“ตามรอยพ่อฯ” ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/445049

“ตามรอยพ่อฯ” ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง 2 ตุลาคม 2563 – 16:17 น.

“ตามรอยพ่อฯ” ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง ภูมิปัญญาแห่งลุ่มน้ำบางปะกง แหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี จ.ฉะเชิงเทรา สร้างพื้นที่ต้นแบบโคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 8 จัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ระดมอาสาสมัครเกือบ 400 คน สร้างพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ ณ ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาของชาวลุ่มน้ำบางปะกงในการจัดการพื้นที่กสิกรรมในระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ที่ประยุกต์เข้ากับการทำโคก หนอง นา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำบางปะกง แหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน พร้อมวางมาตรการความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับภาวะปกติใหม่ (New Normal) อย่างเข้มข้น

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” (ตามรอยพ่อฯ) เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เกิดความตระหนัก และนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ในปีนี้ ภายใต้แนวคิด “สู้ทุกวิกฤต รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อตอกย้ำว่าศาสตร์พระราชาคือทางรอดจากทุกวิกฤต

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงความสำคัญในการเลือก จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งตั้งอยู่บนลุ่มน้ำบางปะกงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมว่า “จ.ฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ 5,351 ตร.กม. หรือประมาณ 3.3 ล้านไร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ บริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศ โดยพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะกับการทำเกษตร ด้วยแม่น้ำบางปะกงได้พัดพาดินตะกอนมาทับถมเป็นเวลานาน ก่อนที่จะไหลลงสู่อ่าวไทยที่ อ.บางปะกง โดยประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม คือ การทำนา ทำไร่ ทำสวนผลไม้ยืนต้น และมีการทำนาขาวังที่เป็นเอกลักษณ์ อยู่ที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง


สำหรับการทำ ‘นาขาวัง’ เป็นรูปแบบการทำนาในระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เรียนรู้กลไกธรรมชาติของน้ำขึ้น น้ำลง โดยทำนาข้าวในฤดูฝน  ส่วนในฤดูแล้งก็จะปล่อยน้ำเค็มให้ไหลเข้ามาในนาเพื่อเลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา คำว่า ‘ขาวัง’ คือ ร่องน้ำรอบแปลงนา เป็นภูมิปัญญาในการจัดการน้ำของชาวนา ซึ่งปัจจุบันเหลือพื้นที่ทำนาขาวังเพียงแค่ที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เท่านั้น กิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้เป็นการสร้างต้นแบบนาขาวัง ที่ประยุกต์เข้ากับการทำโคก หนอง นา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการสร้างความมั่งคั่งทางอาหารอย่างยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ตลอดจนอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาบรรพชนไม่ให้สูญหาย”

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

กิจกรรมเอามื้อสามัคคี จ.ฉะเชิงเทรา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ก.ย.2563 วันแรกเป็นกิจกรรมการปั่นจักรยานรณรงค์ ของกลุ่มนักปั่นสะพานบุญ 70 คน ซึ่งมีดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายไตรภพ โคตรวงษา และนายวรเกียรติ สุจิวโรดม คนมีใจเจ้าของแปลงชาวนามหานครร่วมปั่นด้วย โดยเริ่มต้นทางจากแปลงชาวนามหานคร ต.คลองสิบสี่ อ.หนองจอก กรุงเทพมหานคร จนถึงพื้นที่ของนายชัชวาล เกษมสุข ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี เพื่อสร้างต้นแบบโคก หนอง นาขาวัง ในวันถัดมา รวมระยะทาง 102 กม. 

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของกิจกรรมเอามื้อสามัคคีว่า “กิจกรรมเอามื้อสามัคคีในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกือบ 400 คน จากสมาชิกเครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ผู้สมัครร่วมกิจกรรมทางเฟซบุ๊กโครงการตามรอยพ่อฯ และพนักงานของเชฟรอน เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ บนพื้นที่ของนายชัชวาล เกษมสุข ที่ ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา กิจกรรมที่ทำ ได้แก่ ขุดคลองไส้ไก่ ปลูกแฝก ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพาะผัก ห่มดินแห้งชามน้ำชาม ปล่อยพันธุ์ปลา เป็นต้น โดยมีวิทยากรจากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ รวมถึง ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อ.ยักษ์) สาธิตและให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งคาดหวังว่ากิจกรรมการสร้างพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติแห่งแรกใน อ.บ้านโพธิ์นี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและองค์ความรู้ศาสตร์พระราชามาปรับใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนต่อไป”  

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ด้าน นายไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงการทำ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติว่า “การทำ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ จะแตกต่างจากการทำนาขาวังแบบดั้งเดิมเล็กน้อย โดยจะทำคันดินกั้นระหว่างแปลงนากับคูน้ำ เพื่อประโยชน์ในการกักเก็บน้ำและควบคุมระดับน้ำในแปลงนา และยังสามารถปลูกพืชผักไว้เป็นอาหารบนคันนา การทำนาขาวังในแบบกสิกรรมธรรมชาติจึงปั้นคันนาส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาจากการทำนาขาวังตามปกติ นอกจากนี้ยังต้องเป็นการทำเกษตรอินทรีย์อีกด้วย 
    

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

สำหรับการออกแบบปรับพื้นที่จากที่นาเดิมให้เป็นต้นแบบ ‘โคก หนอง นาขาวัง’ ที่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา นั้นได้รับความกรุณาจากพระอาจารย์สายชล ขันติธัมโม (พระอาท) เจ้าอาวาสวัดหนองสองห้อง อ.พนมสารคาม   จ.ฉะเชิงเทรา เป็นผู้ออกแบบและปรับพื้นที่ประมาณ 18 ไร่ให้ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ทำนาขาวังอินทรีย์ 5 ไร่ ประกอบด้วยการทำขาวังรอบแปลงนา ขุดหนองน้ำ คลองไส้ไก่ ปรับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ให้เป็นโคก ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และพื้นที่ทำสวนผสมผสาน”

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ด้าน นายชัชวาล เกษมสุข (แอ้ม) เจ้าของพื้นที่ “โคก หนอง นาขาวัง” ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์  จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการทำแปลงต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติว่า “ครอบครัวมีอาชีพทำขนมเปี๊ยะขายอยู่ในเมืองฉะเชิงเทรา  แม้จะขายดีแต่ต้องอดหลับอดนอน จึงเห็นว่าเงินไม่ใช่คำตอบ จึงผันตัวมาทำการเกษตรโดยศึกษาเองจากอินเตอร์เน็ตอยู่ 2 ปี ก่อนจะมีโอกาสได้ไปอบรมกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน (ศพช.) ชลบุรี กรมการพัฒนาชุมชน ปัญหาของพื้นที่คือ เป็นดินเลน ดินเปรี้ยว ต้องปรับสภาพดินด้วยการห่มดินบำรุงดิน ขุดหลุมกว้างผสมดินเพื่อปลูกต้นไม้ โซนหลังเป็นนา ขุดหนองน้ำ 3 หนอง ซึ่งผมตั้งใจสร้างให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างเพื่อสร้างความสุขอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้าง ให้เห็นว่าเราสามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้ และเมื่อที่ของเรามีน้ำอุดมสมบูรณ์ก็สามารถปลูกข้าวได้หลายรอบ สำหรับความฝันในตอนนี้คืออยากปลูกข้าวให้แม่กิน มีข้าว มีผัก มีไข่ มีปลากิน พึ่งตัวเองได้และแบ่งปันเพื่อนบ้าน ตั้งใจว่าจะทำให้พื้นที่นี้สามารถเลี้ยงตัวได้พออยู่พอกินได้ภายใน 5 ปี” 

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง


ทั้งนี้ โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 8 มีช่องทางสื่อสารในรายการเจาะใจ ซึ่งจะออกอากาศทางช่อง MCOT HD ในเดือนธันวาคม 2563 ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและกิจกรรมในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbythekingหรือดูรายละเอียดที่ https://ajourneyinspiredbytheking.org

เปิดประวัติ “ดร.ทองเปลว” ปลัดก.เกษตรฯคนใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/444893

เปิดประวัติ “ดร.ทองเปลว” ปลัดก.เกษตรฯคนใหม่

เปิดประวัติ "ดร.ทองเปลว" ปลัดก.เกษตรฯคนใหม่1 ตุลาคม 2563 – 12:46 น.

เปิดประวัติ “ดร.ทองเปลว กองจันทร์” หลังร่วมพิธีส่งและรับมอบงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อจาก “อนันต์ สุวรรณรัตน์” ที่เกษียณอายุราชการ

1 ต.ค.2563  ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีส่งและรับมอบงานจาก นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งต่อจากนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรววงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกษียณอายุในปีนี้  โดยมี คณะผู้บริหาร  ตลอดจนข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดี ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

สำหรับ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรการชลประทาน จากโรงเรียนการชลประทาน รุ่นที่ 35 ระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกรมชลประทาน สังกัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ เป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน คนที่ 33 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 จนถึงปัจจุบัน    

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ เคยได้รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่นจากสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2561 และจากสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทนักบริหารภาครัฐ/ราชการ ประจำปี 2562    

นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับการฝึกอบรมที่สำคัญ ได้แก่ หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปศส.) รุ่นที่ 11 สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 63 วิทยาลัยมหาดไทย สถาบันดำรงราชานุภาพ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 59 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 7 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

เตรียมจัดงาน’มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด’ ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522374

เตรียมจัดงาน'มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด' ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9

เตรียมจัดงาน’มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด’ ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 10.26 น.

‘คณะทำงานที่ปรึกษา รมต. เกษตรฯ’ แถลงข่าวการจัดงาน ‘มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด19’ มีนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร. 9 – เผยช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค พร้อมให้ศิลปินต่างๆ มีรายได้สู้ภัยโควิด19

ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ นายวิเชียร สุขพันธุ์ คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานจัดงาน  แถลงข่าวถึงการจัดงาน ‘มหกรรมช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต สู้ภัยโควิด19’ ตรงจากเกษตรกร ถึง ผู้บริโภค และผู้ประกอบการจัดโดยเครือข่ายเกษตรกร 4 ภาค สภาพลเมืองเศรษฐกิจพอเพียงแห่งชาติ (สพช.)

โดยนายวิเชียร แถลงว่า งานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 13 ตุลาคม 2563 ณ ลานสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้มีอยู่ 4 ข้อ ได้แก่

1.เพื่อช่วยกระจายผลไม้ พีชผัก ผลผลิตการเกษตร พันธุ์พืช พันธุ์ไม้ จากเกษตรกรส่งตรงถึงผู้บริโภค

2.เป็นสถานที่พบปะเชื่อมธุรกิจเกษตรระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ

3.ให้ประชาชนผู้บริโภคได้ซื้อหาสินค้า อาหารจากการเกษตรสดๆ ราคาเป็นธรรม ตรงจากเกษตรกร

4.ให้ศิลปินต่างๆ มีรายได้สู้ภัยโควิด-19

ทั้งนี้ ภายในงานนอกจากจะมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้รับสมัญญานามว่า ‘กษัตริย์เกษตร’ แล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีการเกษตรในยุค 4.0 พร้อมนำสิ่งมงคลอันเป็นที่สักการะบูชาจากท้องถิ่น มาให้ได้กราบไหว้บนบานเป็นที่พึ่งทางใจถึงในงาน อาทิ พ่อปู่ศรีสุทโธจากคำชะโนด ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ พร้อมการแสดงบันเทิงบนเวที ศิลปะการแสดงวัฒนธรรมไทยสี่ภาค

ซึ่งในวันนี้ (3 ต.ค.) จะมีการ เปิดงานโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต้อนรับโดยพล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯพร้อมศิลปะการแสดงจากภาคต่างๆทั้ง มโนราห์ ลิเก ตลก พร้อมความบันเทิงสนุกสนานจากนักร้องนักแสดงทั่วไทยมาสู้ภัยโควิด 19 กันทุกค่ำคืนตลอดงาน

กนช.ไฟเขียวสร้างแหล่งน้ำ3โครงการ อ่างฯ 95 แห่งวิกฤติสั่งทำแผนรับมือแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522299

กนช.ไฟเขียวสร้างแหล่งน้ำ3โครงการ อ่างฯ95แห่งวิกฤติสั่งทำแผนรับมือแล้ง

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กนช.ไฟเขียว 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมูลค่ากว่า 5,900 ล้านบาท หวังสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ EEC นครราชสีมา และเชียงราย พร้อมเผยสถานการณ์น้ำในอ่างฯขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ น่าห่วง สั่งเฝ้าระวัง 95 แห่งน้ำน้อย เร่งทำแผนจัดสรรน้ำรับมือภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กนช. ครั้งที่ 3/2563 พิจารณาเห็นชอบหลักการให้ดำเนินโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง ของกรมชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำในแผนพัฒนารองรับเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) สามารถกักเก็บน้ำได้ 40 ล้าน ลบ.ม. เมื่อแล้วเสร็จสามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้ 30,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภค-บริโภคและการเกษตรในเขต อ.เขาชะเมา ช่วยบรรเทาอุทกภัยช่วงฤดูน้ำหลากในเขตอ.แกลง และเป็นแหล่งน้ำสำรองสนับสนุน EEC โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2565-67 งบประมาณ 3,551 ล้านบาท

2.โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย ของกรมชลประทานเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และช่วยชะลอการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก บรรเทาปัญหาน้ำท่วมในต.ป่าแดด อ.แม่สรวย เมื่อแล้วเสร็จ จะกักเก็บน้ำได้ 32 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรได้ 17,200 ไร่ และส่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคของราษฎรได้ 4,775 ครัวเรือน ระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565–68 งบประมาณทั้งสิ้น 1,325 ล้านบาท

และ 3.โครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าจากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า จ.นครราชสีมา ของเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นโครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบประปาทดแทนระบบเดิมที่เสื่อมสภาพ เพื่อลดการสูญเสียในระบบท่อส่งน้ำและรองรับการขยายตัวของชุมชนเมืองพื้นที่เทศบาลนครนครราชสีมาและพื้นที่ข้างเคียง 7 ตำบล เมื่อแล้วเสร็จทำให้มีปริมาณน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาเพิ่มจากเดิม 50,000 ลบ.ม./วัน พื้นที่รับประโยชน์ 11 ตำบล 229,351 ครัวเรือนครอบคลุมพื้นที่ 76.70 ตารางกิโลเมตรงบประมาณ 1,047 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 ซึ่งกนช.จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเปิดโครงการดังกล่าวต่อไป

นอกจากนี้ ยังพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดขอบเขต บทบาทอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานด้านบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ หลักเกณฑ์มอบหมายคณะกรรมการลุ่มน้ำปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำตามมาตรา 27 ของพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ 2561 และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ให้เป็นพื้นที่ชะลอและรองรับน้ำหลากช่วงฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ได้ในฤดูแล้ง โดยเร่งดำเนินการนำร่องใน 4 แห่ง ได้แก่ บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บึงสีไฟ จ.พิจิตร หนองหาร จ.สกลนคร และคลองแสนแสบ กรุงเทพมหานคร

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนช.ยังรับทราบสถานการณ์น้ำช่วงเดือนพ.ค.-21 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ไทยได้รับอิทธิพลจากพายุ ทำให้มีฝนตกหนักมีน้ำไหลเข้าในอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น จากพายุซินลากู พายุฮีโกส อิทธิพลจากร่องมรสุม และล่าสุดพายุโนอึล รวมแล้วเกือบ 5,000 ล้านลบ.ม. แต่ถือว่ายังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอ่างขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2558 ที่มีน้ำในอ่างฯน้อยที่สุด และยังน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งรองนายกฯเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าว จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินปริมาณน้ำต้นทุนก่อนสิ้นฤดูฝนพร้อมเร่งทำแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี2563/64 ทั้งประเทศ ให้แล้วเสร็จกลางเดือนตุลาคม เพื่อเตรียมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ทราบ ก่อนให้หน่วยงานปฏิบัตินำไปใช้บริหารจัดการน้ำ กำหนดมาตรการช่วยเหลือหากเสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงให้ข้อมูลภาคประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ก่อนเข้าฤดูแล้งด้วย

“ปัจจุบันแหล่งน้ำที่มีอยู่ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมคิดเป็นร้อยละ 49 ของปริมาณกักเก็บ โดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางถึง 95 แห่ง ที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% แบ่งเป็น อ่างฯขนาดใหญ่ 11 แห่ง และอ่างฯขนาดกลาง 84 แห่ง ซึ่งเบื้องต้นสทนช.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ประเมินน้ำต้นทุนในทุกแหล่งน้ำ ความต้องการน้ำฤดูแล้งปี 2563/64 ของทุกลุ่มน้ำ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแผนจัดสรรน้ำโดยเฉพาะพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่พบว่าหากต้องสนับสนุนน้ำในการเพาะปลูกกรณีฝนทิ้งช่วงต้องมีปริมาณน้ำ 9,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ปัจจุบันปริมาณน้ำใช้การรวมของ 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น ช่วงฤดูฝนอีกประมาณ 1 เดือนที่เหลือจำเป็นต้องเร่งเก็บกักน้ำเพิ่ม และบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เป็นไปตามแผน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์ครบรอบ48ปี มุ่งสร้างประโยชน์คืนสู่สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522298

กรมส่งเสริมสหกรณ์ครบรอบ48ปี มุ่งสร้างประโยชน์คืนสู่สมาชิก

วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายพัฒนาสหกรณ์ให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 48 ปี ว่า ตลอดปีงบประมาณ 2563 กรมส่งเสริมสหกรณ์สามารถสนองงานเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องสำคัญหลายเรื่องได้รับการยอมรับระดับกระทรวงและรัฐบาล นับเป็นเรื่องที่ดีที่มีการนำสหกรณ์มาเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นกลไกพัฒนาภาคเกษตรไทย พร้อมสนับสนุนให้สหกรณ์เข้มแข็ง กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานทำงานใกล้ชิดเกษตรกรมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมพยายามมุ่งสนับสนุนให้สหกรณ์เข้มแข็ง เป็นองค์กรหลักในการช่วยเหลือ ดูแลบรรเทาปัญหาและคอยให้บริการตอบสนองความต้องการแก่สมาชิก จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้สหกรณ์ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งปีงบประมาณ 2563 เกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน เช่น สถานการณ์ระบาดของ COVID-19 ที่มีผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ต่อวิถีชีวิตของคนในประเทศ กระทรวงเกษตรฯจึงได้มีนโยบายบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น โดยตนมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการหลายเรื่อง เช่น “โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร” ที่สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่จากนอกภาคการเกษตรคืนสู่ภาคการเกษตร เพื่อนำความคิดและความรู้ใหม่ๆ มาใช้ทำการเกษตรของตนเองและชุมชน รวมถึงเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินธุรกิจในสหกรณ์ การใช้การตลาดนำการผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาด พร้อมสนับสนุนการสร้างตลาดและมีตลาดรองรับเพื่อจัดจำหน่าย และกระจายสินค้าโดยตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่กระจายสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อบริการแก่สมาชิกและชุมชนด้วยการใช้ศักยภาพของเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิต และความร่วมมือของร้านค้าสหกรณ์ ร่วมเสริมสร้างการสหกรณ์ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของสมาชิกเกษตรกร รวมถึงชุมชนและสังคม ได้บริโภคสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย ราคาเป็นธรรม ตามสโลแกน Fresh From Farm by Co-op ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่ายที่ช่วยกันขับเคลื่อนให้นโยบายเหล่านี้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดี ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหน้าที่สำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ต้องดำเนินการ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาส่งเสริมขีดความสามารถของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง รวมถึงการสนับสนุนองค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยีและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์ที่ทันสมัยได้มาตรฐานมาใช้ เพื่อให้สหกรณ์พัฒนาเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากสมาชิกและประชาชนทั่วไป

‘หน.พรรคกรีน’ชี้แก้ปัญหาภาคเกษตร ต้องจัดโครงสร้างกำไร’เกษตรกร-นายทุน’ใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522278

'หน.พรรคกรีน'ชี้แก้ปัญหาภาคเกษตร ต้องจัดโครงสร้างกำไร'เกษตรกร-นายทุน'ใหม่

‘หน.พรรคกรีน’ชี้แก้ปัญหาภาคเกษตร ต้องจัดโครงสร้างกำไร’เกษตรกร-นายทุน’ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 18.58 น.

‘หน.พรรคกรีน’ชี้แก้ปัญหาภาคเกษตรต้องจัดโครงสร้างกำไร‘เกษตรกร-นายทุน’ใหม่

1 ตุลาคม 2563 นายพงศา ชูแนม หัวหน้าพรรคกรีน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ว่าด้วยโครงสร้างส่วนแบ่งผลกำไรจากสินค้าที่นายทุนได้มากกว่าเกษตรกรหลายเท่าตัว แต่เมื่อเกษตรกรมีปัญหากลับต้องไปนำเงินจากคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมมาชดเชยเยียวยา ซึ่งไม่เป็นธรรม แต่ก็น่าเสียดายเพราะที่ผ่านมาภาครัฐไม่กล้าแตะต้องนายทุน ดังนี้

#ข้าวสารที่ญี่ปุ่นกิโลละ250บาทขณะที่ข้าวเปลือกกิโลละ80สัดส่วน1ต่อ3มันบอกอะไร
……

“พงศาซัง!ก็ข้าวสารไม่ได้ทำจากเพชรนิลจินดามันทำจากข้าวเปลือกราคาจึงต้องสัมพันธ์กันในอัตรา1:3 หมายถึงราคาข้าวสารเป็น3เท่าของข้าวเปลือก”ผมแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นไทยจากปากคำเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
…..
ผมจึงเอามาจับกับปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรของไทย ที่เดินห่างจากวิธีการที่เรียกว่า”สมการราคา”เห็นได้ดังนี้
1).น้ำมันพืชเป็น15เท่าของปาล์มสด ทั้งที่ควรเป็นแค่8เท่าหรือ1:8 เพราะน้ำมันพืช1กก.มาจากปาล์มสด5.5กก.ตอนนี้ซื้อในราคา2.50บาท/กก.หมายถึงต้นทุนปาล์มสด11.25บาท+ค่าหีบอีก1.50บาทต่อ1กก.น้ำมัน รวมทุน12.75บาท แต่ขายขวดละ42บาท ฟาดกำไรไปเหนาะเกื อบ30บาทต่อกก.น้ำมัน 
…..
2).ข้าวเปลือกเหนียวซื้อราคาตันละ7000บาทเป็นสีข้าวสารได้650กก.ขายกก.ละ50บาทได้เงิน32,500บาทฟันกำไรไป25000บาท/ตัน  คิดเป็น1:4.6
…..
3).ไม้ยางพาราซื้อต้นละ500ส่งออกต้นละ18,000บาทมาหลายปี เป็น38เท่า
ฯลฯ
…..

คนที่ได้กำไรและทำให้ราคาตกต่ำคือพ่อค้า โรงงานแปรรูปผลผลิต อ้างปริมาณล้นตลาด ล้นสต็อก เป็นกลไกการตลาด แต่รัฐไปเอาเงินจากคนอาชีพอื่นมาชดเชยให้เกษตรกร โดยไม่แตะต้องพ่อค้านายทุนที่เป็นตัวปัญหาและกอบโกยเอาส่วนต่างไป 

นี่หรือมันสมองนักการเมือง นักวิชาการ ทหาร ที่อ้างว่ารักประชาชน
…..
ผมจึงหยิบแนวทางที่ประเทศพัฒนาแล้วจัดการราคาสินค้าเกษตรด้วยการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างราคาต้นทุนกับราคาขาย และตั้งชื่อเรียกเสียใหม่ว่า “#สมการราคา”
….. เช่น
1).ราคาข้าวสารเป็น3เท่าของข้าวเปลือก
2).ราคาน้ำมันพืชปาล์มเป็น8เท่าของปาล์มสด
3).ราคาไบโอดีเซลเป็น6เท่าของปาล์สด
4).ราคาน้ำตาลทรายเป็น20เท่าของอ้อย
5).ราคาอาหารสัตว์เป็น7เท่าของมันสำปะหลัง
6).ราคากะทิเป็น1.5เท่าของราคาเนื้อมะพร้าวสด
7).ไม้ยางพาราส่งออกเป็น5เท่าของไม้ยางสด ฯลฯ

ซึ่งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบร่วมกันอยู่กันได้ตามสัดส่วนควรจะเป็น คือธรรมาภิบาลด้านการเกษตรและการค้า ไม่ใช่ให้พ่อค้านายทุนเป็นใหญ่แปลว่าคนที่กุมนโยบายคือพวกกลุ่มเดียวกัน…..

พงศา ชูแนม  หัวหน้าพรรคกรีน

รายงานพิเศษ : อำนาจเจริญ จัดมหกรรม‘ส้มตำปลาร้าสุก ปลอดโรค ปลอดภัย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522077

รายงานพิเศษ : อำนาจเจริญ จัดมหกรรม‘ส้มตำปลาร้าสุก ปลอดโรค ปลอดภัย’

รายงานพิเศษ : อำนาจเจริญ จัดมหกรรม‘ส้มตำปลาร้าสุก ปลอดโรค ปลอดภัย’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชาวอีสานส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารสุกๆดิบๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทก้อย ลาบ และปลาร้าดับปรุงกับส้มตำ ถือว่า เป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ ในสำรับกับข้าว ต้องมีให้รับประทานทุกวัน 

โดยเฉพาะปลาร้า ซึ่งเป็นเครื่องปรุงรสคู่กับส้มตำ ที่ขาดไม่ได้ ด้วยรสชาติแซบ อร่อย กลิ่นหอมน่ารับประทาน ครบทุกรสชาติ ทำให้ผู้ทาน ถึงกับซี้ดปากถึงใจ จึงเป็นอาหารเด่นดังของชาวอีสาน ซึ่งปัจจุบัน เป็นเมนูเด็ด รับประทานกันทั่วทุกภาคเลยทีเดียว 

อย่างไรก็ตาม การรับประทาน ส้มตำปรุงด้วยปลาร้าดิบ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ที่ผ่านมา ชาวอีสาน เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จำนวนมาก 

เพื่อเป็นการรณรงค์และส่งเสริมให้มีการบริโภคอาหารปรุงสุก จังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้จัดมหกรรม “ส้มตำปลาร้าสุกปลอดโรค ปลอดภัย” ขึ้นที่หอประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดงานมหกรรม “ส้มตำปลาร้าสุก ปลอดโรค ปลอดภัย” โครงการกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี 2563 โดยมี นางสาว บุศณี มุจรินทร์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สถานประกอบการร้านอาหาร ร้านส้มตำในเขตพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก 

จากการรายงานสถานการณ์ของผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ พบว่า ร้อยละ 80 ของการป่วยมาจากการบริโภคส้มตำ ที่มีการปนเปื้อนจากเชื้อโรค ทางเดินอาหารและสถานการณ์การเสียชีวิต ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537-2559 มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง คิดเป็นอัตราอยู่ระหว่าง 58.7-73.6 ต่อแสนประชากรของจังหวัดอำนาจเจริญ  

ซึ่งสาเหตุของมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ อาจเกิดจากพยาธิใบไม้ตับฝังตัวอยู่ในร่างกาย ถึงแม้ว่ากินยาฆ่าพยาธิแล้ว แต่พยาธิใบไม้ตับจะตายและอักเสบ เกิดเป็นมะเร็งท่อน้ำดีได้ และอาจเกิดจากสารเคมีในร่างกายและข้างนอกที่สำคัญ คือ สารไนโตรซามีน ที่สะสมจากการหมักดองมากที่สุด เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม ผักกาดดอง และอุปนิสัยที่ชอบรับประทานปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบสุกๆดิบๆ โดยการปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ปลาร้าดิบ ก้อยปลา ส้มปลา ซึ่งมีระยะติดต่อของพยาธิใบไม้ตับ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการติดเชื้อของพยาธิใบไม้ตับในท่อน้ำดี และเกิดการอักเสบเรื้อรังส่งผลให้เกิดการก่อมะเร็งอย่างช้าๆ โดยใช้เวลาประมาณ 20-30 ปี  

และในปี 2559-2563 จังหวัดอำนาจเจริญ ได้พื้นที่พิเศษเป้าหมายของโครงการกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังนั้น การลดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จะต้องดำเนินการแบบบูรณาการ โดยทำให้ครอบคลุมทั้งปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรม การปลูกฝังค่านิยมและสร้างวัฒนธรรมในการกินอาหารปรุงสุก เพื่อลดอัตราความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ให้ประชาชนคนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องและประชาชนมีความมั่นใจ และปลอดภัยจากการบริโภคที่ร้านส้มตำปลาร้าสุก อีกทั้ง ลดความเสี่ยงต่อการป่วยจากโรคอุจจาระร่วง หรืออาหารเป็นพิษ มะเร็งตับ และมะเร็งท่อน้ำดี  

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้จัด มหกรรม “ส้มตำปลาร้าสุก ปลอดโรค ปลอดภัย”โครงการกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี 2563 ขึ้นพร้อมทั้ง มอบป้ายสัญลักษณ์ “ส้มตำปลาร้าสุก ปลอดโรค ปลอดภัย”จังหวัดอำนาจเจริญ ให้แก่ร้านค้าใน 7 อำเภอ รวม 170 ร้าน

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมด้วย รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ และผู้ที่มาร่วมงาน ได้เยี่ยมชมซุ้มนิทรรศการ ส้มตำปลาร้าสุก ปลอดโรค ปลอดภัย ของทั้ง 7 อำเภอ อีกด้วย… 

สนธยา ทิพย์อุตร

ปศุสัตว์จัดกิจกรรม‘วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522075

ปศุสัตว์จัดกิจกรรม‘วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลกว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก (World Rabies Day 2020) ภายใต้หัวข้อ“END RABIES COLLABORATE VACCINATE” “สังคมร่วมใจ ประเทศไทยปลอดพิษสุนัขบ้า ร่วมกันพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีน” เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนให้ป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าและสร้างความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง ซึ่งโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด และการควบคุมปริมาณสุนัขและแมวถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการจำกัดปริมาณสัตว์ที่เสี่ยงติดเชื้อในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย และการดำเนินงานตามโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธานฯนั้น พบว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าลดลงมาก การจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก จึงเป็นสิ่งที่ช่วยประชาสัมพันธ์เผยแพร่องค์ความรู้ไปสู่ประชาชนทั่วไปถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า การป้องกันตนเองและสัตว์เลี้ยงจากการติดโรค ซึ่งองค์กรเพื่อการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า (Global Alliance for Rabies Control) ส่งเสริมให้จัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วโลก

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกรมปศุสัตว์เน้นควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ซึ่งปี 2563 พบโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ 179 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.90 ของตัวอย่างทั้งหมด 6,176 ตัวอย่าง และจากข้อมูล Thairabies.net พบว่าสถานการณ์เกิดโรคในสัตว์ย้อนหลังสามปีพบลดลงต่อเนื่อง ซึ่งกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายสำคัญคือ สร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศ ปัจจุบันมีจังหวัดที่สร้างพื้นที่ปลอดโรคได้ 23 จังหวัด

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ ยังดำเนินโครงการที่เชื่อมโยงกับการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า อาทิ โครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยโครงการนี้จะช่วยลดจำนวนประชากรสุนัข-แมวที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของในประเทศไทย โครงการสัตวแพทย์ไทยมุ่งมั่นร่วมใจป้องกันภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องใน World Rabies Day 2020 เป็นโครงการที่ร่วมมือกับสถานพยาบาลสัตว์เอกชน ให้ความรู้ให้บริการการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในการสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายโรคพิษสุนัขบ้าทั้งภาครัฐ องค์กรและประชาชน อีกทั้ง ในส่วนภูมิภาคยังประสานแต่ละจังหวัดจัดกิจกรรมออกหน่วยทำหมันและฉีดวัคซีนในพื้นที่ขึ้น ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโรคพิษสุนัขบ้า สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในทุกพื้นที่ต่อไป

รอบรั้วเมืองใต้ : 1 ตุลาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522072

รอบรั้วเมืองใต้ : 1 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ผู้เขียนขอเข้าเวรร่ายข่าวสังคม “ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม” ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพ ที่เห็นมาอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น….เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ 2/2 ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่นำพาประเทศไปในทางที่ “เสื่อมทรุด” โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องปากท้องของคนทั้งชาติ ที่ยังมองไม่เห็น แสงสว่าง
ที่ปลายอุโมงค์….สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสงบมากขึ้น เพราะ “บีอาร์เอ็น” ไม่ออกมา ปฏิบัติการใช้ความรุนแรงเหมือนในอดีต แต่ใช้งานมวลชนมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งวันนี้ กลายเป็นอดีตแม่ทัพ เพราะได้ขยับขึ้นไปเป็นพลเอกในตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในปี2564..และน่าจะเป็นโชคดีของ พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์รองแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ขึ้นมาเป็น แม่ทัพภาค 4 ในขณะที่ เสียงปืนเสียงระเบิด ลดน้อยลง…เพื่อที่แม่ทัพเกรียง จะได้ทำงานมวลชนได้อย่างเต็มที่ และด้วยลีลาของแม่ทัพเกรียง ที่เข้าถึงมวลชน และเป็นที่ชื่นชอบของ มวลชน เชื่อว่า งานด้านมวลชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้น่าจะไปด้วยดี…. เต็มที่กับงานในพื้นที่ สำหรับ นิพนธ์บุญญามณี รมช.มหาดไทย หรือ “มท.2” ว่างจากงานที่กระทรวงเมื่อไหร่ จะต้องลงพื้นที่ เพื่อผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อให้จังหวัดสงขลา กับจังหวันครศรีธรรมราช ที่ ครม.ให้เป็นผู้กำกับดูแล…เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประกาศชัดเจนว่า เดือนธันวาคม จะมีการเลือกตั้ง นายกอบจ. สนามเลือกตั้งหลายสนามจึงมีการขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะสนามเลือกตั้ง อบจ.สงขลา ที่เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง ไพเจน มากสุวรรณ ซึ่งมี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้การสนับสนุน และ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่มีสส.พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ส่ง….ในขณะที่สนามเลือกตั้ง เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ก็เป็นอีกสนามหนึ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ ว่า 2 พรรคใหญ่อย่าง พลังประชารัฐ และ ประชาธิปัตย์ จะส่งใครลงสมัครเป็น “นายกเล็ก”ไพร พัฒโน อดีตนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ จะลงสมัครอีกหรือไม่ เพราะเรื่องการถูก ป.ป.ช.ฟ้องเรื่องทุจริต ยัง“คาราคาซัง”อยู่ที่ศาลทุจริตคอร์รัปชั่น…ส่วน พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี อดีต ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว ที่ประกาศตัวเป็นคนแรกว่าจะเป็น นายกเล็กเทศบาลนครหาดใหญ่ วันนี้ “ถอดใจ” กลับไปเล่นกอล์ฟ สบายกว่าเยอะ…ข่าวว่า ณรงค์พร ณ พัทลุง อดีตปลัดจังหวัดสงขลา หรือ“ปลัดแป้น” ก็เป็น อีกผู้หนึ่ง ที่มีผู้ทาบทามให้เล่นการเมือง สนามเล็กแห่งนี้ ซึ่งถ้าลงสมัครจริงก็จะเป็นทางเลือกใหม่ของคนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เพราะชื่อชั้นของปลัดแป้น มีลุ้นอยู่ที่การวางแผน และเครือข่ายในการสนับสนุนเท่านั้น…ยินดีด้วยกับ พล.ต.ต.ชวลิต สุขสุวรรณ นายตำรวจ “มือดี” ที่ได้ขึ้นเป็น ผบก.ตชด.ภาค 4เพื่อดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ จรัญ รุ่งมณี นายกสมาคมสื่อท้องถิ่นไทย อดีตนายกสนพท. ดีใจจนเนื้อเต้น….ยินดีด้วยกับผบก.ยะลา คนใหม่ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ซึ่งผู้คิดไม่ดีกับบ้านเมือง ได้ยินชื่อแล้ว หนาวไปตามมากัน…ส่วน ผบก.สงขลา ไม่พลิกโผ ยังคงเป็น พล.ต.ต.อาซาน จันทร์ศิริ ที่ย้ายข้ามห้วยมาจาก จ.สตูล…สำหรับ เอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส ย้ายกลับบ้านไปเป็น ผวจ.สตูล ในปีสุดท้าย คงจะแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะไปตามใจปรารถนา….

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

ท้องถิ่นบุรีรัมย์ระดมสูบน้ำ แก้ปัญหาเอ่อท่วมนาข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522073

ท้องถิ่นบุรีรัมย์ระดมสูบน้ำ แก้ปัญหาเอ่อท่วมนาข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เทศบาลตำบล (ทต.) โคกม้า ร่วมกับเทศตำบล (ทต.) ประโคนชัย และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ประโคนชัย  อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้ระดมเครื่องสูบน้ำที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)บุรีรัมย์ และชลประทาน จ.บุรีรัมย์ จำนวน 9 เครื่อง เร่งทำการสูบน้ำที่ท่วมขังนาข้าว  และรอบพื้นที่หมู่บ้าน ชุมชนบริเวณถนนเชื่อมต่อระหว่าง ตำบลโคกม้า กับเทศบาลตำบลประโคนชัย ข้ามไปยังอีกฝั่งถนนให้ไหลไปตามคลองธรรมชาติก่อนจะลงสู่ลำน้ำมูล  

ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบไม่ให้ต้นข้าวถูกน้ำท่วมเสียหายจากอิทธิพลพายุโนอึลช่วงที่ผ่านมา และป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อท่วมบ้านเรือน ร้านค้าในเขตเทศบาลตำบลประโคนชัย และหมู่ 8 ตำบลโคกม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วม เป็นการเตรียมพร้อมรับพายุฝนระลอกใหม่ที่จะตกลงมาซ้ำอีก     

นายทวีวัฒน์  แซ่ตั้ง นายกเทศมนตรีตำบลโคกม้า กล่าวว่า  ช่วงพายุ “โนอึล” ที่ผ่านมาได้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีน้ำจากพื้นที่สูงไหลลงมาสมทบ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังนาข้าว และพื้นที่รอบหมู่บ้าน ชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำจะเสี่ยงถูกน้ำท่วม จึงได้ขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ และชลประทานจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเร่งสูบน้ำออกจากทุ่งนา และรอบหมู่บ้าน ชุมชน เพื่อไม่ให้น้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชน ทั้งเป็นการเตรียมพร้อมรับฝนที่จะตกลงมาอีก  

โดยทางเทศบาลตำบลโคกม้า เทศบาลตำบลประโคนชัย และ อบต.ประโคนชัย ก็ได้ร่วมกันสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำออกในครั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง