‘เฉลิมชัย’พร้อมสนับสนุนผู้เลี้ยงปลากัด มุ่งผลักดันเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503417

'เฉลิมชัย'พร้อมสนับสนุนผู้เลี้ยงปลากัด มุ่งผลักดันเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก

‘เฉลิมชัย’พร้อมสนับสนุนผู้เลี้ยงปลากัด มุ่งผลักดันเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.27 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการดำเนินการดำเนินการของฟาร์มปลากัด (SK Betta Farm) ณ ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อมใต้ จ.กระบี่ ซึ่งฟาร์มปลากัดนี้เริ่มต้นจากการชอบตัวของเจ้าของฟาร์ม แต่พอเริ่มเลี้ยงเยอะขึ้น จึงมองหาตลาด โดยการขายผ่าน facebook เว็บไซต์ และห้องประมูลปลากัด เป็นต้น มีการสะสมสายพันธุ์จากทั่วประเทศ และมีการเดินสายประกวดจนได้รางวัลต่าง ๆ เป็นเครื่องการันตีปลากัดสวยงาม ทำให้สามารถขายได้ในราคาตั้งแต่ 1,000 – 30,000 บาท

ต่อมาได้ก่อตั้งชมรมคนรักปลากัดสวยงามจังหวัดกระบี่ เมื่อต้นปี 2563 นี้ มีสมาชิก 15 ราย ซึ่งสมาชิกมีการถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงปลากัด มีหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ามาดูแล รวมถึงมีภาคเอกชนเข้ามาให้การสนับสนุนด้วย

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงปลากัด และการส่งเสริมด้านการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมประมงได้มีการหาช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากัด โดยปลากัดถือเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ตายยาก มีสีสันสวยงาม ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อยและทนทุกสภาพอากาศ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยตลาดส่งออกปลากัดที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงค์โปรค์ ฮ่องกง และมาเลเซีย

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503169

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ.

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.52 น.

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. ยึดประโยชน์สมาชิกเป็นหลัก  ตามอุดมการณ์สหกรณ์ “เพื่อนช่วยเพื่อน” 

3 กรกฎาคม 2563 นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) พร้อมด้วยพล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) รศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการดำเนินการ ชสอ. ในนามคณะกรรมการบริหารทีมพลังรักษ์สหกรณ์ นำทีมผู้สมัคร เป็นคณะกรรมการ ชสอ. ชุดที่ 48 ร่วมแถลงข่าวเปิดนโยบาย 8 ระบบ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. 

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มี อุดมการณ์ หลักการ และแนวคิดของสหกรณ์ที่เหมือนกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิกสหกรณ์ โดยยึดการทำงานเป็นทีม เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดังนั้นทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จึงได้สรรหาคนดี   มีฝีมือ  มากด้วยความสามารถ มาร่วมงานอย่างหลากหลายทั้งจากกลุ่มวิชาชีพ  และเขตพื้นที่ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. ภายใต้นโยบาย  8 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบการบริหารจัดการ ผลักดันให้ ชสอ. เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์สมาชิก และจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพ เพื่อแก้ปัญหาให้แก่สหกรณ์กรณีเจอภาวะวิกฤต เช่น หุ้นกู้การบินไทย 2.ระบบสวัสดิการ ลดความเสี่ยงของผู้ค้ำด้วยสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 3.พัฒนาบุคลากรของคนในกระบวนการสหกรณ์ เป็นนักสหกรณ์มืออาชีพ 4.ระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมบทบาทของเขตพื้นที่ 5.ระบบการออมส่งเสริมการออม เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของสมาชิกยามชรา 6.ระบบสินเชื่อ จัดระบบสินเชื่อให้มีความหลากหลายและสามารถเข้าถึงได้อย่างคลอบคลุม 7.ระบบการลงทุน บริหารการลงทุนของ ชสอ.อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคง และ8.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยกระดับ ชสอ.เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบ IT และศูนย์ข้อมูลกลาง DATA CENTER ในรูปแบบ BIC DATA เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสารสนเทศ MIS

“หากทีมพลังรักษ์สหกรณ์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการ ชสอ. นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ เรื่องหุ้นกู้การบินไทย เพราะมีผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์กว่า 3 ล้านคน ในสหกรณ์ 87 แห่ง รวมทั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อหาช่องทางลดภาระหนี้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จะทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตามอุดมการณ์ของสหกรณ์ คือ เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก ฉะนั้น โปรดเลือกทีมพลังรักษ์สหกรณ์ เบอร์ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9  ยกทีม”นายปรเมศวร์ กล่าว 

ด้านรศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ มีประสบการณ์ในวงการสหกรณ์มาเป็น 10 ปี การบริหารงานยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง โดยยึดหลัก “สหกรณ์มั่นคง สมาชิกมั่งคั่ง” เน้นกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาของสมาชิกอย่างแท้จริง และดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างทั่วถึง ซึ่งเราเต็มร้อยกับการพัฒนาบุคลากร และสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกมีปัญหา ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ สามารถแก้ปัญหาให้ได้หมด รวมทั้ง ผลักดัน ชสอ. เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร และความมั่นคงสหกรณ์ออมทรัพย์ 

ขณะที่พล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล กล่าวว่า นโยบายของทีมพลังรักษ์สหกรณ์ “ซื่อตรง มั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืน” ซึ่งการบริหารงานตลอด 4 ปี ยึดหลักธรรมาภิบาล คิดดี ทำดี พูดดี และมุ่งเน้นเรื่องหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสมาชิก เน้นผลประโยชน์ของสมาชิกสูงสุด เช่น เงินฝาก ผลตอบแทนของหุ้น ทั้งนี้ ตนเข้ามาบริหาร ชสอ. ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 เป็นช่วงที่มีปัญหา พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2562 ออกใหม่ ซึ่งตามมาตรา 89 วรรค 2 จะต้องมีการออกกฎกระทรวงภายใน 2 ปี เราได้ทำกฎกระทรวงนี้เป็น 3 แบบ คือ ชนิดปัญหาที่เป็นผลกระทบสมาชิกน้อย ปานกลาง และมาก โดยในส่วนกระทบน้อย กฎกระทรวง 7 ฉบับ ได้รับความกรุณาจากกฤษฎีกา ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง จนสามารถนำกฎกระทรวง 7 ฉบับไปปฏิบัติได้ แต่ยังเหลืออีก 6 ฉบับ ในส่วนที่กระทบมาก เช่น การให้สินเชื่อ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนที่จะเร่งดำเนินการต่อไป คือ การผลักดันกฎกระทรวง 6 ฉบับ และแก้ไขปัญหาเรื่องหุ้นกู้การบินไทย 

‘รมช.มนัญญา’ชูพืชผลเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ผลักดันไกลสู่ครัวโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503112

'รมช.มนัญญา'ชูพืชผลเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ผลักดันไกลสู่ครัวโลก

‘รมช.มนัญญา’ชูพืชผลเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ผลักดันไกลสู่ครัวโลก

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมแปลงสมาชิกเกษตรผสมผสานสกลนคร ต.เชียงสือ อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร ทั้งนี้ แปลงเกษตรกรของสมาชิกสหกรณ์ของสมาชิกการเกษตรผสมผสานสกลนคร จำกัด มีการสร้างเครือข่าย ขยายผลการทำเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีสู่การพัฒนา เกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทั้งด้านการให้ความรู้ด้านการพัฒนามาตรฐานสินค้าและแหล่งเงินทุน โดยกลุ่มดังกล่าวมีแนวคิดหลักที่จะทำอาชีพเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เพื่อสุขภาวะที่ดีของตนอง ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จะร่วมทำงานให้สมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนสกลนครเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้าน และจะปฏิบัติตามกฎระเบียบของสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนสกลนครอย่างเคร่งครัด มีการปลูกพืชที่หลากหลาย อาทิ ไม้สัก มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยน้ำหว้า มะเขือเทศ ผักหวาน เป็นต้น

ทั้งนี้ มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น กล้วยน้ำหว้านำไปแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยอบ และผงกล้วยที่สามารถช่วยเรื่องกรดไหลย้อน การแปรรูปข้าว เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวฮาง จมูกข้าวฮางชงพร้อมดื่ม

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การทำเกษตรอินทรีย์ เป็นนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนอยู่แล้วโดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรปลอดภัย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งต้องสอดคล้องกับการใช้ระบบตลาดนำการผลิต อย่างสวนอินทรีย์ผสมผสานที่ได้มาเยี่ยมชมวันนี้ จะทราบได้เลยว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์ผู้บริโภคมีความต้องการสูง ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย แต่ยังมีกระบวนการอื่นๆอีกเล็กน้อยที่ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะสามารถเข้าไปดูแลและช่วยเหลือให้สองขาของพี่น้องเกษตรกรที่เดินได้อยู่แล้วเดินได้เร็วมากขึ้นเพราะเกษตรกรนั้นถือเป็นแรงและหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนของประเทศไทยที่ต้องผลักดันให้เป็นครัวโลกในอนาคต

ปัจจุบันสินค้าแปลงเกษตรกรของสมาชิกสหกรณ์ของสมาชิกการเกษตรผสมผสานสกลนคร จำกัด ได้รับมาตรฐาน SDGsPGS และมีรายได้เฉลี่ย 80,000 – 100,000 บาท/เดือน , 1,000,000 บาท/ปี โดยจัดจำหน่าย 4 ช่องทาง ซึ่งยึดหลักการตลาดนำการผลิต ได้แก่ 1.ตลาด Modern Tradeได้แก่ Tops market สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ สกลนคร เป็นสินค้าประเภทพืชผักสวนครัว เป็นการฝากขาย ส่งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รายได้ 2,000 บาท/สัปดาห์

2.โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย และจำหน่ายในจุดจำหน่ายที่โรงพยาบาล 3.Organic farm outlet อุทยานบัว ณ อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร 4.ตลาดอีเวนท์ งานต่างๆ เช่น งานกษตรแฟร์/ ตลาดนัดสินค้เกษตร/ตลาดประชารัฐ ฯลฯ และ 5.ตลาดออนไลน์

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502970

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่หรือที่เรียกว่าNew Normal ส่งผลให้ประชาชนต้องรู้จักการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดความผันผวนไม่แน่นอน ดังนั้น การมีวินัยทางการเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ มักเกิดจากการขาดการวิเคราะห์วางแผนทางการเงินที่ถูกต้อง การทำบัญชี จึงถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการสอนแนะการจัดทำบัญชีครัวเรือนให้กับเกษตรกร ประชาชน และเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่าย และสร้างความเคยชิน ในการออม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ส่วนผู้มีรายได้ประจำ แม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่หากสถานการณ์ระบาดของโรคดังกล่าวยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวก็อาจส่งผลกระทบต่อนายจ้างที่ต้องแบกรับภาระ จนส่งผลกระทบถึงลูกจ้างได้เช่นเดียวกัน แต่สำหรับคนที่มีการจัดทำบัญชี และมีการออมเงินโดยสม่ำเสมอ จะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากมีข้อมูลจากการบันทึกบัญชี ทำให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างสมเหตุสมผล และมีความมั่นคงทางการเงินในครัวเรือน โดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อม และรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน แล้วนำไปพัฒนาอาชีพของตนเองได้ โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จึงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะประกอบอาชีพสาขาใดก็ตาม เราจะต้องลงมือทำด้วยตนเองมากขึ้น และลดการจ้างในส่วนที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรม ที่นอกจากจะต้องลงมือทำด้วยตนเองแล้ว จะต้องรวมกลุ่มกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างโอกาสในการตลาด ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งคุณภาพ ปริมาณ และความหลากหลายของสินค้าที่ตรงกับความต้องการ รวมไปถึงการสร้างวินัยทางการเงินที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากรู้จักการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่าย มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี ส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างวินัยและความมั่นคงให้ตนเองและครอบครัว” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เกษตรแถวหน้า : Agri biz Idol ปั้นนักธุรกิจเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502966

เกษตรแถวหน้า : Agri biz Idol ปั้นนักธุรกิจเกษตร

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การทำการเกษตรในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต มีการนำเทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงเข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับเกษตรกรมากมาย และในปัจจุบัน คนทำเกษตรล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทดแทนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่การที่คนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำเกษตรมาก่อน จะมาทำการเกษตรแล้วจะประสบความสำเร็จเลยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ก็คงไม่อยากทำเกษตรในแบบที่รุ่นพ่อแม่เคยทำมา เพราะเห็นถึงความยากลำบาก จะเห็นว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิดและฝีมือของตนเอง และบางคนก็ไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่มีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับภูมิปัญญาเดิมและกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพสูงในการผลิตทางการเกษตร เพื่อทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่ลดจำนวนลง ก็ยังเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุนและต่อยอด เพื่อยกระดับให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นมากกว่าเกษตรกร เป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ เป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรในอนาคต ซึ่งการอบรมการพัฒนา smart farmer ผู้ประกอบการต้นแบบเพื่อยกระดับเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ (Agri Biz Idol Development Project) ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้น เพื่อต้องการพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เพื่อรองรับเกษตร 4.0 รวมไปถึงพัฒนาสินค้าเกษตร ยกระดับให้เป็น Smart Production มีคุณภาพสูง ปลอดภัย มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องมีเกษตรกรต้นแบบที่ดำเนินกิจกรรมการเกษตรในลักษณะผู้ประกอบการ และต้องปรับวิธีทำการเกษตรจากรูปแบบเดิมจากปัจจุบันไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) ที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการบริหารจัดการ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้แรงงาน ลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการปัจจัยการผลิตและกิจการที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า รวมถึงเพิ่มคุณค่าและมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานการรับรองทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับโครงการพัฒนา Smart Farmer ผู้ประกอบการต้นแบบเพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ หรือ Agri BIZ Idol Development Project ได้ปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่เดือนต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีผู้สนใจสมัครจำนวนมาก แต่ก็ได้คัดเลือกเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีแผนธุรกิจ และอยากที่จะพัฒนาสินค้าเกษตรจากทั่วประเทศเหลือเพียง 80 คนเท่านั้น โดยเป็นเกษตรกรทั้งที่มาจากกลุ่ม Smart Farmer, Young Smart Farmer วิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้จะได้รับการอบรมจากพี่เลี้ยงที่มากด้วยประสบการณ์ จาก 8 กลุ่มผู้ประกอบการเกษตร ได้แก่ เกษตรวิถีอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชน เกษตรแปรรูปเพิ่มมูลค่า เกษตรท่องเที่ยว เกษตรไฮเทค เกษตรอุตสาหกรรม เกษตรแปลงใหญ่ และบริการเกษตร และยังมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการเกษตร คอยสนับสนุนให้กับทีมเกษตรกร Agri Biz Idol เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบเน้นแผนธุรกิจเกษตรที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรของตัวเองที่มีอยู่ หรือต่อยอดการบริหารจัดการกิจการ และการตลาดสินค้าเกษตรได้ และยังมุ่งหวังให้ Agri biz Idol เหล่านี้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ในการพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร และก้าวสู่การเป็น นักธุรกิจเกษตร มีการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรเพื่อสร้างพื้นฐานในการพัฒนาการประกอบการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย…โดยการเปิดอบรมโครงการดังกล่าวนี้ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานเปิดงานด้วยตัวเองกันเลยทีเดียว….นับเป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่จะช่วยพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำเกษตร ให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

กษ.ลุยสกัดพื้นที่โรคใบด่างมันฯระบาด แนะชาวไร่ใช้ท่อนพันธุ์สะอาดจาก30จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502968

x

กษ.ลุยสกัดพื้นที่โรคใบด่างมันฯระบาด แนะชาวไร่ใช้ท่อนพันธุ์สะอาดจาก30จว.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เร่งกระชับพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง หลังพบพื้นที่ระบาดเพิ่มกว่าแสนไร่ใน 22 จังหวัด ชี้เป้าปลูกพันธุ์อ่อนแอและใช้ท่อนพันธุ์ติดโรค วอนเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มันสะอาดจาก 30 จังหวัดปลอดโรคใบด่าง พร้อมปลูกมันพันธุ์ทนทานโรค ระยอง 72 และ KU 50

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยถึงสถานการณ์ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ล่าสุดพบระบาดในพื้นที่ปลูกมันของไทยรวม 22 จังหวัดคือ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี สุรินทร์ อุทัยธานี อุบลราชธานี มุกดาหาร และลำปาง รวมพื้นที่ระบาดทั้งหมด 111,549 ไร่ สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดเพิ่มขึ้นเพราะใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีการระบาด นอกจากนี้ ยังพบเกษตรกรบางพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค ซึ่งกรมฯเคยเตือนแล้วว่าแม้จะเป็นพันธุ์ที่โตได้ดี ให้น้ำหนักดี แต่เป็นพันธุ์อ่อนแอต่อทุกโรคของมันสำปะหลัง เช่น โรคหัวเน่า พุ่มแจ้และใบด่าง ขอให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 72 หรือ KU 50 ซึ่งค่อนข้างทนทานต่อโรคใบด่างและต้องเป็นพันธุ์ที่มาจากแปลงที่ผลิตต้นพันธุ์สะอาดและปลอดโรค รวมทั้งไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะมีโรคใบด่างติดเข้ามากับท่อนพันธุ์ด้วย ทำให้เกิดระบาดในฤดูปลูกต่อมาได้

ดังนั้น ขอย้ำเตือนเกษตรกรให้เลือกใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งที่ยังไม่พบการระบาดของโรคใบด่าง 30 จังหวัดคือ กำแพงเพชร จันทบุรี ชัยนาท เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครนายก นครพนม นราธิวาส น่าน ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ ยโสธร ร้อยเอ็ด ราชบุรี ลำพูน เลย สกลนคร สิงห์บุรี สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานีและอุตรดิตถ์ รวมทั้งขอความร่วมมือให้เกษตรกรหยุดปลูกพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค จึงจะหยุดวงจรระบาดของโรคนี้ได้ยั่งยืน เนื่องจากโรคใบด่างจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaicvirus (SLCMV) ทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เกษตรกรเก็บผลผลิตไม่ได้ ที่สำคัญโรคนี้เข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ป้องกันไม่ให้พื้นที่ระบาดขยายเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้นอีกต่อไป

ผลผลิตลิ้นจี่-ลำไยภาคเหนือปี’63พุ่ง เกษตรฯเร่งวางแผนหาตลาดรองรับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

x

ผลผลิตลิ้นจี่-ลำไยภาคเหนือปี’63พุ่ง เกษตรฯเร่งวางแผนหาตลาดรองรับ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2563 เพื่อรับทราบรายงานผลจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตผลไม้ภาคเหนือ (ลิ้นจี่และลำไย) ครั้งที่ 3/2563 สถานการณ์เก็บเกี่ยวรวมทั้งแผนบริหารจัดการลิ้นจี่และลำไย ปีการผลิต 2563 จากคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ สำหรับลิ้นจี่ใน 4 จังหวัดภาคเหนือคือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่านผลผลิตปีนี้มี 28,676 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีผลผลิตรวม 26,278 ตัน ขณะนี้ผลผลิตเก็บเกี่ยวใกล้หมดแล้ว โดยมีคณะกรรมการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก วางแผนบริหารจัดการเชิงปริมาณ แบ่งเป็น กระจายผลผลิตในประเทศ 24,029 ตัน ได้แก่ ล้งในประเทศ วิสาหกิจชุมชน ส่งตลาดภายในจังหวัด/สถานที่ท่องเที่ยว สหกรณ์การเกษตร ตลาดอื่น อาทิ รถเร่ รถขนส่งสินค้านิคมอุตสาหกรรม ตลาดไท ตลาดต่างจังหวัด Modern Trade จำหน่ายผ่านไปรษณีย์ไทยและตลาดออนไลน์ แปรรูป 2,854 ตัน เป็นลิ้นจี่กระป๋อง น้ำลิ้นจี่และอื่นๆ เช่น ลิ้นจี่อบแห้ง และลิ้นจี่แช่แข็ง และส่งออก 1,793 ตันการจัดการเชิงคุณภาพเน้นส่งเสริมผลิตตามมาตรฐาน GAP การห่อผลลิ้นจี่ก่อนเก็บเกี่ยว การให้คำแนะนำทำลิ้นจี่คุณภาพ ส่งเสริมดำเนินงานรูปแบบแปลงใหญ่ ให้ความรู้จัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาด ประชาสัมพันธ์ลิ้นจี่คุณภาพ รวมทั้งสร้างเว็บเพจซื้อขายออนไลน์ โดยเฉพาะปีนี้การขายผ่านออนไลน์มียอดสั่งซื้อผ่านไปรษณีย์ไทยสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ประชาชนต้องอยู่บ้านตามมาตรการป้องกันควบคุมการะบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับผลผลิตมีคุณภาพดี เกษตรกรพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (packaging) พร้อมจัดเรียงผลผลิตเพื่อป้องกันความเสียหายได้ดีขึ้น

ส่วนลำไยแหล่งผลิตหลักอยู่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง แพร่ และตาก คาดการณ์ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 635,394 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ให้ผลผลิต 620,379 ตันหรือร้อยละ 2.42 แบ่งเป็นผลผลิตในฤดู 386,065 ตัน (ร้อยละ 60.76) และผลผลิตนอกฤดู 249,329 ตัน (ร้อยละ 39.24) โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคมคิดเป็นร้อยละ 35.41 ของผลผลิตทั้งปี ด้านผลผลิตต่อไร่ของลำไยเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสม โดยช่วงที่ลำไยติดดอกมีความหนาวเย็นพอเหมาะ ส่งผลให้ลำไยปีนี้ออกดอกและติดผลมากกว่าปีที่แล้ว

สำหรับแผนบริหารจัดการลำไยจังหวัดวางแผนการบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง ผ่านกลไกของคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ในเชิงคุณภาพตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยวจนถึงหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ โครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2563 โดยมีกิจกรรมสำคัญ เช่น ส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่สำคัญ 5 ด้าน คือ เตรียมต้นให้สมบูรณ์ ตัดแต่งช่อผล การให้น้ำใส่ปุ๋ยและปรับปรุงคุณภาพสีผิว รวมทั้งจัดทำแปลงเรียนรู้ ส่งเสริมการรวมกลุ่มพัฒนาคุณภาพผลผลิตและการตลาด ถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพในรูปแบบแปลงใหญ่ จนถึงคำแนะนำเตรียมต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่วนเชิงปริมาณลำไยภาคเหนือจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน ช่วงที่ให้ผลผลิตมาก ต้องเฝ้าระวังสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งทั้ง 8 จังหวัดเตรียมบริหารจัดการลำไยในฤดูรวม 386,065 ตันแล้ว ทั้งการประชุมเชื่อมโยงตลาดลำไยล่วงหน้า สนับสนุนให้มีจุดรวบรวมและคัดคุณภาพลำไยและกระจายผลผลิต จัดเตรียมข้อมูลความต้องการรับซื้อผลผลิตของผู้ประกอบการลำไยโดยประสานความร่วมมือกับพาณิชย์และอุตสาหกรรมจังหวัด

สำหรับการบริหารจัดการผลผลิตมีดังนี้ บริโภคสดในประเทศ 69,102 ตัน ด้วยวิธีกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร ตลาดในจังหวัดและท่องเที่ยวชุมชน รวมทั้ง Modern Trade และตลาดออนไลน์/ไปรษณีย์ แปรรูป 269,021 ตัน ด้วยวิธีการอบแห้งทั้งเปลือก อบแห้งเนื้อสีทอง แปรรูป เช่น ทำน้ำลำไยสกัดเข้มข้นลำไยกระป๋อง และการส่งออกลำไยสด 47,942 ตัน ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวเตรียมเสนอแนวทางกำกับ ติดตาม เฝ้าระวังผลผลิตลำไยปริมาณมาก (ช่วง Peak)ปี 2563 เพื่อเสนอคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือต่อไป

‘รมช.มนัญญา’พร้อมผลักดันสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร สู่ฟาร์ม GAP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502895

'รมช.มนัญญา'พร้อมผลักดันสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร สู่ฟาร์ม GAP

‘รมช.มนัญญา’พร้อมผลักดันสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร สู่ฟาร์ม GAP

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร จำกัด ณ ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ตามที่นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมการใช้ระบบตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและสินค้าล้นตลาด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเรื่องมาตรฐาน และการควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบ ในเรื่องของการผลิตน้ำนมโค เพื่อผลิตนมโรงเรียน ทางสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร จำกัด นั้นทำได้ดีอยู่แล้ว ขอฝากเรื่องการบริหารจัดการของสหกรณ์ภายในให้เข้มแข็ง ดูแลการจัดการ การบัญชีให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกอย่างสูงสุด รวมทั้ง การวางรูปการจัดตั้งฟาร์มโคนมให้ได้มาตรฐาน GAP คือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับฟาร์มปศุสัตว์ เริ่มตั้งแต่ระดับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ อาทิ การจัดการระบบน้ำ โดยมีการจัดการระบบน้าที่ดี น้ำที่ใช้ภายในฟาร์มต้องสะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ รวมถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมการจัดการของเสีย สิ่งปฏิกูล มูลสัตว์ น้ำทิ้ง และขยะต่างๆ ต้องผ่านการจัดการที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อความรำคาญต่อผู้อยู่อาศัยข้างเคียง และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับการจัดการฟาร์ม เลี้ยงสัตว์ให้ได้มาตรฐาน และคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น

ในการนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร โรงรวมนมรับน้ำนมดิบ โครงการตามพระราชดำริซึ่งมีการรับน้ำนมดิบทุกวัน โดยนมดังกล่าว สามารถขายได้ตลอดทั้งปี โดยในช่วงเปิดภาคเรียนรับนมดิบของสมาชิกนำแปรูปเป็นนมพาสเจอไรซ์ (Pasteurized Milk) และช่วงปิดภาคเรียนส่งน้ำนมดิบจำหน่ายให้แก่เอกชนเพื่อผลิตและจัดจำหน่ายเป็นนมกล่อง U.H.T. (Ultra High Temperature )ภายใต้การดูแลคุณภาพและการผลิตโดยกรมปศุสัตว์รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์และอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคนมเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการลดต้นทุน และการใช้ระบบตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และล้นตลาดอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

‘บิ๊กป้อม’น้อมนำทฤษฎีแก้มลิง แก้ปัญหาน้ำ-ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502853

'บิ๊กป้อม'น้อมนำทฤษฎีแก้มลิง  แก้ปัญหาน้ำ-ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง

‘บิ๊กป้อม’น้อมนำทฤษฎีแก้มลิง แก้ปัญหาน้ำ-ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.11 น.

“บิ๊กป้อม” น้อมนำ ทฤษฎีแก้มลิง  แก้ปัญหาน้ำ เติมน้ำใต้ดิน ป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้ง  ช่วยเหลือปชช.  รณรงค์ประหยัดน้ำ

วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้เวลา10.00 น.  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม เติมน้ำใต้ดิน โดยมี นาย วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. เข้าร่วมในพิธี  ณ  ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม มิราเคิล แกรนด์  คอนเวนชั่น  กรุงเทพฯ

พล.อ.ประวิตร  ได้กล่าวเปิดการประชุม โครงการเติมน้ำใต้ดิน และ  การเตรียมขยายผลโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาน้ำ ทั่วประเทศ โดยการประชุมได้มีการนำเสนอแนวทางและให้ความรู้ เพื่อนำไปดำเนินการ ในพื้นที่ต่างๆ พร้อมมอบคู่มือการเติมน้ำใต้ดิน ให้ มท. เพื่อนำไปถ่ายทอดผ่านผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ให้มีความเข้าใจ และเกิดการเรียนรู้ การยอมรับ  เห็นคุณค่าการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ได้แก่น้ำท่วม น้ำหลาก และน้ำแล้ง ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ของตน และสามารถมีน้ำที่มีคุณภาพดีทั้งก่อนเก็บและหลังเก็บ ได้อย่างยั่งยืน ตลอดไป ซึ่งจะเป็นการประหยัดงบประมาณการแก้ปัญหาน้ำได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้รัฐบาล ได้มอบหมายให้ สทนช. และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก ในการศึกษาและกำหนดแนวทางการเติมน้ำใต้ดิน เพื่อนำน้ำที่เหลือใช้ในช่วงน้ำท่วม/น้ำหลาก หรือจากน้ำฝนที่ตกลงมา เติมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลด้วยวิธีการที่เหมาะสม กับสภาพพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ในช่วงเวลาที่ต้องการ และเป็นการฟื้นฟูชั้นน้ำบาดาล แก้ไขปัญหาการลดระดับลง ของชั้นน้ำบาดาลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และเพิ่มน้ำต้นทุน ให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

พล.อ.ประวิตร  ได้สั่งการให้ ทส.และ มท. ช่วยกันขับเคลื่อนโครงการเติมน้ำใต้ดินโดย น้อมนำศาสตร์พระราชา ทฤษฎีแก้มลิงมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างจริงจัง  พร้อมกำชับ ผวจ.ทุกจังหวัดให้กำกับดูแล และควบคุม ท้องถิ่นที่ดำเนินการเติมน้ำใต้ดิน จะต้องทำอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เกษตรกร เมื่อจำเป็น ต่อไป 

พล.อ.ประวิตร  ยังได้เชิญชวน ข้าราชการ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้ให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการและรณรงค์การประหยัดน้ำ รู้จักใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ทั้งการอุปโภคบริโภค การทำเกษตรปลูกพืชน้ำน้อย รวมถึง การมีแหล่งน้ำแบบพึ่งพาตนเองได้ ของทุกภาคส่วน ในอนาคต ข้างหน้า

WTOกำชับปท.สมาชิกยึดกฎ ใช้มาตรการห้ามส่งออกอย่าให้กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502745

x

WTOกำชับปท.สมาชิกยึดกฎ ใช้มาตรการห้ามส่งออกอย่าให้กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการเกษตร (Committee of Agricultural: COA) สมัยพิเศษในรูปแบบ Virtual Meeting ซึ่งจัดโดยองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) มี Ms.Christiane Daleiden ประธานคณะกรรมการด้านเกษตรขององค์การการค้าโลก เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญเรื่องการค้าสินค้าเกษตรของโลกภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะนอกจากจะทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลกแล้ว ยังส่งกระทบ ด้านการสาธารณสุขที่เกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ด้านการคมนาคมทางอากาศที่ห้ามเดินทางเข้า-ออกนอกประเทศ ด้านห่วงโซ่อุปทานของโลกที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงฉับพลันเนื่องจากการหยุดกิจกรรมทางด้านการผลิต

ปัญหาข้างต้นส่งผลให้บางประเทศประกาศใช้มาตรการทางการค้าที่อาจขัดแย้งกับกฎระเบียบของ WTO เช่น การห้ามส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ป้องกันรักษาโรค COVID-19เพื่อบรรเทาภาวะความขาดแคลนสินค้าในประเทศของตน จึงจำเป็นต้องกำชับให้ประเทศสมาชิก WTO ร่วมกันหาแนวทางใช้มาตรการต่างๆ เพื่อไม่ก่อให้เกิดเป็นอุปสรรคทางการค้าของโลกโดยไม่จำเป็น เพราะการใช้มาตรการเช่นนี้ อาจทำให้อุปทานสินค้าอาหารของโลกลดต่ำลง ราคาสินค้าสูงขึ้น จนเกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าสินค้าเกษตร และเกิดขาดแคลนสินค้าอาหารที่สำคัญ อันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในที่สุด

โอกาสนี้ กลุ่มประเทศต่างๆอาทิ กลุ่ม Cairns Ottawa และ EUได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงจุดยืนใช้มาตรการทางการค้าช่วงระหว่างสถานการณ์ COVID-19 โดยเน้นย้ำว่า การใช้มาตรการต้องสอดคล้องกับกฎ WTO และควรมีการบังคับใช้ชั่วคราว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำให้เกิดการค้าเปิดกว้าง และคาดการณ์ได้ (open and predictable trade) โดยประเทศสมาชิกร่วมกันตรวจสอบมาตรการที่เกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ที่ประเทศสมาชิกได้แจ้งต่อ WTO เช่น เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ที่ใช้มาตรการจำกัดส่งออกข้าว ส่วนอียิปต์ และฮอนดูรัส ห้ามส่งออกพืชตระกูลถั่ว ขณะที่คาซัคสถาน รัสเซีย และคาจิกิสถาน จำกัดการส่งออกข้าวสาลี เป็นต้น สำหรับประเทศไทยได้แจ้งให้ประเทศสมาชิกรับทราบเกี่ยวกับการใช้มาตรการห้ามส่งออกไข่ไก่ โดยประกาศใช้ชั่วคราวเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 สอดคล้องและเป็นไปตามหลักการของ WTO

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศสมาชิก WTO นำประเด็นข้อจำกัดช่วงสถานการณ์ COVID-19 มาเป็นเหตุอ้างเพื่อนำมาตรการต่างๆมาใช้เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่จำเป็น องค์การการค้าโลกในฐานะผู้ควบคุมการใช้มาตรการของประเทศสมาชิก ควรเร่งแสดงบทบาทเข้มแข็งในการดำเนินการเร่งรัดสร้างกฎ กติกา และแนวทางสำหรับใช้มาตรการต่างๆ รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้ประเทศสมาชิกเข้าถึงข้อมูลทางการค้า และติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์