ลุ้นพายุเติมน้ำเข้าเขื่อน กู้วิกฤติอ่างฯเหนือ-กลาง-อีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506317

ลุ้นพายุเติมน้ำเข้าเขื่อน  กู้วิกฤติอ่างฯเหนือ-กลาง-อีสาน

ลุ้นพายุเติมน้ำเข้าเขื่อน กู้วิกฤติอ่างฯเหนือ-กลาง-อีสาน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติลุ้นพายุเติมน้ำเข้า
เขื่อน หลังปริมาณน้ำในอ่างฯ ภาคเหนือ กลาง อีสาน ยังน่าห่วง พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลฝน
รายวัน ชี้บริเวณ จ.จันทบุรี เข้าข่ายฝนมาก หวั่นเกิดน้ำป่าไหลหลากสั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามใกล้ชิด

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีคำสั่งให้ 14 หน่วยงาน เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน ส่งผู้แทนหน่วยงานมาปฏิบัติการประจำที่ห้องประชุม กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่
15 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์พายุ น้ำฝนน้ำท่า และน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ และน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง และจัดทำแผนที่น้ำท่วม ประชาสัมพันธ์การให้ความช่วยเหลือ และติดตามผลดำเนินการตามข้อสั่งการของผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาตินั้น จากการหารือติดตามประเมินแนวโน้มฝนตกหนัก 24 ชั่วโมงล่วงหน้า พบว่า ฝนในภาพรวมของประเทศระยะนี้ยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยจะมีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันออก คาดว่า จ.จันทบุรีจะคงมีฝนตกหนักเฉลี่ย 50-100 มม. ซึ่งถือว่าเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากน้ำท่วมฉับพลัน ดังนั้น กอนช.ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในการเฝ้าระวังผลกระทบ

สำหรับสถานการณ์ในแหล่งน้ำต่างๆพบ ปริมาณน้ำรวมทั้งประเทศขณะนี้ 33,995 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.) คิดเป็น 41% เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 10,200 ล้าน ลบ.ม. หรือ 18% โดยมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ซึ่งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ยังน่าเป็นห่วงและต้องติดตามเฝ้าระวัง แจ้งเตือนกลุ่มผู้ใช้น้ำต่อเนื่องคือ 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯมีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 7,454 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 30% ของความจุอ่างฯ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 758 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 4% ของความจุน้ำใช้การ

ส่วนการจัดสรรน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ช่วงที่ผ่านมา แม้จะจัดสรรน้ำเกินกว่าแผนที่กำหนด 300 ล้านลบ.ม. แต่ถ้าเทียบกับสถิติแล้วยังถือว่าน้อยกว่า ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาจะจัดสรรเกินกว่าแผนเฉลี่ยถึง 1,000 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ เนื่องจากมีมาตรการสร้างการรับรู้ให้ประชาชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ และเกษตรกร เข้าถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ เพื่อควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูก เมื่อมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น โดยใช้น้ำฝนเพาะปลูกเป็นหลัก

“ต้องยอมรับว่า แม้จะมีฝนตกหลายพื้นที่ แต่มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ มีปริมาณน้ำไหลเข้า เพียง 2,409 ล้านลบ.ม. จากคาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างฯประมาณ 3,899 ล้าน ลบ.ม. และยังมีการระบายออกมากกว่าน้ำไหลเข้า ส่งผลกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนทั้งในภาคเหนือ อีสาน กลาง มีปริมาณคงที่หรือบางแห่งมีปริมาณลดลง ดังนั้นหากปริมาณฝนยังน้อยต่อเนื่อง ฤดูแล้งถัดไปน่าจะมีปัญหาและอาจต้องพิจารณามาตรการเข้มข้นมากขึ้นในการจัดสรรน้ำในแต่ละกิจกรรม อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพายุของกอนช. คาดว่าจะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย 1-2 ลูก มาช่วยเติมน้ำในเขื่อนให้มากขึ้น พร้อมทั้งปรับลดการระบายน้ำลงตั้งแต่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อให้มีปริมาณน้ำเก็บกักน้ำในอ่างฯเพิ่มขึ้น” รองเลขาธิการ สทนช.กล่าว

‘รมช.มนัญญา’หนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506327

'รมช.มนัญญา'หนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค

‘รมช.มนัญญา’หนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.03 น.

“รมช.มนัญญา”ส่งมอบตะกร้า22,533ใบ สนับสนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ริเริ่มดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค หลังได้รับผลกระทบโควิด-19

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดโครงการประชุมสร้างการรับรู้และขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด พร้อมทั้ง เยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ตจำลองของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด และพบปะเกษตรกรผู้ร่วมโครงการ ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร

สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด แรกเริ่มนั้นได้ดำเนินการรับซื้อลำไยสดที่ร่วง เพื่อนำมาอบแห้ง แปรรูป จัดจำหน่ายโดยรายได้หลักมาจากการส่งออกจัดจำหน่ายไปยังประเทศจีน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส หรือโควิด-19 ที่แพร่ไปทั่วโลก กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและการส่งออกลำไยของไทย ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ยังคงสามารถดำเนินการได้ และลดผลกระทบต่อเกษตรผู้ปลูกลำไย จึงได้มีการรับซื้อลำไยสดช่อ เพื่อนำมาแพคในตะกร้าและจัดจำหน่าย ควบคู่ไปกับการทำลำไยอบแห้ง

ในการนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบตะกร้าจำนวน 22,533 ใบ มูลค่า 360,528 บาท เพื่อสนับสนุนการกระจายสินค้าเพื่อความสะดวก และคุณภาพของสินค้า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้แก่ อุปกรณ์การตลาด อาทิ โรงสีข้าวที่ได้รับมาตรฐาน GMP มีกำลังการผลิต 40 ตัน/วัน และไซโล เก็บข้าวเปลือกได้ 500 ตัน เครื่องอบลดความชื้น และลานตาก และในช่วงฤดูลำไยของทุกปี (ก.ค. – ส.ค.) สหกรณ์ได้ดำเนินการรับซื้อลำไยจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อจำหน่ายเป็นลำไยสดและมีตู้อบลำไย เพื่อนำไปแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง และจัดจำหน่ายให้กับเอกชนเพื่อนำไปจำหน่ายส่งออกไปยังประเทศจีน

ทั้งนี้ อ.สันป่าตอง พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับทำการเกษตร มีพื้นที่ทำเกษตรประมาณ 79,565 ไร่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าว ลำไย และถั่วเหลือง รวมถึงเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้ โดยมีสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ระดับอำเภอ มีสมาชิก 10,005 ราย ทุนดำเนินงานกว่า 927 ล้านบาท

‘รมช.มนัญญา’ลุยเชียงใหม่ ถกยกระดับการผลิต-จัดจำหน่ายสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506296

'รมช.มนัญญา'ลุยเชียงใหม่ ถกยกระดับการผลิต-จัดจำหน่ายสินค้าเกษตร

‘รมช.มนัญญา’ลุยเชียงใหม่ ถกยกระดับการผลิต-จัดจำหน่ายสินค้าเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.00 น.

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ที่หอประชุมอำไพพรรณการเกษตร ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานในพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตร ของคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยประเด็นหารือราคาลำไยตกต่ำ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาจากเกษตรกร ล้งผู้รับซื้อ และประชาชน

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้แนวทางสำคัญในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ส่งผลกระทบต่อการส่งออก การกระจายสินค้า ดังนั้น การขับเคลื่อนโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สิ่งสำคัญคือการตลาด ภาคผู้บริโภคภายในประเทศ มีความต้องการในด้านใด และสินค้าใดมีการนำเข้าที่สูง การปรับตัวปรับปรุง เพื่อให้ตรงต่อความต้องการในตลาด อีกทั้งการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพผนวกกับสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภค เป็นเกษตรปลอดภัย จึงได้มอบ หน่วยงานในสังกัด คือ มอบกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการดำเนินการเร่งกระจายสินค้า และมอบกรมวิชาการเกษตรศึกษาและพัฒนาพันธุ์เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพและสามารถต่อยอดเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวในอนาคตสร้างรายได้ และอาชีพอย่างยั่งยืน

จากนั้น น.ส.มนัญญา ชมการสาธิตการล้างลำไยด้วยเครื่องกำหนดโอโซนนาโน โดยสามารถชำระสิ่งตกค้างและสารเคมีบนเปลือกลำใยด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งได้นำไปใช้ที่สหกรณ์การเกษตรจอมทอง จำกัด จ.เชียงใหม่ เป็นที่แรก

‘มังคุดทิพย์’ หวานอมเปรี้ยว สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรกรออนไลน์พังงา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506304

‘มังคุดทิพย์’ หวานอมเปรี้ยว สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรกรออนไลน์พังงา

‘มังคุดทิพย์’ หวานอมเปรี้ยว สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรกรออนไลน์พังงา

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.47 น.

“มังคุด” เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดพังงา มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งจังหวัดกว่า 13,300 ไร่ ผลผลิตรวมกว่า 7,900 ตัน/ปี ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ลักษณะเด่นของมังคุดพังงาคือ มีผิวสีน้ำตาลอมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาได้ตั้งชื่อมังคุดที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดพังงาว่า “ ทิพย์พังงา ”หมายถึง ผลไม้ที่เป็นของเทวดา มีรสเลิศจากจังหวัดพังงา 

นางรัตนา สัจจารักษ์ Smart Farmer เจ้าของ”สวนมังคุดแม่นา” อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 20/1 หมู่ที่ 7 ตำบลถ้ำ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา สาวแกร่งผู้ฝ่าฟันกับการทำสวนมังคุด ให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพ แม่นาไม่ได้มีการปลูกที่ต้องรอฟ้ารอฝน แต่แม่นาได้คิดเริ่มสังเกตระยะการเติบโต การระบาดของโรคและแมลง ปริมาณน้ำที่มังคุดต้องการ และยังพยายามหาวิธีการผสมผสานทั้งวิชาการ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะมาผลิตมังคุดให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP และได้เข้าร่วมจำหน่ายมังคุดทิพย์พังงา ผ่านช่องทางตลาดเกษตรออนไลน์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร

ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศเป็นอย่างดี เนื่องด้วยมังคุดสวนแม่นา ผ่านการรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยหรือ GAP รับรองคุณภาพสินค้าถึงมือผู้บริโภค รสชาติหวานอมเปรี้ยวโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญไม่เป็นเนื้อแก้วยางไหล ท่านที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ Facebook : สวนมังคุดแม่นา หรือโทร. 098-0216357

นายประคอง อุสาห์มัน เกษตรจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวเว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม จากเกษตรกรตัวจริงทั่วประเทศ ส่งตรงถึงบ้าน ประหยัดเวลา ไม่ต้องขับรถออกไปซื้อถึงแหล่งผลิต ตามโครงการส่งเสริมตลาดเกษตร online ในรูปแบบของเว็บไซต์ชื่อ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” เพื่อช่วยเป็นสื่อกลางในการนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี

จากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Smart Farmer  (SF) Young Smart Farmer (YSF) วิสาหกิจชุมชน และองค์กรเกษตรกรอื่น ๆ จากทั่วประเทศ ให้ถึงมือผู้บริโภค ประกอบด้วยสินค้าทางการเกษตร ทั้งผลผลิตสด สินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรม ในส่วนของจังหวัดพังงานั้น ที่ผ่านมามียอดการจำหน่ายสินค้าเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อได้แก่ มังคุดทิพย์พังงา ซึ่งเป็นมังคุดที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดพังงา มีผิวสีน้ำตาลอมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย

 รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย 20 กรกฎาคม 2563 – 14:23 น.

รมช. มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย พร้อมส่งเสริมอาชีพทำเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างรายได้ให้คนชุมชน

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ  รองอธิบดีกรมส่งเสริสหกรณ์และคณะ ลงพื้นที่นิคมสหกรณ์อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.3 และ กสน.5) เขตนิคมสหกรณ์พร้าวให้แก่สมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด จำนวน 88 ราย และเยี่ยมชมโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกผักอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย  โดยทางนิคมสหกรณ์พร้าวได้ร่วมกับเกษตรกรทำแผนการเพาะปลูกพืชผักอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด เพื่อนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในเมืองเชียงใหม่
 ทั้งนี้ อําเภอพร้าวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะพื้นที่ล้อมรอบด้วยป่าไม้และภูเขาและมีพื้นที่ราบลุ่มบางส่วน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 94 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 798,308 ไร่ แบ่งเป็น 11 ตำบล 98 หมู่บ้าน ประชากรทั้งสิ้น 48,785 คน อาชีพหลัก คือ ทำการเกษตร ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรรวม 92,089 ไร่ และพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าว ลําไย มะม่วง ข้าวโพดและถั่วเหลือง  

 รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย

สำหรับนิคมสหกรณ์พร้าว มีภารกิจในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินในเขตอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่นิคมสหกรณ์พร้าว มีจำนวน 67,082 ไร่ และได้มีการออกหนังสือแสดงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินนิคมสหกรณ์ กสน.3และกสน.5 แล้ว 49,4999 ไร่ 8,912 ราย 
 นอกจากนี้ ในเขตนิคมสหกรณ์พร้าว ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรและส่งเสริมรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยทางนิคมสหกรณ์พร้าวได้ดูแลรับผิดชอบคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้และร่วมวางแผนการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการจัดการธุรกิจของสหกรณ์อย่างเป็นระบบ  ปัจจุบันมีการจัดตั้งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 26 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร  10 แห่ง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  4 แห่ง สหกรณ์นิคม 2 แห่งและกลุ่มเกษตรกร 10 แห่ง และได้มีการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดในพื้นที่อำเภอพร้าว ประกอบด้วย  6 โครงการหลัก ได้แก่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอพร้าว โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำ การผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP  โครงการจัดทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และโครงการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์                รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย        ทั้งนี้ เกษตรกรที่อยู่ในเขตนิคมพร้าว 65 ราย ได้รับการส่งเสริมการประกอบอาชีพทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งกรมฯได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตและจัดสรรงบประมาณสร้างโรงเรือนขนาด 6×30 เมตร จำนวน 8 หลัง ให้กับเกษตรกรเพื่อปลูกพืชผักปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ผักกวางตุ้ง ที่ทางนิคมสหกรณ์ได้จัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ การวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรและเชื่อมโยงการตลาด  โดยรวบรวมผลผลิตผักอินทรีย์ส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในเมืองเชียงใหม่   ซึ่งในอนาคตคาดหวังว่านิคมสหกรณ์พร้าวจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมทั้งจะผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น  
  จากนั้นได้เยี่ยมชมแผนการเพาะปลูกพืชผักอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำนวน 2 รายและเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ซึ่งมีพื้นที่ทำเกษตรในเขตนิคมพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และสมัครใจจะกลับมาทำการเกษตรในแบบเกษตรอินทรีย์วิถีชาวบ้านแบบผสมผสาน ปลูกไม้ผล มัลเบอรี่ ลำไย มะม่วง มะนาว เสาวรส พืชสมุนไพร และผักพื้นบ้านตามฤดูกาล โดยจะทำเกษตรอินทรีย์ที่รักษาระบบนิเวศในฟาร์ม เพื่อให้ทุกอย่างเกื้อกูลกัน พร้อมทำการตลาดโดยการขายผ่านออนไลน์ พร้อมบริการส่งถึงผู้บริโภคโดยตรง ในอนาคตจะมีการต่อยอดแปรรูปผลผลิตในฟาร์มเป็นสินค้าชนิดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าด้วย                        รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย    ทั้งนี้ โครงการนำลูกเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  เป็นนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กลับมาอยู่ในภูมิลำเนา เพื่อสืบสานอาชีพการเกษตรของพ่อแม่และได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ส่วนใหญ่ต้องการองค์ความรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ ซึ่งจะเน้นส่งเสริมให้ทำเกษตรแบบสมัยใหม่ รู้จักการวางแผนการผลิตและการตลาดให้เหมาะสม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนี้ด้วย เพื่อช่วยกันสร้างงานในพื้นที่ และสนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้กลับมาสานต่ออาชีพการเกษตรและร่วมกันพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น  
  จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินพบปะกับเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด ที่มารอต้อนรับ พร้อมกับกล่าวให้กำลังใจ

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  18 กรกฎาคม 2563 – 20:05 น.

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนตลอดไป  

​นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ประธานคณะทำงานฯ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำ ครั้งที่ 1/2563 พร้อมด้วย นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ดร.ดาเรศร์ กิตติโยภาส ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เขตตรวจราชการที่ 14) เป็นรองประธานคณะทำงานฯโดยมีพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คณะทำงานและเลขานุการคณะทำงานฯ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนราชการสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยจังหวัดอำนาจเจริญ และเจ้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมพระมงคลมิ่งเมือง ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  
ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  

​นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ด้วยนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ อันจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยรัฐบาลยังมีนโยบายการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และกำหนดให้ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แหล่งน้ำชุมชน ประกอบกับนโยบายเร่งด่วน ในการเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายฯ และแก้ไขปัญหาให้เกิดความยั่งยืน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำประจำจังหวัดขึ้นมา”
​พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า “การประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการของชุมชน พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานการแก้ไข รวมถึงรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจ การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรของจังหวัดอำนาจเจริญ”
​“ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุม ส.ป.ก. และคณะทำงาน จากทุกภาคส่วน จะเร่งดำเนินการตามมาตรการที่ได้ประชุมกันในครั้งนี้ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ในทุก ๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านแหล่งเงินทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด้านปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนตลอดไป” รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน”

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"13 กรกฎาคม 2563 – 12:20 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” นำพื้นที่ 14 ไร่ ภายในสำนักงาน ปลูกป่าแบบผสมผสานกับพืชผัก เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวใจกลาง จังหวัดระยอง 

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาส มหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” นำพื้นที่ 14 ไร่ ภายในสำนักงาน ปลูกป่าแบบผสมผสานกับพืชผัก เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวใจกลาง จังหวัดระยอง  เผยอนาคตจะเป็นแหล่งผักผ่อนเชิงเกษตรแบบผสมผสานระหว่างป่าปลูกกับพืชผัก  

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"

นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นำคณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” สืบสานสู่ 100 ล้านต้น ณ บริเวณพื้นที่แปลงเกษตรด้านหลังภายในสำนักงาน โดยมีเป้าหมายการปลูก จำนวนกว่า 1,400 ต้น เพื่อคืนผืนป่าให้กับแผ่นดิน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในสำนักงาน ให้มีอากาศบริสุทธิ์ ด้วยวิธีดูแลบ้านด้วยธรรมชาติ
ซึ่งโครงการนี้ทางคณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้กำหนดจัดขึ้น โดยให้ประชาชนทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ได้ร่วมใจและบูรณาการร่วมกันปลูกต้นไม้ อย่างน้อยคนละ 1 ต้น ในที่ดินของตนเอง พื้นที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา ที่สาธารณะ ศาสนสถาน โดยมีเป้าหมายปลูกต้นไม้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านต้น พร้อมทั้งบำรุงรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโตงอกงามสืบไป
 

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"

ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนได้ร่วมใจบูรณาการปลูกต้นไม้และปลูกป่า อันเป็นการสนองพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกประชาชนทั่วทั้งประเทศ ได้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ และปลูกต้นไม้ในใจคน ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"

 และเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ลดมลภาวะเป็นพิษจากฝุ่นและหมอกควัน อีกทั้งลดภาวะโลกร้อน
ส่วนพื้นที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นั้นได้ใช้บริเวณที่ด้านหลังของสำนักงานซึ่งเดิมเป็นที่แปลงเกษตร และพื้นที่ชุ่มน้ำ จำนวน 14 ไร่ โดยปรับสภาพพื้นที่ด้วยการยกคันดินส่วนหนึ่งพัฒนาเป็นสระน้ำ และใช้บริเวณแนวคันดินเป็นพื้นที่ปลูกป่า ที่เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่น จำนวนกว่า 1,400  ต้น ส่วนหนึ่งจัดทำเป็นแปลงสาธิตงานด้านการเกษตรแบบผสมผสานรูปแบบการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างป่าธรรมชาติกับพืชผักสำหรับการบริโภค เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานของเกษตรกร และประชาชน และนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเองต่อไป
“สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จังหวัดระยอง พื้นที่ตรงนี้เมื่อได้รับการพัฒนาด้วยการปลูกป่าแบบผสมผสานกับการปลูกพืชเพื่อการบริโภค ก็จะสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ ตลอดถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี” นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ กล่าว

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง”โขง ชี มูล”นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง”โขง ชี มูล”นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ  

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง"โขง ชี มูล"นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ  10 กรกฎาคม 2563 – 15:56 น.

กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 รวมกลุ่มเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีคุณภาพในงานมหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพ และของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร1 กรมส่งเสริมการเกษตร นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในงานแถลงข่าว”มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานตอนล่างและกลุ่มจังหวัดโขงชีมูล” โดยมีนายทีว มาศขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรให้เกียรติมาร่วมในงานแถลงข่าวครั้งนี้
นายสฤษดิ์กล่าวว่า เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกในปัจจุบัน

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง"โขง ชี มูล"นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ  

รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรได้ในราคาที่สูงขึ้นและผู้บริโภคที่มีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีตกค้างซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ต่อคณะรัฐมนตรีและได้ผ่านความเห็นชอบ โดยใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 11 กลยุทธ์ ได้แก่ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัยการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

             ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในช่วงปี 2561-2564 “การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ พืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์” จึงได้กำหนดจัดงาน ”มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 กลุ่มโขง ชี มูล โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ 
ที่ผ่านมากลุ่มจังหวัดได้ดำเนินนโยบายในเรื่องของเกษตรอินทรีย์การผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพในพื้นที่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพอีกหลายชนิดที่ผลิตด้วยกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภคอย่างมากในเวลานี้

                    นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญในเรื่อง “การแปรรูป” เพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วยในเรื่องของการทำ Packaging รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรูปแบบของผลผลิตที่หลากหลาย เป็นการใช้ประโยชน์ในทุกๆ ส่วนของผืนนา ไม่เพียงเฉพาะแต่ในต้นข้าว 
กลุ่มจังหวัดเราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เรียกว่า “มหานครเกษตรอินทรีย์” ซึ่งผลผลิตที่ได้จากแหล่งผลิตอันบริสุทธิ์โดยปราศจากการปรุงแต่งจากสารเคมี จะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่า แหล่งผลิตข้าวและสินค้าเกษตรของกลุ่มจังหวัดเราได้รับมาตรฐานในระดับสากล และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างสูงที่สุด”
สำหรับการจัดงาน มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล” ในครั้งนี้ จะมีการจำหน่ายสินค้าข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตรคุณภาพของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจิรญ) จำนวน 150 บูท บนเนื้อที่กว่า 3,300 ตารางเมตร ตลอดระเวลา 5 วัน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.00 – 19.00 น. ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ

‘รมช.มนัญญา’ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506065

'รมช.มนัญญา'ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย

‘รมช.มนัญญา’ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.21 น.

“รมช.มนัญญา”ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล มุ่งขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “งานวันเริ่มต้นฤดูกาลทำนา และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่จังหวัดอุทัยธานี” พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ณ พื้นที่โคกหนองนาตากะยาย บ้านวังตอยาง ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ มีแนวคิดหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรระดับไร่นา คือที่ดิน และน้ำ ในพื้นที่ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการผลิตที่หลากหลาย เพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก ที่เหลือจึงนำไปขายสร้างรายได้และความมั่นคง

สำหรับโคกหนองนาตากะยาย บ้านวังตอยาง ตำบลเขากวางทอง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี เป็นตัวอย่างพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ซึ่งแต่เดิมพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดอุทัยธานี เป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง เป็นการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ที่ต้องอาศัยน้ำมาก ประกอบกับที่ผ่านมาประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ภายใต้โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ในรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานจากพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2563 เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ในการเพาะปลูกแก่เกษตรกรจาก 8 อำเภอ และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) รวมทั้งมอบใบรับรอง GAP แก่เกษตรกร จำนวน 7 ราย จากนั้นได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรผสมผสาน และปล่อยพันธุ์ปลา โยนกล้า และขับรถดำนาปักดำกล้าข้าว บริเวณพื้นที่แปลงทฤษฎีใหม่โคกหนองนาตากะยาย ซึ่งมีพื้นที่รวมทั้งสิ้นกว่า 8 ไร่ด้วย

เกษตรฯจับมือช้อปปี้ปรับกลยุทธ์รุกฐานตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505777

เกษตรฯจับมือช้อปปี้ปรับกลยุทธ์รุกฐานตลาดออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย)ว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือส่งเสริมและขยายตลาดสินค้าเกษตรสู่ตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการกระจายผลผลิตเกษตรโดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ผ่านมามีการอบรมเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการกับกระทรวงเกษตรฯต่อเนื่อง จนปัจจุบันเกษตรกรหลายรายประสบความสำเร็จ และสามารถจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างยอดจำหน่ายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30%

วันนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต่อยอดการดำเนินงานด้านตลาดออนไลน์ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยร่วมกับ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) จัดอบรมเกษตรกร ให้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรออนไลน์มืออาชีพประจำอำเภอ ซึ่งนอกจากจะจัดอบรมให้เกษตรกร 4 กลุ่มเดิมคือ เกษตรแปลงใหญ่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young smart farmer แล้ว ในครั้งนี้เรายังขยายโอกาสไปยังลูกหลานเกษตรกร หรือ ศพก. หรือ อาสาสมัครด้านการเกษตรที่มีความพร้อม มาร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า หรือ เทรดเดอร์ ให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการเติมเต็มให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ที่ยังไม่พร้อมจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ได้มีโอกาสจำหน่ายสินค้าเกษตรของตนเองออกสู่ตลาดได้อย่างทั่วถึง

“ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทุกฝ่ายปรับตัวสู่ New Normal อย่างเห็นได้ชัด วันนี้เราได้พันธมิตรชั้นนำอย่างช้อปปี้ ประเทศไทย จำกัด แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในประเทศมาดำเนินงานร่วมกัน จึงมั่นใจได้ว่าทีมงานที่มีประสิทธิภาพของช้อปปี้ที่ได้เข้ามาช่วยฝึกอบรม จะช่วยให้เกษตรกรพัฒนาสู่ผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรมืออาชีพประจำอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน มร. เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ช้อปปี้พร้อมส่งเสริมสนับสนุนให้พัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและกลุ่มเป้าหมายตามแผนงานโครงการที่ได้ตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรก้าวสู่การเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ และมีเทรดเดอร์ มาร่วมสนับสนุนกระจายผลผลิตให้เกษตรกรในทุกพื้นที่เพิ่มขึ้น

“ปัจจุบัน ช้อปปี้ เป็นอี-คอมเมิร์ซแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งที่ถูกใจทั้งคนซื้อและคนขาย เรามีแบรนด์ชั้นนำบน Shopee Mall กว่า 1,500 แบรนด์ และมีทีมงานพร้อมที่จะร่วมพัฒนาทักษะอี-คอมเมิร์ซให้แก่เกษตรกร เจ้าหน้าที่และเครือข่ายของกระทรวงเกษตรฯ ให้สามารถนำทักษะและความสามารถไปประยุกต์ใช้ต่อยอดได้ นอกจากนี้ ช้อปปี้ พร้อมที่จะสนับสนุนเผยแพร่โครงการด้านการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงเกษตรฯ ผ่านสื่อต่าง ๆ ของบริษัท รวมทั้งจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้แก่เกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าออนไลน์อย่างเต็มที่” มร.เทอเรนซ์ กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ และบริษัท ช้อปปี้ฯจะจัดคอร์สฝึกอบรมให้เกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มเดิมและกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมตามวัตถุประสงค์โครงการได้เข้าร่วมตามหลักสูตรที่กำหนด โดย 1 คอร์ส ใช้เวลา 7 วัน อีกทั้ง ยังพัฒนาการฝึกอบรมให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการเปิดอบรมทั้งระบบออฟไลน์และระบบออนไลน์ ซึ่งภายในปี 2563 นี้ กำหนดเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย