รอบรั้วเมืองใต้ : 1 ตุลาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522076

รอบรั้วเมืองใต้ : 1 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ผู้เขียนขอเข้าเวรร่ายข่าวสังคม “ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม” ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพ ที่เห็นมาอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น….เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ 2/2 ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่นำพาประเทศไปในทางที่ “เสื่อมทรุด” โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องปากท้องของคนทั้งชาติ ที่ยังมองไม่เห็น แสงสว่าง ที่ปลายอุโมงค์….สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสงบมากขึ้น เพราะ “บีอาร์เอ็น” ไม่ออกมา ปฏิบัติการใช้ความรุนแรงเหมือนในอดีต แต่ใช้งานมวลชนมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งวันนี้ กลายเป็นอดีตแม่ทัพ เพราะได้ขยับขึ้นไปเป็น พลเอกในตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2564..และน่าจะเป็นโชคดีของ พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ขึ้นมาเป็น แม่ทัพภาค 4 ในขณะที่ เสียงปืนเสียงระเบิด ลดน้อยลง…เพื่อที่แม่ทัพเกรียง จะได้ทำงานมวลชนได้อย่างเต็มที่ และด้วยลีลาของแม่ทัพเกรียง ที่เข้าถึงมวลชน และเป็นที่ชื่นชอบของ มวลชน เชื่อว่า งานด้านมวลชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้น่าจะไปด้วยดี…. เต็มที่กับงานในพื้นที่ สำหรับ นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย หรือ “มท.2” ว่างจากงานที่กระทรวงเมื่อไหร่ จะต้องลงพื้นที่ เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อให้จังหวัดสงขลา กับจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ ครม.ให้เป็นผู้กำกับดูแล…เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประกาศชัดเจนว่า เดือนธันวาคม จะมีการเลือกตั้ง นายกอบจ. สนามเลือกตั้งหลายสนามจึงมีการขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะสนามเลือกตั้ง อบจ.สงขลา ที่เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง ไพเจน มากสุวรรณ ซึ่งมี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้การสนับสนุน และ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่มีสส.พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ส่ง….ในขณะที่สนามเลือกตั้ง เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ก็เป็นอีกสนามหนึ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ ว่า 2 พรรคใหญ่อย่าง พลังประชารัฐ และ ประชาธิปัตย์ จะส่งใครลงสมัครเป็น “นายกเล็ก”ไพร พัฒโน อดีตนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ จะลงสมัครอีกหรือไม่ เพราะเรื่องการถูก ป.ป.ช.ฟ้องเรื่องทุจริต ยัง“คาราคาซัง”อยู่ที่ศาลทุจริตคอร์รัปชั่น…ส่วน พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี อดีต ผบช. ตำรวจท่องเที่ยว ที่ประกาศตัวเป็นคนแรกว่าจะเป็น นายกเล็กเทศบาลนครหาดใหญ่ วันนี้ “ถอดใจ” กลับไปเล่นกอล์ฟ สบายกว่าเยอะ…ข่าวว่า ณรงค์พร ณ พัทลุง อดีตปลัดจังหวัดสงขลา หรือ“ปลัดแป้น” ก็เป็น อีกผู้หนึ่ง ที่มีผู้ทาบทามให้เล่นการเมือง สนามเล็กแห่งนี้ ซึ่งถ้าลงสมัครจริงก็จะเป็นทางเลือกใหม่ของคนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เพราะชื่อชั้นของปลัดแป้น มีลุ้นอยู่ที่การวางแผน และเครือข่ายในการสนับสนุนเท่านั้น…ยินดีด้วยกับ พล.ต.ต.ชวลิต สุขสุวรรณ นายตำรวจ “มือดี” ที่ได้ขึ้นเป็น ผบก.ตชด.ภาค 4 เพื่อดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ จรัญ รุ่งมณี นายกสมาคม สื่อท้องถิ่นไทย อดีตนายกสนพท. ดีใจจนเนื้อเต้น….ยินดีด้วยกับผบก.ยะลา คนใหม่ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ซึ่งผู้คิดไม่ดีกับบ้านเมือง ได้ยินชื่อแล้ว หนาวไปตามมากัน…ส่วน ผบก.สงขลา ไม่พลิกโผ ยังคงเป็น พล.ต.ต.อาซาน จันทร์ศิริ ที่ย้ายข้ามห้วยมาจาก จ.สตูล…สำหรับ เอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส ย้ายกลับบ้านไปเป็น ผวจ.สตูล ในปีสุดท้าย คงจะแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะไปตามใจปรารถนา….

ส่วนตำแหน่ง ผวจ.นราธิวาส ส่งไม้ต่อให้กับ เจษฎา จิตรรัตน์ รอง ผวจ.ยะลา เพื่อไปสานต่องานพัฒนาที่เป็นงานสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่….เรื่องของ กลุ่มคัดค้าน โครงการ”เมืองต้นแบบ” หรือ “เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา สุดท้าย เอ็นจีโอ ก็ใช้ “ลูกไม้”แบบ เดิมๆ เพื่อการ ขัดขวาง ไม่ไห้มีการพัฒนา นั้นคือ การ ขนพลพรรค มานอนที่หน้าศาลากลาง เพื่อประท้วงการเปลี่ยนผังเมือง นี้คือ”วิชามาร”เดิมๆ ของ เอ็นจีโอ…ก็เห็นใจ จารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ต้องเป็นภาระ ในการ รับมือกับ “วิชามาร” ของ เอ็นจีโอ…. สุรพล กัมพลานนท์วัฒน์ นายกสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ยังคงเดินหน้าในการจัด”เทศกาล”ต่างๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก็ขอปรบมือรัวๆให้

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังด้วงแรดมะพร้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522074

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังด้วงแรดมะพร้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ด้วงแรดมะพร้าว พบได้ทั้งระยะที่ต้นมะพร้าว ยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว เริ่มแรกจะพบตัวเต็มวัยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว โดยเจาะทำลายยอดอ่อนที่ใบยังไม่คลี่ ทำให้ใบใหม่ไม่สมบูรณ์มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้ว คล้ายหางปลาหรือรูปพัด กรณีถูกทำลายมาก ใบที่เกิดใหม่จะแคระแกรน รอยแผลตรงเนื้อเยื่ออ่อนที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้าวางไข่ หรือเกิดยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด สำหรับด้วงแรดมะพร้าวระยะตัวหนอน จะพบตามพื้นดินกองปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ซึ่งตัวหนอนจะเจาะชอนไชกัดกินทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้ยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต

หากพบการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม ชีววิธีและใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรหมั่นรักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุต้นมะพร้าวบริเวณสวน เพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ กรณีมีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย กองแกลบ ควรกำจัดออกไปจากสวนมะพร้าว หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับกอง เพื่อตรวจดูหนอนด้วงแรดมะพร้าว หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองนั้นทิ้งทันที ส่วนลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย กรณีต้นมะพร้าวที่ถูกตัดแล้วยังสดอยู่ ให้นำมาทำกับดักล่อให้ด้วงแรดมะพร้าวมาวางไข่ โดยให้ตัดทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมาวางเรียงรวมกันไว้ให้เปลือกมะพร้าวติดกับพื้นดิน เพราะด้วงแรดมะพร้าวจะวางไข่ที่ชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว จากนั้นให้เกษตรกรเผาทำลายท่อนกับดักเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอนและดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว สำหรับตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วราดให้ทั่วตอ ป้องกันการวางไข่ได้

การใช้ชีววิธีกำจัด ให้เกษตรกรใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมใส่ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือกับดักท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ และเกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด จากนั้นรดน้ำให้ความชื้นและหาวัสดุใบมะพร้าวมาคลุมกองไว้รักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด ส่วนการใช้สารเคมีในต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ที่ยังไม่สูงมาก ให้ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆยอดอ่อนทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว หากระบาดมากให้ใช้สารฆ่าแมลงสารไดอะซินอน60% อีซี หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี ชนิดใดชนิดหนึ่ง อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวให้เปียกตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมา โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตรต่อต้น ทุก 15-20 วัน และควรใช้ 1-2 ครั้ง ในช่วงระบาด

ชสท.เปิดศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ หวังลดต้นทุน-เพิ่มช่องทางจำหน่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521730

ชสท.เปิดศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ หวังลดต้นทุน-เพิ่มช่องทางจำหน่าย

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ ซึ่งชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) จัดขึ้น พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้คณะกรรมการดำเนินการ ชสท. และผู้สนับสนุนกิจการชสท. ที่อาคารสำนักงานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ ตั้งอยู่ภายในศูนย์ข้าวสหกรณ์ไทยและศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ชั้น 1 อาคาร ชสท. มีสินค้าสหกรณ์ อาทิ ข้าวสาร จากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ให้เลือกซื้อ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ยินดีที่ ชสท. ริเริ่มโครงการศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ขึ้น เพื่อบริการการรับ-ส่งสินค้าแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักสหกรณ์ที่ต้องตอบสนองต่อมวลสมาชิกและก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมแก่สังคม กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ และขอบคุณชสท. ที่ริเริ่มโครงการฯที่เป็นประโยชน์ครั้งนี้

ด้านนายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการดำเนินการ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชสท. เป็นศูนย์กลางความร่วมมือของสหกรณ์การเกษตรที่ให้บริการสมาชิกครบวงจรทุกด้าน ชสท.ตั้งศูนย์ข้าวสหกรณ์ไทยและศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ขึ้น ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางซื้อขายข้าวทุกชนิด ที่ผลิตและจำหน่ายโดยสมาชิกสหกรณ์ และสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินการซื้อขายข้าวของสหกรณ์การเกษตรประสบความสำเร็จทุกด้าน ชสท.จึงร่วมมือกับพันธมิตรด้านการขนส่ง ก่อตั้ง ศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ขึ้นสอดคล้องตามหลักการวิธีการสหกรณ์ มีเป้าหมาย เพื่อลดต้นทุนส่งสินค้าให้สหกรณ์และสมาชิก รวมถึงเป็นการต่อยอดจากศูนย์ข้าวสหกรณ์ไทยและศูนย์กระจาย สินค้าสหกรณ์ที่ได้ดำเนินการระยะหนึ่งแล้ว รวมถึงเพื่อก่อประโยชน์แก่สมาชิก บุคคลทั่วไป ในการใช้บริการสินค้าสหกรณ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอีกด้วย

นายศุภชัย นิลวานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูเปอร์เอส เซ็นเตอร์ จำกัด หนึ่งในพันธมิตรการขนส่งของชสท.กล่าวว่า บริษัทฯดำเนินงานบริการรับส่งพัสดุไปรษณีย์และเคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยมีสาขา บริการกว่า 200 สาขา ในการนี้บริษัทฯ เล็งเห็นช่องทางการสนับสนุนการบริการสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ที่จะก่อประโยชน์แก่สหกรณ์โดยรวม จึงร่วมมือกับชสท. โดยเช่าพื้นที่เปิดศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ ถือเป็นโครงการตัวอย่าง ซึ่งในอนาคตจะขยายโครงการ ศูนย์รับ–ส่งสินค้าไปยังสหกรณ์การเกษตรอื่นๆ ต่อไป

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเลือกซื้อสินค้าคุณภาพมาตรฐานสหกรณ์ ได้ที่ศูนย์ข้าวสหกรณ์ไทยและศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และใช้บริการศูนย์รับ-ส่งสินค้าเครือข่ายสหกรณ์ ในราคาพิเศษช่วงเปิดตัว ได้ที่ ชั้น 1 อาคาร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ถนนงามวงศ์วานตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ได้ในเวลาทำการ ทุกวันจันทร์-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-19.00 น.โทร. 0-2591-4567 ต่อ 408

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521732

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง  ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร

บทความพิเศษ : 48 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์…ภารกิจผู้อยู่เบื้องหลัง ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนของขบวนการสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน” โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมกันจำนวน 8,011 สหกรณ์ และมีกลุ่มเกษตรกรจำนวน 4,562 กลุ่ม ปริมาณธุรกิจ จำนวน 2,227,398 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจรวบรวม 69,315.38 ล้านบาท และปริมาณธุรกิจแปรรูป 20,181.41 ล้านบาท ซึ่งตลอดระยะเวลา 48 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำหน้าที่ส่งเสริม “ระบบสหกรณ์” ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยได้ทำการส่งเสริมในส่วนของต้นน้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบคุณภาพ การส่งเสริมในส่วนของกลางน้ำเพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตร และการส่งเสริมในส่วนของปลายน้ำ คือ การตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย

การส่งเสริมในส่วนของต้นน้ำ โดยการจัดสรรที่ดินทำกินและเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิในลักษณะนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.โครงการการจัดที่ดินโดยวิธีการสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบัน ดำเนินการใน 2 รูปแบบคือ 1.1 รูปแบบนิคมสหกรณ์ เป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร ให้กับราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มีพื้นที่โครงการมากกว่า 3 ล้านไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นนิคมสหกรณ์ 36 แห่งทั่วประเทศ ออก กสน.3 แล้วกว่า 2 ล้านไร่
สมาชิก 149,445 ราย ออก กสน.5 แล้วกว่า 1.5 ล้านไร่สมาชิก 110,175 ราย 1.2 รูปแบบสหกรณ์การเช่าที่ดิน เป็นการจัดสรรพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นฟูให้คืนเป็นป่าดั่งเดิมได้ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2513 และวันที่ 13 สิงหาคม 2517 มีมติให้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับมาจัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยโดยไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นนิคมสหกรณ์ และให้ถือใช้วิธีการดำเนินการต่าง ๆ เช่นเดียวกับการจัดที่ดินในรูปนิคมสหกรณ์โดยอนุโลม สมาชิกจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่จะได้รับสิทธิการทำกินในระยะยาวและตกทอดทางมรดกเท่านั้น ปัจจุบันมีจำนวน 14 ป่า 13 นิคม เนื้อที่กว่า 1.5 ล้านไร่

2.โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาโดยจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เป็นเงินยืมปลอดดอกเบี้ยกว่า 276 ล้านบาท เพื่อขุดสระเก็บกักน้ำ เจาะบ่อบาดาล และจัดหาอุปกรณ์สำหรับนำน้ำใช้ในแปลงเกษตร เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำจากธรรมชาติ มีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองให้กับสมาชิกกว่า 6,014 รายในสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 407 แห่ง แบ่งเป็นขุดสระ 1,942 ราย เจาะบ่อบาดาล 2,768 ราย และการจัดหาอุปกรณ์ 1,304 ราย พร้อมกันนี้ยังได้จัดสรรเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะที่ 2 จำนวน 500 ล้านบาท สนับสนุนให้สมาชิกมีแหล่งน้ำเป็นของตนเองอย่างต่อเนื่อง 3.โครงส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพผ่านสถาบันเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร อบรมให้ความรู้แก่สมาชิกถึงการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและดิน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ โดยสนับสนุนสินเชื่อให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อเตรียมแปลงผลิตและจัดหาเมล็ดพันธุ์ดี รวมทั้งสหกรณ์ใช้รวบรวมผลผลิตซื้อคืนเมล็ดพันธุ์จากสมาชิก 4.โครงการส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร ให้มีความรู้ในการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP หรือหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) โดยสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 160 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์โคนม 39 แห่ง เพื่อพัฒนาฟาร์มโคนมให้ได้มาตรฐาน GAP 5.โครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร และนำไปสู่การตรวจรับรองการผลิตมาตรฐาน เพื่อยกระดับเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาดให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศบนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ใน 49 นิคมสหกรณ์ ใน 29 จังหวัด 6.กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เป็นทุนหมุนเวียนส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ โดยสนับสนุนเงินทุนให้กับสหกรณ์ทุกประเภทให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ ภายใต้แนวคิดของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเอื้ออาทรต่อสังคม 7.โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาด โดยจัดสรรเงิน 1,000 ล้านบาท จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เงินยืมดอกเบี้ยต่ำให้กับกลุ่มเกษตรกร 7,254 กลุ่ม เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนและทุนประกอบอาชีพ และได้มีการขยายผลสู่การจัดตั้งโครงการสร้างความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรของสมาชิกกลุ่มเกษตรกร ขยายเพิ่มอีก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2569

