,000 ตัน ผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2563 จนถึงปัจจุบันดำเนินการไปแล้วประมาณ 54,432 ตัน โดยกรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ อาทิ เรือกำจัดวัชพืชประเภทสายพานลำเลียง เรือกำจัดวัชพืช (เรือนวัตกรรม) รถบรรทุก 6 ล้อเทท้าย รถแบคโฮบูมยาวบุ้งกี้ใหญ่ และเรือดันผัก ในการดำเนินการกำจัดผักตบชวา ในการนี้กรมชลประทานได้กำหนดพื้นที่บริเวณกองผักตบชวาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ไว้ 3 จุด รวมพื้นที่ประมาณ 25 ไร่

ทั้งนี้ ได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการแปลงสภาพผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ (พลังง้วนดิน) ในเขตสำนักงานชลประทานที่ 12 จำนวน 3 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นที่ 1 จัดขึ้นในวันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2563 บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา รุ่นที่ 2 จัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2563 บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก และรุ่นที่ 3 จัดขึ้นในวันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2563 บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี มีผู้เข้าร่วมอบรมรุ่นละ 50 คน  หลังจากเข้ารับการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยใช้ประโยชน์จากวัชพืชและผักตบชวา นับว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อีกด้วย

จากนั้น พล.ร.อ.ปวิตร และคณะ ลงพื้นที่เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยบริเวณกองผักตบชวาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

เกษตรกรสมาชิกกฟก. ขอบคุณรัฐบาล หลังผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ แก้ปัญหาหนี้บุคคลค้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520943

เกษตรกรสมาชิกกฟก. ขอบคุณรัฐบาล หลังผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ แก้ปัญหาหนี้บุคคลค้ำ

เกษตรกรสมาชิกกฟก. ขอบคุณรัฐบาล หลังผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ แก้ปัญหาหนี้บุคคลค้ำ

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.47 น.

เกษตรกรสมาชิก กฟก. 380,000 กว่าราย ขอบคุณรัฐบาล หลังจากผลักดันพระราชบัญญัติ กฟก.ฉบับ 3 ประกาศในราชกิจกจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ 24 ก.ย.63 

นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563  มีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในนามของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและเกษตรกรสมาชิก ขอขอบคุณรัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) ประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รมว.เกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) รองประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่ได้ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จนนำไปสู่การประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กันยายน 2563 นับเป็นคุณูปการกับพี่น้องเกษตรกรรายย่อยที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้จำนวน 380,000 ราย

ผลจากการประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวจะทำให้เกษตรกร จำนวน 380,000 ราย ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยที่เป็นหนี้ของสถาบันเกษตรกร (สหกรณ์) , ธ.ก.ส. ในกรณีหนี้บุคคลค้ำประกัน มีมูลหนี้ตั้งแต่ 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 200,000 บาท จะได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้ในคราวเดียวกัน ที่สำคัญการแก้ไขหนี้ตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ ดังกล่าว เกษตรกรเหล่านี้โดยองค์กรที่ตนเองสังกัด  ยังต้องทำแผนฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพควบคู่ไปกับหนี้ที่ได้รับแก้ไข เพื่อให้มีรายได้จากการประกอบอาชีพตามแนวทางของกองทุนฟื้นฟูฯเพื่อนำมาชำระหนี้คืนให้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ได้แก้ไขปัญหาหนี้ดังกล่าวให้เมื่อกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว  

“นับว่าเป็นคุณูปการกับเกษตรกรรายย่อยทั้งประเทศที่ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้และมีกระบวนการฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเกษตรกรรายย่อยอื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้ สามารถนำหนี้มาขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ จะได้รับการแก้ไขดูแลอย่างทั่วถึง  ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนและนำเข้าสู่การพัฒนาอาชีพของเกษตรกรที่ขาดโอกาส  ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการตั้งพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” นายสไกร กล่าว

‘จุรินทร์’เปิดสัมมนาโครงการประกันรายได้ปีที่ 2 ฝากเกษตรกรเป็น’ทัพหน้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520911

'จุรินทร์'เปิดสัมมนาโครงการประกันรายได้ปีที่ 2 ฝากเกษตรกรเป็น'ทัพหน้า'

‘จุรินทร์’เปิดสัมมนาโครงการประกันรายได้ปีที่ 2 ฝากเกษตรกรเป็น’ทัพหน้า’

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.25 น.

เดินหน้าเพื่อเกษตรกร! จุรินทร์ สัมมนา 3,000 คน เดินหน้าประกันรายได้ปี2 ฝากเกษตรกรเป็น”ทัพหน้า” ขยายผลแจ้งข้อมูลสู่เพื่อนเกษตรกร 

25 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ราชการ อาคารB ถนนแจ้งวัฒนะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานสัมมนาเกษตรกรและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกว่า 3000 คน ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรและมาตรการคู่ขนาน 5 สินค้า หรือ ประกันรายได้ปีที่ 2 ปีการผลิต 2563/64) ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการเดินหน้าความร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรและธกส.โดยโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีที่ 2 ปีการผลิต 2563/64 ครอบคลุมจำนวนเกษตรกร 7.67 ล้านครัวเรือน วงเงินรวม 75,017.66 ล้านบาท (วงเงินชดเชยส่วนต่าง 71,844.05 ล้านบาท ที่เหลือเป็นค่าบริหารจัดการ) ครอบคลุมพืชเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ยาง ข้าว มันสาปะหลัง ปาล์มนำ้มัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมันสาปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว

นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาและตนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบงานของกระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาพืชผลการเกษตรดีเกือบทุกตัวนั้นเป็นเพราะว่ามาตรการเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และของรัฐบาลชุดนี้ ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตรแม้ไม่ดีเลิศแต่ช่วยให้พี่น้องพออยู่พอกินและพอดำรงชีวิตอยู่ได้ ภายใต้สถานการณ์วิกฤติของโลกและวิกฤติของประเทศ โดยข้าวเปลือกจ้าวราคาทางการ ที่ความชื้น 14.5% ราคา 9100- 9800 บาท ยางพารายางแผ่นรมควัน กิโลกรัมละ 56.10 บาท น้ำยางข้น ราคา 48.50 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย 19 บาท/กิโลกรัม  มันสำปะหลังราคาทางการ 2.05 -2.25 บาท/กิโลกรัม ไม่ดีมากแต่ไม่ถือว่าลงไปเหมือนในอดีต ปาล์มน้ำมันวันนี้ขึ้นมากิโลกรัมละ 4.20 – 5 บาท ข้าวโพดราคาทางการกิโลกรัมละ 8.70 บาท สำหรับผลไม้เช่นทุเรียน กิโลกรัมละ 101 บาท มังคุดเกรดดีกิโลกรัมละ 40.60 บาท เงาะกิโลกรัมละ 29 บาท เป็นต้น

” แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พืชผลการเกษตรตกต่ำราคาไปไม่ได้ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนรัฐบาลชุดนี้ก็มีนโยบายที่จะคอยช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอยู่จะเรียกว่าเป็นตัวช่วย คือ นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งหนึ่งปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ “ทำได้ไวทำได้จริง” และเป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสั่งการเป็นหนึ่งในสามเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาล ที่บอกว่าถ้าเราจะเข้าร่วมรัฐบาลขอให้รัฐบาลรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรเพื่อช่วยเกษตรกรบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลด้วย” นายจุรินทร์ กล่าว 

นายจุรินทร์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีรับนโยบายประกันรายได้เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ หนึ่งปีที่ผ่านมาเราสามารถโอนเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกร รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ก่อนสิ้นปีธันวาคม 2562 เราสามารถโอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรได้ครบทุกตัว เป็นที่มาที่บอกว่า “ทำได้ไว ทำได้จริง” ถ้าไม่มีประกันรายได้พี่น้องจะมีรายได้ทางเดียว หรือเรียกว่ามีเงินกระเป๋าเดียว เฉพาะจากการเอาพืชผลทางการเกษตรไปขายในตลาด ถ้าตลาดราคาดี ก็มีรายได้ดีถ้าราคาพืชเกษตรตกต่ำก็จะมีรายได้น้อย และมีรายได้ทางเดียวจากการเอาพืชเกษตรไปขายแต่พอมีประกันรายได้ที่น้องจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง และรัฐบาลประกันรายได้พืชเกษตรหลัก 5 ตัวข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและข้าวโพด โดยโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีธ.ก.ส. ถึงมือเกษตรกรโดยตรงถ้าไม่มีนโยบายประกันรายได้จะมีรายได้เพียงทางเดียวแต่พอมีนโยบายประกันรายได้จะมีรายได้สองทางจากการค้าในตลาดใส่กระเป๋าซ้ายและทางที่สองได้เงินส่วนต่างใส่กระเป๋าขวา รวมกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาเท่ากับรายได้ที่ประกัน

เช่น ยางพารา รัฐบาลประกันรายได้  ยางก้อนถ้วยที่กิโลกรัมละ 23 บาท ถ้าราคายางก้อนถ้วยวันนี้ 17 บาท แปลว่ามีเงินส่วนต่าง 6 บาท โอนเข้าบัญชีพี่น้องจึงเป็นตัวช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ทั้งสองทางรวมกันตามรายได้ที่ประกัน 

ส่วนพืชเกษตรตัวอื่นรัฐบาลดูแลพืชเกษตรทุกตัวแต่ใช้ยาคนละขนาน ขอเรียนกับท่านทั้งหลายว่านโยบายประกันรายได้เป็นนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภามาผูกพันรัฐบาลชุดนี้ไปตลอดสี่ปี เพราะฉะนั้นประกันรายได้ปีหน้าและปีต่อไปจะยังคงอยู่ตราบเท่าที่มีรัฐบาลชุดนี้และขอฝากกับพวกเราว่าที่พูดมานี้เป็นนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงพาณิชย์นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และให้ท่านช่วยเป็นทัพหน้าไปขยายผลแจ้งเพื่อนเกษตรกรได้รับทราบข้อมูลด้วย เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อเท็จจริงให้พวกเราได้รับทราบและเข้าใจนโยบายของรัฐบาลนโยบายกระทรวงเกษตรและนโยบายกระทรวงพาณิชย์มากขึ้น 

เกษตรแถวหน้า : ‘เจฮับ’โมเดลซิลิคอนวัลเลย์ผลิตอาหารแห่งอนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520713

เกษตรแถวหน้า : ‘เจฮับ’โมเดลซิลิคอนวัลเลย์ผลิตอาหารแห่งอนาคต

วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่รัฐบาลกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (First S-Curve New S-Curve) เพื่อสร้างโอกาสและศักยภาพใหม่ให้กับประเทศ โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่คืออาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนจากแมลง อาหารที่ใช้โปรตีนจากพืชผลิตเป็นอาหารหรือที่เรียกว่าเนื้อจากพืช (Plant Based Meat) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อของ “อาหารเจ” เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพที่จะเป็นฮับของการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และน่าจะเป็นสินค้าเกษตรอาหารตัวใหม่ในการสร้างรายได้สร้างอาชีพและธุรกิจการเกษตรใหม่ๆ ให้กับภาคเกษตรและกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในยุคโควิดที่ผู้บริโภคทั่วโลกโดยเฉพาะในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน สหรัฐและยุโรปซึ่งมีประชากรกว่า 4 พันล้านคน ต้องการอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นนับเป็น New Normal ในยุคโควิดเป็นเทรนด์การรับประทานอาหารแนวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ได้ออกมาให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ กำลังจะสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย โดยวาง 4 แนวทางเดินหน้าโครงการพืชแห่งอนาคต เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ยุคโควิด เร่งวางโรดแมปดันไทยเป็น“เจฮับ” โมเดลซิลิคอนวัลเลย์ผลิตอาหารแห่งอนาคต เจาะตลาด 4 พันล้านคน มูลค่า 5 แสนล้านบาท จับมือภาคเอกชนลุยโปรตีนทางเลือกจากพืช ซึ่งแนวโน้มตลาดส่งออกเนื้อจากพืช (Plant Based Meat) ในจีน อาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐและยุโรป เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยนายอลงกรณ์ได้ให้ข้อมูลอีกว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ FAO (Food and Agriculture Organization) คาดการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ของโลกเพิ่มขึ้น 30% ภายใน 15 ปีข้างหน้าโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม หากการผลิตอาหารยังคงดำเนินไปในรูปแบบเดิม การสนับสนุนการบริโภคโปรตีนจากพืชจึงเป็นหนึ่งในแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด สอดคล้องกับยอดขายอาหารสำเร็จรูปของเนื้อจากพืชในสหรัฐขยายตัวต่อเนื่อง ระหว่างปี 2013-2018 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 15.4% เทียบกับเนื้อแปรรูป (Processed Meat) ที่เติบโตเพียงปีละ 1.2% สอดคล้องกับข้อมูลของ NPD Group ผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกาที่ขายเบอร์เกอร์และแซนด์วิชเนื้อที่ทำจากพืช ก็พบว่ายอดขายระหว่างเมษายน 2018 – มีนาคม 2019 เพิ่มขึ้นถึง 7.8% ซึ่งมากสุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับบริษัท Beyond Meat หนึ่งในโรงงานผลิตเนื้อจากพืชรายใหญ่สุดของโลกก็รายงานยอดขายไตรมาส 2 ของปี 2019 เติบโตถึง 287% ส่วนตลาดอาหารเจในจีนที่ใช้เนื้อจากพืชกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดมีมูลค่าถึง 3 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมาและถ้ารวมมูลค่าตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีมูลค่าเกือบ 5 แสนล้านบาท ไม่ว่าค่ายอาลีบาบา ของจีน หรือสตาร์บัค เคเอฟซีและเนสท์เล่ของประเทศตะวันตก ต่างขยายการผลิตและการตลาดอาหาร ตั้งแต่ติ่มซำ ซาลาเปา เฝอ ก๋วยเตี๋ยวซูชิแกงกะหรี่ จนถึงไส้กรอก ไก่ย่างและแฮมเบอร์เกอร์ที่ผลิตจากโปรตีนพืช เช่นถั่วเหลือง ถั่วลันเตา มะเขือยาว เห็ด สาหร่ายพืชสมุนไพร พืชสวนครัว น้ำมันปาล์มมันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว เป็นต้น

นายอลงกรณ์บอกว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มองทุกโอกาสในวิกฤติโควิดที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านอาหารจากโปรตีนพืชและแมลงที่มีตลาด 4 พันล้านคน รออยู่ และน่าจะเป็นโอกาสใหม่ๆ ของเกษตรกรไทย และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นครัวโลกจะต้องเร่งวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต พัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร พัฒนาการแปรรูป การตลาด การสร้างธุรกิจและอุตสาหกรรม “เนื้อจากพืช” หรืออาหารเจป้อนตลาดในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย