รมช.กษ. ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก ทับซ้อน อ.เสิงสาง และโรคใบด่างระบาด จ.นครราชสีมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.กษ. ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก ทับซ้อน อ.เสิงสาง และโรคใบด่างระบาด จ.นครราชสีมา

รมช.กษ. ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก ทับซ้อน อ.เสิงสาง และโรคใบด่างระบาด จ.นครราชสีมา27 กรกฎาคม 2563 – 19:10 น.

รมช.กษ. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก ทับซ้อน อ.เสิงสาง และโรคใบด่างระบาด จ.นครราชสีมา

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เดินทางตรวจราชการจังหวัดนครราชสีมาเพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในเขตปฏิรูปที่ดิน และติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบด่างในพืชมันสัมปะหลังใน อ.เสิงสาง ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา พร้อมด้วย นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รายงานถึงสภาพปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนของเขตปฏิรูปที่ดิน การแพร่ระบาดของโรคใบด่างในมันสัมปะหลัง และตัวแทนเกษตรกรที่ประสบปัญหาชี้แจงถึงสภาพปัญหาในพื้นที่

รมช.กษ. ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก ทับซ้อน อ.เสิงสาง และโรคใบด่างระบาด จ.นครราชสีมา

จากนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส รมช.กษ. ได้พูดคุยพบปะกับเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ รวมถึงรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพปัญหาในพื้นที่อื่น ๆ โดยได้รวบรวมปัญหาและข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่ได้รับกลับไปหารือและแก้ไขกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของพื้นที่ปฏิรูปที่ดินที่มีปัญหาการประกาศเขตทับซ้อน การแก้ไขโรคระบาดใบด่างในพืชมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของพื้นที่ และข้อคิดเห็นอื่น ๆ จากเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับคำแนะนำมา

รมช.กษ. ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก ทับซ้อน อ.เสิงสาง และโรคใบด่างระบาด จ.นครราชสีมา

ส.ป.ก.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ส.ป.ก.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓24 กรกฎาคม 2563 – 13:43 น.

ส.ป.ก.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ส.ป.ก.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานในพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๗๓ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี ๒๕๖๓ โดยมี พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย นายสุริยน พัชรครุกานนท์ นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการสำนัก/กอง/ศูนย์ เข้าร่วมพิธี ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

ส.ป.ก.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ส.ป.ก. อนุมัติงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ คทช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. อนุมัติงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ คทช.

ส.ป.ก. อนุมัติงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ คทช.21 กรกฎาคม 2563 – 15:22 น.

ส.ป.ก. อนุมัติงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ คทช.

21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 5/2563 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในแปลงเกษตรกรรมในพื้นที่ คทช. 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม อกก.คง. ได้อนุมัติเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อเป็นงบประมาณสนับสนุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นภายในแปลงเกษตรกรรมที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จังหวัดชุมพร และจังหวัดสระแก้ว ดังนี้

ส.ป.ก. อนุมัติงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ คทช.

1. พื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จังหวัดชุมพร แปลงที่ดิน No 83 ตำบล     หงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้รับการอนุมัติ จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย
– โครงการงานปรับพื้นที่เพื่อรองรับการจัดที่ดินตามแผนการพัฒนาพื้นที่แปลงรวม (ระยะที่ 2) พื้นที่ดำเนินการ 1,159 ไร่ วงเงิน 3,002,000 บาท เพื่อรองรับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับมอบเอกสารสิทธิ์ 
 – โครงการก่อสร้างถนนสายหลักผิวจราจรหินคลุกในแปลงเกษตรกรรม จำนวน 2 สาย ได้แก่ สายที่ 4 ระยะทาง 1.395 กิโลเมตร และสายที่ 5 ระยะทาง 3.625 กิโลเมตร ระยะทางรวม 5.020 กิโลเมตร วงเงิน 4,794,000 บาท 
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องเกษตรกรในการเดินทางเข้าออกแปลงเกษตรกรรมกับที่อยู่อาศัยและการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกไปจำหน่าย
 – โครงการก่อสร้างระบบประปาบาดาลและหอถังสูงเพื่อการอุปโภคบริโภค จำนวน 2 แห่ง วงเงิน 3,909,000 บาท เพื่อให้ในพื้นที่มีน้ำใช้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรกรรม

ส.ป.ก. อนุมัติงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ คทช.

2. พื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จังหวัดสระแก้ว แปลงที่ดิน No 3931 ตำบลวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ได้รับการอนุมัติงบประมาณ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคเพื่อสมทบเป็นค่าขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้า ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล จังหวัดสระแก้ว วงเงิน 354,198.89 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติโครงการก่อสร้างอาคารจัดเก็บเอกสารและสารบบที่ดินพร้อมอุปกรณ์ แก่ ส.ป.ก.นครราชสีมา วงเงิน 4,427,000 บาท เพื่อให้มีสถานที่จัดเก็บเอกสารและสารบบที่ดินพร้อมอุปกรณ์ที่เพียงพอ มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะดวกต่อการเก็บรักษาและการค้นหา และเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

ส.ป.ก. อนุมัติงบกว่า 10 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ คทช.

“ทั้งนี้หลังจากการอนุมัติงบประมาณแล้ว ส.ป.ก. จะเร่งดำเนินการโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับที่ดินทำกินมีความสะดวกในการเข้าไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมและสามารถเดินทางเข้าทำประโยชน์ในแปลงที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบน้ำใช้อุปโภคบริโภค และระบบไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เกษตรกรที่ได้รับมอบที่ทำกิน ก็จะมีความสุข บนผืนดิน ส.ป.ก. ตลอดไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

ชป.มุ่งมั่นพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มประสิทธิภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชป.มุ่งมั่นพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ชป.มุ่งมั่นพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มประสิทธิภาพ21 กรกฎาคม 2563 – 15:08 น.

กรมชลประทานดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี (2561-2580) โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 18ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บอีกกว่า 13,000 ล้าน ลบ.ม.สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล  

กรมชลประทานดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี (2561-2580) โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 18ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บอีกกว่า 13,000 ล้าน ลบ.ม. สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล  ทั้งนี้เป้าหมายคือแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัย รวมถึงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เร่งรัดงานพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ โดยกำชับให้ทุกโครงการแล้วเสร็จภายในกรอบงบประมาณและระยะเวลาที่กำหนดเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการได้อย่างเต็มศักยภาพ ตามนโยบายของรัฐบาล และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน และอธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ เร่งรัดในการพัฒนาแหล่งน้ำเดิมควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่

ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 320 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรประมาณ 149 ล้านไร่ เป็นพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 60 ล้านไร่ ปัจจุบันพัฒนาพื้นที่ชลประทานไปแล้วกว่า 33 ล้านไร่ ยังคงเหลือประมาณ 27 ล้านไร่ ที่จะต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งกรมชลประทานมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่ชลประทานให้ได้อีก 18 ล้านไร่ ในส่วนของปริมาณน้ำท่า มีเฉลี่ยปีละ 280,000 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.) สามารถเก็บกักน้ำได้เพียง 82,000 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 37 กรมชลประทานจึงต้องหาแนวทางเก็บกักน้ำให้ได้เพิ่มขึ้น

เป้าหมายใน 20 ปีข้างหน้าคือเพิ่มปริมาณน้ำให้ได้ 13,000 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของคนทั้งประเทศในอนาคต

นายประพิศ ย้ำว่า “4 ภารกิจสำคัญกรมชลประทาน คือ จัดหา จัดเก็บ จัดสรร และจัดการ” ในทุกขบวนการกรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในขบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และยึดมั่นในหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา  จากแนวพระราชดำรัส การรับฟังข้อเสนอของประชาชน เพื่อนำมาหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ได้แนวทางเหมาะสมที่สุดกับประชาชน หลายโครงการจึงเดินหน้าได้สำหรับโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการ หลายโครงการสามารถเริ่มเก็บกักน้ำได้ และ พร้อมส่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่ต่างๆได้แล้ว และมีหลายโครงการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้ อาทิ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่, โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ , โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ , โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา , โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (คลองระพีพัฒน์)พื้นที่ภาคตะวันออก มีการประเมินเบื้องต้นโดยหน่วยงานต่างๆ ในความต้องการใช้น้ำ

พบว่า ด้านอุปโภค บริโภค และอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 350 ล้าน ลบ.ม./ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 820 และ 1,050 ล้านลบ.ม./ปี ในระยะ 10 และ 20 ปี ข้างหน้าตามลำดับ กรมชลฯ ได้ดำเนินการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและโครงข่ายน้ำในภาคตะวันออก เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นศูนย์กลางด้านผลไม้ของไทย  อาทิก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด และอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว รวมถึงสำรวจลำน้ำสาขา เพื่อพิจารณาดำเนินการปรับปรุงขยายคลอง สร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.) ในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าลาดที่ประสบปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มกระทบต่อการผลิตระบบประปา กรมชลฯได้มีเตรียมแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำห้วยกรอกเคียน ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติให้กรมชลฯดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 8 ก.ค.63 และรมว.เกษตรฯ ได้ให้กรมชลฯเร่งรัดเสนอโครงการอ่างเก็บน้ำหนองกระทิง และอ่างเก็บน้ำคลองกระพง เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำในภูมิภาค และใช้ประโยชน์จากน้ำให้ได้มากที่สุด

ในพื้นที่ภาคใต้ได้เร่งดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ,ชุมพร , นครศรีธรรมราช , ตรัง และ สงขลา โดยการดำเนินงานมีความคืบหน้าไปมาก บางโครงการคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 70-80 ของแผนงาน ปัจจุบันสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้แล้ว และทุกโครงการได้ก่อสร้างปตร.น้ำบริเวณปลายคลองเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อีกด้วย สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีโครงการอ่างเก็บน้ำยะรม อ.เบตง จ.ยะลา สามารถเก็บกักน้ำได้ 12 ล้าน ลบ.ม. พร้อมจะรองรับการขยายตัวของเมืองเบตง และพื้นที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจในอนาคต (ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย)

อีกปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนน้ำจืด ทำให้น้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตรรอบทะเลสาบสงขลา กรมชลประทาน ได้มีโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา เบื้องต้นได้เร่งรัดจัดหาแหล่งน้ำจืดให้กับประชาชน ด้วยการจัดหาพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติ ตระพังรอบพื้นที่ โดยการขุดขยายคลองเดิมและสร้างปตร.เพื่อเก็บกักน้ำและสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในพื้นที่

ทั้งนี้จะเห็นว่า กรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนเพื่อให้การดำเนินงานโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรในพื้นที่ โดยการสร้างขบวนการรับรู้ การมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนรวมถึงกลุ่มผู้ใช้น้ำซึ่งเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จของกรมชลประทานที่ช่วยกันหนุนและนำการบริหารน้ำของกรมชลประทานผ่านพ้นวิกฤติแล้งและท่วมมาด้วยกัน

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507840

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ  มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เห็นความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ต้องทำควบคู่กับการบูรณาการวิทยาการด้านการเพาะเลี้ยงทั้งในด้านโภชนาการสัตว์น้ำ สุขภาพสัตว์น้ำ และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า หนึ่งในพันธกิจหลักที่กรมประมงให้ความสำคัญมาตลอดคือ การจัดการทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์น้ำเพื่อคงไว้ซึ่ง “ความหลากหลายทางพันธุกรรม” เนื่องจากทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ทั้งนี้ ประชากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีรูปแบบบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมในเชิงการอนุรักษ์ ในขณะที่ประชากรสัตว์น้ำที่มีการเพาะเลี้ยง เพื่อการบริโภคนั้น มีรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อการดำรงสายพันธุ์ หรือเพื่อลดผลกระทบต่อการผสมเลือดชิดเป็นหลัก กรมประมงจึงมีแนวทางบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมแตกต่างกัน เช่น การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมในประชากรธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการทำประมงถูกกฎหมาย ตลอดจนลดการปล่อยปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงหรือจากการปรับปรุงพันธุ์ หรือเป็นสัตว์น้ำที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน จนอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์น้ำของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดได้เก็บรวบรวมตัวอย่างเนื้อเยื่อและสารพันธุกรรมสัตว์น้ำมากกว่า 240 ชนิด ในธนาคารดีเอ็นเอ/ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพพันธุศาสตร์โมเลกุล นอกจากนี้ กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้เก็บรวบรวมสารพันธุกรรมสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเก็บไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์มากกว่า 20 ชนิด เพื่อใช้วิเคราะห์โครงสร้างทางพันธุกรรมของประชากรสัตว์น้ำ ติดตามการเปลี่ยนแปลงและกำหนดแผนการจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรโรงเพาะฟัก มีเป้าหมายสำคัญในการดำรงรักษาสายพันธุ์ให้มีศักยภาพเชิงเพาะเลี้ยงคงเดิม และลดการเกิดการผสมเลือดชิดที่อาจส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง ซึ่งการบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ตามหลักพันธุศาสตร์สามารถช่วยให้เกษตรกรดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของประชากรพ่อแม่พันธุ์ไว้ได้ การบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ ต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่ใช้เพาะเลี้ยงของหน่วยงาน รูปแบบการผสมพันธุ์ของสัตว์น้ำ จำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ ตลอดจนอัตราส่วนการผสมพันธุ์ โดยปัจจุบัน กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้พัฒนาคู่มือ “การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ” เพื่อใช้เป็นแหล่งความรู้และแนวทางปฏิบัติภายในกรมประมง