สำหรับการส่งเสริมในส่วนของกลางน้ำ เพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ด้วยกระบวนการผลิต การแปรรูป การยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสีย สร้างมูลค่าเพิ่มโดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างความโดดเด่น ความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ ที่ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน ตลอดจนผลักดันเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ โดยในปี 62 นำร่องกับ 14 ผลิตภัณฑ์ ใน 14 สหกรณ์ และขยายผลเพิ่มในปี 63 อีกกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ ใน 30 สหกรณ์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการนำระบบ GMP (Good Manufactory Practice) ยกระดับการผลิตสินค้าสหกรณ์สู่มาตรฐาน GMP เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างกระบวนการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในกระบวนการรวบรวมและแปรรูปตามระบบมาตรฐาน GMP ด้วยการจัดทีมที่ปรึกษามืออาชีพเข้าให้คำปรึกษาแนะนำในเชิงลึกทั้งกระบวนการเพื่อให้ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน GMP เป้าหมาย 10 แห่ง 4 ชนิดสินค้า คือ ผลไม้ กาแฟ ข้าว และโคเนื้อ ประกอบด้วย โรงสีข้าว7 แห่ง อาคารรวบรวมและคัดแยก 1 แห่ง อาคารแปรรูปและบรรจุ 2 แห่ง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สิน บรรเทาภาระหนี้สินให้กับสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร และให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยการให้เงินกู้ ตลอดจนสร้างอาชีพและรายได้รวมถึงการจัดทำแนวทางพิจารณาสินเชื่อสำหรับการให้เงินกู้ระหว่างสหกรณ์ด้วย Credit Scoring เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมิน ให้ได้สินเชื่อที่มีคุณภาพ ลดการเกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และยังใช้ติดตามความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้

การส่งเสริมในส่วนของปลายน้ำ เป็นการส่งเสริมด้านการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย ด้วยการจัดตั้ง “ตลาดสินค้าเกษตร” ให้เป็นตลาดในภูมิภาค ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายถาวร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้วใน 65 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ห้างโมเดิร์นเทรด โดยใช้การตลาดนำการผลิต เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตตอบสนองความต้องการของตลาด ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เช่น จัดจำหน่ายสินค้าผ่าน Platform ออนไลน์ COOP SHOPTH.comของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และแพลตฟอร์ม CO-OP CLICKโดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะให้แก่เกษตรกรให้รู้จักนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ สามารถนำเสนอสินค้าเกษตรสู่ตลาดออนไลน์ ผ่านช่องทาง Social Media พร้อมไปกับการจัดอบรมหลักสูตรเพิ่มทักษะเกษตรกร เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ ผ่านการขายบนแพลตฟอร์ม LAZADA และ SHOPEE ยังผลให้สร้างรายได้ทางออนไลน์ถึงปัจจุบันมูลค่าสูงถึง 275 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพของสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่สด สะอาด และปลอดภัย โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ภาคการผลิต การแปรรูปกระจายสินค้าตรงถึงผู้บริโภคในราคาที่เป็นธรรม ถึงวันนี้ มีร้านค้าสหกรณ์94 แห่ง ใน 43 จังหวัด สร้างยอดขายเฉลี่ยรวม 8 ล้านบาทต่อเดือน

จะเห็นว่า ภารกิจการขับเคลื่อนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในทุกมิติที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 48 ปี ได้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทุกสาขาอาชีพให้ดีขึ้น สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521729

ส่องเกษตร : ภาพที่เห็น..บนเวลาที่ผ่าน

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้จัดได้ว่าเป็นช่วงกลางค่อนข้างปลายฤดูฝนแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกพรรษาแล้ว และก็แน่นอนว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ความผูกพันระหว่างความเชื่อ วิธีปฏิบัติทางศาสนากับสภาพธรรมชาติ และก็เป็นสภาพธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่ออาชีพการเกษตรที่ผูกติดกับวัฒนธรรมประเพณี บนองค์ประกอบสำคัญคือธรรมชาติ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนั่งรถยนต์เดินทางขึ้นภาคเหนือกับกลุ่มผู้สูงวัย และก็เช่นเดียวกับทุกๆครั้งที่ได้มีโอกาสเดินทางผ่านไปยังพื้นที่ ชุมชนหรือแม้แต่บริเวณพื้นที่การเกษตรระหว่างทาง ตลอดเส้นทาง ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี ที่ทำงานในหน้าที่มา เมื่อต้องเดินทางด้วยรถยนต์ออกปฏิบัติงานในต่างจังหวัด ผมมักจะชอบที่จะนั่งดูภาพที่ปรากฏแก่สายตาตลอดสองข้างทางที่ผ่าน เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพื่อทำการเกษตรอันเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่นมนาน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นความแตกต่างของชนิดกิจกรรมด้านการเกษตรในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน หรือแม้บนเส้นทางเดิมแต่ต่างเวลา ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกัน ตามห้วงเวลาที่ปรากฏแก่สายตา บางช่วงเดินทางในช่วงฤดูแล้งก็ได้เห็นสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏบางครั้งเกิดความรู้สึกมากว่าทำไมประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์มากมาย จึงมีสภาพเช่นนี้ต้นข้าวที่ยืนแห้งตาย ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา ปรากฏร่องรอยการเผาไหม้หรือแม้แต่บางพื้นที่ก็ปล่อยให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า มิได้นำพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบในพื้นที่ของต่างประเทศในช่วงที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียน ดูงาน ซึ่งผมก็ชอบที่จะเดินทางโดยรถยนต์เพื่อถือโอกาสชมทิวทัศน์สองข้างทางไปด้วย แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับภาพที่ปรากฏกับของบ้านเรา เห็นความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่ขับรถผ่าน การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดิน เพื่ออยู่อาศัยและประกอบอาชีพ ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งเราได้ยิน ได้รับทราบเรื่องอย่างนี้มาโดยตลอด แต่นานวัน ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำด้านการเกษตร กลับมีสภาพของการเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกร หรือพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมากจนบางพื้นที่แทบจะไม่เหลือร่องรอยของความยิ่งใหญ่ด้านการเกษตรในอดีตเลย เริ่มตั้งแต่ผมขับรถออกมาจากที่นัดหมายคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรออกไปรับใช้แผ่นดิน ขับรถผ่าน บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง ซึ่งก็
ล้วนมีประวัติความเป็นมาทั้งสิ้น เคยได้รับฟังบางเรื่องราวจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่การเกษตรในเขตพื้นที่บางเขน เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นทุ่งนา แต่เมื่อเมืองเริ่มขยาย ความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยก็มีมากขึ้น มีการเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อนำไปทำเป็นหมู่บ้านจัดสรร หรือแม้แต่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง มีเกิดขึ้นมากมาย ท่านเองในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ก็จะเป็นผู้หนึ่งที่ทราบสภาพพื้นที่เป็นอย่างดี จนวันหนึ่ง มีเจ้าของพื้นที่นามาขอพบและมีของฝากพร้อมกับคำขอบคุณว่าเขาสามารถขายที่นาเขาได้แล้ว ด้วยความช่วยเหลือที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ท่านนี้ ท่านจึงได้ถามไถ่จนได้ความจริงว่าเขาได้ขายพื้นที่นาดังกล่าวไปแล้ว ได้ราคาดีพอสมควร และเมื่อท่านได้ทบทวนย้อนหลังไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีผู้มาพบและสอบถามข้อมูลสภาพพื้นที่ในแถบดังกล่าวและท่านก็ได้นำเสนอข้อมูลถึงสภาพความเหมาะสมในการทำการเกษตรไป จึงได้ทราบว่าเป็นการนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจซื้อพื้นที่นาดังกล่าวนั่นเอง จนปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าว เกิดเป็นหมู่บ้านจัดสรรใหญ่โตมีผู้อยู่อาศัยมากมาย กลายเป็นเมืองโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ภาพท้องทุ่งบางเขนที่เป็นเรือกสวนไร่นา หายไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นตึกรามบ้านช่อง เกิดขึ้นเต็มไปหมด ยิ่งช่วงนี้มีรถไฟฟ้าผ่านไปถึงคูคต และจะมีอีกหลายสายตามมา จึงเห็นอาคารที่อยู่อาศัยสูงๆ เกิดขึ้นมากมายตลอดสายทาง จนจำพื้นที่เดิมไม่ได้เลย นี่ขนาดเป็นพื้นที่ที่ผมเริ่มออกเดินทางขึ้นเหนือยังไม่พ้นเขตกรุงเทพมหานครเลย ยังมีเรื่องราวมากมาย ยิ่งเมื่อกำลังจะขับรถผ่านรังสิต ยิ่งมีประเด็นอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของพื้นที่ดังกล่าวถึงกับเป็นส่วนหนึ่งของเพลงลูกทุ่งเพลงดังในอดีต ซึ่งก็คงต้องนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/444783

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ30 กันยายน 2563 – 11:39 น.

 รมช..ประภัตร ห่วงพี่น้องเกษตรกร ชาวนาผู้ปลูกข้าวเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง คาดการณ์อีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีว่าช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาผู้ปลูกข้าวเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา รวมถึงคาดการณ์ว่าในอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอ ขาดน้ำอุปโภค-บริโภค ส่งผลกระทบต่อผู้ทำนากว่า 2 ล้านไร่ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นจึงได้นำโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้มีรายได้ในช่วงภัยแล้งนี้

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

 สำหรับโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เป็นโครงการสำคัญของกรมการข้าวที่ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แผนแม่บทด้านการพัฒนาการเกษตรปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจโดยการมุ้งเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการผลิตรวมถึงมีการจำหน่ายมีตลาดรองรับ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวต้องเข้าไปดำเนินการจำนวนทั้งสิ้น 1,914 แปลง เป็นแปลงต่อเนื่องปี 2561 จำนวน 729 แปลง แปลงต่อเนื่องปี 2562 จำนวน 830 แปลง และแปลงใหญ่ปี 2563 จำนวน 355 แปลง นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญอีกจำนวน 22 โครงการที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน
             รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

 ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน และโครงการสำคัญของกรมการข้าวอีก 22 โครงการ นำไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ สร้างความร่วมมือ ร่วมใจให้แก่บุคลากร ก่อให้เกิดการบูรณาการความคิดร่วมกัน เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางให้บุคลากรสามารถดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยล่า1พันชื่อ ยื่นรมว.คลัง จับภาษีบุหรี่40% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521795

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยล่า1พันชื่อ ยื่นรมว.คลัง จับภาษีบุหรี่40%

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยล่า1พันชื่อ ยื่นรมว.คลัง จับภาษีบุหรี่40%

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.06 น.

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัย ร่วมประชุมสามัญประจำปี เตรียมความพร้อมเปิดฤดูกาลเพาะปลูก 63/64 รวมพลทำพิธี จับภาษีบุหรี่ 40% ยัดลงหม้อดินปิดผนึกลงยันต์  ล่ารายชื่อเตรียมยื่น รมต. คลัง และอธิบดีสรรพสามิตคนใหม่ ค้านขึ้นภาษีมหาโหด 40% พร้อมเรียกร้องเร่งเงินชดเชยและแก้ปัญหาระยะยาว

วันที่ 29 กันยายน 2563 สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ณ วัดเกาะวงษ์เกียรติ์ ต.ทับผึ้ง อ. ศรีสำโรง จ.สุโขทัย โดยมีชาวไร่ยาสูบกว่า 900 เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ พร้อมด้วยตัวแทนจากสรรพสามิตพื้นที่ จ.สุโขทัย และการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เพื่อรับทราบสถานการณ์และความเดือดร้อนที่กลุ่มชาวไร่ยาสูบยังคงประสบมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีนับตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศเพิ่มภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยเมื่อปี พ.ศ.2560  ภายในงาน นอกจากจะมีกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวไร่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มฤดูกาลปลูกใบยา 2663/2564 ยังมีการรายงานถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเรื่องของภาษียาสูบที่จะขึ้นเป็น 40% ในเดือนตุลาคม 2564 อีกด้วย

นายสุครีพ บุญชุ่ม นายกสมาคม ชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า  “ปีนี้เป็นปีที่ชาวไร่ยาสูบได้รับผลกระทบกันหนักมาก เพราะผลกระทบจากโควิดที่ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเงียบเหงาลงไป เงินชดเชยโควตาของฤดูกาลปลูก 2562/2563 ก็ยังไม่ได้รับ และ ยสท. ก็ยังคงตัดโควตาการรับซื้อใบยาสูบของจังหวัดสุโขทัยลงไป 50% เหมือนกับสองปีผ่านมา  ซึ่งเมื่อรวมระยะเวลาในปีนี้ด้วยก็เท่ากับว่าเป็นเวลา 3 ปีแล้วที่เงินหมุนเวียนในชุมชนท้องถิ่นของจังหวัดสุโขทัยหายไปกว่า 162 ล้านบาท อันเป็นผลกระทบรุนแรงจากการที่รัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่ ซึ่งที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเลื่อนภาษี 40% ให้ปีต่อปี แต่ก็ไม่ใช่นโยบายการแก้ปัญหาที่ดี เพราะยังไม่สามารถการันตีอาชีพและรายได้ของพวกเราเอาไว้ได้ หากมีการขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% จริงๆ ในเดือนตุลาคม 2564 โควตาที่เหลือเพียงครึ่งเดียวตอนนี้ ก็ต้องโดนตัดหายไปแน่นอน โดยที่พวกเราก็ยังไม่ได้ทางออกใดๆ เรื่องของการปลูกพืชทดแทนเลย”

ด้านนายปรีชา ชาญยา ตัวแทนชาวไร่ จาก อ. ศรีสำโรง กล่าวว่า “จนถึงตอนนี้พวกเราก็ยังไม่ได้คำตอบเรื่องพืชทดแทน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า ภายในเดือน มิ.ย. รัฐฯ จะเร่งหาแนวทางส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนที่ให้รายได้เท่าๆ กับการปลูกยาสูบ แต่การจะปลูกพืชทดแทนได้ดีนั้น ชาวไร่ก็ต้องมาปรับตัว ศึกษาเรื่องดิน น้ำ ปุ๋ยใหม่ และคงต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4-5 ปีกว่าจะปลูกให้ได้ผลผลิตดี มีรายได้เลี้ยงครอบครัวเท่ากับยาสูบได้ ปลูกพริก ผัก ข้าวโพด ก็ไม่ได้ราคาเท่ายาสูบ  เมื่อไม่มีพืชทดแทนที่เหมาะสมเราจึงต้องค้านการขึ้นภาษีบุหรี่แบบสุดโต่งเป็นเท่าตัวแบบนี้ต่อไป”

“พวกเราขอคัดค้านภาษี 40% อย่างเต็มที่เพราะกระทบต่อต้นน้ำของอุตสาหกรรมยาสูบอย่างเรา  แต่กระทรวงการคลังกลับไม่เห็นว่าเกษตรกรชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศเดือดร้อนกันขนาดไหน  พวกเราจึงได้รวบรวมรายชื่อชาวไร่จังหวัดสุโขทัยที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษี 40% ไปส่งให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอธิบดีสรรพสามิตคนใหม่ เพื่อให้ช่วยพิจารณาเรื่องการเรื่องนี้ในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาแบบปีต่อปีแบบที่ผ่านซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน”  นายสุครีพกล่าว และเชิญชวนชาวไร่ยาสูบที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มาร่วมสวดมนต์ ขจัดปัดเป่าอุปสรรคสิ่งชั่วร้ายให้พ้นไปจากชีวิตชาวไร่ยาสูบ  โดยทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำแผ่นป้ายที่เขียนว่า ภาษี 40% ยัดลงหม้อดิน ปิดผนึกลงยันต์ เพื่อส่งสัญญาณชัดๆ จากชาวไร่ยาสูบ จ.สุโขทัย ว่า  พวกเขาไม่ต้องการให้รัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ในปีหน้า 

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521593

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหาดไทยจี้ผู้ว่าฯ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง

เน้นโปร่งใสตรวจสอบได้ สั่งกำชับต้องไม่มีทุจริต

ปลัด มท.ส่งหนังสือถึงผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ลุยโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง เน้นต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้าน“บิ๊กป้อม” ถก กนช.อนุมัติโครงการใหญ่ เตรียมน้ำต้นทุน รับมือภัยแล้งช่วยชาวบ้าน เกษตรกร และภาคธุรกิจ รับพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ลงวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องการดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม โดยมีเนื้อหาโดยสรุปว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม และวันที่ 16 กันยายน 2563 เห็นชอบให้จังหวัดใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมทั่วประเทศได้มอบหมายให้จังหวัดรับผิดชอบโครงการและแจ้งแนวทางปฏิบัติ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

ทั้งนี้ ได้ให้จังหวัดดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ส่วนราชการ ส่วนกลางที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ หรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจ ให้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินโครงการ

2.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ กรณีพบการกระทำอันเป็นการทุจริต ผิดระเบียบ กฎหมาย หรือมีการแอบอ้าง ฉ้อฉล หรือทำให้เชื่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยวิธีการใดๆ ให้แจ้งความดำเนินคดีหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และให้รายงานกระทรวงมหาดไทยทราบโดยด่วนและ 3.ให้หน่วยดำเนินการประมวลข้อมูลการดำเนินโครงการและการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการตรวจสอบ และหากมีกรณีร้องเรียนการกระทำโดยไม่ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบ และรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ครม.มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าว ทางกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการไปยังแต่ละจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศก่อนหน้านี้2ครั้ง คือในวันที่ 19 สิงหาคม และวันที่ 18กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินการควบคุม ตรวจสอบ และการป้องกันทุจริต

ทางด้าน พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำที่ผ่านมา ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2563 ซึ่งประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุ ทำให้มีปริมาณน้ำฝนและส่งผลให้มีน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ได้แก่พายุ ซินลากู ,พายุฮีโกส และพายุโนอึล

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่ทั้งประเทศ 141,489 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 40,248 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 49 ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งที่จะมาถึง กนช.จึงพิจารณาเห็นชอบโครงการต่างๆทั้งโครงการขนาดใหญ่ และโครงการสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เตรียมแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เกษตรกร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอโดย กนช.พิจารณาเห็นชอบโครงการเร่งด่วน ได้แก่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย และโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาบ้านมะขามเฒ่า จ.นครราชสีมา

พล.ต.พัชร์ศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า ทาง พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ให้กำกับ ติดตาม แผนงานโครงการที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว พร้อมเร่งรัดกรมชลประทาน และหน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบโครงการ ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่จะได้รับตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนเกษตรกร รวมทั้งภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ให้สามารถรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งรณรงค์ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และประหยัด ควบคู่กันไป

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส คณะกก.วัตถุอันตรายยัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521587

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส คณะกก.วัตถุอันตรายยัน

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส คณะกก.วัตถุอันตรายยัน

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ยืนมติแบนสารพิษ พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส

คณะกก.วัตถุอันตรายยันศึกษาดีแล้ว/เป็นภัยกับคน

คณะกรรมการวัตถุอันตรายยันแบนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส ตามมติเดิม ไม่มีการผ่อนผันตามข้อเรียกร้องจากบางฝ่าย “สุริยะ” บอกศึกษาดีแล้ว เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในขณะที่ภาคเกษตร ครวญยังหาสารทดแทนไม่ได้ ปรับตัวใหม่เน้นเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 3-2/2563 ว่า หลังจากมีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นมา คณะกรรมการฯ ได้รับข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ พอสมควร ทั้งที่เป็นการรายงานผลการดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และข้อเสนอจากบุคคลและกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย ให้คงมติคณะกรรมการฯ (ไม่ขยายเวลา) และขอให้ทบทวนมติที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอต รวมทั้งมีผู้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางลดผลกระทบมาให้คณะกรรมการพิจารณา

ทั้งนี้า ที่ประชุมจึงได้มีการลงมติยังไม่สมควรทบทวนการออกประกาศที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากประกาศเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 โดยมีคณะกรรมการอยู่ในห้องประชุมจำนวน 24 คน จากคณะกรรมการทั้งหมด 27 คน มีผู้เห็นด้วยกับการทบทวนมติ จำนวน 4 คน และไม่เห็นด้วย จำนวน 20 คน

“เสียงส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่สมควรทบทวนการออกประกาศที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากประกาศเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 รวมทั้งมีเหตุผลรองรับชัดเจนอยู่แล้วว่าว่าเป็นสารอันตรายมีผลเสียต่อสุขภาพ เห็นได้จากต่างประเทศที่ประกาศยกเลิกใช้สารนี้ในหลายประเทศแล้วเช่นกัน ”นายสุริยะกล่าว

ด้านนายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร กล่าวว่าเบื้องต้นยอมรับทางกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่สามารถจัดหาสารทดแทนได้ แต่มีสารทางเลือกซึ่งต้นทุนสูงกว่า และกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ในการควบคุม/กำจัดวัชพืช แมลง/ศัตรูพืชให้ผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารเคมีด้วย โดยกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์หามาตรการทางการตลาดด้านราคาพืชผลทางการเกษตรจะขายได้ราคาสูงขึ้นจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้กระบวนการเกษตรอินทรีย์มากขึ้น และเลิกใช้สารเคมีในที่สุด

“ปัจจุบันจะเห็นว่าเกษตรกรกลุ่มเครื่องจักรกลทางการเกษตรได้รวมกลุ่มกันรับจ้างไถพรวน ไถกลบต่างๆ แทนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นทางเลือกให้เกษตรกรมากขึ้น รวมถึงการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ช่วยลดต้นทุน”นายอภัยกล่าว

ทีมวิจัยม.ก.โชว์ผลงานค้นพบครั้งแรกของโลก ระบบกำหนดเพศอิกัวน่าXX/XYคล้ายของมนุษย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521487

ทีมวิจัยม.ก.โชว์ผลงานค้นพบครั้งแรกของโลก  ระบบกำหนดเพศอิกัวน่าXX/XYคล้ายของมนุษย์

ทีมวิจัยม.ก.โชว์ผลงานค้นพบครั้งแรกของโลก ระบบกำหนดเพศอิกัวน่าXX/XYคล้ายของมนุษย์

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยนิสิตระดับปริญญาโท นางสาวทรรศิกา คุ้มกัน ร่วมกับอาจารย์ ที่ปรึกษา รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ คณะวิทยาศาสตร์ สถานพยาบาลสัตว์มายด์เพ็ทส์ และคณะทำงานวิจัย ประสบความสำเร็จค้นพบและยืนยันระบบกำหนดเพศของอิกัวน่า (Iguana iguana)ครั้งแรกของโลก โดยอิกัวน่ามีระบบกำหนดเพศเป็นระบบ XX/XYคล้ายกับของมนุษย์ แต่มียีนและองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่แตกต่างออกไป นอกจากนี้ ยังพบว่าโครโมโซมเพศของอิกัวน่าเกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศของสัตว์ชนิดต่างๆ ในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังสอดคล้องกับสมมุติฐาน super-sex chromosome ของสัตว์มีกระดูกสันหลังต่างๆ ที่พบก่อนหน้า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญมากสำหรับการอธิบายปรากฏการณ์วิวัฒนาการของโครโมโซมในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานและช่วยวางแผนการผสมพันธุ์ของอิกัวน่า ตลอดจนพัฒนาวิธีการตรวจสอบเพศของอิกัวน่าด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอ ซึ่งจะสนับสนุนวงการเพาะเลี้ยงอิกัวน่าในประเทศไทยและทั่วโลก

รศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกและคนไทยให้ความสนใจเลี้ยงสัตว์ประเภทสัตว์เลี้ยงแปลก (exotic pets) มากขึ้น โดยเฉพาะอิกัวน่าที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นกิ้งก่าที่มีลวดลายสีสันสวยงาม และยังสามารถฝึกให้เชื่องได้ ค่อนข้างเลี้ยงง่ายปัจจุบันมีผู้เพาะเลี้ยงสามารถพัฒนาสีสันต่างๆ ของอีกัวน่าได้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม มักพบปัญหาในการตรวจสอบเพศของอิกัวน่าที่ไม่ชัดเจนในวัยก่อนเจริญพันธุ์ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของผู้สนใจที่ต้องการซื้อหรือวางแผนผสมพันธุ์ และการซื้อ-ขายอิกัวน่าที่ไม่ทราบเพศไปนั้น ทำให้สัดส่วนการเลี้ยงระหว่างเพศผู้และเพศเมียไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ส่งผลเสียต่อการผสมพันธุ์ในกรงและผู้เพาะเลี้ยงต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงอิกัวน่าไปจนโตเต็มวัย จึงจะระบุเพศได้ นอกจากนี้ผู้สนใจเพาะเลี้ยงอิกัวน่าส่วนใหญ่นิยมซื้อหาอิกัวน่าที่อายุยังน้อยเพื่อต้องการให้เชื่อง และเกิดความผูกพัน การทราบระบบกำหนดเพศของอิกัวน่าและพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอ เพื่อตรวจสอบเพศได้ตั้งแต่อายุอิกัวน่ายังน้อย จะส่งเสริมผู้ประกอบการคัดเลือกเพศผู้และเพศเมียให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับเพาะเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ

การค้นพบระบบกำหนดเพศดังกล่าว ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontier in Genetics เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการทุนพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมระดับปริญญาโท (พวอ.) ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) (เดิม) ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)