ปศุสัตว์ขอปชช.อย่าตื่นตระหนก พบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504088

x

ปศุสัตว์ขอปชช.อย่าตื่นตระหนก พบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวทางสื่อออนไลน์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนระบุ นักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน มีลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูที่ระบาดในปี 2009 โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีชื่อเรียกไม่เป็นทางการว่า G4 EA H1N1ซึ่งพบในคนงานที่ทำงานโรงฆ่าสุกร โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้กล่าวว่า แม้ไวรัสชนิดนี้ยังไม่จัดเป็นภัยคุกคามร้ายแรงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาควรเริ่มวางมาตรการควบคุมไวรัสในสุกรและเฝ้าระวังการติดเชื้อในกลุ่มคนงานในอุตสาหกรรมผลิตสุกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (A/H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 เริ่มพบเมื่อปี พ.ศ.2552 ที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา ต่อมาแพร่ไปหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบทั่วไป เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน และทำไมถึงเรียกว่า
ไข้หวัดหมู (Swine Flu) เนื่องจากช่วงแรกที่พบการระบาดนักวิทยาศาสตร์ พบว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสที่พบในฟาร์มหมูในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การศึกษาระยะต่อมา พบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ (A/H1N1) เกิดจากการผสมของสายพันธุกรรม (gene) ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก แต่คนบางส่วนก็ยังเรียกติดปากว่า ไข้หวัดหมู (Swine Flu) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสายพันธุ์ H1N1 ที่พบในมนุษย์และสุกรนั้น จะแตกต่างกันชัดเจน ดังนั้น มิใช่ว่าเชื้อไวรัสทุกสายพันธุ์ในสุกรจะติดเชื้อข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมเรื่องดังกล่าว โดยร่วมกับสัตวแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ติดตามและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ สายพันธุ์ เอช1เอ็น1 (A/H1N1) ในสุกรมาตลอด โดยจัดทำ“คู่มือแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิกต่อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)” สำหรับสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และผู้เลี้ยงสุกร เพื่อใช้เป็นแนวทางรติดตาม ป้องกันเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่อาจเกิดกับสุกรในประเทศ และกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรป้องกันโรคภายในฟาร์มสุกร ดังนี้ 1.ควรจัดการที่ดีตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) 2.ควรกักแยกสุกรที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ เพื่อสังเกตอาการก่อนปล่อยเข้าร่วมฝูง 3.ทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพ 4.หากบุคลากรภายในฟาร์มป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสุกร 5.สำหรับน้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม ควรทำลายเชื้อโรคก่อนนำไปใช้เลี้ยงสุกร6. ยานพาหนะที่เข้า – ออกฟาร์มต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง

ทั้งนี้ แม้จะถูกเรียกชื่อว่า“ไข้หวัดหมู (Swine Flu)” แต่ยังไม่มีรายงานทางวิชาการว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด A สายพันธุ์ H1N1 เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจากหมูโดยตรง ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ต้องตื่นตระหนกยังรับประทานหมูได้ตามปกติ และแนะนำให้รับประทานอาหารปรุงสุก รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด3 กรกฎาคม 2563 – 20:05 น.

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด เนื่องจากมีการตรวจพบท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผลผลิตของเกษตรกร

เกษตรจังหวัดสุโขทัยเตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง เนื่องจากมีการตรวจพบท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เป็นโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผลผลิตของเกษตรกร และอาจทำให้เกิดการขาดแคลนมันสำปะหลังในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

จังหวัดสุโขทัยได้มีประกาศโดยคณะกรรมการส่วนจังหวัด ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจังหวัดสุโขทัย เรื่อง การควบคุมการขนย้ายต้นพันธุ์ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง โดยต้องมีการขออนุญาตย้ายต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เข้ามาหรือออกจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค เพื่อเป็นการป้องกันหรือหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่าง มิให้กระจายไปในพื้นที่อื่น

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มันสำปะหลังที่เป็นโรคจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ยอดที่แตกใหม่จะแสดงใบด่างอย่างรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัส และพันธุ์มันสำปะหลัง การแพร่ระบาดจะแพร่กระจายผ่านทางท่อนพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหนะนำโรคมาสู่ต้นมันสำปะหลัง

การป้องกันกำจัด ๑.ห้ามนำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ของมันสำปะหลัง และหัวมันสดจากประเทศที่มีรายงานพบการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ๒.สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ๓.ใช้พันธุ์ที่ปลอดโรค หรือจากต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่ไม่แสดงอาการของโรค ๔.หากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่าง ให้ขุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร หรือกรมวิชาการเกษตร ทันที

๕.ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อป้องกันกำจัดเชื้อโรคจากต้นมันสำปะหลัง ที่เป็นโรคตกค้างอยู่ในแปลง หลีกเลี่ยงการขนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีโรค ไปสู่แหล่งที่ยังไม่เคยมีการระบาด ๖.กำจัดหรือหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น สบู่ดำ ละหุ่ง และพืชอาศัยของแมลงพาหะ เช่น กระเพรา โหระพา ผักชีฝรั่ง พริก มะเขือเปราะ มันฝรั่ง พืชตระกูลถั่ว และ ๗.กำจัดแมลงพาหะ เช่น แมลงหวี่ขาวยาสูบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบรายงานการระบาดในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังใน จ.สุโขทัย แต่ก็ต้องเฝ้าติดตามและระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ ได้มีการติดตามเฝ้าระวังตรวจสอบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังทุกอำเภอที่มีการปลูกมันสำปะหลัง พร้อมทั้งได้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ผู้นำชุมชน ในการเฝ้าระวังการระบาด รวมถึงกำชับมิให้มีการนำเข้าท่อนพันธุ์ ต้นพันธุ์มันสำปะหลังจากต่างจังหวัดเข้ามาในพื้นที่

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ3 กรกฎาคม 2563 – 17:34 น.

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

ภิลชณัฎฐ์ ติตะพานิชย์ หรือ”คุณสุ”เจ้าของสวน “อินทผลัม999คุณสุ เพชรบุรี”เปิดเผยว่าตนเป็นคนจ.สมุทรสาคร แต่สุขภาพไม่ค่อยดี คุณหมอจึงแนะนำให้ไปอยู่ต่างจังหวัดอากาศดี ๆ จึงนำเงินสะสมมาซื้อที่ดินจำนวน 35 ไร่ ทำสวนอินทผลัมที่อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตั้งแต่ปี 2561 และนำเข้าต้นพันธุ์อินทผลัมจากต่างประเทศ ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ มาปลูก ทำให้ไม่กลายพันธุ์ และได้พันธุ์แท้ ที่รสหวานแหลม เนื้อกรุบกรอบ สีแดงชื่อพันธุ์โคไนซี่ สีเหลืองพันธุ์บาฮี

สวน”อินทผลัม999คุณสุ เพชรบุรี”ปีนี้มีผลสดให้ทานเฉพาะเดือนกรกฎาคมนี้ได้ผลผลิต 50 ตัน หรือ 5 หมื่นกิโลกรัม มีคนจองก่อนผลสุกแล้ว 20% หรือ 1 หมื่นกิโลกรัม ผู้รักสุขภาพ และชอบรับประทานอินทผลัมผลสดไม่ควรพลาด และจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ซึ่งส่งผลกระทบทำให้มีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก ตนจึงเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต และโรคเรื้อรังอีกหลาย ๆ โรค ได้รับประทาน

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

โดยสวนอินทผลัม(อ่านว่า อิน-ทะ-ผะ-ลัม) ของตนปลูกด้วยแนวทางเกษตรอินทรีย์ มีใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริโภคผลสดมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและที่สวนยังมีต้นพันธุ์ดี ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อนำเข้าจากต่างประเทศจำหน่ายด้วย  

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีน้ำตาลสูง ใน 100 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 282 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 75.03 กรัม(เป็นน้ำตาล 63.35 กรัม)โปรตีน 2.45 กรัม ไขมัน 0.39 กรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ สูง โดยเฉพาะโปแทสเซียม (696 มิลลิกรัม/100 กรัม) จึงช่วยให้ร่างกายสดชื่นและฟื้นฟูกำลังได้อย่างรวดเร็ว  มักถูกเลือกเป็นผลไม้สำหรับผู้ป่วยหรือเยี่ยมผู้ป่วยด้วย 

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

อินทผลัม ยังเป็นผลไม้ที่ชาวมุสลิมจะรับประทานหลังจากการละศีลอดในตอนค่ำ โดยเชื่อว่า อินทผลัมจะช่วยทำให้ร่างกายที่อ่อนเพลียจากการอดอาหารมาตลอดทั้งวันมีพละกำลังดังเดิม 

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอินทผลัมมีค่อนข้างมาก โดยพบว่าผลของอินทผลัมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ช่วยปกป้องตับ ไต หัวใจ และป้องกันการตายของเซลล์หัวใจ ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง 

สำหรับการศึกษาทางคลินิกพบว่า เมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทานผลอินทผลัมในขนาด 100 กรัมต่อวัน นาน 4 สัปดาห์ จะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง โดยไม่ส่งผลเสียต่อระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัวด้วย และการศึกษาในชายที่มีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศพบว่า สารสกัดจากละอองเกสรของอินทผลัม (Date Palm Pollen; DPP) ซึ่งอุดมไปด้วย amino acids, fatty acids, flavonoids, saponins และ estroles สามารถช่วยให้จำนวนอสุจิและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ DPP ยังช่วยป้องกันการอักเสบจากการฉายแสงรักษาด้วย

การรับประทานอินทผลัม วันละ 5 – 10 ผลที่มีน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวร่างกายดูดซึมได้ทันที แทนการรับประทานน้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยวที่มีแต่แป้ง ไขมัน และน้ำตาล จึงมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพที่สุด

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์3 กรกฎาคม 2563 – 13:22 น.

กรมการข้าว นำสื่อขึ้นเหนือเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์ เพื่อดูกรรมวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพและได้มาตรฐานตลอดจนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิกช่วงโควิด-19

เมื่อวันที่ 2 และ 3  มิถุนายน 2563 นายทัศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษา กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่จ.กำแพงเพชรและนครสวรรค์ โดยวันที่ 2 มิถุนายน ได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด อ.ไทรงาม จ.พิจิตร ซึ่งมีนายทฤษฏี เพชรมะลิ เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มประมาณ120คน มีพื้นที่ทำนากว่าพันไร่ ผลิตข้าวอินทรีย์คุณภาพหลายชนิด อาทิ ทับทิมชุมแพ ข้าวหอมมะลิซากังราว ข้าวหอมมะลิโกเมนสุรินทร์  ข้าวหอมมะลิดำหนองคาย โดยผลผลิตทั้งหมดนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆที่หลากหลาย                               

 อาทิ น้ำมันรำข้าว สบู่ก้อน ครีมอาบน้ำ แชมพู โลชั่น ครีมบำรุงผิว นำปรายข้าวมาแปรรูปเป็นแป้งเพื่อทำเส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมครก คุกกี้ เป็นต้น ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังมีแผนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่และมุ่งสู่เกษตรอินทรีย์เพื่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกและชุมชนที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในชีวิต ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีพ         

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์

นายทฤษฏี เพชรมะลิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดกล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรที่ทำนาประณีตแบบแม่นยำ ใช้วิธีปักดำทั้งหมด คุมวัชพืชด้วยน้ำ มีกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ กรมการข้าวได้ให้การสนับสนุนโดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง โดยเน้นการผลิตข้าวอินทรีย์ ยึดหลักซื่อสัตย์ ยุติธรรม สะอาด ปลอดภัย โดยพยายามฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียไปให้กลับมามีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์อย่างเช่นอดีต มีการจัดกิจกรรมให้กับกลุ่มแม่บ้าน และเด็กนักเรียนในท้องถิ่นให้มีส่วนร่วม จึงกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวปลอดภัย โดยเฉพาะข้าวโภชนาการสูง เช่นข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ แหล่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดกำแพงเพชร                กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์  ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 120 คน  มีการเรียนรู้พัฒนากลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพและขีดจำกัดของชุมชนอย่างเป็นระบบ สมาชิกมีการพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองและจากแหล่งข้อมูลต่างๆ อย่างเช่น ประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งที่ได้รับมาจากกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีที่เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของนาแปลงใหญ่ ทางกลุ่มมีการบริหารจัดการสวัสดิการให้แก่สมาชิกอย่างยุติธรรม เช่นการประกันราคาข้าวให้แก่สมาชิกในราคาสูง เพื่อสร้างแรงจูงใจและมีความตั้งใจในการเพาะปลูก มีการดูแลอย่างถูกต้องตามหลักการ ทำให้สมาชิกมีความขยันหมั่นเพียร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต่อยอดมาถึงการทำวิสาหกิจในชุมชน 
 “ผลผลิตข้าวทั้งหมดจะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาก โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัย มหาวิทยาลัยนเรศวรมารช่วยดูแลพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และมีบริษัท ขวัญดาว โปรเจค จำกัดดูแลเรื่องการตลาดการจำนห่ายผลผลิตทั้งหมด ทำให้กลุ่มมีรายได้เฉลี่ย 3-5 แสนบาทต่อเดือน”ประธานกลุ่มคนเดิมกล่าว  
  อย่างไรก็ตามนอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด ยังมีความตระหนักถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การตลาด การสื่อสาร และการขนส่ง เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทางกลุ่มมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ว่า “จากแปลงนาที่เราบรรจงปลูก จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ส่งรุ่นหลาน เพื่อพี่น้องทั่วไทย”                  กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์  นางดาวใจ ศรลัมพ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ขวัญดาว โปรเจค จำกัด ซึ่งดูแลการตลาดให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดกล่าวยอมรับว่าได้เข้ามาดูแลด้านการตลาดให้กลับกลุ่มมานานแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานผ่านการวิจัยและพัฒนาจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยผลิตภัณฑ์ที่รับซื้อจากกลุ่มมีหลายตัว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชาหมักจากรำข้าวพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ คอมมูชา ขณะนี้ได้ทำตลาดส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
 จากนั้นวันที่ 3 มิถุนายน ที่ปรึกษากรมการข้าวพร้อมคณะผู้บริหารกรมการข้าวและสื่อมวลชนได้เดินทางไปยังกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ เพื่อร่วมฟังการบรรยายเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานของมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมีผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอมและสมาชิกให้การต้อนรับ
 นางสาวสมจิตร โพธิวิจิตร ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม เปิดเผยว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอมปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 169 ราย มีพื้นที่นาทั้งหมด 4,984  ไร่ ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หลากหลายได้แก่ ข้าวพันธุ์กข41 พันธุ์พิษณุโลก2 ชัยนาท1 ขาวดอกมะลิ105 และการผลิตข้าวเพื่อการแปรรูป จากเดิมเกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาข้าวเป็นอาชีพหลัก เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวของทางราชการ บางส่วนใหญ่เมล็ดพันธุ์พื้นเมือง  เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายฤดูทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวขาดคุณภาพและผลผลิตลดลงและมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
 “แต่ก่อนเกษตรกรมีการทำนาน3ครั้งต่อปี เพราะคิดว่าน่าจะได้ผลผลิตข้าวมากกว่าทำนาปีละ 2ครั้ง ทำให้ขาดการพักดินและการเตรียมดินให้เหมาะสม จึงส่งผลให้บางฤดูประสบปัญหาโรคแมลง ความเสื่อมถอยของดินและพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้มาตรฐาน จากนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวใหม่ จากการหว่านน้ำตมเป็นวิธีการหยอด เปลี่ยนจากทำนา 3 ครั้งเป็น 2 ครั้ง ทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นจากเคยได้ 350 กิโลกรัมต่อไร่เพิ่มขึ้นเป็น 714 กิโลกรัมต่อไร่ การแปรรูปข้าวสารเต็มเมล็ดสูง”
 ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอมย้ำด้วยว่าหลังจากกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมโดยการจัดเวทีชุมชน ทำให้เกษตรกรมีความรู้การทำนาที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นดิน สามารถผลผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีสู่ชุมชน ลดปัญหาพันธุ์ปลอมปนทำให้การผลิตข้าวที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภคต่อไป

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์

                                                ทัศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษากรมการข้าว


 นายทัศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษากรมการข้าวกล่าวภายหลังการนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยระบุว่านาแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ส่งเสริมเกษตรกรให้มีการรวมกลุ่มเพื่อมีอำนาจการต่อรองและการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐง่ายยิ่งขึ้น และที่สำคัญช่วยในการลดต้นทุนในการซื้อปัจจัยการผลิตลดลง มีการแบ่งการทำงานนกันเป็นทีม ซึ่งจากภาพรวมในการดำเนินการที่ผ่านมาพบว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ปัจจุบันทั่วประเทศมีกลุ่มนาแปลงใหญ่กว่า 2 พันแห่งและกรมการข้าวมีนโยบายขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
    “นาแปลงใหญ่เราไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้แต่จะดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมจากพี่น้องเกษตรกรชาวนาเพิ่มมากขึ้น มีการขึ้นบัญชีไว้เยอะมาก แต่งบประมาณมีจำกัด ทั้งนี้ทก็จะพยายามผลักดันให้มีกลุ่มนาแลปงแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาดีขึ้น ขณะนี้ทั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชนกำลังทำเรื่องเสนอรัฐบาลเพื่อของบฟื้นฟูเศรษฐกิจกลุ่มละไม่เกิน 3 ล้านบาทเพื่อมาดำเนินการพัฒนากลุ่มต่อไป”ที่ปรึกษากรมการข้าวกล่าว
 อย่างไรก็ตามปัจจุบันกรมการข้าวได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 1แสนตัน จากความต้องการทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันหรือประมาณ10% ขณะที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์หมุนเวียนอยู่ในประมาณ 4-5 แสนตันต่อฤดูการผลิต 

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง2 กรกฎาคม 2563 – 14:52 น.

   กยท. เดินหน้าขยายผลนวัตกรรมหมวกยางพารากันฝน นำร่องแจกชาวสวนยางทั่วประเทศ 50,000 ชุด ใช้กันน้ำฝนไหลลงจอกยาง  ช่วยเพิ่มวันกรีด ผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง พร้อมผลักดันขยายการผลิต หวังเพิ่มการใช้ยางในประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท. ได้ผลิตหมวกยางพารากันฝนให้ต้นยางที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติ 100% รวมกว่า 50,000 ชุด โดยวางเป้าหมายแจกจ่ายให้เกษตรกรผู้ที่สนใจ และขึ้นทะเบียนปลูกยางกับ กยท. ทั่วประเทศ นำไปติดตั้งกับต้นยางเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลลงไปในจอกยางจะช่วยให้เกษตรกรยังคงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แม้ในช่วงฝนตกซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรชาวสวนยางต้องประสบในฤดูฝน  
 “หมวกยางพารากันฝนให้ต้นยาง ทำหน้าที่เสมือนร่มกันน้ำฝนไม่ให้ไหลลงไปในจอกยาง  เกษตรกรสามารถออกไปกรีดยาง เก็บน้ำยางได้ตามปกติแม้ฝนจะตกก็ตาม ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเนื่องจากเพิ่มวันกรีดได้อย่างน้อยเฉลี่ย 30 วัน/ปี  เป็นการเพิ่มรายได้ให้โดยตรง โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคใต้ที่มีหน้าฝนติดต่อกันหลายเดือนในแต่ละปี  คาดว่าการนำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในสวนยางจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มจากเดิมอย่างน้อย 3,000 บาท/ไร่/ปี ” รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำ

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า นอกจากจะแจกจ่ายนวัตกรรมไปให้แก่ผู้สนใจแล้ว กยท.ยังได้นำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในแปลงสาธิต ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จ.ระยอง จำนวน 2,000 ชุด และที่สวนยางพารา กองจัดการสวนยาง 2 จ.นครศรีธรรมราช อีก 6,000 ชุด เพื่อเก็บข้อมูล สถิติ ความคุ้มค่า ก่อนที่จะขยายผลต่อยอดไปยังพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ  โดยการผลิตหมวกยางพาราดังกล่าวในอนาคต กยท.มีโครงการนำชิ้นงานไปให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อมดำเนินการผลิต ทั้งนี้เพื่อเป็นการผลักดันการใช้ยางในประเทศมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งหมวกยางพารา 1 ชุด ใช้ยางธรรมชาติ ประมาณ 0.5 กิโลกรัม จึงเป็นอีกทางหนึ่งการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนายางพารา แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย                             กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง  “ กยท.มีความมุ่งมั่นจะยกระดับความเป็นอยู่ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกยางไทย ซึ่งเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรทุกรายสามารถเสนอแนวทาง วิธีการเพิ่มรายได้หรือผลผลิตร่วมกันกับการยางแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงและบรรลุประสิทธิภาพได้สูงสุด ผ่านช่องทาง กยท.ใกล้บ้านท่าน หรือ โทรศัพท์ 0 2433 2222 ต่อ 511 ในวันและเวลาราชการ” นายณกรณ์ กล่าวในตอนท้าย

“สหกรณ์ลานสัก”ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สหกรณ์ลานสัก”ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว

"สหกรณ์ลานสัก"ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว 2 กรกฎาคม 2563 – 10:09 น.

“สหกรณ์ลานสัก”ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว ไม่พร้อมใครจะกล้ายื่น ด้าน กสส.ระบุสหกรณ์มีประสบการณ์ทำเมล็ดพันธุ์นับสิบปี หากคุณสมบัติไม่ครบ กรมการข้าวไม่ซื้อแน่ ยอมรับงงข่าวเพราะยังไม่จัดซื้อ      

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกระแสข่าวที่กรมการข้าวดำเนินการตามมติ ครม.จัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเพื่อเยียวยาผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี2562 โดยจัดซื้อจากสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ 14,300 ตัน แต่อาจเป็นข้าวที่คุณภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมการข้าวกำหนดนั้น
 นายจิตติ เจียมเจือจันทร์ ผู้จัดการสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด กล่าวว่า ทางสหกรณ์ได้เข้าไปยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์กับกรมการข้าวเนื่องจากทางกรมการข้าวได้มีหนังสือส่งถึงสหกรณ์เมื่อ 29 พ.ย.2562 เชิญประชุมเพื่อหารือการจัดการเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64และได้เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 จากนั้นก็ได้มีการเชิญชวนให้สหกรณ์ยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์โดยกรมการข้าวได้กำหนดมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ที่จะรับซื้อต้องมีอัตราความงอกไม่น้อยกว่า 80% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ความชื้นไม่เกิน 14 % 
” ซึ่งสหกรณ์มีความมั่นใจในเมล็ดพันธุ์ของสหกรณ์ว่าเข้าหลักเกณฑ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์เราได้คุณภาพ                ตรงตามเงื่อนไขที่กรมการข้าวต้องการ ไม่งั้นจะเข้าไปเสนอทำไม เพราะหากคุณภาพไม่ถึงก็ตกคุณสมบัติตั้งแต่ต้น   ที่ผ่านมาสหกรณ์รับเมล็ดพันธุ์จากกรมการข้าวมาส่งเสริมให้สมาชิกผลิตและปรับปรุงจนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และมีห้องตรวจสอบคุณภาพและโรงงานปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร ขณะนี้ได้ประสานกับสหกรณ์เครือข่าย 10 แห่งเพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งมอบให้กับกรมการข้าว และจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โครงการนี้กำหนดอย่างเคร่งครัด”นายจิตติกล่าว

"สหกรณ์ลานสัก"ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว

 ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ต่อกรณีข่าวดังกล่าว

 อธิบดี กสส.กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า คณะรัฐมนตรีวันที่15 ต.ค.2562 มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมปี2562 ในโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี2563/64 จำนวน 63,200 ตันวงเงิน 1,739  ล้านบาท โดยกำหนดให้ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่ง  จากสหกรณ์การเกษตร จำนวน 14,300 ตัน วงเงินกว่า 400 ล้านบาท  
 เบื้องต้นกรมพบว่า กรณีการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรเป็นหน้าที่ของกรมการข้าว ที่จะดำเนินการตามมติครม. โดยมีหนังสือเชิญชวนสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์เข้ามายื่นข้อเสนอและกำหนดคุณสมบัติสหกรณ์และคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ตามมาตรฐานที่กรมการข้าวกำหนด 

               "สหกรณ์ลานสัก"ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว   ทั้งนี้ สหกรณ์เป็นนิติบุคคลหากมีคุณสมบัติครบตามที่หน่วยงานกำหนดก็สามารถที่จะยื่นเสนอได้ ดังนั้น สหกรณ์ที่ไปยื่นความจำนงเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องปริมาณและคุณภาพเมล็ดพันธุ์  
 “ต้องยอมรับว่าในสหกรณ์การเกษตรกว่า 64 แห่ง มีการส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์และสหกรณ์ได้รับซื้อแล้วนำมาปรับปรุงเพื่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นจำหน่ายโดยที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนงบประมาณก่อสร้างโรงงานปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่สหกรณ์ผลิตได้ก็จะจำหน่ายต่อให้กับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป ดังนั้นโครงการนี้มีหลายสหกรณ์ที่สนใจจะเสนอขายเมล็ดพันธุ์กับส่วนราชการ และได้ยื่นเสนอราคาไว้ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประกาศผลว่าสหกรณ์ใดจะได้รับการคัดเลือกและยังไม่มีการลงนามสัญญาซื้อขายเมล็ดพันธุ์สหกรณ์กับกรมการข้าวแต่อย่างใด จึงแปลกใจว่าทำไมจึงมีกระแสข่าวว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวสหกรณ์ไม่มีคุณภาพ ” นายพิเชษฐ์กล่าว
 ทั้งนี้สหกรณ์เหล่านี้ได้มีการขึ้นทะเบียนผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและได้มีการทดสอบคุณภาพอย่างละเอียด ก่อนได้รับการรับรองมาตรฐานจึงจะสามารถจำหน่ายได้  
 สำหรับโครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เน้นย้ำกับสหกรณ์ที่ได้ยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับกรมการข้าวจะต้องปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนอย่างเคร่งครัด และผลิตเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพป้อนให้ส่วนราชการได้นำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรต่อไป

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ28 มิถุนายน 2563 – 22:47 น.

สุดยอดภูมิปัญญาชุมชน คิด ออกแบบ สร้าง แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ประปาชุมชน ทำง่ายๆ

วันที่ 28 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวรายงาน ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Ta Sithiporn  ได้มีเผยแพร่ภาพ  กลุ่มชาวบ้านได้รวมกันสร้างแท้งค์น้ำขนาดใหญ่ในชุมชมเพื่อกักเก็บน้ำฝน ไว้ใช้ในสวนเกษตร โดยแกนนำเกษตรกรที่มี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออ.ยักษ์ และคุณ โจน จันได เครือข่ายศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน  โดยมีข้อความว่า

การเก็บน้ำด้วยแท้งค์ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านสามารถทำได้เอง​ โดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบการก่อสร้างเชิงธุรกิจนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน​(ชตน.)​ ผู้ที่คิดค้นวิธีทำแท้งค์นี้คือ​ อาจารย์ยักษ์​ เราจึงเรียกกันว่า​ “แท้งค์ยักษ์” ในครานั้นผู้ที่ควบคุมการสร้างเป็นครั้งแรกคือ​ พี่โจน​ จันได​ ภายหลังท่านอาจารย์จึงได้ให้คำนิยามว่า​ “แท้งค์ยักษ์มาตรฐานโจน”

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

ปัจจุบัน​ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน (ชตน.​) ได้เป็นศูนย์รวมของแท้งค์ยักษ์เกิดขึ้นเกือบ ๑๐​แท้งค์​ และพี่กุล​ กุล​ ปัญญาวงศ์ยังได้ส่งเสริมให้ไปสร้างแท้งค์ยักษ์ขนาดมหึมาขึ้นที่บ้านใหม่ภูคา​ หรือดอยภูคา​ นอกจากนี้ยังมีพี่น้องเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติได้ทำใช้เองในหลายพื้นที่ด้วยกัน​ เช่น​ ที่​ กาญจนบุรี​ พี่น้องชาวปิล๊อกคี่​ ได้เป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น​ โดยใช้งบประมาณที่ไม่มากนัก

ต้นปี พ.ศ.2562​ อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร)​ ปรารภกับลูกศิษ์ที่มาบเอื้องว่า อยากจะทำแท้งค์เก็บน้ำยักษ์ไว้ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เพื่อให้เป็นตัวอย่างของการเก็บน้ำให้ได้ซัก 170,000 ลิตร สร้างแบบบ้านๆ​ ง่ายๆ งบประมาณน้อยๆ​ ใช้วัสดุที่หาเอาได้ในพื้นที่ คนในชุมชนซึ่งมีภูมิความรู้เกี่ยวกับไม้ไผ่อยู่แล้ว​สามารถทำตามได้ ช่วยกันลงแขก​ ไม่นานก็เป็นแท้งค์น้ำขนาดยักษ์​ ซึ่งอาจจะเป็นของส่วนรวมที่ชุมชนสามารถใช้น้ำร่วมกันได้ มุ่งเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่ชุมชนจะได้มีน้ำกิน น้ำใช้ ได้ตลอดหน้าแล้ง​

แท้งยักษ์นี้ถ้าจะให้ดี​ ก็ควรจะสร้างบนที่สูงกว่าระดับพื้นทั่วไป​ จะทำให้การจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภค​ บริโภคง่ายขึ้น​ คือสมมุติว่ากลางวันก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำจากหนอง​ จากบ่อ​ ขึ้นไปเก็บในแท้งค์​ การจ่ายน้ำลงก็จะประหยัดหรือแทบไม่มีการใช้พลังงานเลยก็ว่าได้

ข้าพเจ้านำมาเผยแพร่นี้ด้วยเหตุที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมการก่อสร้างขึ้นที่มาบเอื้องจึงพอรู้​ พอเข้าใจในกระบวนทำแท้งค์ยักษ์ ทั้งนี้​ ข้าพเจ้าไม่มีความรู้แวดล้อมเชิงวิศวกรรมทางการก่อสร้างแต่อย่างใด​ เป็นเพียงเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแรงกล้าในสิ่งอาจารย์สอนคือ​ “คิดพึ่งตน”

มาบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราอยู่สมัยที่ไม่มีทางเลือกอื่น​ นอกจากจะพึ่งพาตนเองให้ได้​ ใช่หรือไม่ว่าการลุกขึ้นมาจัดการและรับผิดชอบกับทุกสิ่ง​ ทุกอย่างด้วยมือข้างของตนเอง​นั้น​เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของทุกครอบ​ ทุกชุมชน

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

สิ่งสำคัญที่โปรดจงจำให้ขึ้นใจว่า

“ความขาดแคลนไม่เป็นปัญหา​ ถ้ามีปัญญาและความอดทน”

วิธีการทำพอสังเขป (รายละเอียดกรุณาอ่านคำบรรยายใต้ภาพ)​

๑. ขั้นตอนการสร้างแท้งค์น้ำยักษ์ การขุดดินและการทำคานคอดิน

๑.๑ปรับพื้นที่ให้เรียบ​ให้ได้ระดับในแนวราบ​ กำหนดขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง​ด้วยการหาจุดศูนย์กลางของแท้งค์

๑.๒ใช้ไม้หรือเหล็กตอกที่จุดศูนย์กลางข้าพเจ้าใช้เชือกคล้องที่หลักศูนย์กลาง​ วาดรัศมีตามขนาดที่ต้องการ

๑.๓​ เมื่อได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแล้ว​ จึงขุดเอาดินด้านในของแท้งค์ออก​ เพื่อให้ฐานของแท้งค์อยู่ลึกลงไปประมาณ๑.๕​ ม.

๑.๔​ การขุดสามารถทำได้๒วิธี​ คือใช้คนขุด​ กับใช้รถขุด​ มีข้อแนะนำว่า​ ไม่ว่าจะขุดด้วยวิธีไหน​ ขอให้ขอบของแท้งค์​ เป็นแนวดิ่งตั้งฉาก๙๐องศากับระนาบของพื้นดินเสมอ

๑.๕​ ปรับระดับของพื้นให้ได้ระนาบ​๑๘๐​องศา​ ปรับระดับของผนังให้ตั้งฉากกับพื้น

๑.๖​ ขุดดินเป็นร่อง(สี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง)​โดยรอบวงกลม​ เพื่อทำเป็นคานคอดินรับน้ำหนักของแท้งค์(ขั้นตอนเดียวกันการทำคานคอดินในกระบวนการก่อสร้างทั่วไป)​ กำหนดจุดที่จะเป็นท่อระบายน้ำ​ ขุดวางท่อขนาด4นิ้วให้ลอดใต้คานคอดิน​ ให้ปลายที่อยู่ในแท้งค์ใส่ข้องอ๙๐องศา​ ต่อท่อโผล่ขึ้นมาประมาณ30ซม.(เผื่ตัดปลาย)​

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๑.๗​ ใช้ไม้ไผ่แทนเหล็กเสริมคอนกรีต​ แล้วจึงเทปูนซีเมนต์โครงสร้าง

๑.๘​ เมื่อเทปูนซีเมนต์​แล้วให้ใช้ไม้ไผ่ขนาดความยาวประมาณ๒ม.​ เสียบลงในปูนซีเมนต์ในแนวดิ่ง​ ระยะห่างกัน๕๐ซม.​ เพื่อที่จะใช้เป็นโครงสำหรับสานไม้ไผ่ขึ้นไป๒. เทคนิคการขึ้นโครง

๒.๑​ เมื่อเทคานคอดินแล้ว​ ก็ทำการสานไม้ไผ่เป็นตัวเสริมคอนกรีตที่พื้น

๒.๒​ เทพื้นโดยใช้ปูนซีเมนต์โครงสร้างหนาอย่างน้อย​ ๑๕​ ซม.

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๓. การทำผนัง และการก่อฉาบ

๓.๑​ ผ่าไม้ไผ่เป็นเส้นๆ​ ความกว้างของแต่ละเส้นประมาณ๓ซม.​ ลบคมให้เรียบร้อย​ สานชิดกันจากไม้ไผ่ที่ทำการเสียบลงในคอนคอดินไว้แล้ว​ขึ้น​ ในลักษณะ​ สานกระบุง​

๓.๒​ เมื่อสานไม้ไผ่สูงขึ้น​ ประมาณ​ ๑​ ม.ให้ทำการฉาบปูนซีเมนต์ที่ไม้ไผ่​ ให้หนาประมาณ​ ๓​ซม.​ เพื่อที่เพื่อที่จะเป็นแบบสำหรับจะเทปูนซีเมนต์ลงไปเป็นผนังของแท้งค์ (ในช่วงนี้ให้วางท่อน้ำออกผ่านทะลุผนังไว้ด้วย)​

๓.๓​ เมื่อฉาบปูนซีเมนต์แห้งได้ที่แล้วให้เทกรอกปูนซีเมนต์โครงสร้างลงไปในช่อง​ ระหว่างดินกับผนังไม้ไผ่​ กระทุ้งเสียบ​น้ำปูน​ อย่าให้มีช่องว่าง

๓.๔​ ค่อยๆทำผนังแท้งค์ขึ้นไปที่ละช่วง​ ช่วงละ​๑​ ฟุต​ อย่าทำทีละช่วงเกินกว่า​ ๑​ ฟุต​ เพราะจะทำให้ผนังไม้ไผ่่ที่ฉาบปูนแล้ว​ ปริแตกได้

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๓.๕​ เมื่อทำผนังโผล่พ้นระดับของพื้นดินเดิม​ บางวิธีก็ใช้ไม้อัดทำเป็นแบบที่ด้านนอกของแทงค์​ สานไม้ไผ่และฉาบแต่ด้านในของผนัง​ แต่สำหรับวิธีของข้าพเจ้านั้น​ ใช้วิธีสานไม้ไผ่ที่ชั้นนอก​แล้วฉาบปูน​ ซึ่งจะทำเป็นแบบสำหรักเทปูนไปในตัว​ และให้ควบคุมลักษณะของทรงกลม​มิให้บิดเบี้ยวได้ดีกว่า​ การใช้ไม้อัดทำเป็นแบบที่ด้านนอก​

๓.๖​ ให้สานไม้ไผ่​ ฉาบ​เพิ่มความหนา ตกแต่งผิวเรียบเนียน และกรอกปูนซีเมนต์ขึ้นไปเป็นช่วงๆ​ ช่วงละ​ ๑​ ฟุต​ จนได้ความสูงที่ต้องการ​ มีข้อแนะนำว่า​ แต่ละช่วงของการสานไม้ไผ่และเทปูนซีเมนต์ให้ปรับตรวจดูระดับในแนวระนาบของการเทปูนฯด้วย​ ไปจนเมื่อถึงระดับที่ต้องการจะทำให้แท้งค์มีขอบบนที่ได้ระนาบ​ดี

๓.๗​ หากประสงค์จะให้แท้งค์ยักษ์มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น​ ท่านให้เอาดินมาเสริมหนุนที่ด้านนอกของแท้งค์​ ก็จะทำให้มั่นคงยิ่ง

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๔​ .​ การคำนวณปริมาณน้ำ

๔.๑​ แท้งค์ยักษ์ที่ศูนย์กสิดรรมธรรมชาติมาบเอื้อง​ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง​ ๗​ ม.​ สูง​ ๔.๕​ ม.​ ในที่นี้เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณแก่บุคคลทั่วไปจะขอเอาสูตรคำนวญง่ายๆมาแนะนำ

สูตรการคำนวณหาปริมาตรทรงกระบอก​ทั่วไป

ดังนั้น​ ๓.๑๔×๑๒.๒๕×๔.๕๐

= ๑๗๓.๐๙๒๕​ ลบม.  หรือ​ = ๑๗๓,๐๙๒.๕​ ลิตร

๔.๒​ ส่วนการคำนวณหาปริมาตรของผนังและพื้น​ จะไม่ขอนำมาลงไว้ณ.ที่นี้​ กรุณาค้นคว้าเพิ่มเติม

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๕.​ การทำระบบน้ำเข้าและการระบายน้ำออก

๕.๑​ การทำระบบน้ำเข้าไปเก็บในแท้งค์ยักษ์สามารถนำเข้าด้านบนได้เลย​ แต่ระบบน้ำออกเพื่อนำออกไปใช้นั้น​ ขอแนะนำให้ทำท่อน้ำออกอยู่เหนือพื้นของแท้งค์ประมาณ​ ๑ฟุต​ โดยการวางท่อPVCขนาดที่เห็นสมควรผ่านทะลุผนัง​ เพื่อจ่ายน้ำออกไป

๕.๒​ สำหรับการระบายน้ำออกเพื่อการทำความสะอาด​ ให้ปากของท่อระบายอยู่ต่ำเสมอพื้นของแท้งค์​ ก็จะสามารถขจัดเศษวัสดุ​ หรือตะกอนดินที่จะปรากฏอยู่ก้นแท้งค์ได้ง่ายขึ้น

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๖​. การตบแต่งพื้นที่โดยรอบเพื่อความสวยงามและใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า​ ส่วนโครงหลังคาจอแนะนำให้ทำหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้ใบไม้ปลิวลงแท้งค์ได้ซึ่งจะทำให้น้ำเสีย

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ
ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

ข้อมูลTa Sithiporn

กรมประมงขานรับการผลิตเกษตร4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503995

กรมประมงขานรับการผลิตเกษตร4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me

กรมประมงขานรับการผลิตเกษตร4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.03 น.

กรมประมง ขานรับนโยบาย ตลาดนำการผลิต เทคโนโลยีเกษตร 4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me

​8 กรกฎาคม 2563 นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” และ “เทคโนโลยีเกษตร 4.0” ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับเกษตรกรผู้ผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง ให้มีรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอจากการประกอบอาชีพ และพัฒนาศักยภาพจากการเป็นผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ขาย โดยอาศัยกลไกทางการตลาดออนไลน์ในสังคมยุคดิจิทัลกระจายสินค้าเกษตร เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนแก่เกษตรกร 
ขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว พยายามผลักดันสินค้าเกษตรขึ้นสู่แพลตฟอร์มของมาร์เกตต์เพลสต่างๆ 

ล่าสุด ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และโครงการคืนคุณแผ่นดิน เปิดตัวแพลตฟอร์มที่สร้างโดยคนไทย เป็นแพลตฟอร์มแหลักในการส่งเสริมการขายและการกระจายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และตลาดนำการผลิต รวมทั้งพันธกิจร่วมเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ด้วยการใช้แอพพลิเคชั่น M-Help Me ซื้อสินค้าเกษตร ขายสินค้าเกษตร ขนส่งสินค้าเกษตร ประกันสินค้าเกษตร ชำระเงิน เรียกได้ว่า ออนไลน์อย่างครบวงจร สามารถลดขั้นตอนจากคนกลาง เกษตรผู้ขายจำหน่ายสินค้าได้ตรงถึงลูกค้า ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค 

ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้ เช่น ใช้แก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก หรืออุปสรรคด้านการขนส่ง ฯลฯ ให้เกิดเสถียรภาพในการกระจายสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายสินค้าเกษตรได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแปรรูป  SME เกษตร  โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย สามารถเชื่อมโยงไปสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ COVID-19 แอพลิเคชั่นดังกล่าวจะสามารถสร้างการแข่งขันไปสู่เป้าหมายของการเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหาร TOP TEN ของโลก และที่สำคัญ คือ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  
​
สำหรับจุดเด่นของ แอพพลิเคชั่น M-Help Me ประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ผู้ซื้อ สามารถเข้ามาแสดงความจำนงค์ในการซื้อหาสินค้าหรือเลือกสินค้าที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม 2.ผู้ขาย สามารถนำเสนอรายละเอียดในการขายผลผลิตด้านการเกษตรพร้อมกำหนดราคาได้ 3.การขนส่งมีทั้งพนักงานขนส่งของภาคเอกชน เช่น Grab , Lineman ฯลฯ และพนักงานขนส่งอิสระ ที่จะเปิดให้ผู้ที่สนใจในแต่ละพื้นทีเข้ามาสมัครเป็นพนักงาน 4.การรับประกันสินค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เป็นการการันตีว่าจะได้สินค้าดีมีคุณภาพ และยังช่วยเป็นเครื่องมือในการกำหนดให้ผู้ขายรักษามาตรฐานคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าที่จำหน่ายด้วย เพื่อความยั่งยืนในการซื้อขายในระยะยาว และ5.การชำระเงิน ใช้ระบบโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร การชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อทุกกลุ่ม 

​ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android โดยมีขั้นตอนดังนี้ 

​ขั้นตอนที่ 1 วิธีการค้นหา แอพพลิเคชั่น M-Help Me โดยเริ่มจากให้พิมพ์ในช่องบอกสิ่งที่คุณต้องการจากนั้นเลือกหาสินค้าจากคนที่โพสต์ลงใน App 

​ขั้นตอนที่ 2 ต้องการขายสินค้า เข้าไปที่ App จากนั้นกดเข้าไปเพื่อเลือกกรอกความต้องการขายใส่รายละเอียดสินค้าที่เราต้องการจะขาย พร้อมเลือกรูปสินค้าและอัพโหลดรูป เสร็จแล้วให้กดส่งความต้องการเข้าระบบ 
​
ขั้นตอนที่ 3 ต้องการซื้อสินค้า เข้าไปที่ App จากนั้นกดเข้าไปเพื่อเลือกกรอกความต้องการซื้อ  ใส่รายละเอียดสินค้าที่เราต้องการจะซื้อ พร้อมเลือกรูปสินค้าและอัพโหลดรูป เสร็จแล้วให้กดส่งความต้องการเข้าระบบและชำระสินค้าผ่านระบบ Payment Gateway ในแบบ GB Prime pay ที่รวดเร็วและเที่ยงตรง 

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503866

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีที่สร้างความเข้าใจและไม่เข้าใจในประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์ชาติ โดยการใช้ Social Media สร้างกระแสให้เกิดการรับรู้ในประเด็นที่ผู้สื่อต้องการส่งสัญญาณบางอย่างให้กระเพื่อมหรือเกิดประเด็นขึ้นในสังคม และย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการเมืองการปกครอง ในขณะที่ประชาชนทั่วไปคงได้แต่รับรู้ รับทราบ อย่างมีสติและกลั่นกรองข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ มองให้ทะลุถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างกระแส ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการจุดประเด็นดังกล่าวขึ้น

การเดินทางไปสู่จุดหมายย่อมมีหลายวิธีการ หลายเส้นทางแต่ยังมีจุดหมายเดียวกัน วีธีการไปถึงจุดหมาย ไม่ว่าเป็นการเดินเท้าการใช้ยานพาหนะต่างๆ ตามเส้นทางปกติที่นิยมกันว่าสั้นที่สุด หรือมีเส้นทางลัดหลบเลี่ยงออกไป ในแต่ละช่วงของเส้นทางมักจะมีป้ายสัญญาณเตือน ป้ายบอกทางกำกับไว้เสมอ รวมทั้งป้ายสถานที่ต่างๆ ที่ผ่านระหว่างทาง ให้ผู้ใช้เส้นทางได้ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะแวะก่อนหรือจะไม่ต่อ หากมีปัญหาระหว่างเส้นทางก็สามารถปรับเปลี่ยนกันไปตามสถานการณ์ ปัจจุบันนี้มีป้ายอัจฉริยะสามารถคำนวณเวลาให้ได้เลยว่าจะจุดนี้ไปแต่ละจุดนั่นใช้เวลาเท่าใด เรียกได้ว่า หากไม่รีบร้อนไปยังจุดหมายก็สามารถแวะพักระหว่างทางกันได้สบายใจ หรือหากเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินก็ต้องมีการวางแผนว่าจะออกจากสนามบินไหน ไปต่อที่ไหนด้วยวิธีการใด ช่วงเวลาประมาณไหนถึงจะเดินทางได้สะดวก สามารถต่อเที่ยวบินได้อย่างไม่ฉุกละหุก โดยไม่พลาดเป้าหมายปลายทางตามที่วางแผนไว้ การเดินทางโดยเครื่องบินจะแตกต่างจากการเดินทางโดยรถยนต์ ด้วยการเดินทางโดยเครื่องบิน นักบินจะเป็นผู้วางแผนการบิน ส่วนผู้โดยสารก็แค่เลือกเส้นทาง เลือกสายการบิน และเลือกเที่ยวบินให้ถูกต้องเท่านั้น ในขณะที่ก่อนการขึ้นบินนักบินจะต้องศึกษาข้อมูลและสถานการณ์โดยรอบให้พร้อมเพื่อวางแผนการบินก่อนขึ้นบินเนื่องจากบนท้องฟ้าไม่มีหลักกิโลเมตรให้ ไม่มีป้ายบอกทางทุกอย่างต้องพร้อมก่อนที่จะทำการบิน เพื่อให้บินไปยังจุดหมายตามกำหนดเวลาอย่างปลอดภัย หากไม่มีความพร้อมอาจเกิดอาการหลงฟ้า บินวน หรือร้ายแรงถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุสร้างความสูญเสียอย่างไม่คาดฝันก็เป็นได้ มองอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของคนเรา หากขาดเป้าหมายและขาดการวางแผนที่ดี เส้นทางชีวิตของคนๆนั้น อาจเสียเปล่า โดยไม่เกิดมรรคผลใดๆในการใช้ชีวิตที่เกิดมาครั้งหนึ่ง อย่างน้อยการมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ยังสามารถที่จะทำให้ทราบว่าช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา เดินทางมาถึงจุดไหนของเป้าหมาย วิธีการที่ดำเนินมาตอบโจทย์ของการไปสู่เป้าหมายหรือไม่ และหากคำตอบ คือ ไม่เราจะต้องปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ ชีวิตหนึ่งที่เกิดมาไม่ได้สูญเปล่าไปแต่อย่างใด

หากเปรียบกับประเทศชาติบ้านเมือง เส้นทางเดินของประเทศชาติคือเส้นทางของคนในชาติที่จะต้องเดินทางไปด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ คิดและวางแผนการเดินทางร่วมกัน แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน บางช่วงเวลาของการเดินทางอาจต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ยังคงไม่ละทิ้งเป้าหมายของการเดินทาง ทุกคนในชาติต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ความสำเร็จจะรออยู่ไม่ไกล แต่หากแต่ละคนไม่มีความเข้าใจ ไม่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ต่างคนต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหา หมุนคว้างอยู่ในสถานการณ์ตัวใครตัวมัน บ้านเมืองก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นเหมือนเป้าหมายในการพัฒนาของประเทศที่ได้สร้างเป้าหมายร่วมกันให้ทุกคนในชาติเห็นตรงกัน เพื่อให้ทุกคนเดินทางไปสู่เป้าหมายเดียวกันตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ระหว่างทางหากเกิดปัญหาขึ้น สามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการ ปรับเปลี่ยนเส้นทางไปสู่เป้าหมายได้ แต่เป้าหมายต้องคงอยู่ เพื่อไม่ให้การเดินทางไร้ซึ่งทิศทาง ซึ่งจะเป็นการสูญเปล่าทางทรัพยากรของชาติ เหมือนกับนักบิน เมื่อวางแผนการบิน และออกเดินทางไปแล้ว ระหว่างทางหากเกิดสถานการณ์อากาศแปรปรวน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทาง แต่ยังคงเป้าหมายของเส้นทางไว้เช่นเดิม ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต่างกัน ปรับเปลี่ยนวิธีการได้ แต่ต้องธำรงเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนในชาติพร้อมไปสู่จุดหมายเดียวกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ชูนโยบาย8ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกก.ชสอ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503863

x

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ชูนโยบาย8ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกก.ชสอ.

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุมกล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ก่อตั้งจากการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ หลักการและแนวคิดของสหกรณ์ที่เหมือนกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิกสหกรณ์โดยยึดทำงานเป็นทีม เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดังนั้น ทีมพลังรักษ์สหกรณ์จึงสรรหาคนดี มีฝีมือ มากความสามารถ มาร่วมงานหลากหลาย ทั้งจากกลุ่มวิชาชีพและเขตพื้นที่ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของชสอ. ภายใต้นโยบาย 8 ระบบได้แก่ 1.ระบบบริหารจัดการผลักดันให้ชสอ.เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์สมาชิกและจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพ เพื่อแก้ปัญหาให้สหกรณ์กรณีเจอภาวะวิกฤติ เช่น หุ้นกู้การบินไทย 2.ระบบสวัสดิการ ลดความเสี่ยงของผู้ค้ำด้วยสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 3.พัฒนาบุคลากรของคนในกระบวนการสหกรณ์ เป็นนักสหกรณ์มืออาชีพ 4.ระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมบทบาทของเขตพื้นที่ 5.ระบบการออมส่งเสริมการออม เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของสมาชิกยามชรา 6.ระบบสินเชื่อ จัดระบบสินเชื่อให้หลากหลายและเข้าถึงครอบคลุม 7.ระบบลงทุน บริหารลงทุนของชสอ.อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคง และ8.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยกระดับชสอ.เป็นศูนย์กลางพัฒนาระบบ IT และศูนย์ข้อมูลกลางDATA CENTER ในรูปแบบ BIC DATA เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสารสนเทศ MIS

“หากทีมพลังรักษ์สหกรณ์ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ชสอ. นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการอันดับแรกคือ เรื่องหุ้นกู้การบินไทย เพราะมีผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์กว่า 3 ล้านคน ในสหกรณ์ 87 แห่ง รวมทั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อหาช่องทางลดภาระหนี้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จะทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตามอุดมการณ์สหกรณ์คือ เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก ฉะนั้น โปรดเลือกทีมพลังรักษ์สหกรณ์ เบอร์ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9 ยกทีม”นายปรเมศวร์ กล่าว

ด้านรศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ มีประสบการณ์ในวงการสหกรณ์มาเป็น 10 ปี การบริหารงานยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง โดยยึดหลัก “สหกรณ์มั่นคง สมาชิกมั่งคั่ง” เน้นกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาสมาชิกอย่างแท้จริง และดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างทั่วถึง ซึ่งเราเต็มร้อยกับการพัฒนาบุคลากรและสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกมีปัญหาทีมพลังรักษ์สหกรณ์แก้ปัญหาให้ได้หมด รวมทั้งผลักดันชสอ. เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร และความมั่นคงสหกรณ์ออมทรัพย์

ขณะที่พล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.)กล่าวว่า นโยบายของทีมพลังรักษ์สหกรณ์ “ซื่อตรง มั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืน” ซึ่งการบริหารงานตลอด 4 ปี ยึดหลักธรรมาภิบาล คิดดี ทำดี พูดดี และมุ่งเน้นเรื่องหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสมาชิก เน้นผลประโยชน์ของสมาชิกสูงสุด เช่น เงินฝาก ผลตอบแทนของหุ้น ทั้งนี้ ตนเข้ามาบริหารชสอ. ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 เป็นช่วงที่มีปัญหา พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2562 ออกใหม่ ซึ่งตามมาตรา 89 วรรค 2 จะต้องออกกฎกระทรวงภายใน 2 ปี เราได้ทำกฎกระทรวงนี้เป็น 3 แบบ คือ ชนิดปัญหาที่เป็นผลกระทบสมาชิกน้อย ปานกลางและมาก โดยในส่วนกระทบน้อย กฎกระทรวง 7 ฉบับ ได้รับความกรุณาจากกฤษฎีกา ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง จนสามารถนำกฎกระทรวง 7 ฉบับ ไปปฏิบัติได้ แต่ยังเหลืออีก 6 ฉบับ ในส่วนที่กระทบมาก เช่น การให้สินเชื่อ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการต่อไปคือ ผลักดันกฎกระทรวง 6 ฉบับ และแก้ปัญหาเรื่องหุ้นกู้การบินไทย