รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521490

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’  เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 ปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล 20 ล้านตัวและปล่อยปลากะพง 60,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 พื้นที่กรุงเทพมหานคร “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ณ โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันประมงแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และฟื้นฟูสัตว์น้ำให้มีผลผลิตอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ทำให้การจัดงานวันประมงแห่งชาติในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้ร่วมกับจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และสำหรับกิจกรรมในวันนี้ ได้มีการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล ณ หลักเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ล้านตัวและการปล่อยปลากะพง จำนวน 60,000 ตัว บริเวณท่าน้ำแพขวัญใจ นอกจากนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงทั่วประเทศ งดทำการประมงเป็นเวลา 1 วัน ในวันที่ 21 กันยายน 2563 ที่ผ่านมาด้วย

“ในวันนี้ได้มีโอกาสมาร่วมพบปะและร่วมพูดคุยกับพี่น้องชาวบางขุนเทียน ซึ่งการนำพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่จะได้มีแหล่งอาหาร ประหยัดรายได้ และเป็นการสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทุกจังหวัด โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในพื้นที่ต่างๆ ได้มีการตั้งคณะกรรมการมาดูแลอยากเป็นระบบ ปัจจุบันสามารถจับกุ้งมาขายได้แล้ว ทำให้สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่ และสำหรับการจัดงานในวันนี้ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องบางขุนเทียนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางขุนเทียนมีความพร้อมที่จะให้สัตว์น้ำเจริญเติบโต จึงอยากฝากให้ช่วยกันรักษาระบบนิเวศน์ รักษาป่าชายเลน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานวันประมงแห่งชาติในวันนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยดี ด้วยการสนับสนุนและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ครู นักเรียน ประชาชน เกษตรกรชาวบางขุนเทียน และองค์กรต่างๆ ที่ได้มาร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

สำหรับทะเลบางขุนเทียนถือว่าเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นระบบนิเวศที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนบางขุนเทียน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ หมายถึง การเลี้ยงกุ้งโดยใช้ลูกกุ้งธรรมชาติตามบริเวณชายฝั่งที่มีน้ำขึ้น-ลง แต่เดิมเป็นการเลี้ยงกุ้งบริเวณนาข้าว โดยเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำทะเลท่วมบริเวณนาข้าว พร้อมทั้งนำเอาลูกพันธุ์กุ้งและปลาเข้ามาด้วย เมื่อน้ำลดกุ้งปลาที่ตกค้างอยู่ในนาก็เจริญเติบโต เจ้าของสามารถนำมาบริโภคและจับขายได้ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอดีตกำลังจะหายลงไป เพราะการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเปรียบเสมือนที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทำให้สิ่งมีชีวิตรวมถึงสัตว์น้ำต่างๆ ลดลงไปด้วย การจัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ในวันนี้ จึงเป็นกิจกรรมคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติกลับคืนมา โดยเป็นความร่วมมือร่วมใจจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชน และชุมชน ซึ่งจะเป็นการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นถึงความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรด้วย

เกษตรกรชื่นมื่นได้เอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 มรดกตกทอดสู่ทายาท-ได้งานสร้างอาชีพให้ครัวเรือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521486

เกษตรกรชื่นมื่นได้เอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 มรดกตกทอดสู่ทายาท-ได้งานสร้างอาชีพให้ครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยถึงการติดตามประเมินผลโครงการบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส ปีงบประมาณ 2563 ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้แผนบูรณาการเศรษฐกิจฐานราก โดยดำเนินการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 สำหรับพื้นที่ทำเกษตรและเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 (ช.) สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย มีเป้าหมายให้เกษตรกรได้รับเอกสารสิทธิ 59,000 ราย สศก.สำรวจข้อมูลจากเกษตรกรตัวอย่าง 110 ราย ใน 7 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก กำแพงเพชร ชลบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ชุมพร และลพบุรี พบว่า เกษตรกรร้อยละ 45 ได้รับเอกสารสิทธิเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้ ร้อยละ 41.24 เป็นที่ดินเพื่อทำเกษตร และร้อยละ 3.30 เพื่ออยู่อาศัย ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 55 อยู่ระหว่างนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินอำเภอ (คปอ.) และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) เพื่อพิจารณา ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะได้รับเอกสารสิทธิครบทุกรายภายในเดือนกันยายนนี้

ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกษตรกรได้รับนั้น แบ่งเป็นสัดส่วนพื้นที่ ร้อยละ 9 จะเป็นที่อยู่อาศัย และร้อยละ 91 ใช้ทำเกษตร โดยร้อยละ 42 ปลูกผลไม้/ไม้ยืนต้น เช่น ปลูกกล้วย สับปะรด ยูคาลิปตัสร้อยละ 35 ปลูกพืชไร่ เช่นมันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ร้อยละ 9 ปลูกข้าว และที่เหลือร้อยละ 5 ปลูกผักสวนครัวกับเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์

รองเลขาธิการ สศก.กล่าวด้วยว่า เกษตรกรพึงพอใจมากที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน มีกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดิน และเป็นมรดกตกทอดสู่ทายาทที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่สำคัญและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างยิ่งคือ สามารถนำที่ดินที่ได้รับการจัดสรรนี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพทางการเกษตรพึ่งพาตนเองได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พัฒนาขยายผลโดยกำหนดแผนดำเนินงานโครงการต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรได้รับเอกสารสิทธิเพิ่มขึ้น สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรได้มีที่ดินในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรในโครงการควรตระหนักและหวงแหนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ทั้งนี้ สศก.จะได้ติดตามผลดำเนินงาน เพื่อรายงานผลความก้าวหน้าให้ทราบเป็นระยะต่อไป

กยท.เปิดตัวยางพาราไทยพันธุ์ใหม่RRIT3904 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521484

กยท.เปิดตัวยางพาราไทยพันธุ์ใหม่RRIT3904

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)เปิดเผยว่า กยท. โดยสถาบันวิจัยยางคิดค้นและพัฒนาพันธุ์ยางพาราใหม่ตามกระบวนการขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และประสบผลสำเร็จได้ยางพาราพันธุ์ RRIT 3904 เข้าสู่คำแนะนำพันธุ์ยาง พร้อมขยายส่งมอบสู่เกษตรกร โดยยางพันธุ์นี้ปลูกง่าย เจริญเติบโตดี รวมถึงให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ยาง RRIM 600 ถึง 2 เท่าตัว โดยพันธุ์ RRIT 3904 นี้ ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ RRII 203 และ PB 235 นอกจากมีความโดดเด่นด้านผลผลิตน้ำยางแล้ว ยังเด่นด้านการเจริญเติบโต ลำต้นตรงแตกกิ่งน้อยทำให้ได้ปริมาณเนื้อไม้มากเมื่อตัดโค่น ใบเขียวเข้ม ค่อนข้างต้านทานต่อโรคทางใบ เช่น โรคราแป้ง โรคไฟทอปธอร่า นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากมาเลเซียว่ายางพันธุ์ PB 235 ซึ่งเป็นพ่อของยางพันธุ์นี้ได้รับผลกระทบจากโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา น้อยกว่าเมื่อเทียบกับยางพันธุ์อื่น ซึ่งอยู่ระหว่างสำรวจและติดตามผลกระทบของโรคใบร่วงชนิดใหม่ต่อยางพันธุ์นี้ด้วย และหวังว่าลักษณะเด่นด้านต้านทานโรคใบร่วงชนิดใหม่จากพันธุ์พ่อ จะถ่ายทอดมาสู่ลูก

ดร.กฤษดากล่าวด้วยว่า ยางพันธุ์ RRIT 3904 ผ่านการคัดเลือกพันธุ์เบื้องต้น เปรียบเทียบพันธุ์ขั้นต้น และเปรียบเทียบพันธุ์ขั้นปลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 แหล่งปลูก และปลูกทดสอบสาธิตในหลายพื้นที่ รวมแล้วใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ ข้อมูลผลการวิจัยอยู่ในเกณฑ์ดีทุกพื้นที่ ทีมวิจัยจึงมั่นใจศักยภาพของยางพันธุ์นี้ ที่จะขยายผลสู่เกษตรกรเพื่อปลูกทดแทนยางพันธุ์เดิม ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางให้ความสนใจและปลูกยางพันธุ์ RRIT 3904 แล้วกว่า 1,000 ไร่

“สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการกิ่งพันธุ์ RRIT 3904 เพื่อนำไปขยาย ติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 0-7738-1960-1 ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา หมายเลขโทรศัพท์ 0-3813-6225-6 ศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-4466-6079 ศูนย์วิจัยยางหนองคาย หมายเลขโทรศัพท์ 0-4249-0924 ได้ในวันและเวลาราชการ หรือติดต่อต้นพันธุ์จากแปลงขยายพันธุ์ยางเพื่อการค้าที่ได้รับอนุญาต” ดร.กฤษดา กล่าว

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521525

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.44 น.

เกษตรฯจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก กระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า สร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ปี พ.ศ.2563 (World Rabies Day 2020) ณ ห้องประชุม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) ว่า กระทรวงเกษตรฯ กรมปศุสัตว์ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day 2020) ภายใต้หัวข้อ “END RABIES COLLABORATE VACCINATE” “สังคมร่วมใจ ประเทศไทยปลอดพิษสุนัขบ้า ร่วมกันพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนให้ป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า และสร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง ซึ่งโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด

การกระตุ้นจิตสำนึกประชาชนในการพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการควบคุมปริมาณสุนัขและแมวถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการจำกัดปริมาณสัตว์ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย และการดำเนินงานตามโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ นั้น พบว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าลดลงเป็นอย่างมาก การจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่องค์ความรู้ไปสู่ประชาชนทั่วไปให้รู้ถึงภัยอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า และการป้องกันตนเองและสัตว์เลี้ยงจากการติดโรค และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรณรงค์การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งองค์กรเพื่อการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า (Global Alliance for Rabies Control) ได้ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วโลก

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกรมปศุสัตว์จะมุ่งเน้นการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ซึ่งในปี 2563 พบโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์จำนวน 179 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.90 ของตัวอย่างทั้งหมด 6,176 ตัวอย่าง และจากข้อมูล Thairabies.net พบว่าสถานการณ์การเกิดโรคในสัตว์ย้อนหลังสามปีพบว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศ ปัจจุบันมีจังหวัดที่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดโรคได้ทั้งหมด 23 จังหวัด

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day) ผ่านระบบออนไลน์ เชิญชวนร่วมชมการถ่ายทอดสดออนไลน์ Live Streaming ภายใต้แนวคิด “End Rabies: Collaborate Vaccinate” “ร่วมกันกำจัดพิษสุนัขบ้า ด้วยการพาสัตว์เลี้ยงมาวัคซีน” ในวันนี้ (28 ก.ย. 63) ตั้งแต่เวลา 09.30 – 17.00 น. ผ่าน 3 ช่องทาง คือ แฟนเพจ : วันป้องกันโรคพิษสุนัขโลก : World Rabies Day 2020 Youtube : WRDThai2020 และ Website : http://www.WRD2020Thailand.com นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ร่วมกับสัตวแพทยสภา สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำคู่มือเวชปฏิบัติเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์ด้วย

ขณะที่ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ยังได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า อาทิ โครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยโครงการนี้จะช่วยลดจำนวนประชากรสุนัข-แมวที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของในประเทศไทย โครงการสัตวแพทย์ไทยมุ่งมั่นร่วมใจป้องกันภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องใน World Rabies Day 2020 เป็นโครงการที่ร่วมมือกับสถานพยาบาลสัตว์เอกชน เพื่อให้ความรู้และให้บริการการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ ความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งภาครัฐ องค์กรต่างๆ และประชาชน อีกทั้งในส่วนของภูมิภาคยังได้ประสานความร่วมมือให้แต่ละจังหวัดจัดกิจกรรมออกหน่วยทำหมันและฉีดวัคซีนในพื้นที่ขึ้นในเดือนกันยายน 2563 เพื่อให้บริการประชาชนตามความเหมาะสมและประชาสัมพันธ์ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากโรคพิษสุนัขบ้า ความสำคัญในการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในทุกพื้นที่ต่อไป

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง28 กันยายน 2563 – 18:26 น.

กยท.ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ชูแนวคิดศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางครบวงจรตั้งแต่ปลูก แปรรูปเพิ่มมูลค่า จนถึงการส่งออก  ชี้เกษตรกรไทยมีความพร้อมสนับสนุนสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ 

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า  ในช่วงปีที่ผ่านมาแนวโน้มการใช้ยางพาราธรรมชาติเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในวงการแพทย์และเพื่อสุขอนามัยสูงขึ้น ทำให้ราคายาง ทั้งยางแผ่นดิบรมควัน และน้ำยางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางเป็นบวก นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจลงทุนอุตสาหกรรมยางในประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด เป็นโอกาสสำคัญที่ กยท.จะได้ร่วมสนับสนุนและร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและเป็นรูปธรรม
  “ขณะนี้ กยท.ได้วางแผนเตรียมจัดพื้นที่เพื่อให้พร้อมสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลก พื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่ง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด ซึ่ง กยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขาย หรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อราคายางพาราของประเทศ” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง

 สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบนั้น มีอยู่หลายพื้นที่ เช่น  บริเวณนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง นิคมอุตสาหกรรมยางพาราใน ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พื้นที่ใน ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง  จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น ซึ่งทุกพื้นที่เป็นพื้นที่สีม่วง (พื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม) โดยเฉพาะที่ ต.ช้างกลางนั้น  เป็นพื้นขนาดใหญ่มากกว่า 10,000 ไร่ มีศักยภาพ ความพร้อมและความเหมาะสมสูง   ขณะนี้ กยท. อยู่ระหว่างการกำหนดตำแหน่งที่ตั้ง  โครงสร้างภายในพื้นที่ รวมถึงรูปแบบที่ชัดเจนของศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2563

                       กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง
  ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า  กยท.จะผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางธรรมชาติ ยางแผ่นดิบรมควัน หรือกระทั่งไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูป ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกระทั่งส่งผลให้เกิดรายได้เข้าประเทศในที่สุด

                         กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง
 “อุตสาหกรรมแปรรูปทั้งจากน้ำยางธรรมชาติและไม้ยาง จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตยางมากกว่าเท่าตัว อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในอนาคต  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดมีความต้องการมากในขณะนี้  ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง แผ่นกรองเชื้อโรคและฝุ่นในหน้ากากอนามัย หุ่นฝึกจำลองยางพาราเพื่อช่วยชีวิต อุปกรณ์ฝึกผ่าตัดให้กับนักศึกษาแพทย์ เหล่านี้ล้วนได้รับการตอนรับอย่างดีเนื่องจากคุณภาพเป็นเยี่ยมและราคาไม่สูง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพาราก็ช่วยเพิ่มมูลค่ายางเช่นกัน เรามองว่าตลาดแปรรูปยางพาราธรรมชาติยังสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต  ดังนั้น กยท.จึง ได้มุ่งเน้นทำการวิจัยเพื่อลดข้อจำกัดต่าง ๆ จากยางธรรมชาติ และพยายามต่อยอดให้การแปรรูปตอบสนองความต้องการของตลาดมากขึ้น จนถึงกระบวนการนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายได้จริง” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว
    นอกจากนี้ กยท.ยังได้ให้ความสำคัญแก่เกษตรการชาวสวนยางที่ มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา   โดยได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาทเพื่อผลักดันให้เกษตรกรหันมาประกอบธุรกิจ ริเริ่มสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แปรรูปหรือนวัตกรรมที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงจะช่วยสนับสนุนเงินลงทุนให้ผู้ประกอบการในการขยายกำลังการผลิต และด้วยปัจจัยทั้งหมดที่เอื้อต่อการยกระดับในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งวงจร กยท.เชื่อมั่นว่าการจัดตั้งศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางดังดังกล่าวจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้ธุรกิจยางพาราไทยยืนอยู่ลำดับต้นของตลาดยางพาราในภูมิภาคอาเซียนและรวมถึงตลาดโลกได้ นำรายได้เข้าสู่ประเทศ และแน่นอนว่าสามารถสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมยางอย่างเป็นรูปธรรม

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร28 กันยายน 2563 – 16:38 น.

การยางฯ ชี้อุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางอนาคตดี ปักธงให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติระดับโลก ดึงหลายหน่วยงานสนับสนุนพื้นฐานการขยายโอกาสให้ตลาดถุงมือ อนาคตพร้อมดันสินค้าแปรรูปจากยางพาราสู่ตลาดโลกอีกหลายรายการ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทยมีทิศทางเป็นบวก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 12-15% ในทุกปี มีมูลค่าการส่งงอกประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาทต่อปี และการเติบโตได้ก้าวกระโดดในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 บวกกับประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นและการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ทำให้ความต้องการเข้าถึงคุณภาพที่ดีด้านสุขภาพมากขึ้นตามไปด้วย  เกิดช่องทางในการเปิดตลาดใหม่ ๆ

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตถุงมือรายใหญ่ที่สุดของโลกคือ มาเลเซีย มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 60  โดยมีประเทศไทยเป็นอันดับสอง มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 15 ทั้งนี้ผู้ซื้อถุงมือยางรายใหญ่ของโลกคือประเทศทางฝั่งยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการโลก และนำเข้าถุงมือยางจากมาเลเซียเป็นส่วนใหญ่ 
 

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร

                                                     ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่า  กยท.

“ขณะนี้ กยท.ทำงานวิจัยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พัฒนาจนได้เทคโนโลยีที่สามารถควบคุมระดับโปรตีนในถุงมือยางได้ต่ำกว่า 200 ไมโครแกรมตามมาตรฐานของอเมริกาและประเทศฝั่งยุโรปซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ งานวิจัยเริ่มออกจากห้องปฏิบัติการเพื่อไปสู่สายการผลิตจริงแล้ว ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ช่วยขยายโอกาสการเปิดตลาดให้อุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติของไทย ในอนาคตคาดว่ามูลค่าการส่งออกถุงมือยางจะเพิ่มขึ้นถึง 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้นก้าวต่อไป กยท.จะได้ร่วมบูรณาการการทำงานกับหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยางในมิติอื่นอันจะผลักดันให้อุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติของเราก้าวสู่อันดับหนึ่ง และประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก” นายณกรณ์กล่าว
ผู้ว่า กยท. กล่าวว่า นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมถุงมือยางให้ก้าวได้อย่างมั่นคง คือความสามารถในการลงทุน กยท.จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อหาแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน อาทิ มาตรการการลดหย่อนภาษี กิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อการวิจัยพัฒนา หรือการขอรับทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนก็ได้เช่นกัน รวมไปถึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันตลาดส่งออก เช่น จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักลงทุนจากต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย 

                     กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร
“สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราก้าวไปเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลกอีกประการคือ การทำราคาต้นทุนต่อหน่วยให้สามารถเทียบเท่ารายใหญ่อย่างมาเลเซียได้ ซึ่งรวมถึงระบบเครื่องจักร ระบบขนส่ง มาตรฐานการตรวจสอบที่ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ออกจากประเทศไทยมีราคาที่ดีและคุณภาพเป็นที่ยอมรับ กระบวนการทั้งหมดจะเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานนอกจากที่กล่าวข้างต้น เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข ผู้ประกอบการถุงมือยาง มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ฯลฯ ที่ช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยางเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้เรื่อย ๆ ในอนาคต” นายณกรณ์กล่าว

                      กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร
นายณกรณ์ กล่าวต่อว่า การยางแห่งประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปยางทั้งระบบให้เกิดเป็นรูปธรรมและก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก  ซึ่งยางพาราของประเทศไทยมีศักยภาพที่ทำได้ ต่อจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราธรรมชาติ ที่ กยท.ได้ร่วมค้นคว้าวิจัยร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อีกหลายชิ้นที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและพร้อมจะนำออกสู่ตลาดได้ต่อไป

                        กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร
     “เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อการตลาดเดินหน้าไปได้ดี เกิดการผลิตสินค้าจากยางพาราธรรมชาติของไทยที่มีมูลค่าอย่างต่อเนื่อง เกิดการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น เกษตรกรชาวสวนยางหรือสถาบันเกษตรกรก็จะมีความเชื่อมั่นในอาชีพปลูกยาง สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนสู่สังคมชาวสวนยาง รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย” ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย กล่าวในตอนท้าย

กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต

กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต28 กันยายน 2563 – 16:19 น.

กยท.รับนโนบายกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าใช้การตลาดนำการผลิต  เน้นงานวิจัยแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา  พร้อมสนับสนุนใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำสวนยาง  วางเป้ายกระดับตลาด สร้างเสถียรภาพด้านราคา มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า  การทำงานของ กยท.ในปัจจุบัน และในอนาคตจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปี และยุทธศาสตร์ยางพารา 20ปี ตลอดจนนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย  คือ ยกระดับการผลิต การแปรรูป และตลาดยางพาราทั้งระบบให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด-19 ที่ กยท.ต้องพุ่งเป้าไปที่การใช้แผนตลาดนำการผลิต โดยจะเน้นใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา เฉพาะอย่างยิ่งความได้เปรียบในด้านคุณภาพยางพาราไทยซึ่งจัดว่าดีที่สุดในโลก ที่จะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราไปสู่ตลาดโลกได้ไม่ยาก คือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคายาง

กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต

ทั้งนี้ภายหลังวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นโอกาสดีของธุรกิจตลาดยางพารา เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป มีการใช้ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย รถยนต์ส่วนบุคคล  รวมทั้งในโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้น  

ดังนั้น กยท.จะเร่งเปิดและหาตลาดใหม่ๆ พร้อมกับความพยายามในการดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ซึ่งมีวัตถุดิบในมือเข้าร่วมธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ (SMEs) หรือ Startups ด้วย  โดยมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนในด้านการร่วมทำตลาดกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กยท.ยังคงดำเนินการเพื่อส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

                 กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต
นอกจากนี้ กยท. ยังได้เตรียมการที่จะยกระดับสินค้าจากยางพารา ภายใต้ Business Unit (BU)  เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับนักลงทุนที่สนใจ  โดย กยท.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้ข้อมูล เจรจา ประสานงานด้านตลาด ซึ่งเป็นการขยายตลาดเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกด้วย
อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเกิดความยั่งยืน และความมั่นคงในการทำสวนยางของเกษตรกร  กยท.จะสนับสนุนหลักการทำสวนยางโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการควบคุมการผลิตยางให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับโลก ด้วยมุ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพความพร้อมตั้งแต่ระดับต้นยาง การบริหารจัดการ จนถึงระดับการส่งออกยางพารา เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราในอนาคต ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัว  ในขณะที่เกษตรกรจะมีความมั่่นคงในอาชีพชาวสวนยาง 

“ยางพาราถือเป็นทองคำขาวและเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน” ผู้ว่าการ กยท.เผยในตอนท้าย

ท่วมท้น! มติเอกฉันท์ 20 ต่อ 4 เสียง ไม่ทบทวนการแบน ‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521468

ท่วมท้น! มติเอกฉันท์ 20 ต่อ 4 เสียง ไม่ทบทวนการแบน 'พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส'

ท่วมท้น! มติเอกฉันท์ 20 ต่อ 4 เสียง ไม่ทบทวนการแบน ‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.27 น.

28 กันยายน 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 28 มิ.ย. ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ยังคงมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2563 คงเดิมที่ได้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซตให้จำกัดการใช้ตามมติ 23 พ.ค. 2561 ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาการพิจารณาได้มีเหตุผลรองรับอยู่แล้วถึงความอันตรายต่อสุขภาพ ประกอบกับหลายประเทศก็มีการแบนสารดังกล่าว

นายสุริยะ กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากบุคคลและกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ขอให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย และขอให้ทบทวนมติที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอต รวมทั้งมีผู้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางลดผลกระทบ ที่ประชุมได้มีการอภิปรายให้ความเห็นอย่างกว้างขวางจึงได้ลงมติอย่างเปิดเผยจากคณะกรรมการฯที่มาประชุม 24 ท่านจากทั้งหมด 27 ท่าน โดยมี 4 ท่านเห็นว่าควรมีการทบทวนมติเดิม แต่ 20 ท่านไม่เห็นด้วยที่จะทบทวน ที่ประชุมจึงมีมติโดยเสียงส่วนใหญ่ว่าไม่ควรจะทบทวน เพราะส่วนหนึ่งเพิ่งมีผลบังคับ 1 มิ.ย.และมีการฟ้องคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง จึงเห็นควรมอบหมายกรมวิชาการเกษตร และกระทรวงสาธารณสุข นำข้อมูลและข้อสังเกตจากคณะกรรมการไปพิจารณาดำเนินการและรายงานคณะกรรมการต่อไป

ส่วนการหาสารทดแทนกรมวิชาการเกษตรจะไปเร่งดำเนินการประกาศสารที่จะมาทดแทนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสารที่มาทดแทนโดยตรง แต่ใช้เป็นสารทางเลือกที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากมีผู้มาร้องเรียนให้ทบทวนอีกในลักษระเป็นประเด็นเดียวกันนี้ก็จะไม่มีการนำมาสู่การพิจารณาอีกถือว่าได้เป็นมติไปแล้ว

ด้านนายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สารที่จะมาทดแทน 2 สารที่ถูกแบนขณะนี้ยังไม่มี และยอมรับว่าทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่จะหาวิธีการในการควบคุมศัตรูพืชและลดต้นทุนการผลิต เช่น รวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยทำเกษตรแปลงใหญ่เพื่อใช้เครื่องจักร และรวมถึงการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการทำตลาดเกษตรปลอดสารเคมี หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตวัตถุอันตรายที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับผิดชอบ (GMP) เพื่อตรวจตรารับรอง สินค้าเกษตรที่มีสารปนเปื้อน เกี่ยวกับการขาดแคลนที่ใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูป โดยเฉพาะข้าวสาลี และถั่วเหลือง ที่มีค่ากำหนด สอดคล้องกับสหภาพยุโรป (EU) โดยยึดหลักความปลอดภัยและสวัสดิภาพผู้บริโภคและความเท่าเทียมระหว่างผู้ผลิตและผู้นำเข้าอาหาร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิ.ย. 2564 (แฟ้มภาพ)

สศก.-สวก.ยกระดับงานวิจัยศก.การเกษตรด้วยAI #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521355

สศก.-สวก.ยกระดับงานวิจัยศก.การเกษตรด้วยAI

สศก.-สวก.ยกระดับงานวิจัยศก.การเกษตรด้วยAI

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยถึงความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรและเทคโนโลยีการวิจัยการเกษตรที่มีศักยภาพและการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยขึ้น เพื่อร่วมกันพัฒนานำผลงานวิจัย เทคโนโลยีการวิจัยการเกษตร และงานวิจัยที่มีศักยภาพ ผลักดันสู่การใช้ประโยชน์ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายพัฒนาภาคเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขยายผลงานวิจัย สู่การนำไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังในการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ

“ที่ผ่านมาเน้นย้ำความสำคัญงานวิจัยของสศก.ต้องเป็นรูปธรรม อ้างอิงได้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้น ความร่วมมือกันครั้งนี้เป็นประโยชน์มาก ต้องขอบคุณ สวก. ที่ให้ความร่วมมือพัฒนางานวิจัย เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ที่สำคัญ สศก.ยังนำข้อมูลเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล Big Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ หรือ NABC ได้เป็นอย่างดี เพื่อก้าวสู่พัฒนาระบบเกษตรสมัยใหม่โดยใช้ AI และประยุกต์จัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัดที่แสดงผลด้าน Supply และ Demand นอกจากนี้ สศก. ในฐานะหน่วยงานประสานหลักจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่EEC ยังประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่EEC ให้เกิดรายได้ไม่น้อยไปกว่าภาคอุตสาหกรรมอันจะเป็นต้นแบบพัฒนาด้านการเกษตรสมัยใหม่ของประเทศ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิตของรมว.เกษตรและสหกรณ์ด้วย” เลขาธิการ สศก. กล่าว

ด้านดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสวก.กล่าวว่า สวก.ยินดีในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ โดยพร้อมร่วมส่งเสริม สนับสนุนทั้งงานวิจัยการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และงานกิจกรรมอื่นกับ สศก. ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะต่อยอด ขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และขยายผลไปยังทุกภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาภาคเกษตรของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่ EEC อาทิ โครงการวิจัยอัตราการให้น้ำมันของปาล์มน้ำมัน การวิจัยการปลูกมันสำปะหลัง เพื่อการผลิตแป้งใช้เลี้ยงทารกเพื่อเพิ่มมูลค่า การวิจัยจัดทำระบบการป้องกันและเตือนภัยการระบาดของแมลงทางศัตรูพืช (Smart Pest Warning System) การพัฒนาสารสกัดจากทุเรียนเพื่อเป็นเวชสำอาง อีกทั้ง ปัจจุบัน สวก.มีโครงการที่ให้ทุนวิจัยและดำเนินการอยู่ในพื้นที่ EEC ได้แก่ การศึกษาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง เพื่อรองรับการเติบโตของพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย

ทั้งนี้ สวก.จะต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ สศก.วิเคราะห์ผลกระทบ เพื่อวางแผนรูปแบบการทำเกษตรในพื้นที่ โดยศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต เพื่อวางแนวทางปรับตัวของเกษตรกรให้เข้าลักษณะพื้นที่ ศึกษาความเพียงพอของแหล่งน้ำและพืชที่มีศักยภาพ เช่น พืชสมุนไพร และเพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่กล่าวมาแล้ว อีกทั้งปัจจุบัน สวก.พัฒนาระบบศูนย์กลางข้อมูลงานวิจัยการเกษตรของประเทศไทย ชื่อว่า Platform TARR Thailand ที่รวบรวมงานวิจัยและสืบค้นได้มากกว่า 40,000 ชิ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำฐานข้อมูลดังกล่าว เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลBig Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติของ สศก.เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านเกษตรของไทยต่อไป

ศรแดงจับมือก.เกษตรสานต่อเฟส2 โครงการ‘ตู้เย็นข้างบ้านต้านโควิด’แจกเมล็ดพันธุ์1แสนชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521354

ศรแดงจับมือก.เกษตรสานต่อเฟส2 โครงการ‘ตู้เย็นข้างบ้านต้านโควิด’แจกเมล็ดพันธุ์1แสนชุด

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “โครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านภัย COVID-19” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด นำร่องสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวที่มีลักษณะเติบโตเร็วอายุสั้นถึงอายุปานกลาง ให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจทำเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวและผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยเปิดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตร 10,000 ชุด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 มีผู้ประสงค์ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 103,656 ราย จากกระแสตอบรับที่ดีของการนำร่องโครงการ ระยะแรกเพียง 1 ชั่วโมง เปิดให้ลงทะเบียนมีผู้ลงทะเบียนครบตามจำนวน และมีผู้ไม่สามารถลงทะเบียนได้ทันจำนวนมากกระทรวงเกษตรฯและกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยจึงร่วมดำเนินโครงการนี้เต็มรูปแบบขยายผลโครงการดังกล่าว โดยการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวที่จำเป็นในครัวเรือนให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไป 100,000 ชุด จาก บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด โดยใน 1 ชุด ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์พืชผัก สวนครัว 5 ชนิด รวม 5 ซอง ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดกวางตุ้งต้น แตงกวา และพริกขี้หนู

ด้านนายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กล่าวว่า นอกจากเมล็ดพันธุ์ที่เราจะช่วยสนับสนุนกับกระทรวงเกษตรฯแล้ว เรายังร่วมมือทำให้ประชาชนเป็นสุขยั่งยืนคือ แนวคิด สร้างสุข 3 ประการ สุขที่ 1 ส่งมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี สู่ประชาชนทั่วประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ ภายในปี 2020 เป็นมูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท สุขที่ 2
ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกผัก เรามีทีมงาน Knowledge transfer ถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตพืชที่ถูกต้อง เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้นยั่งยืน ซึ่งคือนโยบายหลักของบริษัทเรา นอกจากกลุ่มเกษตรกรมืออาชีพนี้แล้ว เรายังเห็นว่ากลุ่มผู้ปลูกผักมือใหม่ที่ต้องการความรู้ปลูกพืชผักโดยในกลุ่มนี้ข้อมูลที่สื่อสารต้องเป็นข้อมูลเข้าใจง่าย ซึ่งเราได้จัดองค์ความรู้ด้านการปลูกพืชเหล่านี้ให้เข้ากับกลุ่มผู้ปลูกผักมือใหม่ด้วย ซึ่งสแกน QR code ด้านหลังซอง และสุขที่ 3 เสริมสร้าง Young Smart Farmer บุคคลต้นแบบเป็นหัวใจสำคัญ Young Smart Farmer จะเป็นเกษตรกรคุณภาพอย่างยิ่งสำหรับประเทศเรา โดยเราพัฒนาหลักสูตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร หลักสูตรแรกชื่อว่า “การผลิตผักเพื่อการค้า” ที่อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ นำร่องให้เกษตรกรรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้และถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทะเบียนสำหรับผู้สนใจลงทะเบียนขอรับชุดเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมส่งเสริมการเกษตร ทางเว็บไซต์ https://app.doae-gov.org/landing ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะครบจำนวนสอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมที่ Facebook : ประชาสัมพันธ์กรมส่งเสริมการเกษตร https://www.facebook.com/pr.doae โดย 1 ครัวเรือน (ทะเบียนบ้าน) จะได้รับ 1 สิทธิ์ คือ เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว 1 ชุด ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว5 ชนิด สำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จ หากมีพื้นที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีดฯจะจัดส่งซองบรรจุเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวตามโครงการให้ ส่วนผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1-10 ของกรมส่งเสริมการเกษตร จะส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวพร้อมรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและมอบให้เกษตรตำบลแต่ละพื้นที่ส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

สำหรับโครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านภัยCOVID-19 ครั้งนี้ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในภาวะวิกฤติ ตลอดจนบูรณาการด้านความรู้และวิชาการจากภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนต่อยอดการดำเนินโครงการอื่น สร้างความร่วมมือพัฒนาภาคเกษตรตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและประชาชนในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ให้พึ่งตนเองได้และลดรายจ่ายในระยะนี้