‘มนัญญา’มอบหนังสือทำประโยชน์ที่ดิน ให้เกษตรกรนิคมสหกรณ์พร้าว88ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507298

‘มนัญญา’มอบหนังสือทำประโยชน์ที่ดิน ให้เกษตรกรนิคมสหกรณ์พร้าว88ราย

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะลงพื้นที่นิคมสหกรณ์อำเภอพร้าว จ.เชียงใหม่ มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.3 และกสน.5) เขตนิคมสหกรณ์พร้าวให้สมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด 88 ราย และเยี่ยมชมโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกผักอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย โดยนิคมสหกรณ์พร้าวร่วมกับเกษตรกรทำแผนเพาะปลูกพืชผักอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด เพื่อนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในเมืองเชียงใหม่

ทั้งนี้ อ.พร้าวมีลักษณะพื้นที่ล้อมรอบด้วยป่าไม้และภูเขา และมีพื้นที่ราบลุ่มบางส่วนห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 94 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 798,308 ไร่ แบ่งเป็น 11 ตำบล 98 หมู่บ้าน ประชากรทั้งสิ้น 48,785 คน อาชีพหลักคือ ทำเกษตร ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยมีพื้นที่ทำเกษตรรวม 92,089 ไร่และพืชเศรษฐกิจสำคัญได้แก่ ข้าว ลําไยมะม่วง ข้าวโพดและถั่วเหลือง สำหรับนิคมสหกรณ์พร้าว มีภารกิจจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินใน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่นิคมสหกรณ์พร้าวมี 67,082 ไร่ และได้ออกหนังสือแสดงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินนิคมสหกรณ์ กสน.3 และกสน.5 แล้ว 49,4999 ไร่ 8,912 ราย

นอกจากนี้ ในเขตนิคมสหกรณ์พร้าว ตั้งสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรส่งเสริมรายได้ให้คนในชุมชน โดยนิคมสหกรณ์พร้าวดูแลรับผิดชอบคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำเจ้าหน้าที่สหกรณ์ มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้และร่วมวางแผนดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการจัดการธุรกิจของสหกรณ์อย่างเป็นระบบ ปัจจุบันมีการตั้งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 26 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร 10 แห่ง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 4 แห่ง สหกรณ์นิคม 2 แห่งและกลุ่มเกษตรกร 10 แห่ง และได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดใน อ.พร้าว ประกอบด้วย 6 โครงการหลัก ได้แก่ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอพร้าว โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำ การผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP โครงการจัดทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และโครงการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์

ทั้งนี้ เกษตรกรที่อยู่ในเขตนิคมพร้าว 65 ราย ได้รับการส่งเสริมการประกอบอาชีพทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งกรมสนับสนุนปัจจัยการผลิตและจัดงบประมาณสร้างโรงเรือนขนาด 6×30 เมตร 8 หลัง ให้เกษตรกรเพื่อปลูกพืชผักปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ผักกวางตุ้ง ที่ทางนิคมสหกรณ์ได้จัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ การวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกร และเชื่อมโยงการตลาด โดยรวบรวมผลผลิตผักอินทรีย์ส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในอนาคตคาดหวังว่านิคมสหกรณ์พร้าวจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น

ปศุสัตว์ตามรอยพระราชดำริ หนุน‘เลี้ยงหมูหลุม-ไก่ไข่อารมณ์ดี’เพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507296

ปศุสัตว์ตามรอยพระราชดำริ หนุน‘เลี้ยงหมูหลุม-ไก่ไข่อารมณ์ดี’เพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เกาะติดความก้าวหน้าโครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด-19 ที่โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ(บ้านบ่อหวี)จ.ราชบุรี ที่หนุนคนว่างงาน“เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี”และ“เลี้ยงหมูหลุม”ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้มีอาชีพรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวอย่างยั่งยืน

สัตวแพทย์หญิงธนิดา หรินทรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงหมู่ที่ 4 บ้านบ่อหวี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้งจ.ราชบุรี นับเป็นหนึ่งภายใต้โครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด-19 ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการ 50 คน โดยในส่วนกรมปศุสัตว์ดำเนินการใน 2 กิจกรรมคือ เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีและเลี้ยงหมูหลุม โดยกองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษได้โอนเงินงบประมาณการสร้างโรงเรือนทั้ง 2 กิจกรรมให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันในส่วนโรงเรือนไก่ไข่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนโรงเรือนหมูหลุมยังไม่แล้วเสร็จเหลือ 10% โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรีสนับสนุนไก่ไข่ 50 ตัว ส่งมอบให้ฟาร์มตัวอย่างฯแล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563ที่ผ่านมาส่วนหมูสามสายขอสนับสนุนจากศูนย์ฯหนองกวาง 8 ตัว ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี ได้สนับสนุนอาหารสัตว์ทั้ง 2 กิจกรรม เป็นเวลา 2 เดือน

สัตวแพทย์หญิงธนิดากล่าวถึงความเป็นมาในการจัดทำโครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด -19 ด้วยว่า จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดในประเทศไทยและทั่วโลก รวมถึงสถานการณ์วิกฤตการณ์ภัยแล้ง ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจถดถอย ประชาชนลำบากในการประกอบอาชีพ สถานประกอบกิจการปิดกิจการ เลิกจ้าง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงาน ทำให้ประชาชนวัยแรงงาน พนักงาน และลูกจ้าง ต้องเผชิญปัญหาว่างงาน ขาดรายได้และเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) จึงจัดทำโครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนด้านอาชีพ ปี 2563 ภายใต้กิจกรรมจ้างงานเร่งด่วนขึ้นภายใต้ชื่อ “โครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด-19” เพื่อให้ประชาชนวัยแรงงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์ภัยแล้ง ที่ว่างงาน ขาดรายได้เดือดร้อนด้านอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ จากการจ้างงานในพื้นที่ระหว่างหยุดงาน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในสังคมได้เต็มศักยภาพ สามารถประกอบอาชีพได้จากประสบการณ์ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชาวบ้าน

สำหรับโครงการจ้างงานเร่งด่วน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะฝึกการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์จากการว่างงาน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19กิจกรรมที่ทำ อาทิ การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีการเลี้ยงหมูหลุม ทำปุ๋ยผสมดิน ถากหญ้าในแปลงผัก ขุดลอกคูคลอง ปลูกพืชผักสวนครัว และพืชสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนคนละ 300 บาทต่อวัน เมื่อทำครบแล้วหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่จะสำรวจความต้องการ เพื่อต่อยอดการประกอบอาชีพตามความต้องการเพื่อให้มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้มั่นคง โดยกระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรงบจ้างงาน 19.8 ล้านบาท มีแผนดำเนินการใน 17 จังหวัด 30 ฟาร์มตัวอย่าง ภายในระยะเวลา 60 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม-28 กรกฎาคมผู้เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติงานวันละ 8 ชั่วโมง และได้รับค่าตอบแทนวันละ 300 บาทต่อคน ทั้งนี้ จะมีน้องเกษตรกรได้รับผลประโยชน์รวม 1,101 คน

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507299

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย  ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อม นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์อารุณี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล และคณะทำงาน ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการ อว.สร้างงาน ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเข้าเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผึ้งโพรง ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้ได้รับการจ้างงานจากโครงการ อว.สร้างงานระยะที่ 1 ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไปในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

โดยได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมโครงการจ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในระยะแรกของโครงการ มีการจ้างงานประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 39 คน ระยะเวลา 4 เดือน (1 มิถุนายน – 30 กันยายน) โดยมีการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นสำหรับการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้แก่ผู้ได้รับการจ้างงานก่อนการลงพื้นที่จริง จากนั้นผู้ได้รับการจ้างงานจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงรายละเอียด ถ่ายทอด เผยแพร่และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีความจำเป็นทั้งความต้องการ ปัญหา และอุปสรรคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆในพื้นที่ และรายงานผลการปฏิบัติงานตามที่มหาวิทยาลัยมอบหมาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ประเมินผลการดำเนินงานต่อไป

รองปลัด อว. กล่าวว่า “โครงการ อว.สร้างงานเป็นการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในหน่วยจ้างงานของอว. จากทั้งหมดกว่า 60 หน่วยงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเข้าร่วมโครงการทั้งระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 รวมทั้งหมดเป็นการจ้างงานกว่า 200 อัตรา โดยนอกจากผู้ที่ได้รับการจ้างงานจะได้รับเงินเดือนแล้วก็ยังจะได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อสามารถนำไปประกอบอาชีพหรือทำงานต่อไปในอนาคตได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจ้างงานประชาชน เพื่อเข้ามาเป็นวิศวกรสังคมคือ การพัฒนาคนที่อยู่ในพื้นที่ โดยใช้รูปแบบองค์ความรู้เชิงระบบ ออกแบบเชิงระบบให้กับชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ฝึกคนในพื้นที่ให้รู้จักกระบวนความคิดที่เป็นระบบ เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูล การคิดกระบวนการต่างๆในการเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ในชุมชน”

การดำเนินงานโครงการ อว.สร้างงาน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้ได้รับการจ้างงานทุกคนจะผ่านกระบวนการสร้างวิศวกรสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และสามารถใช้เครื่องมือวิศวกรสังคมในการลงพื้นที่ปฏิบัติงานในชุมชนได้ทุกมิติ (ทักษะวิศวกรสังคม มี 4 ทักษะ 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์ เชิงเหตุ-ผล เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย 2.ทักษะในการสื่อสาร สื่อสารองค์ความรู้เพื่อการแก้ปัญหา 3.ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยปราศจากข้อขัดแย้ง ระดมสรรพกำลังทรัพยากรเพื่อการแก้ปัญหา 4.ทักษะการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม) และวิศวกรสังคมร่วมกับที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยและชุมชนยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนทุกมิติแก้ปัญหา พร้อมยกระดับ บูรณาการองค์ความรู้ เพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย เสริมสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และระดมสรรพกำลังจากมหาวิทยาลัยยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนในทุกมิติ

ด้านนาย ธนพงศ์ ปานรัตน์ วิศวกรสังคม เปิดเผยว่า เดิมทีทำงานเป็นเซลส์ เจอผลกระทบจากโควิด เลยถือโอกาสกลับภูมิลำเนาเดิม งานวิศวกรสังคม จริงๆแล้วถ้าเรียกง่ายๆ คือเป็นผู้ช่วยนักวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลงไปเก็บข้อมูลพื้นที่ชุมชนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วก็เอาข้อมูลที่ได้รับไปสังเคราะห์ ปรึกษาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ทำให้เราได้ข้อมูลการแก้ปัญหาหลายๆอย่างของกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับสิ่งที่ได้รับจากโครงการจ้างงานอย่างแรก คือ ความภาคภูมิใจที่ได้กลับบ้านเกิด และอาจจะเป็นอาชีพใหม่ เช่น วิทยากร หรือเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวได้

เกษตรกร บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือร้องนายกฯ แบน ‘สารไกลโฟเซต-กลูโฟซิเนต’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507277

เกษตรกร บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือร้องนายกฯ แบน ‘สารไกลโฟเซต-กลูโฟซิเนต’

เกษตรกร บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือร้องนายกฯ แบน ‘สารไกลโฟเซต-กลูโฟซิเนต’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 18.16 น.

23 กรกฎาคม 2563 กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคกว่า 30 ราย ยื่นหนังสือร้องเรียน นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทรโอชา ขอให้พิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใหม่อีกครั้ง พร้อมเสนอแนวทาง 5 ประการ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยและนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย พร้อมด้วยผู้บริโภคกว่า 30 ราย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ห้ามนำเข้า จำหน่ายและครอบครอง พาราควอต ในประเทศไทย นั่นหมายความว่า การนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรจากต่างประเทศที่มีการใช้สารพาราควอต เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้ง องุ่น แอปเปิล กาแฟ และอื่น ๆ  ดังนั้น ภาครัฐจะต้องประกาศห้ามการนำเข้าจากประเทศต้นทางด้วย โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีก 72 ประเทศทั่วโลก แต่กลับมีการประชุมร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จะมีการผ่อนปรนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เช่น ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวสาลี จากต่างประเทศ จนถึง 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 (ปีหน้า)

นอกจากนี้ ยังมีการใช้สารพิษอันตรายอีกสองชนิด ได้แก่ ไกลโฟเซตและกลูโฟซิเนต เพื่อกำจัดวัชพืชในกลุ่มพืชมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและไม้ผล จากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร แต่สารทั้งสองชนิดมีการตกค้างในพืชผล และกลูโฟซิเนตถูกจัดอยู่ในวัตถุอันตรายระดับเดียวกับพาราควอต และถูกแบนไปในยุโรปแล้ว รวมทั้ง สารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช จากการสุ่มตรวจสอบโดยกรมวิชาการเกษตรเอง ก็พบว่ามีการผสมสารพารา ควอตและไกลโฟเซต จึงไม่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพและผลผลิตส่งถึงผู้บริโภค นับเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคและเกษตรกรอีกด้วย

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรได้ยอมรับว่า ยังไม่สามารถหามาตรการหรือสารทดแทนพาราควอต ทั้งในด้านประสิทธิภาพและราคา รวมทั้ง ยังไม่มีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ สิ่งที่กรมวิชาการเกษตรกรดำเนินการเป็นเพียงเสนอ “สารทางเลือก” ไม่ใช่ “สารทดแทน” โดยแนะนำให้ใช้กลูโฟซิเนต ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน แต่ไม่ได้ช่วยเกษตรกร เพราะไม่สามารถใช้สารดังกล่าวได้ในหลายพืช

จากสถานการณ์ดังกล่าว และตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ได้ติดตามการดำเนินการควบคุมการใช้สารเคมีด้านการเกษตรของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และเห็นถึงความไม่เป็นธรรมต่อเกตรกรและผู้บริโภคชาวไทย รวมทั้งความไม่โปร่งใสในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมด้วยกระบวนการศาลไปในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากพยายามเข้าพบและชี้แจงรายละเอียดความเดือดร้อนของเกษตรกรและผู้บริโภคต่อรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับการแก้ไขและจัดการอย่างเหมาะสม

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เน้นย้ำว่า “ในฐานะตัวแทนเกษตรกรและผู้บริโภคไทย จึงอยากขอให้ นายกรัฐมนตรี 1. พิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใหม่อีกครั้ง ในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เพราะไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาจากนโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้ง ตั้งแต่มาดำรงตำแหน่งไม่มีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร มีแต่ซ้ำเติมเกษตรกรด้วยการเพิ่มต้นทุนการผลิตและสร้างผลกระทบให้แก่เกษตรกรมากกว่าเดิม โดยหวังว่าจะได้รับการพิจารณาในวาระที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

นอกจากนี้ ทางกลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคกว่า 30 ราย ก็ได้เดินทางไปพบ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อเรียกร้องให้มูลนิธิฯ ผลักดันให้เกิดความปลอดภัยด้านอาหารต่อผู้บริโภค โดยขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ผนึกกำลังในการ แบนสารไกลโฟเซต สารกลูโฟซิเนต สารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช และสารเคมีเกษตรทุกชนิดในทันที เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของประชาชน และขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม  กำหนดให้สารไกลโฟเซต กลูโฟซิเนต และสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยเร่งด่วน

รวมถึงขอให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพรีฟอสทันที ต้องไม่มีการผ่อนปรนถึงเดือนมิถุนายน 2564 และขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำการสอบสวนคณะกรรมการอาหารและยา ที่ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นโดยการผ่อนปรนให้กลุ่มผู้นำเข้าเป็นการชั่วคราว หรือการละเลยความรับผิดชอบในการตรวจคุณภาพสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคคนไทย 

นอกจากนี้ ได้เดินทางไปยังสำนักงานพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน เพื่อทวงถามสัญญาจากนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย “ทวงคืนกำไรให้เกษตรกร” แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กล่าวอ้าง จึงเรียกร้องให้รีบทำตามคำสัญญา โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ หากทำไม่ได้ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบทันที

“ในนามตัวแทนเกษตรกรและผู้บริโภค จึงขอนำเสนอแนวทางดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ พิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะดำเนินการด้วยความเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ “สองมาตรฐาน” ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุน หยุดเล่นเกมการเมือง และเป็นที่พึ่งของประชาชนไทยอย่างแท้จริง” 

แม็คโครจับมือกรมการค้าภายใน รับซื้ออินทผลัม15ตันจากสวนนิมิตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506983

แม็คโครจับมือกรมการค้าภายใน รับซื้ออินทผลัม15ตันจากสวนนิมิตใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำนโยบายเคียงข้างเกษตรกรไทยผนึก กรมการค้าภายใน รับซื้อ “อินทผลัม” จากศูนย์วิปัสสนานิมิตใหม่ กว่า 15 ตัน ทันท่วงที หลังโควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรง พร้อมส่งทีมวางแนวทางสร้างมาตรฐานปลอดภัยตลอดกระบวนการผลิต บรรจุเพื่อจำหน่ายผ่านระบบธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่ในระยะยาว

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ ปัจจุบัน อินทผลัมสด ได้รับความนิยมบริโภคมากขึ้น และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรนิยมปลูกสร้างรายได้ ด้วยราคาดี และมีความต้องการสูง แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ผลผลิตมีแนวโน้มล้นตลาดสูงเนื่องจากขาดช่องทางการจัดจำหน่าย แม็คโคร จึงได้ร่วมกับ กรมค้าการภายใน รับซื้ออินทผลัมสดจาก ศูนย์วิปัสสนานิมิตใหม่สังเวชนียสถาน ซึ่งในเฟสแรกรับซื้อในปริมาณ 10-15 ตัน และเตรียมวางแผนการพัฒนาร่วมกันในเฟสต่อไป”

แม็คโคร ประสานงานใกล้ชิดกับกรมการค้าภายในและทราบว่า ผลผลิตที่ศูนย์วิปัสสนานิมิตใหม่ มีปริมาณมาก จึงมาช่วยรับซื้อและปัจจุบันวางจำหน่ายอินทผลัมจากสวนนี้ที่แม็คโครแล้ว โดยทีมงานลงพื้นที่ คัดเลือกผลผลิตที่เหมาะสมกับลูกค้าแม็คโครแนะนำการใช้สารเคมีและระยะเก็บเกี่ยวปลอดภัย, การคิดคำนวณต้นทุนของสินค้าตั้งแต่เริ่มออกผลผลิต ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว ผลิต หีบห่อ
ที่ร่วมกันออกแบบ ตลอดการขนส่งจนถึงศูนย์กระจายสินค้าของแม็คโคร อีกทั้งยังวางแผนล่วงหน้าร่วมกันเพื่อความเหมาะสมกับแผนจัดจำหน่าย ส่งเสริมความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมเพียงพอด้วย

“สำหรับอินทผลัมที่แม็คโครรับซื้อจากศูนย์วิปัสสนานิมิตใหม่ฯมี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์บาฮี (ผลสีเหลือง) และพันธุ์โคไนซี่(ผลสีแดง) บรรจุกล่องขนาด 500 กรัม แม็คโครยังวางแผนพัฒนาการรับซื้อสินค้าจากศูนย์วิปัสสนานิมิตใหม่ต่อเนื่อง โดยปีหน้าจะทำงานร่วมกับศูนย์ฯเรื่องปริมาณผลผลิตแต่ละช่วงเพื่อให้แม็คโครเตรียมแผนจัดจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความมั่นคงระยะยาว”นางศิริพร กล่าว

‘แหนแดง’คว้าแชมป์ปุ๋ยพืชสดให้ธาตุอาหารสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506984

‘แหนแดง’คว้าแชมป์ปุ๋ยพืชสดให้ธาตุอาหารสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร หนุนเกษตรกรใช้แหนแดงแห้งทดแทนปุ๋ยเคมีในแปลงพืชผัก ซึ่งให้ธาตุไนโตรเจนสูงกว่าพืชตระกูลถั่ว ชูเป็นพืชมหัศจรรย์ตอบโจทย์เกษตรครบวงจร เข้าทางเกษตรอินทรีย์ นำไปผสมกับวัสดุปลูกช่วยต้นกล้าโตไว แถมเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีเหมาะเป็นอาหารสัตว์ช่วงแล้งขาดแคลนหญ้า

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า แหนแดงเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสดผลิตพืช เนื่องจากใบของแหนแดงมีโพรงใบซึ่งมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดที่ตรึงไนโตรเจนอาศัยอยู่ เมื่อนำมาวิเคราะห์ธาตุอาหารพบมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูงถึง 5% ขณะที่ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่วมีธาตุอาหารไนโตรเจนประมาณ 2.5-3%เท่านั้น ดังนั้น แหนแดงจึงเปรียบเสมือนโรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจนทางชีวภาพที่ใช้ทดแทนหรือลดใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินด้วย โดยกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้ปรับปรุงพันธุ์แหนแดงสายพันธุ์อะซอลล่า ไมโครฟินล่า ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า และสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 วัน ให้ผลผลิตแหนแดงสดถึง 3 ตัน/ไร่ และสามารถตรึงไนโตรเจนได้ถึง 5-10 กิโลกรัม/ไร่ โดยหลังจากแหนแดงย่อยสลายจะปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้พืชได้อย่างรวดเร็ว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ที่ผ่านมาแหนแดงถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยพืชสดเฉพาะในข้าวเพียงพืชเดียวเท่านั้น นักวิจัยจึงมีแนวคิดต่อยอดนำแหนแดงไปใช้ประโยชน์กับพืชอื่นให้หลากหลายชนิดมากขึ้นประกอบกับมีกระแสส่งเสริมเพิ่มพื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญที่ตอบโจทย์ทำเกษตรอินทรีย์ เพราะใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเริ่มทดสอบนำแหนแดงสดไปตากแดดให้แห้งเพื่อนำไปใช้กับพืชผัก เพราะหากใช้แหนแดงสดต้องใช้ปริมาณมากพืชจึงจะได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอ โดยเมื่อนำแหนแดงแห้งไปตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหาร ปรากฏว่ามีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแหนแดงสด และยังใช้แหนแดงแห้งในปริมาณน้อยกว่าการใช้แหนแดงสด

จากผลการทดลองนำแหนแดงแห้งไปใช้กับพืชผักกินใบเช่น คะน้า กวางตุ้ง และผักสลัด โดยนำมาคลุกกับดินหรือรองก้นหลุม1 กำมือ โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี พบว่าให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ จึงเหมาะสมมากสำหรับผลิตพืชผักอินทรีย์ ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากเกษตรกรสามารถผลิตและขยายพันธุ์แหนแดงไว้ใช้ได้เอง โดยมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำมาก โดยแหนแดงแห้ง 1 2 ตารางเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับปุ๋ยยูเรียแหนแดงแห้ง 1 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุอาหารเท่ากับปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 100 กรัม (1 ขีด)

ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรสนับสนุนแม่พันธุ์แหนแดงและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแหนแดงในบ่อแม่พันธุ์ สำหรับให้เกษตรกรนำไปเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์เอง ซึ่งวิธีเพาะเลี้ยงทำได้ง่ายโดยทำบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์แหนแดง 2-3 บ่อ เพื่อให้เพียงพอต่อการนำไปขยายพันธุ์ต่อในบ่อขยายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยแหนแดงใช้เวลาขยายพันธุ์จนเต็มบ่อประมาณ 1-2 สัปดาห์ และจะเจริญเติบโตขยายตัวไปได้เรื่อยๆ เกษตรกรจึงผลิตได้ตลอดไม่มีวันขาดแคลน รวมทั้งยังสามารถเก็บแหนแดงแห้งใส่กระสอบไว้ได้นานถึง 3 ปีโดยที่ธาตุอาหารยังอยู่ครบ

นอกจากนี้ แหนแดงแห้งยังผสมลงไปในวัสดุปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกกล้าได้เลย โดยกล้าจะดูดซึมไนโตรเจนเข้าไปในรากพืชเมื่อนำกล้าลงแปลงปลูกพบว่าต้นกล้าที่ใช้แหนแดงผสมกับวัสดุปลูกสามารถเจริญเติบโตได้เร็วกว่าต้นกล้าที่ไม่ได้ใส่แหนแดง รวมทั้งยังสามารถนำแหนแดงไปใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ ห่าน ปลา วัว และสุกรได้ด้วย เพราะแหนแดงสดมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบสูงถึง 30% จึงเหมาะสมสำหรับเป็นแหล่งโปรตีนให้สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร โดยเพาะในหน้าแล้งขาดแคลนหญ้า จะเห็นได้ว่าแหนแดงเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแบบครบวงจร

“ที่ผ่านมาเราอาจเคยได้ยินแต่การนำแหนแดงสดไปใช้ประโยชน์ในนาข้าว แต่วันนี้ได้พัฒนาต่อยอดและส่งเสริมการนำแหนแดงแห้งไปใช้ประโยชน์ให้พื้นที่ปลูกพืชผักโดยเฉพาะพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ และในพื้นที่แห้งแล้ง โดยแหนแดงจะทำหน้าที่ดูดซับน้ำเอาไว้ให้พืช เนื่องจากแหนแดงแห้งสามารถซับน้ำได้ 300 เท่าของน้ำหนักตัว ที่สำคัญเกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงแหนแดงได้เองด้วยวิธีง่ายๆ ใช้ต้นทุนน้อยมากในการสร้างบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์และบ่อขยายพันธุ์ เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-7523” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

‘มนัญญา’ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506985

‘มนัญญา’ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ลำไยในภาคเหนือที่สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด อ.เมือง จ.ลำพูน ที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และเยี่ยมชมจุดรับซื้อลำไยสด จากนั้นปล่อยคาราวานผลผลิตลำไยคุณภาพของสหกรณ์ลำพูนกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่างๆ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ทั้งนี้ ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกมากในภาคเหนือ 8 จังหวัดทั้งเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และตาก ซึ่งมีพื้นที่ปลูกลำไยรวม 650,446 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 637,588 ไร่ คาดว่าปีนี้จะมีปริมาณผลผลิต 635,394 ตัน ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดเดือน มิ.ย. – ก.ย.2563 และกระจุกตัวช่วงเดือนสิงหาคมประมาณ 234,947 ตัน หรือร้อยละ60.86 ของผลผลิตทั้งหมด และจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่แพร่ไปทั่วโลก กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและการส่งออกลำไยของไทย เช่น จีน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทำให้การส่งออกชะลอตัว จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯได้เสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 อนุมัติงบประมาณโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรวงเงิน 45 ล้านบาท เน้นมังคุด ลำไย ใช้บริหารจัดการและกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือและลดการกระจุกตัวของผลไม้ในพื้นที่ต้นทาง ป้องกันราคาผลผลิตตกต่ำ โดยสนับสนุนงบประมาณบริหารและกระจายผลไม้ อุดหนุนค่าขนส่ง และส่วนหนึ่งให้สหกรณ์นำไปจัดซื้อตะกร้าผลไม้สำหรับบรรจุลำไยขนส่งไปยังตลาดปลายทางลดต้นทุนให้เกษตรกรและอำนวยความสะดวกกระจายผลไม้ไปสู่ผู้บริโภค

โดยคาดว่าผลผลิตลำไยในจ.ลำพูนปีนี้มีผลผลิตประมาณ 249,969 ตัน พื้นที่ปลูก 269,489 ไร่ เกษตรกร 44,490 ราย มีผลผลิตลำไยในฤดู 138,588 ตัน มูลค่าประมาณ 1,261 ล้านบาท ลำไย 138,588 ตัน แยกเป็นบริโภคสด 41,588 ตัน แบ่ง เป็นตลาดในประเทศ 8,300 ตัน ส่งออก 33,288 ตัน เพื่อแปรรูป 97,000 ตัน ขณะนี้ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดไปแล้วประมาณ 10% โดยมีสหกรณ์ 4 แห่ง ในจ.ลำพูน มีแผนรบรวมลำไย
ปี 2563 ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด แผนรวบรวม 2500 ตัน สหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จำกัด 400 ตันสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ลำพูน จำกัด 500 ตันและสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด 100 ตันโดยเน้นจำหน่ายตลาดภายในประเทศเป็นหลัก

นอกจากนี้ จ.ลำพูน ได้งบประมาณจากโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวน 976,000 บาทมีสถาบันเข้าร่วมโครงการ 2 แห่งคือ สหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด เป้าหมายรวบรวม 480 ตัน ซึ่งสหกรณ์รับซื้อลำไยเกรดเอเอ หรือเกรดเอจากสมาชิกในราคาประมาณ 24-25 บาทต่อกก. ซึ่งเป็นราคานำตลาดที่รับซื้อประมาณ 22-24 บาทต่อกก. เป็นการจูงใจให้สมาชิกผลิตลำไยคุณภาพ และได้มีการจับคู่ทางธุรกิจกับภาคเอกชนทั้งห้างโมเดิร์นเทรด แม็คโคร โลตัส เดอะมอลล์ ท็อปส์ซูปเปอร์มาเก็ต กระจายลำไยประมาณ 2,000 ตัน ซึ่งห้างเกือบทุกแห่งต้องการสินค้าจากระบบสหกรณ์ รวมถึงยังมีเครือข่ายสหกรณ์และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์อีก 39 แห่ง ใน 22 จังหวัด จะรวมกระจายลำไยจากลำพูนสู่ผู้บริโภคจังหวัดต่างๆ อีก 480 ตันด้วย

ขณะเดียวกัน สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จำหน่ายลำไยคุณภาพผ่านทางไปรษณีย์ ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นความร่วมมือมายาวนานตั้งแต่ปี 2553 เป็นวิธีจำหน่ายโดยสั่งซื้อผ่านออนไลน์ และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เป็นช่องทางการจำหน่ายที่ทันสมัยปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคสั่งซื้อผลผลิตลำไยของสมาชิกสหกรณ์ได้โดยสะดวก และจะช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เพิ่มขึ้น และสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ยังรวบรวมลำไยคุณภาพ GAP ส่งให้บริษัทเอกชนส่งออกไปจำหน่ายที่จีนโดยขนส่งด้วยรถคอนเทรนเนอร์ใช้เส้นทางผ่านจ.นครพนม และวิ่งเข้าทางชายแดนไทยจนไปถึงจีน ซึ่งเริ่มส่งไปแล้ว 3 ตู้คอนเทรนเนอร์ ซึ่งผู้กระจายสินค้าในจีนแจ้งว่าสามารถกระจายลำไยภายในวันเดียว เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนนิยมลำไยจากประเทศไทยมาก

ซอกแซกอาเซียน : 23 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506987

ซอกแซกอาเซียน : 23 กรกฎาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 23 กรกฎาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบัน มหันตภัยโควิด-19 ยังไม่สร่างซาลงไปเลย เพียงแต่เคลื่อนย้ายไประบาดมากขึ้นในถิ่นฐานใหม่ๆ ก็ถือเป็นเรื่องน่าฉงนอยู่ ที่การระบาดทำลายชีวิตผู้คนเกิดที่เอเชียก่อน และหลังจากนั้นก็เคลื่อนย้ายต่อไปเล่นงานคนในยุโรป ต่อด้วยอเมริกา จนทุกวันนี้ไปโผล่เอาแถวทวีปอเมริกาใต้ มีนิดหน่อยที่ย้อนมาระบาดรอบสองในแหล่งเดิม อย่างเช่น ในจีน ญี่ปุ่น แต่ก็ไม่รุนแรงใหญ่โตเหมือนคราวแรก ตอนนี้ยังขาดอยู่ทวีปเดียวที่เจ้าโควิดยังไม่ย่างกรายเข้าไป คือ แอฟริกา ผมว่าถ้าเข้าไปได้คงเดือดร้อนแสนสาหัสกว่าที่อื่นๆที่ผ่านมา เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบสาธารณสุขในทวีปนี้ค่อนข้างจะขาดแคลนและไม่อำนวยเลย และที่แปลกมากขึ้นเท่าที่ผมสังเกต แม้ว่าจะมีการระบาดทำลายชีวิตผู้คนกันเป็นข่าวครึกโครมทราบกันล่วงหน้าเป็นเดือนๆ แต่ประเทศที่ระบาดในภายหลังก็หาได้มีมาตรการที่จะป้องกันยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ทั้งๆ ที่น่าจะทำได้ไม่ยากนักด้วยมาตรการ Social Distancing ซึ่งประเทศโดนเล่นงานแรกๆนำมาใช้ควบคุมจนเบาบางลง ก็ได้แต่ขอภาวนานะครับว่า ประเทศที่เคยระบาดแล้วจะไม่ย้อนกลับมาโดนอีก และประเทศที่ยังไม่ระบาด ก็อย่าได้โชคร้ายรับเอาเชื้อเข้าไปนะครับ

ผลกระทบของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งเกี่ยวกับงานต่างประเทศ คือ กิจกรรมการประชุมต่างๆ ของประชาคมอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม หรือความร่วมมืออื่นๆ ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย นับเฉพาะที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ปกติปีหนึ่งก็จะต้องมีการเข้าร่วมประชุมแน่ๆ อย่างน้อย 4 รายการด้วยกันซึ่งหมุนเวียนไปจัดประชุมในประเทศสมาชิกตามลำดับตัวอักษรการยกเลิกการประชุมนี้ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีสำหรับประเทศสมาชิกแล้วแต่จะมองกัน ที่รู้สึกว่าดีก็มี เช่น ประหยัดรายจ่ายไม่ต้องเดินทางไปมาและประหยัดต้นทุนการจัดของเจ้าภาพ แต่ข้อเสียก็แน่ละ เพียงพูดนำเสนอผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์เห็นหน้าเฉพาะในจอภาพ ดูเหมือนจะขาดความรู้สึกผูกพันใกล้ชิด ซักถามอะไรก็ไม่ค่อยละเอียด รวบรัดใช้เวลาน้อยมาก ซึ่งก็หวังว่าระบบการประชุมแบบใหม่นี้คงจะไม่กลายเป็น New Normal นะครับ เพราะบรรยากาศแห่งความใกล้ชิดสมานฉันท์แทบจะไม่มีเลย

การประชุมที่เพิ่งผ่านไปหยกๆ คือการประชุมของแอฟซิส หรือ ASEAN Food Security Information System ที่แต่เดิมประเทศบรูไน ดารุสซาลาม จะเป็นเจ้าภาพจัด เห็นว่าจัดกระเป๋าเตรียมจะเดินทางกันอยู่แล้ว แต่ทว่าเกิดวิกฤตโควิดและมาตรการล็อกดาวน์ เลยจำเป็นต้องงดกะทันหัน รายการประชุมของแอฟซิสที่ว่านี้ความเป็นจริงถือว่าเป็นครั้งปฐมฤกษ์ที่ใช้ลักษณะเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุม หลังจากที่ตลอดมาฝ่ายเลขานุการซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในประเทศไทย และการประชุมครั้งแรกในระบบใหม่นี้ก็จบลงด้วยการใช้วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ส่วนอีกรายการเป็นรายการใหญ่ที่ต้องงดเดินทางไปประชุมเช่นกัน คือ การประชุม ASEAN Summit ซึ่งปีนี้เวียดนามหมุนมาเป็นเจ้าภาพต่อจากประเทศไทย การประชุมสุดยอดนี้ ผู้เข้าประชุมคือระดับผู้นำสูงสุดของประเทศศสมาชิกเลยทีเดียว ก็ต้องใช้วิธีวีดีโอคอนเฟอเรนซ์เช่นเดียวกัน ฉะนั้น การที่จะต้องขึ้นไปจับมือแบบไขว้แขนกันที่เรียกว่าอาเซียนเวย์นั้นเลยไม่มีให้เห็นครับ

และใกล้เข้ามาอีกรายการ ซึ่งพอดีเวียดนามถึงคิวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเช่นเดียวกัน คือ การประชุมของ ASEAN Food Security Reserve Board หรือ AFSRB ปีที่แล้วประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพ ผมก็ได้เขียนถึง เนื่องจากได้มีการจัดเลี้ยงในเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา และช่วงนั้นทางตัวแทนคนเวียดนามก็เตรียมการแล้ว โดยแจ้งล่วงหน้าเลือกเอากรุงฮานอยเป็นสถานที่จัด แต่ในที่สุดก็ต้องประกาศงดไป ผมถึงแม้จะเคยไปประชุมที่ฮานอยมาหลายครั้งแล้ว ยังรู้สึกผิดหวัง เพราะหมายมั่นปั้นมือจะไปเดินที่สุสานโฮจิมินห์อีกสักครั้ง เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นเตรียมไปอยู่หน้าจอวีดีโอแทน ซึ่งฝ่ายเลขานุการ คือ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เตรียมการในฝ่ายของประเทศไทย โดยใช้สถานที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่สนามบินน้ำเรานี่เองครับ นอกจากนี้ยังมีการประชุมใหญ่อีกสองรายการที่สำคัญ คือ ประชุมระดับปลัดกระทรวงเกษตรครั้งหนึ่ง กับการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรอีกครั้งหนึ่ง ที่ประเทศบรูไน และกัมพูชา ตามลำดับ ซึ่งก็คงไม่พ้นที่จะต้องไปอยู่หน้าจอแทนเช่นเดียวกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ก.เกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ’ในหลวง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506949

ก.เกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ'ในหลวง'

ก.เกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ’ในหลวง’

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.27 น.

กระทรวงเกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดหนองตาแต้ม ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกณณ์

โดยกรมปศุสัตว์ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติในเดือนมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ โดยโครงการนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป

“การจัดกิจกรรมปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ลดรายจ่าย มีรายได้เพิ่มขึ้นและเป็นการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในสถานสงเคราะห์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ได้รับการบำบัดรักษาโรคและควบคุมจำนวนที่เหมาะสม ทำให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์แบบยังยืนต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มอบสัญญาโค จากโครงการธนาคารโค – กระบือ (ธคก.) เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริให้แก่เกษตรกร มอบถุงยังชีพปศุสัตว์ (อาหารสัตว์) ให้แก่ผู้แทนประชาชนผู้รับบริการ และมอบอาหารผสม TMR ในโครงการนำร่องใช้ TMR ปราณบุรี – บางสะพาน อีกทั้งยังมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 ให้แก่เกษตรกร และมอบพันธุ์กุ้งก้ามกรามและพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อปล่อยในอ่างเก็บน้ำห้วยมงคล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่ผู้แทนชุมชนด้วย

ด้าน นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี พ.ศ.2563 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขึ้น เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในครั้งนี้ จัดขึ้นในวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 มีพื้นที่เป้าหมายทั้ง 8 อำเภอ ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ อ.หัวหิน อ.ปราณบุรี อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี อ.เมือง อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน และ อ.บางสะพานน้อย จำนวน 48 ตำบล 388 หมู่บ้าน คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 1,000 ราย จำนวนสัตว์เลี้ยงที่จะได้รับบริการไม่น้อยกว่า 4,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงาน ไม่น้อยกว่า 100 นาย ซึ่งมาจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 7

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย การตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ การสำรวจสภาวะโรค การเสวนาปัญหาด้านปศุสัตว์ การให้ความรู้ คำแนะนำ รวมถึงพิธีมอบสัญญายืมโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 69 ตัว ให้แก่เกษตรกรจำนวน 69 ราย และพิธีมอบโค – กระบือ ตามโครงการส่งเสริมอาชีพอาสาปศุสัตว์ ภายใต้โครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 15 ตัว ให้แก่อาสาปศุสัตว์ จำนวน 3 ราย ด้วย

‘ประพัฒน์’กระตุกรัฐบาลรอบคอบ อย่าด่วนตัดสินใจร่วมCPTPPหวั่นกระทบผลประโยชน์ชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506728

‘ประพัฒน์’กระตุกรัฐบาลรอบคอบ อย่าด่วนตัดสินใจร่วมCPTPPหวั่นกระทบผลประโยชน์ชาติ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นในประเด็นผลกระทบด้านการเกษตรกรรมจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (สผ.) 419 อาคารรัฐสภา สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ศึกษาเนื้อหาในความตกลง CPTPP ตลอดจนศักยภาพเงื่อนไขความพร้อมของภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยยิ่งมีความห่วงกังวล หากรัฐบาลจะตัดสินใจเข้าเป็นภาคีสมาชิก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างกว้างขวางต่อภาคเกษตร และแน่นอนเกษตรกรรายย่อยที่ยากจนมีความด้อยโอกาสในด้านต่างๆ รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ การพึ่งพาตนเองในด้านพันธุ์พืชส่งผลไปยังความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากความตกลง CPTPP มีข้อบัญญัติว่าให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งการเข้าร่วมจะส่งผลให้ไทยต้องปรับปรุงพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้สอดคล้องซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงอธิปไตยคนในชาติด้วย

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติมีความเห็นว่าความตกลง CPTPP มีขอบเขตกว้างขวางมากถึง 30 เรื่อง/ข้อบท และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ประเทศสมาชิกความตกลงฯ 11 ประเทศ มีเพียงเม็กซิโกกับแคนาดาเท่านั้นที่ยังไม่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย นอกนั้น 9 ประเทศล้วนเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยภายใต้กรอบความตกลงต่างๆไปก่อนหน้าแล้วทั้งสิ้น (กดอ่านข้อมูล : https://bit.ly/3je8fqb)

“รัฐบาลไม่ควรรีบเร่งจนขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ละเอียด รอบด้าน และต้องมีมาตรการเพื่อสร้างเสริมศักยภาพเป็นเงื่อนไขความพร้อมของเกษตรกรกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเป็นเบื้องต้นก่อน ถึงเวลานั้นจะเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกภายหลังเพื่อให้เกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติได้สามารถเข้าถึงและได้รับผลประโยชน์จากความตกลง CPTPP ได้อย่างเต็มที่ในวันที่เข้าเป็นภาคีสมาชิกก็ไม่สายเกินไป”นายประพัฒน์ กล่าว