ซีพีเอฟผนึกกำลังบริษัทเครือCP ยกระดับเข้มนโยบายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่รุกป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503869

x

ซีพีเอฟผนึกกำลังบริษัทเครือCP ยกระดับเข้มนโยบายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่รุกป่า

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” สนับสนุนให้คู่ค้ามีส่วนร่วมในระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ตอกย้ำการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและคู่ค้าเติบโตไปด้วยกัน

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทผู้พัฒนาแหล่งผลิต เพิ่มคุณค่าสินค้าเกษตร และธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรแปรรูปสู่ผู้บริโภคในระดับโลก โดยเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า การประกาศรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Corn Traceability) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ยืนยันเจตนารมย์การจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรที่มาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีฐานข้อมูลในระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนำระบบบริหาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่ง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าว บริษัทได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าธุรกิจและผู้รวบรวมข้าวโพดในการติดตั้งระบบ GPS Tracking บนรถขนส่งทุกคัน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในติดตามข้อมูลแบบ real time สำหรับการขนส่งข้าวโพดเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ซีพีเอฟในเขตประเทศไทยได้ครบ 100% ทำให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังจะช่วยให้บริษัท สามารถอำนวยความสะดวก เพิ่มความคล่องตัว และประสิทธิภาพการขนส่งให้แก่คู่ค้าอีกด้วย

ซีพีเอฟ ยังได้เริ่มนำระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวไปขยายผลในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยซีพีเอฟ และกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกาศรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องในเขตประเทศเมียนมาภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น โดยเกษตรกรมอบความมั่นใจให้โรงงานอาหารสัตว์ซีพีเขตประเทศเมียนมาและร่วมลงชื่อขึ้นทะเบียนตามการกำหนดมาตรฐานการรับซื้อจากแหล่งผลผลิตข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิ และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งคู่ค้าธุรกิจต่อเนื่องจนถึงเกษตรกร เพื่อให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2558 ส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้สมัยใหม่ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลง พัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสามารถขายตรงให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมีที่เหมาะสม รวมทั้งกระบวนการจัดการหลังเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต โดยในปี 2563 นี้ บริษัท มีเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด อ.สีคิ้ว และ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรทั้งสิ้น 1,000 ราย พื้นที่เพาะปลูก 30,000 ไร่

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดำเนินแผนงานโครงการ ความร่วมมือพัฒนาคู่ค้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าในหลากหลายธุรกิจ และผู้รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานมีการบริหารจัดการแรงงานด้วยความรับผิดชอบและถูกต้องตามกฎหมาย และผลักดันให้ผู้ประกอบการได้การรับรองมาตรฐานแรงงานไทยอีกด้วย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน

เปิด‘DLD PRODUCTS LIBRARY ONLINE’ ให้เกษตรกรเรียนรู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503865

x

เปิด‘DLD PRODUCTS LIBRARY ONLINE’ ให้เกษตรกรเรียนรู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนการสอนออนไลน์ (Onlinelearning) จัดเป็นนวัตกรรมการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆสู่รูปแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเป็นสื่อกลางเรียนรู้ ทำให้เกษตรกรเข้าถึงความรู้และข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งการเรียนการสอนออนไลน์นี้ ช่วยลดอุปสรรคด้านระยะทางเรียนรู้ได้โดยทำการเรียนทางไกล เรียนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ยังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลก ทำให้ต้องคำนึงถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

กรมปศุสัตว์ โดยกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลักมีบทบาทหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ พร้อมทั้งมีภารกิจหลักถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ให้เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ทั้งด้านผลิตและการตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงได้ทำการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ ผ่านช่องทางห้องสมุดออนไลน์ “DLD PRODUCTS LIBRARY ONLINE” ให้เกษตรกรและนักแปรรูปทั่วประเทศศึกษาค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมได้แบบไร้ขีดจำกัดของระยะทาง สถานที่ เวลาและที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ห้องสมุดออนไลน์ “DLD PRODUCTSLIBRARY ONLINE” รวบรวมเนื้อหาด้านเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เรื่องต่างๆ เช่นแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อโค ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เนยแข็ง และสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ต่างๆของกรมปศุสัตว์ สำหรับผู้สนใจเข้าไปชมได้ที่ : https://anyflip.com/bookcase/qhdcj หรือแสกน QR code ด้านล่าง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เชียงใหม่ กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-5321-3162

กอนช.ตั้งคณะทำงานรับมือน้ำท่วมกทม.-ปริมณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503656

x

กอนช.ตั้งคณะทำงานรับมือน้ำท่วมกทม.-ปริมณฑล

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฤดูฝนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลว่า กอนช.ตั้งคณะทำงานด้านบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลขึ้น เป็นคณะทำงานคณะที่ 5 มี พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธาน ทำหน้าที่บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนรองรับการระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมขังและปริมณฑลช่วงฤดูฝนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้ขุดลอกขยายคูคลอง ทำความสะอาด กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดแนวถนนวิภาวดีรังสิต และในพื้นที่เสี่ยงทั้งในเขตกรุงเทพฯปริมณฑลมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำให้ไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำบางปะกง ได้โดยเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ฝนตกหนัก

สำหรับการวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกทม.และปริมณฑลนั้น ได้วางแผนรับมือแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำการเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด (Rule Curve) ซึ่งขณะนี้ 4 เขื่อนใหญ่ที่มีผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำรวมกัน 7,617 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 31 ของปริมาณกักเก็บยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 17,254 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพื้นที่กลางน้ำที่จะใช้เป็นทุ่งรับน้ำหลากของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มี 13 ทุ่ง กรมชลประทานคาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีทุ่งที่รับน้ำได้เพียง 6 ทุ่งเท่านั้นคือทุ่งบางระกำ ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งพระยาบรรลือ และทุ่งรังสิตใต้ รับน้ำได้รวม 810 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้เตรียมพร้อมรองรับปริมาณน้ำจากฝนที่ตกตอนบนของประเทศ ในส่วนที่เหลืออีก 7 ทุ่ง เกษตรกรเพิ่งเริ่มเพาะปลูก เก็บเกี่ยวได้เดือนพฤศจิกายนปีนี้ ทำให้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำเข้าทุ่งได้

ส่วนพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตกทม.และปริมณฑลนั้น นอกจากขุดลอกขยายคูคลอง ทำความสะอาด กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำดังกล่าวแล้ว กรุงเทพมหานครยังตรวจสอบระบบไฟฟ้าเครื่องกลของประตูระบายน้ำบ่อสูบน้ำที่ลุ่มต่ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังให้เร็วที่สุด รวมถึงประสานการกำหนดเกณฑ์เปิดปิดประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำและคลองของกรุงเทพมหานคร ที่เชื่อมกับจังหวัดโดยรอบให้สอดคล้องกัน ป้องกันท่วมพื้นที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน จนท้ายที่สุดคือ การเตรียมพร้อมสถานีสูบน้ำทางชายฝั่งทะเลตะวันออก แก้มลิงมหาชัยทางฝั่งตะวันตกและเครื่องมือหนักจักรกล เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำส่วนเกินก่อนผลักดันออกสู่ทะเล

นอกจากนี้ ยังมีถังเก็บน้ำใต้ดินที่พร้อมใช้งานแล้วบริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน และซอยสุทธิพร เขตดินแดง มีท่อใต้ดินขนาดใหญ่บริเวณแยกเกษตร ถนนพหลโยธิน เพื่อดึงน้ำออกจากพื้นที่ได้โดยเร็ว ทั้งหมดเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำท่วมฉับพลันได้อีกทาง ขณะเดียวกัน ยังให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะนัดพบการจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ และขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะในแม่น้ำคูคลองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยประชาชนติดต่อขอรับการกำจัดขยะชิ้นใหญ่ได้ที่ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทุกเขต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม คณะทำงานประชุมวางแผนแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน โดยวิเคราะห์พื้นที่เขตกทม.พบมีจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก 10 จุด ได้แก่ 1.ถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงจากคลองประปาถึงคลองเปรมประชากร 2.ถนนรัชดาภิเษกบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ 3.ถนนพหลโยธินบรเิวณหน้าตลาดอมรพันธุ์และแยกเกษตร 4.ถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน 5.ถนนราชวิถี หน้าราชภัฏสวนดุสิต และเชิงสะพานกรุงธน 6.แยกพญาไท กรมปศุสัตว์ แยกพญาไท สน.พญาไท 7.ถนนจันทน์ช่วงจากซอยบำเพ็ญกุศล ถึงที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา 8.ถนนสุวินทวงศ์ช่วงจากคลองสามวาถึงคลองแสนแสบ 9.ตลาดบางแคและหมู่บ้านเศรษฐกิจ และ 10.ถนนบางขุนเทียนชายทะเลช่วงจากถนนพระรามที่ 2 ถึงคลองสะแกงาม โดยจุดเสี่ยงทั้ง 10 จุดดังกล่าว สามารถติดตั้งเครื่องสูบน้ำ พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพรับน้ำในฤดูฝนได้สูงขึ้น บางพื้นที่สามารถพัฒนาเป็นแก้มลิงและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม โดยวางแผนที่ระบายน้ำไม่ให้ท่วมขังได้ทุกจุดภายในเวลา 30 นาที

ประมงจับมือสวทช.ลุยวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503658

x

ประมงจับมือสวทช.ลุยวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีของทั้ง 2 หน่วยงานจะได้ร่วมมือวิจัยพัฒนานวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จากข้อมูลการวิเคราะห์สถิติการประมงของจังหวัด พบว่า ตัวเลขข้อมูลสัตว์น้ำที่ใช้ดำเนินงานจะมาจาก 2 ส่วนคือ จับสัตว์น้ำจืดจากธรรมชาติประมาณ 70% และระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 30% กรมประมงจึงมีนโยบายวิจัยพัฒนาในส่วนระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอาหารของโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของห่วงโซ่อาหารไปจนถึงกระบวนการแปรรูปอาหาร ความร่วมมือนี้เป็นความเชื่อมั่นว่า ผลงานที่จะเกิดขึ้นของกรมประมงและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะตอบโจทย์ประเทศรูปแบบใหม่ ให้เติบโตด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศสู่การแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากกรมประมงมีศักยภาพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสวทช.มีองค์ความรู้ด้านวิจัยพัฒนาสนับสนุนเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น เชื่อมั่นว่านี่คือ จุดเริ่มต้นนำพัฒนาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลกในอนาคต

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สวทช.กล่าวว่า สวทช.มุ่งผลักดันให้ไทยแข็งแกร่งและก้าวสู่การแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยนำความสามารถด้านวทน. มาสนับสนุนภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมให้ดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสวทช.มีโปรแกรมผลิตสัตว์น้ำและสุขภาพสัตว์น้ำ ภายใต้กรอบวิจัยด้านเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพทำงานเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้การผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจ โดยเน้นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พึ่งพาทรัพยากรและวัตถุดิบในประเทศ และเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตสัตว์น้ำของประเทศ ทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ครอบคลุมการวิจัยพัฒนาหลายด้าน เช่น ปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงพัฒนาสูตรอาหารสัตว์น้ำโดยใช้เทคโนโลยีเก็บสารสำคัญ ด้านระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีการพัฒนางานวิจัยด้านระบบอัจฉริยะที่ช่วยเกษตรกรติดตามดูแลคุณภาพน้ำ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลักคือ ระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำ อุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณสารเคมี ตรวจวัดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย รวมถึงงานวิจัยโรคและสุขภาพสัตว์น้ำ เช่น พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์น้ำ

ซึ่งความร่วมมือนี้ เป็นการดำเนินงานวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนร่วมกำหนดทิศทางงานวิจัยและพัฒนาด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ทำให้พัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ไทยถือเป็นประเทศมีจุดแข็งเรื่องภูมิประเทศที่ค่อนข้างหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศสมบูรณ์มีผู้เชี่ยวชาญวิจัยสัตว์น้ำ เกษตรกรไทยเชี่ยวชาญเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งภาคเอกชนเข้มแข็งเข้าถึงวทน.และตลาดได้ดี นอกจากนี้ ยังพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่เสมอ

“ปัจจุบันสวทช.เริ่มวิจัยที่ทำร่วมกับกรมประมงบ้างแล้ว เช่น โครงการปรับปรุงลักษณะการเจริญเติบโตปลานิลในระบบการเลี้ยงแบบน้ำหมุนเวียน โครงการผลการใช้ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนปลาป่นในอาหารเม็ดสำเร็จรูปต่ออาการขี้ขาวของกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งผลงานวิจัยบางส่วนนี้นำมาสู่การเชื่อมโยงกับการทำงานร่วมกัน เพื่อนำผลงานวิจัยที่เข้มแข็งไปประยุกต์ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล กล่าว

สศก.เสวนาออนไลน์มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503657

x

สศก.เสวนาออนไลน์มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านปี’63

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการร่วมเป็นวิทยากรสัมมนาเรื่อง“เกษตรกรรมกับการเปลี่ยน ปรับ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจัดรูปแบบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Zoom ในงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 2563 โดยมีวิทยากรจากหลากหลายสถาบัน อาทิ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย มูลนิธิสายใยแผ่นดิน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน สมาคมเกษตรกรรมทางเลือกฉะเชิงเทรา และศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จ.ร้อยเอ็ด

โอกาสนี้ รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะรองประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร และประธานคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ วิชาการ และฐานข้อมูล ได้บรรยายนโยบายและการดำเนินงานด้าน Climate Change ในภาคเกษตรของไทย เริ่มจากกลไกดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2564 (ฉบับปัจจุบัน) ที่ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ย่อย ได้แก่ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ 2) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3) การมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 4) การขับเคลื่อนโดยเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภาคเกษตรของสศก. และหน่วยงานในกษ. อาทิ จัดทำฐานข้อมูลปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สินค้าเกษตร การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อรายได้ครัวเรือนเกษตร ศึกษาผลปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เกษตรทฤษฎีใหม่) และศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าเพื่อให้ปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อลดการเผา การจัดทำแบบจําลองการผลิตพืช (Crop Modeling) เพื่อจัดการดินและธาตุอาหารพืชการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโดยการจัดการน้ำ ธาตุอาหาร และการใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการ Supporting the Integrationof the Agricultural Sector into the National Adaptation Plans: NAPs-Ag.) ร่วมกับ FAO และ UNDP โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(Thai Rice NAMA) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ทั้งนี้ เป้าหมายสุดท้ายของการดำเนินงาน ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรพึ่งตนเองได้ มีรายได้พอใช้ ประกอบอาชีพการเกษตรได้ยั่งยืน ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด จากการมีความรู้เพียงพอปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของตนให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสอดคล้องกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาในท้องถิ่น โดยทุกภาคส่วนต้องดำเนินการร่วมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ภาครัฐกำหนดนโยบาย/มาตรการที่ผู้ปฏิบัติสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ภาคเอกชนต้องสนับสนุนปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยี ภาคการเงินสนับสนุนเงินทุน และเกษตรกรต้องยอมรับการปรับเปลี่ยนและใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน

กษ.ยัน2ตั๊กแตนศัตรูพืชไม่เข้าไทย สภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้อขยายพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503659

กษ.ยัน2ตั๊กแตนศัตรูพืชไม่เข้าไทย  สภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้อขยายพันธุ์

กษ.ยัน2ตั๊กแตนศัตรูพืชไม่เข้าไทย สภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้อขยายพันธุ์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรย้ำนักเปิบแมลงไม่ต้องรอ 2 ตั๊กแตนคอนเฟิร์มไม่เข้าไทย เคลียร์พบระบาดในลาวเป็นตั๊กแตนไผ่พลิกไทม์ไลน์ 4 ปี วนเวียนระบาดพื้นที่เดิม ส่วนตั๊กแตนทะเลทรายพบระบาดล่าสุดในอินเดีย ยันสภาพอากาศเมืองไทยไม่เป็นใจให้ 2 ตั๊กแตนตั้งรกรากและขยายเผ่าพันธุ์

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้แจงกรณีมีข่าวฝูงตั๊กแตนระบาดในพื้นที่ตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)ขณะนี้ว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบแล้ว พบเป็นตั๊กแตนไผ่ที่มีรายงานการระบาดอยู่ที่สปป.ลาวมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว ซึ่งในช่วงที่พบการระบาดของตั๊กแตนไผ่ กรมวิชาการเกษตรส่งนักวิจัยเข้าไปติดตามสถานการณ์ระบาดของตั๊กแตนไผ่ในสปป.ลาวใกล้ชิด จนถึงปัจจุบันพบว่าตั๊กแตนไผ่ยังระบาดวนเวียนอยู่ในพื้นที่เดิมของสปป.ลาวตอนเหนือ ซึ่งมีสภาพเป็นภูขาและป่าไผ่ อากาศหนาวเย็น และฝูงตั๊กแตนบางส่วนระบาดเข้าไปตอนเหนือของเวียดนาม จึงขอยืนยันว่าเป็นตั๊กแตนคนละชนิดกับตั๊กแตนทะเลทรายที่พบระบาดในอินเดียและแอฟริกาตามที่เป็นข่าวขณะนี้

ตั๊กแตนไผ่ ชอบอากาศค่อนข้างเย็นและมีต้นไผ่ในธรรมชาติจำนวนมาก ขณะที่ไทยสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตของแมลงชนิดนี้ ดังนั้น จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้ามาระบาดในประเทศไทย นอกจากพืชกลุ่มไผ่แล้วแมลงชนิดนี้ยังเป็นศัตรูพืชที่สำคัญของพืชในตระกูลหญ้า และยังพบว่าสามารถเข้าทำลายพืชตระกูลปาล์มและพืชล้มลุกบางชนิด ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรจึงสำรวจและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยใช้กับดักเหยื่อพิษวางตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง พร้อมตรวจกับดักทุก 3 วันและ 7 วัน ตรวจเช็คชนิดของตั๊กแตนที่ตายบริเวณกับดักเปรียบเทียบกับรูปภาพตั๊กแตนไผ่ ในกรณีที่พบมีลักษณะใกล้เคียงตามภาพตัวอย่าง ให้เก็บตัวตั๊กแตนนำส่งที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชเพื่อนำมาจำแนกชนิดว่าเป็นตั๊กแตนไผ่หรือไม่ โดยเฝ้าระวังตามวิธีการดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบันยังไม่พบตั๊กแตนไผ่เข้ามาระบาดในประเทศไทย

การป้องกันกำจัดตั๊กแตนไผ่ในกรณีพบในเขตประเทศไทย ให้ป้องกันกำจัดโดยใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้ อีโทเฟนพรอกซ์ 20% EC อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือเดลทาเมทริน 3% EC อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร การป้องกันกำจัดโดยนำมาบริโภคไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากตั๊กแตนไผ่ลำตัวแข็ง รสชาติขม และมีกลิ่นเหม็น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ส่วนตั๊กแตนอีกชนิดหนึ่งพบระบาดอยู่ที่อินเดียและเริ่มเข้าไปในเนปาลและตอนใต้ของจีนขณะนี้ เป็น “ตั๊กแตนทะเลทราย” ระบาดต่อเนื่องมาจากทวีปแอฟริกา ก่อนระบาดเข้ามาทางประเทศแถบตะวันออกกลาง และอินเดีย เป็นตั๊กแตนที่อพยพเป็นกลุ่มใหญ่ สามารถเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว กินพืชได้หลายชนิดและกินได้ทุกส่วนของพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ อ้อย ไม้ผล และพืชผัก หากมีการระบาดจะเกิดความเสียหายรุนแรง รวดเร็วและเป็นบริเวณกว้าง โดยสถานการณ์ล่าสุด FAO รายงานว่าตั๊กแตนทะเลทรายแพร่ระบาดในรัฐราชสถาน ทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งได้มีการพยากรณ์ว่าตั๊กแตนที่ระบาดในภาคเหนือมีแนวโน้มระบาดในเขตภาคตะวันออกและตะวันตกของอินเดียช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนกลับไปวางไข่ในรัฐราชสถานช่วงเริ่มเข้าฤดูมรสุม โดยการระบาดขณะนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

“ตั๊กแตนที่พบการระบาดอยู่ในขณะนี้ที่สปป.ลาวและอินเดีย เป็นตั๊กแตนต่างชนิดกัน ยืนยันว่าจะไม่เข้ามาระบาดในประเทศไทย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไม่เหมาะกับการตั้งรกรากและขยายเผ่าพันธุ์ของตั๊กแตนทั้ง 2 ชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรทำแผนเชิงรุกเฝ้าระวังการระบาดของตั๊กแตนทั้ง 2 ชนิดนี้ไว้พร้อมแล้ว และติดตามสถานการณ์ระบาดใกล้ชิดหากมีความคืบหน้ากรมวิชาการเกษตรจะแจ้งให้ทราบต่อไป”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

หนุนสินค้ายางฯเข้าอุตสาหกรรม กยท.ดึงบีโอไอร่วมเป็นพี่เลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503514

x

หนุนสินค้ายางฯเข้าอุตสาหกรรม กยท.ดึงบีโอไอร่วมเป็นพี่เลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มุ่งหาแนวทางส่งเสริมการลงทุนในกิจการยางพารา เพื่อให้เกิดพัฒนาอุตสาหกรรมยาง จึงประสานความร่วมมือกับบีโอไอ เพื่อหาแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบกิจการของกยท. เนื่องจากบีโอไอ เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย ทั้งด้านเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และการบริการสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งกยท.มองว่าสามารถช่วยกลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรชาวสวนยาง รวมถึงผู้ประกอบกิจการยางพารารายย่อยได้ผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี มาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้า กิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อวิจัยพัฒนา และพัฒนามาตรฐานการผลิต เช่น ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับปรุงทำมาตรฐาน FSC, GMP, GAP ฯลฯตลอดจนขยายการผลิต ซึ่งสามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอได้เช่นกัน ทั้งนี้ แต่ละหลักเกณฑ์จะให้ความช่วยเหลือที่แตกต่างกันไป

นายณกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่าการส่งเสริมยางพารา กำลังปรับให้พัฒนาจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยมาตรการให้การสนับสนุนใหม่ของบีโอไอนี้ ชาวสวนยางกลุ่มเกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางหรือผู้ประกอบกิจการ SMEs สามารถขอรับการสนับสนุนได้เช่นกัน เพื่อใช้งดเว้นภาษีนิติบุคคล ภาษีนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบเพื่อส่งออก ซึ่งมีหลายสหกรณ์หรือบริษัทขนาดเล็กที่ไม่เคยทราบถึงสิทธิ์นี้

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทยขณะนี้ น่าสนใจมาก โดยเฉพาะถุงมือยาง ซึ่งถือเป็นโปรดักส์แชมป์เปี้ยนในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปยางของไทย เพราะถุงมือยางมีช่วงการเติบโต (Growth) เพิ่มมากขึ้น จากช่วงก่อนการระบาดเชื้อโควิด-19 อยู่ที่ 12-15% ต่อปี แต่ปัจจุบันคาดว่าจะขยับขึ้นไปถึงเท่าตัว (30%ต่อปี) และมีมูลค่าส่งออกถุงมือยาง 2.7 หมื่นล้าน/ปีซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท/ปี ทั้งนี้ ภาครัฐกำลังหาแนวทางนำน้ำยางข้นซึ่งมีปริมาณมากในประเทศผลักดันแปรรูป ขยายอุตสาหกรรมถุงมือยาง และนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำยางมาใช้ให้มากขึ้นอันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเพื่อให้อุตสาหกรรมยางของประเทศเข้มแข็งเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของโลก

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503517

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า...สู่วิถีศก.พอเพียง’  สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่งเสริมการทำบัญชีให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี เกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่กรมให้ความสำคัญ และต้องการให้ตระหนักถึงประโยชน์ของบัญชี สามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเองได้ จึงจัดทำโครงการ “บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้น เพื่อสอนแนะให้เยาวชนรู้จักวิธีจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน รู้จักการวางแผนการใช้จ่ายของตนเอง อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการบันทึกบัญชีให้กับผู้ปกครอง เพื่อช่วยในการวางแผนการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันก็เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนนักเรียนมีนิสัยรักการออมโดยผ่านการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย รู้จักการคิดคำนวณ รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงิน ซึ่งการออมโดยการจดบันทึกนี้ มีความสำคัญกับการสร้างฐานรากเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข็งแกร่ง ทำให้เกิดความสามัคคี และความปรองดองภายในครอบครัวและชุมชนได้

นายโอภาส ทองยงค์ 

สำหรับโครงการ”บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นการอบรมการจัดทำบัญชีให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนได้มีความรู้ด้านการบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน รู้จักการคิดคำนวณตัวเลขให้เห็นถึงความพอประมาณและวิเคราะห์ข้อมูลได้ สอนแนะให้เข้าใจถึงเหตุผล โดยใช้หลักบันได 3 ขั้นคือ “รู้จด รู้จริง รู้จ่าย จะไม่จน” รู้จดคือการทำบัญชีเป็นประจำ รู้จริงคือ รู้รายรับ-รายจ่ายของตนเอง และรู้จ่ายคือ ใช้เงินเป็นเห็นเงินออม รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางบัญชี นำไปวางแผนการใช้จ่าย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดจำเป็นหรือไม่จำเป็น รวมทั้งสอนแนะให้เยาวชนเกิดความตระหนักว่า การทำบัญชี ไม่ใช่เรื่องยากเพียงรู้จักแบ่งประเภท “รายรับ” และ “รายจ่าย”ให้ชัดเจน ว่ารายรับคือสิ่งที่บ่งบอกถึงช่องทางการเงินทั้งที่เป็นรายรับหลักและรายได้เสริม ส่วนรายจ่ายคือ สิ่งที่บ่งบอกถึงการใช้จ่ายของตนเอง ทั้งที่เป็นรายจ่ายคงที่ ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอนสม่ำเสมอในทุกๆเดือน และรายจ่ายผันแปรที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน โดยการจดบันทึกทางบัญชี จะทำให้เห็นผลต่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายที่ชัดเจน และจะสะท้อนให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายของตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

“การสอนแนะการจดบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างและปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน เข้าใจและเข้าถึงการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และช่วยให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง สามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลการใช้จ่ายเป็น หากสอนให้เยาวชนลงบันทึกทางบัญชีเป็นประจำทุกวันและหมั่นตรวจสอบค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้รู้จักสังเกตพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และสามารถวางแผนการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม ลดการซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยและรู้จักเก็บออมเงินมากขึ้น ซึ่งการปลูกฝังนิสัยรักการออมและการมีวินัยทางการเงินตั้งแต่ยังเล็ก จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต มีความเข้มแข็งทางการเงิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่พอเพียงและมีชีวิตที่เป็นสุข” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 6 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503515

ชายคาพระพิรุณ : 6 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ภาคเกษตรได้รับผลกระทบในหลายภาคส่วน และรัฐบาลได้มีมาตรการเยียวยาไปบ้างแล้วนั้น สำหรับในส่วนของภาคประมง ก็เป็นเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย เนื่องจากการส่งออกสินค้าประมงชะลอตัวและกำลังการซื้อของผู้บริโภคในประเทศลดลง ส่งผลให้เกษตรกรภาคประมงขาดสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ ซึ่งก่อนหน้านี้ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการให้ความช่วยเหลือประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านเพื่อเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ ด้วยการจัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ บรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพประมงต่อไปได้ และล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว

สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยจัดทำนำเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ซึ่งจะเปิดรับชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซอฟต์โลนดังกล่าว ถือเป็นโครงการสินเชื่อประมงที่มีวงเงินมากที่สุดครอบคลุมทั้งประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยรัฐบาลจัดงบประมาณช่วยดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,163 ล้านบาท และยังเป็นโครงการ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมมากที่สุดของทุกภาคส่วน ซึ่งหวังว่าโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องชาวประมงที่รายได้ลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยชาวประมงสามารถกู้เงินไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 และผู้ประกอบการประมงจ่ายสมทบเองอีกร้อยละ 4 ต่อปี มีกำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่วันที่กู้ ซึ่งจะเปิดรับสมัครชาวประมงที่สนใจเข้าร่วม ณ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมงกรมประมง http://www4.fisheries.go.th หรือ โทร.0-2561-3353 ในวันและเวลาราชการ

สำหรับรูปแบบสินเชื่อแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้นเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน ค่าน้ำมัน ค่าน้ำแข็ง ฯลฯ และ 2. สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง โดยมีธนาคารของรัฐที่เข้าร่วม 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส ในวงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท และธนาคารออมสิน ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไป ในวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท…โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนี้ น่าจะพอช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับพี่น้องชาวประมงทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ให้กลับมาทำการประมงออกหาปลาสร้างรายได้กันอีกครั้ง

ขุนเกษตรา

เกษตรฯแจงงบปี’64รวม113,980ล. มุ่งขับเคลื่อน5ยุทธศาสตร์ชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503516

เกษตรฯแจงงบปี’64รวม113,980ล.  มุ่งขับเคลื่อน5ยุทธศาสตร์ชาติ

เกษตรฯแจงงบปี’64รวม113,980ล. มุ่งขับเคลื่อน5ยุทธศาสตร์ชาติ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2564 เบื้องต้น เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการสร้างความสามารถแข่งขันงบประมาณ 31,867.60 ล้านบาท เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักส่งเสริมพัฒนาเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น พัฒนาเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ และการจัดการระบบนิเวศเกษตร นอกจากนี้ ยังมีแผนงาน/โครงการขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนแม่บทอื่น ได้แก่ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พัฒนาระบบให้บริการเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW และพัฒนา SME 2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม งบประมาณ 3,207.25 ล้านบาท ได้แก่ บริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร ยกระดับศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ/วิสาหกิจชุมชน สร้างผู้ประกอบการเพื่อให้บริการทางการเกษตรในชุมชน และพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม งบประมาณ 78,521.44 ล้านบาท ได้แก่ พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ปรับปรุงทางน้ำทางผันน้ำ พื้นที่รับน้ำนอง วางระบบป้องกันและแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บำรุงรักษางานชลประทาน เพื่อส่งน้ำ ระบายน้ำ 4.ด้านการสร้างการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐงบประมาณ 43.78 ล้านบาท ได้แก่ พัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center : NABC) และ5.ด้านความมั่นคงงบประมาณ 340.63 ล้านบาท ได้แก่ โครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมงและโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงเกษตรฯได้รับจัดสรรงบประมาณเบื้องต้น113,980.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 4,867.44 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.46 แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,210.41 ล้านบาท 2.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นฐานในภารกิจตามกฎหมายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 33,235.08 ล้านบาท 3.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) 46,854.25 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานการบริหารจัดการน้ำ และแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และ4.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) เพื่อพัฒนาพื้นที่ระดับภาค 8,680.96 ล้านบาท งบประมาณเบื้องต้นดังกล่าวได้บรรจุในร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 1, 2, 3 ต่อไป