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์บริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมระหว่างกรมประมงและเกษตรกร เพื่อความยั่งยืนในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและแหล่งน้ำในท้องถิ่น กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ ยังร่วมกับกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล จัดให้มีการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ” ขึ้นในปี 2561 เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรของกรมประมงให้มีความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรม พ่อแม่พันธุสัตว์น้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการประชากรสัตว์น้ำ เพื่อปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้บุคลากรของกรมประมงนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดแก่เกษตรกร ตลอดจนนำไปใช้เป็นแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรประมงร่วมกับชาวประมง หรือชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

นายถาวร กล่าวอีกว่า นอกจากการบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์น้ำแล้ว กรมประมงยังได้วิจัยด้านการพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกรควบคู่กันไปด้วย โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้พัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำใหม่ เช่น ลักษณะเจริญเติบโตในกุ้งขาว ปลาช่อน ปลาสลิด และกบนา ลักษณะต้านทานโรคในกุ้งขาว (EMS) ปลานิล(Streptococcus agalactiae) ลักษณะทนเค็มในปลานิล ลักษณะรูปร่างในปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร 1 และขณะนี้กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ อยู่ระหว่างพัฒนาสายพันธุ์โตเร็วในปูทะเล และสายพันธุ์ปลากะพงขาวปลอดโรคและโตดีอีกด้วย โดยในกระบวนการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมงได้พัฒนานำเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ ด้วยเครื่องหมายพันธุกรรมโมเลกุลที่สัมพันธ์กับลักษณะที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ลักษณะต้านทานโรค Streptococcus agalactiae ในปลานิล ซึ่งผลงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ เมื่อได้ลักษณะที่ต้องการแล้ว จะส่งต่อให้กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ผลิตและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรได้มีโอกาสเข้าถึงลูกพันธุ์คุณภาพดี ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสัตว์น้ำของประเทศต่อไป ซึ่งกว่า 30 ปีที่กรมประมงปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ และได้สร้างสายพันธุ์สัตว์น้ำรวม12 สายพันธุ์ในสัตว์น้ำ 8 ชนิด ได้แก่ ปลานิลดำ ปลานิลแดง ปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลายี่สกเทศ ปลานวลจันทร์เทศปลาหมอ ปลาไน และพันธุ์ไม้น้ำ 1 ชนิดได้นำไปใช้ประโยชน์ส่งเสริมเกษตรกรผ่านโครงการภาครัฐหลากหลายโครงการ

“จะเห็นว่า พันธุกรรมสัตว์น้ำมีบทบาทสำคัญส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีศักยภาพการผลิตสูงขึ้น ช่วยให้เกษตรกรแข่งขันในตลาดในและต่างประเทศได้ อีกทั้ง ยังเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรม ป้องกันสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติสูญพันธุ์และส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากแหล่งพันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน กรมประมงยังมุ่งมั่นวิจัยพัฒนาด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยมั่นคงปลอดภัยทางอาหารตลอดไป” รองอธิบดีกรมประมง

‘เฉลิมชัย’เปิดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507839

‘เฉลิมชัย’เปิดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย และเปิดสัมมนาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมหาคำตอบ“เจาะลึก ประเด็นเด็ด กฎกระทรวง”ที่ ห้องประชุมศูนย์การประชุมรัชนีแจ่มจรัสสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ว่า สันนิบาตสหกรณ์ฯ จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณพระราชวรวงศ์เธอฯกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่ทรงมีต่อการสหกรณ์ไทย จึงเห็นควรจัดงาน “วันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” มีกิจกรรมบำเพ็ญพระกุศล ถวายแด่พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ โดยกำหนดให้จัดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทยขึ้นวันที่ 23 กรกฎาคมของทุกปี และจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว สถานประกอบการ ไม่เว้นภาคสหกรณ์โดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเดือดร้อนต้องหยุดประกอบกิจการ ป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลให้สมาชิกขาดรายได้ไม่มีเงินส่งคืนเงินกู้ให้สหกรณ์ รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จึงมีนโยบายช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ด้านหนี้สิน และปรับโครงสร้างหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ประกอบกับพ.ร.บ.สหกรณ์ 2542 ที่แก้ไขปี 2562 และออกกฎกระทรวง 13 ฉบับ นั้น อยู่ในขั้นตอนพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์พอสมควร ดังนั้น ก่อนประกาศเป็นกฎกระทรวง สันนิบาตสหกรณ์ฯร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยและชุมนุมเครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทยได้ติดตามใกล้ชิดจึงเปิดเวทีการสัมมนาร่วมคิดร่วมทำ และร่วมหาคำตอบ “เจาะลึกประเด็นเด็ด กฎกระทรวง” ในวันดังกล่าวด้วย

ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการทำบุญบำเพ็ญพระกุศล ถวายแด่พระราชวรวงศ์เธอฯกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ แล้วยังจัดกิจกรรมคาราวานสินค้าสหกรณ์ ระดมความคิดเห็นลักษณะร่วมคิดร่วมทำเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ตามแนวคิดNew Normal สะท้อนแนวคิดฝ่าวิกฤติการลงทุนหุ้นกู้ : กรณีศึกษาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎกระทรวง13 ฉบับ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ เปิดเวทีรับฟังปัญหาจากสหกรณ์เจ้าหนี้ที่ลงทุนหุ้นกู้และหุ้นสามัญในบริษัทการบินไทยฯอันเป็นแนวทางใหม่นำไปสู่การลงทุนกับแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือไม่มีความเสี่ยงของสหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของสหกรณ์ให้เกิดขึ้น ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการสหกรณ์เหมือนดั่งที่พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงตั้งพระทัยจะให้สหกรณ์เป็นที่พึ่งของพี่น้องชาวไทยตลอดมา

สทนช.บูรณาการยุทธศาสตร์ พัฒนาลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507838

สทนช.บูรณาการยุทธศาสตร์ พัฒนาลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ดำเนินโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลติดอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดคือ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการน้ำ ที่นำไปพัฒนาจัดทำแผนงานตามแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ที่สมดุล และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดยุทธศาสตร์ดำเนินการไว้ 8 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ลดความขาดแคลนและเพิ่มการเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ที่ 2 แก้ปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัยในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพใช้น้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 5 เพิ่มความจุกักเก็บน้ำและเพิ่มพื้นที่การกระจายน้ำยุทธศาสตร์ที่ 6 จัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำยุทธศาสตร์ที่ 7 การแก้ไขเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ และยุทธศาสตร์ที่ 8 พัฒนาระบบบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมการบริหารจัดการสอดคล้องกับแนวทางดำเนินการตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ด้วย

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า แผนงานตามแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก แบ่งออกเป็น 3 พื้นที่ได้แก่ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ซึ่งประกอบด้วย 4 ลุ่มน้ำสาขาได้แก่ คลองท่าตะเภา ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบนคลองหลังสวน และภาคใต้ฝั่งตะวันออกส่วนที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพและการแปรรูปการเกษตรมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมโอเลโอเคมิคัลแบบครบวงจร ซึ่งการศึกษาพบว่า ควรจะพัฒนาพื้นที่เต็มศักยภาพ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้และภาคใต้ชายแดน

2.พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนกลางซึ่งมี 3 ลุ่มน้ำสาขา ประกอบด้วย ภาคใต้ฝั่งตะวันออกส่วนที่ 3 คลองกลายและภาคใต้ฝั่งตะวันออกส่วนที่ 4 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และพัทลุง เป็นพื้นที่เป้าหมายพัฒนาพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่ที่เหมาะสม การเกษตรผสมผสานและเกษตรอัจฉริยะ ยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำชายฝั่ง อุตสาหกรรมการอาหารทะเล จากการศึกษา พบว่า ควรจะพัฒนาพื้นที่โดยเพิ่มขีดความสามารถของฐานเศรษฐกิจเดิม (เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว) และการพัฒนากิจกรรมเศรษฐกิจพื้นฐาน
ด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

และ 3.พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่างมี 6 ลุ่มน้ำสาขา ได้แก่ คลองนาทวี คลองเทพา ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา และแม่น้ำโก-ลก ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นพื้นที่เป้าหมายพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน เมืองการค้าและเมืองท่องเที่ยวชายแดน ศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ (ทางเรือ) อุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (ปาล์มน้ำมัน ยางพารามะพร้าว) การเพาะเลี้ยงชายฝั่งและอุตสาหกรรมแปรรูปประมง การศึกษาพบว่าควรพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจสาขาท่องเที่ยวและเกษตรกรรม รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง

“แผนงานตามแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีงานสำคัญต้องดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย เช่น ขยายประปาหมู่บ้าน 563 หมู่บ้าน สร้างประปาเมืองหลักหรือพื้นที่เศรษฐกิจครอบคลุม 74,983 ครัวเรือน สนับสนุนการผลิตน้ำดื่มในชุมชน 540 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและจัดการพื้นที่น้ำท่วม 577 แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม 167,903 ไร่ เพิ่มความจุของแหล่งกักเก็บน้ำและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำใหม่ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 2,520 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาแหล่งน้ำทางเลือกและแหล่งน้ำบาดาล ได้ปริมาณน้ำเพิ่ม 2,713 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำและควบคุมการระบายน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม 664 แห่ง เสริมสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์นโยบาย แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ได้ 100% เป็นต้น” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ สทนช.จัดปัจฉิมนิเทศโครงการเพื่อนำเสนอผลการศึกษา พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ โดยจะนำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปปรับปรุงผลศึกษา และเสนอผลศึกษาต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกให้ความเห็นอีกครั้ง เพื่อให้รายงานถูกต้องสมบูรณ์ ใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ชัดเจน สมดุลและยั่งยืน ต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 27 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507837

ชายคาพระพิรุณ : 27 กรกฎาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 27 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเพิ่งครบรอบ 5 ปี เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และเพิ่งได้ผู้ว่าการฯ คนใหม่มาหมาดๆ หลังจากมีรักษาการมาหลายปี สำหรับผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยป้ายแดงก็ไม่ใช่คนอื่นไกล มาจากรองผู้ว่าการฯ นั่นเอง คือ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การยางแห่งประเทศไทย ยุคผู้บริหารหนุ่มไฟแรง จะขับเคลื่อนเดินหน้าแก้ไขวิกฤติราคายางตกต่ำ ฟื้นฟู และรักษาเสถียรภาพราคายางให้เกิดความอยู่ดีกินดีกับชาวสวนยางต่อไปได้ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ดี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดการประชุมกำหนดวิสัยทัศน์คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และได้มอบนโยบายแก่คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของการยางแห่งประเทศไทย ไว้ว่า แม้ในปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจทั้งของโลกและของไทยจะไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนามากนัก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบเคลื่อนไหวอยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 37-42 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือภายใต้โครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกรระยะที่ 1 อีกทั้งยังมีผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ ได้แก่ จีน สหรัฐ และยุโรป ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์การระบาดในไทยและหลายประเทศจะเริ่มคลี่คลายและมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่คาดว่าหลายประเทศคงต้องใช้เวลาในการกระตุ้นเศรษฐกิจไปอีกระยะเวลาหนึ่ง แต่กระทรวงเกษตรฯ โดยการยางแห่งประเทศไทย ก็พร้อมที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจะเร่งผลักดันราคายางให้อยู่ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุน มีทิศทางการพัฒนายางทั้งระบบและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยจะต้องทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงที เพื่อจะได้ใช้ข้อมูลในการวางแผนการผลิต การแปรรูป การค้าและการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์และเป้าหมายทั้งในระยะสั้น กลางและระยะยาว นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันการใช้นวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเจาะตลาดผลิตภัณฑ์ยางเฉพาะกลุ่มหรือ Niche Market เพิ่มมากขึ้น การใช้นโยบายตลาดนำการผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนการผลิต การปรับปรุงคุณภาพของปุ๋ย ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต อีกทั้งจะมุ่งผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการค้า การส่งออก การลงทุนแบบ offline เพียงอย่างเดียว ไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ หรือ new business model ที่ผสมผสานระหว่างการค้า การลงทุน แบบ online และ offline ควบคู่กันไปโดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วยยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และเกิดความยั่งยืนต่อยางพาราทั้งระบบต่อไปในอนาคต…ก็ต้องรอพิสูจน์ฝีมือผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยคนใหม่ ที่ยังเป็นคนหนุ่มไฟแรง ที่มีประสบการณ์การทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาก็ไม่น้อย เช่น กรรมการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการองค์การสวนยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง และก่อนรับตำแหน่งผู้ว่าการการยางฯ ก็เป็นรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการมาก่อน ก็ต้องดูต่อไปว่า ผู้ว่าการการยางฯ คนใหม่นี้ จะดำเนินการสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้ไว้ได้หรือไม่ หรือจะมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหายางพาราอย่างไรต่อไปซึ่งส่วนตัว ขุนเกษตรา หวังว่าน่าจะเห็นอะไรดีๆ จากผู้ว่าการการยางฯ คนหนุ่มรุ่นใหม่คนนี้บ้างแหละหนา…

ขุนเกษตรา

เที่ยวตามวิถี New Normal ..รับลม..ชมทิวไผ่..กินก๋วยเตี๋ยวหน่อไม้ @ สวนไผ่ by ยายลี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507564

เที่ยวตามวิถี New Normal ..รับลม..ชมทิวไผ่..กินก๋วยเตี๋ยวหน่อไม้ @ สวนไผ่ by ยายลี

เที่ยวตามวิถี New Normal ..รับลม..ชมทิวไผ่..กินก๋วยเตี๋ยวหน่อไม้ @ สวนไผ่ by ยายลี

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.23 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ขานรับนโยบายท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้แนวทางท่องเที่ยวเกษตรตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal)

นายสมโชค  ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (ผอ.สสก.1    จ.ชัยนาท) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19)   ทำให้การใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลง การท่องเที่ยวซบเซา เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย ทำให้หลายคนเริ่มออกท่องเที่ยว ตามสถานที่ต่างๆมากขึ้น การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับคนที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนแบบสบายๆ ไม่แออัด ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และได้เรียนรู้วิถีชีวิตของเกษตรกร อย่างใกล้ชิด       ซึ่งในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท    มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกับกรมส่งเสริมการเกษตรมากกว่า 325 แห่ง อย่างเช่น   ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ

สวนไผ่ by ยายลี เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศูนย์เครือข่าย ด้านเกษตรผสมผสาน) ที่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว ด้วยบรรยากาศสวนไผ่ร่มรื่น มีจุดชมวิวให้มองทิวไผ่สีเขียวจากมุมสูง หรือจะเป็นอุโมงค์ไผ่ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ก็สวยงามไม่แพ้กัน

นายกิตติศักดิ์  เขนยทอง (เอ๋) เจ้าของ สวนไผ่ by ยายลี เผยว่า “สวนไผ่ by ยายลี” เกิดขึ้นจากการทำการเกษตรจริงๆ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและ ศพก.เครือข่าย      ด้านเกษตรผสมผสาน ยายลี มาจากชื่อของคุณยายสำลี กสิพันธ์ คุณยายของคุณเอ๋ ที่ใช้ผืนดินแห่งนี้ ทำนาเลี้ยงครอบครัว       ซึ่งถือได้ว่าเป็นครอบครัวเกษตรกร มาตั้งแต่สมัยคุณตาคุณยาย จึงมีความรักในอาชีพการเกษตรอยู่ในสายเลือด

คุณเอ๋ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเริ่มทำการเกษตรตั้งแต่        ปี 2559 ในขณะที่ยังทำงานประจำอยู่ และด้วยเหตุผลเดียวคืออยากรวย จึงตัดสินใจเปลี่ยนผืนนาของคุณยายปลูกไผ่ตง สายพันธุ์กิมซุง หรือตงลืมแล้งแต่ผลคือต้นไผ่ตาย จึงตัดสินใจ ลาออกจากงานเพื่อหาสาเหตุและทำการแก้ไข จนประสบผลสำเร็จ  แต่การทำการเกษตรเชิงเดี่ยวนั้นยอมมีความเสี่ยง  จึงมีความคิดที่จะทำการเกษตรแบบผสมผสาน จึงมีการปลูกข้าว พืชผัก  ประมง ปศุสัตว์ แบบผสมผสาน ถ้าเศรษฐกิจ   ไม่ดีราคาสินค้าตกต่ำ การทำไร่นาสวนผสม ก็ไม่กระทบกระเทือนมาก อีกทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้ทั้งหมด

เมื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน และมั่นคง จึงมีความคิดต้องการถ่ายทอดและเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้ที่สนใจด้านการเกษตร แบบผสมผสานจึง ขอคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรอำเภอพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์เครือข่ายด้านการเกษตรแบบผสมผสาน และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรในที่สุด

คุณเอ๋ กล่าวอีกว่า กิจกรรมสำหรับผู้มาเยือน สวนไผ่ by ยายลี จะเริ่มจากการพาชมเรือนเพาะชำธรรมชาติที่ปลูกต้นม่านบาหลี       เป็นหลังคาโรงเรือนมีชีวิต มีกล้าไม้ภายในสวนที่ขยายพันธุ์ด้วยตนเองพร้อมจำหน่าย จากนั้นจะเป็นการเยี่ยมชมกิจกรรมด้านปศุสัตว์

พบกับแพะอารมณ์ดี ที่นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารและถ่ายภาพคู่กับแพะ  ที่เป็นมิตรและน่ารัก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี เลี้ยงชันโรงไว้ผสมเกสรพืชตามธรรมชาติ

ปลาดุกในวงบ่อซีเมนต์ และการทำปุ๋ยหมักและดินปลูกต้นไม้ จากนั้นพบ ไฮไลท์    ของที่นี่คือ การเดินชมสวนไผ่ที่ปลูกไว้คู่ขนานกับนาข้าว มีจุดนั่งพัก รับลมเย็นๆ      ใต้ร่มไผ่ หรือจะเดินเล่นใต้อุโมงค์ไผ่ ที่เกิดจากการโน้มตัวโค้งลงเป็นอุโมงค์           โดยธรรมชาติ ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารที่นำหน่อไม้สดๆจากสวนมาใช้ในเมนูต่างๆ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวหน่อไม้ ที่ใช้หน่อไม้แทนถั่วงอก ทำให้มีรสชาติอร่อย         ที่แตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวทั่วไปแถมราคาย่อมเยาอีกด้วย ถือว่า ถ้ามาแล้วไม่ได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวหน่อไม้ ถือว่ามาไม่ถึง “สวนไผ่ by ยายลี” ก่อนกลับติดไม้ติดมือด้วยของฝากที่เกิดจากชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์หน่อไม้แปรรูป  ผักสดปลอดสารพิษ    และขนมทองพับที่ทำจากไข่ไก่อารมณ์ดี กลับไปฝากครอบครัว เพื่อนฝูงได้ ผู้สนใจ  เข้าเยี่ยมชม สวนไผ่ by ยายลี สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ 089-6093822 (คุณเอ๋) หรือเข้าเยี่ยมชมผ่าน Facebook  สวนไผ่ by ยายลี           

ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท กล่าวฝากตอนท้ายว่า สำหรับการท่องเที่ยวตามวิถีชีวิตใหม่ New Normal                 นี้อาจจะทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้างในบางช่วง แต่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและผู้ให้บริการท่องเที่ยว    แล้วนั้น จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การวัดไข้ การล้างมือ และการเว้นระยะห่าง ที่จะลดการเสี่ยงของการกลับมาแพร่ระบาดของ COVID-19              หากนักท่องเที่ยวต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

เกษตรแถวหน้า : ทำบัญชีและสร้างนิสัยการออม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507297

เกษตรแถวหน้า : ทำบัญชีและสร้างนิสัยการออม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่หรือที่เรียกว่า New Normal ส่งผลให้ประชาชนต้องรู้จักการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดความผันผวนไม่แน่นอน การมีวินัยทางการเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งการทำบัญชีจะเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ-รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ และหากจะพูดถึงเรื่องของส่งเสริมการทำบัญชีแล้ว ต้องยกให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่เป็นผู้สอนแนะการจัดทำบัญชีครัวเรือนให้กับเกษตรกร ประชาชน และเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เคยบอกกับผมว่า แม้ภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นมาตรฐานสากล แต่อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญและทำควบคู่กันคือการส่งเสริมการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร สมาชิกสถาบันเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เพราะกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มองเห็นความสำคัญของการทำบัญชีว่าจะเป็นเครื่องมือ ที่เปรียบเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นคู่มือชีวิตในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและประชาชนได้นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเพราะไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ข้อมูลทางการเงินที่ได้จัดการจดบันทึกเท่านั้นที่จะสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างประสบความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่ายและมองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้

ท่านอธิบดีโอภาส ยังย้ำกับผมอีกว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร ให้ทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็นในภาคครัวเรือนและภาคการเกษตรมาโดยตลอด เพราะถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ให้รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ คำนึงถึงหลักเหตุผลและการประมาณตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพให้เกิดความมั่นคง และเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและหลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่า เรื่องของการทำบัญชีเป็นเรื่องยุ่งยาก จึงไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ความจริงแล้ว การจดบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอแล้วคิดตามจะทำให้รู้ตัวเราเอง จะทำให้เรารู้ต้นทุนที่มีและรู้สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา ยกตัวอย่างอาชีพเกษตรกร หากมีการจดบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ทราบข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและนำไปสู่การวางแผนที่ดีต่อไปในอนาคตได้ เช่น ข้อมูลสภาพดินที่ทำเกษตรว่าเป็นอย่างไร ขาดธาตุอาหารอะไรหรือไม่ เพื่อจะได้ปรับปรุงบำรุงดินได้อย่างเหมาะสมกับพืชที่ปลูก หรือแม้แต่ข้อมูลจากการทำกิจกรรมต่างๆ ในสวน ในฟาร์ม ข้อมูลที่ได้จากการจดบันทึกจะสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น สิ่งไหนควรเดินต่อ สิ่งไหนควรหยุด ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เกษตรกรบางรายอาจยังมีการวางแผนไม่เพียงพอ ด้วยข้อจำกัดบางประการ แต่หากทดลองทำบัญชีสม่ำเสมอ ก็จะหลุดพ้นจากขีดจำกัดเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน และจะสามารถวางแผนสร้างชีวิตที่สมบูรณ์ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทุกคนต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากมาย แต่จะไม่มีรายจ่ายที่เกินกว่าความจำเป็นอย่างแน่นอน…อย่าลืมทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพกันนะครับ หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรลองเข้าไปขอคำแนะนำจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ทุกจังหวัด หรือจากครูบัญชีอาสาในหมู่บ้านของท่านได้นะครับ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย