รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501508

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย แม้สถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศติดต่อกันมา 1 เดือนแล้วก็ตาม แต่ยังพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ที่กลับจากต่างประเทศ และเข้าพัก State Quarantine อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสถานการณ์ผู้ป่วยทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ดังนั้น ผลกระทบภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เกษตรกรชาวสาวยาง เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งรัฐบาลวางมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหลากหลา0ยมาตรการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกยท. ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเบื้องต้นได้ดำเนิน 5 มาตรการคือ 1.มาตรการขยายระยะเวลาการส่งใช้เงินกู้ยืมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางตามมาตรา 49 (3) โดยงดการคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-30 กันยายน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก 2.มาตรการพัฒนาความร่วมมือการผลิตและการตลาดภาคอุตสาหกรรมยางพารา เป็นการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเพิ่มสภาพคล่อง สร้างเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพารา ซึ่งกยท.จะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพาราเป้าหมาย 50 สถาบันทั่วประเทศ โดยใช้หมอนยางพาราเป็นหลักประกัน 50,000 ใบ งบประมาณ 11.3 ล้านบาท ด้วยการให้สถาบันเกษตรกรจะนำหมอนมาจำนำกับ กยท. ในอัตราร้อยละ 80 ของมูลค่าหมอนที่กำหนดแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อแห่ง

ทั้งนี้ สินค้าจะยังคงอยู่ที่สถาบันเกษตรกรจนกว่าจะจำหน่ายได้ และสถาบันฯกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินทุนถึงเดือนกันยายน 2563 โดยไม่คิดดอกเบี้ย 3.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินงาน ในปี 2563 โดยผู้ประกอบกิจการยางที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 2 ตันต่อปี ในทุกวงเงิน1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 15,000 ล้านบาท

4.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้งเพิ่มกิจกรรมให้ผู้ประกอบกิจการยางที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบผลิตของฤดูกาลใหม่ รัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 2-3 ต่อปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรช่วงที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีกำลังการซื้อ ให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท และ 5.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีตามความเป็นจริง สำหรับผู้ประกอบการไม้ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เฟอร์นิเจอร์ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการโค่นยาง 400,000 ไร่ ดูดซับปริมาณไม้ยางจากการกระตุ้นการโค่นจำนวน 12 ล้านตัน รวมถึงการส่งเสริมปลูกแทนวงเงิน 6,400 ล้านบาท

นอกจาก 5 มาตรการดังกล่าวแล้วเกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับเงินจากเงินเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร และยังไม่เคยได้รับสิทธ์เยียวยาใดๆจากรัฐบาลมาก่อน โดยจะช่วยเหลือทั้งกลุ่มประเภทเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีเขียว และเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีชมพู ตลอดจนผู้กรีดยางที่รับจ้างกรีดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพู โดยทั้ง 3 กลุ่ม ต้องมีรายได้หลักจากการทำการเกษตร ไม่ได้รับเงินเดือนประจำจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน ไม่เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่มีสวัสดิการประกันสังคม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการเราไม่ทิ้งกันของภาครัฐ จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกรรายละ 15,000 บาท

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบอนุมัติเงินเยียวยาเกษตรกรกลุ่มที่ด้อยโอกาสเนื่องจากเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร จำนวนกว่า 1.37 แสนราย ซึ่งยังไม่เคยได้รับสิทธิ์เยียวยาจากรัฐบาลมาก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรชาวสวนยางแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 67,000 ราย จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท จากนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการจ่ายเงินโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางตรวจสอบสิทธิ์การเยียวยาฯ ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯ https://www.moac.go.th/ หรือเช็คตรง ที่ http://savefarmer.oae.go.th โดยเมื่อตรวจสอบสถานะแล้วได้รับสิทธิ์ สามารถตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีได้จากเว็บไซต์ ธ.ก.ส. http://www.เยียวยาเกษตรกร.com กรณีไม่มีบัญชีธ.ก.ส.แจ้งบัญชีธนาคารอื่น เพื่อรับเงินโอน ในเว็บไซต์ธ.ก.ส .นี้เช่นกัน”

ส่วนสถานการณ์ราคายางช่วงสถานการณ์โควิดระบาดนั้น มีแนวโน้มดีขึ้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนมิถุนายน ขยับขึ้นจากเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งกยท.จะเร่งขยายตลาดเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้กยท.พยายามเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ภาคเอกชน และเปิดจำหน่ายช่องทางOnline และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าจากสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ กยท.ได้ริเริ่มดำเนินการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ผ่าน Application เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราแท้ 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯล่าหมื่นชื่อ จี้ยุติผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501506

x

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯล่าหมื่นชื่อ จี้ยุติผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คุณปัญจเดช สิงห์โท ที่ปรึกษาด้านนโยบาย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดเผยว่าจากข้อมูลจำนวนเสือในประเทศไทย ที่อยู่ในกรงเลี้ยงมีอยู่ประมาน 1,500 ตัว ส่วนใหญ่เป็นเสือโคร่งเบงกอล หรือเสือโคร่งไซบีเรีย ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์ท้องถิ่น โดยพบว่ามีการผสมพันธุ์เสือในกรง และทำให้จำนวนเสือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงกว่า 200 ตัวในรอบสิบปีที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่เพื่ออนุรักษ์ แต่เป็นการเร่งเพิ่มจำนวนเสือ เพื่อนำเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง นอกจากนี้ ข้อมูลจากการศึกษาด้านต่างๆ ยังทำให้พบว่า การผสมพันธุ์เสือที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้องนี้ เป็นไปเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการค้า ทั้งเสือที่มีชีวิตและชิ้นส่วนเสือ เพื่อใช้ทำยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะละเมิดอนุสัญญาไซเตส (CITES) ที่ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ห้ามมิให้ค้าทั้งเสือที่มีชีวิตชิ้นส่วน หรือผลิตภัณฑ์ และเมื่อเดือนมกราคม 2561 คณะกรรมการอนุสัญญา CITES มีหนังสือแจ้งเตือนมายังรัฐบาลไทย เพื่อให้ออกมาตรการควบคุมปริมาณเสือที่อยู่ในกรงเลี้ยง เนื่องจากมีมากเกินความจำเป็น และอาจลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายได้

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯจึงดำเนินโครงการการยุติการผสมพันธุ์เสือในกรง เพื่อยุติการทารุณกรรมสัตว์จากกระบวนการเลี้ยงที่ไม่เหมาะสม ทั้งขนาดกรง สถานที่เลี้ยง อาหาร รวมทั้งฝึกเสือเพื่อนำมาแสดง เป็นภาพรวมที่ทำให้เสือแต่ละตัวต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส นับตั้งแต่ลูกเสือที่ถูกพรากจากแม่ เพื่อให้แม่เสือมีโอกาสผสมพันธุ์อีกครั้งได้เร็วขึ้น จากปกติลูกเสือจะหย่านมเมื่ออายุ 4-6 สัปดาห์ และแยกจากแม่เมื่ออายุ 1-2 ปี กลับถูกนำมาเลี้ยงโดยคนเมื่ออายุเพียง 2 เดือน และให้อาหารที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของลูกเสือ ทั้งยังต้องทำกิจกรรมให้ความบันเทิงกับคน เช่น ถูกอุ้มถ่ายรูป และป้อนนมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ลูกเสืออ่อนแอและมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งยังรวมไปถึงการแยกลูกเสือออกมาฝึกเพื่อการแสดง เช่น ลอดห่วงไฟ หรือการแสดงขัดกับหลักพฤติกรรม เช่น ขังรวมเพื่อให้ลูกเสือใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์ชนิดอื่น เช่น ให้กินนมจากแม่หมู เสือที่โตจะถูกเลี้ยงด้วยโครงไก่และเนื้อหมูเนื้อวัวแล่ปรุงสุก ซึ่งทำให้สูญเสียวิตามินตามธรรมชาติไป บางครั้งเป็นอาหารสำเร็จรูปของแมวและหมา ทำให้เสือส่วนใหญ่ขาดสารอาหาร เพราะตามธรรมชาติเสือจะกินซากสัตว์ทั้งตัวเพื่อให้ได้โปรตีน ไขมันและสารอาหารจำเป็น ในปริมาณสูงเท่าที่ร่างกายต้องการ

ปัจจุบันกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2560 ยังมีช่องว่างและเปิดโอกาสอนุญาตให้ผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงได้ ถึงแม้กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีมาตรการติดตามควบคุมและบังคับใช้กฎหมายผสมพันธุ์เสือดังกล่าว เช่น แยกพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ การตรวจดีเอ็นเอเสือ แต่จากข้อมูลยังพบการลักลอบผสมพันธุ์เสือต่อเนื่องด้วยวิธีไม่ถูกต้อง จะมีผลเสียด้านพันธุกรรมที่เกิดจากการผสมเลือดชิด ทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์มีชีวิตอยู่ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯจึงรณรงค์เรียกร้องให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายยุติผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง ป้องกันการเพิ่มจานวนเสือซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่ถูกนำมาใช้เพื่อความบันเทิงและทำการค้าในรูปแบบต่างๆ ในการรณรงค์นี้เราต้องการผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างน้อย 10,000 ชื่อ พร้อมสำเนาบัตรประชาชน เพื่อให้เป็นการเรียกร้องที่สมบูรณ์ตามกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนด

ชาวสุโขทัยโร่ร้อง ยธ. โดนนายทุนโกงค่าสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501571

ชาวสุโขทัยโร่ร้อง ยธ. โดนนายทุนโกงค่าสินค้าเกษตร

ชาวสุโขทัยโร่ร้อง ยธ. โดนนายทุนโกงค่าสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 19.07 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2563 ที่ห้องประชุมไชยานุกิจ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานรับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้าน จ.สุโขทัย กรณีได้รับความเดือดร้อนถูกโกงค่าซื้อสินค้าทางการเกษตร โดยมี นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อม นางอุมาพร แพรประเสริฐ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข ผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับเรื่องร้องเรียน 

สืบเนื่องจากชาวบ้านใน จ.สุโขทัย ได้ซื้อสินค้าทางการเกษตรกับร้านค้าแห่งหนึ่งใน จ.สุโขทัย อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ จากนั้นทำข้อตกลงกันว่าเมื่อชาวบ้านได้ผลผลิต ก็จะนำเงินไปจ่ายค่าสินค้าดังกล่าว แต่ไม่ได้จ่ายตามจำนวนที่ซื้อไว้ทั้งหมด โดยแบ่งจ่ายแทนทำให้ยังคงมียอดค้างชำระ ซึ่งแต่ละรายมียอดค้างมากน้อยไม่เท่ากัน ภายหลังนายทุนเจ้าของร้านได้นำเรื่องดังกล่าว ไปฟ้องศาลว่าชาวบ้านไม่นำเงินไปจ่ายค่าสินค้า โดยนำจำนวนเงินต้นที่ซื้อทั้งหมดรวมกับดอกเบี้ยไปฟ้อง ยอดเงินของชาวบ้านจึงมีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงเดินทางมายังกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความช่วยเหลือดังกล่าว

เบื้องต้นกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้ทำการสอบถามข้อมูลและรายละเอียดที่เกิดขึ้น พร้อมแจ้งวิธีการดำเนินการในเบื้องต้นให้ชาวบ้านได้รับทราบ รวมถึงได้มอบหมายให้ศูนย์ยุติธรรมสร้างสุขรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501434

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 14.08 น.

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’

25 มิถุนายน 2563 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2563 ปริมาณฝนลดลง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ5-10 ช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2563 ทุกภาคยังคงมีฝนน้อย ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำน้อยตามไปด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อย มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าร้อยละ30 จำนวน 34 แห่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ส่วนด้านการเกษตรยังต้องใช้น้ำฝนเป็นหลัก จึงขอเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ กำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงดังกล่าวและวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยรวมปริมาตรน้ำทั้งประเทศ 34,213 ล้านลบ.ม.หรือ ร้อยละ42 ในแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ 30,871 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ43 เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 7,389  ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 16 น้อยกว่าปี 2562 จำนวน 5,320 ล้าน ลบ.ม. สำหรับ4เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา คือเขื่อนภูมิพล เหลือน้ำใช้การได้จริง ร้อยละ2 เขื่อนสิริกิติ์ ร้อยละ8 เขื่อนแควน้อย ร้อยละ16 เขื่อนป่าสักฯ ร้อยละ11 รวมน้ำใช้การ965 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ5

ส่วนคุณภาพน้ำค่าความเค็ม แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี 0.23 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บริเวณสถานีปากคลองจินดา จ.นครปฐม 0.33 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ และแม่น้ำแม่กลอง อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนแม่น้ำบางปะกง บริเวณสถานีบางกระเจ็ด จ.ฉะเชิงเทรา 3.42 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์วิกฤติ

ด้านสำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้แจ้งเตือนเขื่อนที่มีน้ำใช้การได้ มีน้ำน้อยวิกฤติ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ -11% เขื่อนภูมิพล 2% เขื่อนคลองสียัด 3% เขื่อนประแสร์ 4%เขื่อนกระเสียว 4% เขื่อนบางพระ 4% เขื่อนจุฬาภรณ์ 5% เขื่อนสิริกิติ์ 5% เขื่อนสิรินธร8% เขื่อนทับเสลา 9% เขื่อนศรีนครินทร์ 10% เขื่อนวชิราลงกรณ 10% เขื่อนป่าสักฯ 11% เขื่อนลำแซะ 11% เขื่อนลำพระเพลิง 12% เขื่อนมูลบน 12% เขื่อนลำนางรอง12% เขื่อนแม่งัด 13% เขื่อนขุนด่านปราการชล 13% เขื่อนห้วยหลวง 14% เขื่อนแควน้อย16% เขื่อนน้ำพุง 17% เขื่อนนฤบดินทรจินดา 18% เขื่อนแก่งกระจาน 19% เขื่อนแม่กวง 19%

ซอกแซกอาเซียน : 25 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501283

ซอกแซกอาเซียน : 25 มิถุนายน 2563

ซอกแซกอาเซียน : 25 มิถุนายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บรรทัดฐาน หรือ Norm ของการทำงานของคนญี่ปุ่นประการต่อมา คือ “การกำหนดท่าทีที่ชัดเจนและร่วมผลักดันทุกฝ่ายเป็นทีม”อันนี้น่าทึ่งมาก ที่ว่าน่าทึ่งคงมิใช่เป็นเพราะรูปแบบและวิธีทำงานดังกล่าวเป็นสิ่งพิเศษแปลกใหม่ วิลิศมาหราแต่ประการใดหรอกครับ เพราะในการศึกษาฝึกอบรมเกี่ยวกับการเทคนิคการบริหารงาน หรือแม้แต่พ็อกเกตบุ๊คเกี่ยวกับ how to ด้านการบริหารองค์กรทั้งหลายก็มีกล่าวไว้เยอะแยะมากมาย ท่านผู้อ่านคงประสบพบเจอมาจนเบื่อ แต่ที่ผมยกมาพูดมันเกี่ยวกับ “การเอาจริงเอาจัง” ของการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวของคนญี่ปุ่นมากกว่าครับ

อันดับแรกที่ผมขอพูดถึง คือ ที่มาของการกำหนด “ท่าที” ของญี่ปุ่นนั้นเขายึดถือระบบชั้นการบังคับบัญชา หรือHierarchical system อย่างเคร่งครัด กล่าวคือระดับนโยบาย คือ ตัวกระทรวงส่วนกลาง จะเป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดท่าทีต่อกรณีใดๆ ที่จะมีขึ้น ซึ่งแน่ละว่ากรณีดังกล่าวหากมีส่วนเกี่ยวพันกับกระทรวงใดก็ตาม ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบและร่วมมือเป็นทีมจากกระทรวงนั้นๆ ด้วย ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตยกมาประกอบการอธิบายเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมเสริมในประเด็นนี้ ก็คือ การทำงานที่เกี่ยวกับแอ็ปเตอร์ ได้แก่การแก้ไข APTERR Agreement ครั้งที่ผ่านมา จากการที่ผมเป็นผู้บริหารของฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้ทราบจากการประสานภายในว่าทางการญี่ปุ่นได้มีท่าทีชัดเจนสำหรับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง อาศัยผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งท่าทีดังกล่าวกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นได้หารือกำหนดขึ้นโดยการประสานงานและเห็นร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศของเขาแล้ว ทุกฝ่ายที่ทำงานในลำดับชั้นต่ำลงมาต้องปฏิบัติตาม ไม่มีแม้กระทั่งความเห็นใดๆ ที่ส่อถึงความไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งจากปากของเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นผู้ปฏิบัติเลยสักแอะเดียว

แล้วทีมงานที่ว่าล่ะ เป็นอย่างไรท่านผู้อ่านครับ รัฐบาลญี่ปุ่นโดยปกติจะส่งผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ไปประจำอยู่ในทุกองค์กรหรือทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตเช่น ที่แอปเตอร์ก็ส่งมา 1 คน ที่แอปซิสหรือ ASEAN Food Security InformationSystem (AFSIS) ก็ส่งมาประจำ 1 คน ทราบว่าที่กรมประมงเรามี SEAFDEC ก็ส่งมาอยู่หลายคน ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน จาการ์ตาก็ส่งไปหลายคน แล้วก็ตามสถานทูตญี่ปุ่นก็มีประจำอยู่แห่งละ 1 คน ในอดีตที่กระทรวงเกษตรฯ เราก็มีส่งมาประจำอยู่ 1 คน ทุกคนที่ประจำอยู่ในที่ต่างๆ นี้ ต้องทราบชัดเจนถึง “ท่าที”ที่กำหนดโดยรัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรฯ ของเขาว่าคืออะไร และที่สำคัญคือ ต้องมีหน้าที่ติดต่อประสาน อธิบาย ผลักดัน ล็อบบี้ หรือใช้วิถีทางอื่นๆ เพื่อให้ท่าทีนั้นบรรลุผล คนที่อยู่แอปเตอร์ก็มาหาผมเพื่ออธิบายทุกอย่างให้ผมเข้าใจและคล้อยตาม คนที่อยู่จาการ์ตาก็เข้าพบผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อว่าอย่างเดียวกัน ผู้ที่ประจำสถานทูตประเทศสมาชิกก็เข้าพบบุคคลสำคัญของประเทศนั้นๆ เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน จนในที่สุด New APTERR Agreement ก็สำเร็จออกมาและค่อนข้างจะเป็นไปตาม “ท่าที” ของญี่ปุ่นเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดยอดครับ!!!!!! แถมให้อีกนิดในเรื่องคล้ายๆ กัน เมื่อปีที่แล้วมีการประชุม AMAF Plus Three (ผมเคยเขียนอธิบายไปแล้วว่าคือการประชุมอะไร) ที่ประเทศบรูไน ดารุสซาลามทางฝ่ายเจ้าภาพ คือสำนักเลขาธิการอาเซียนที่จาการ์ตา ตอนแรกเห็นว่าสำนักเลขานุการแอปเตอร์ไม่มีระเบียบวาระในที่ประชุมโดยตรง เลยไม่ทำหนังสือเชิญมา แต่ทางประเทศญี่ปุ่นกลับเห็นต่าง คือ เห็นว่าสำนักเลขานุการแอปเตอร์ควรเข้าร่วมประชุมด้วย เพราะยังคงมีเรื่องเกี่ยวกับการให้สัตยาบันความตกลงแอปเตอร์ที่แก้ไขใหม่ เขาเลยแจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่อยู่กับผม ร่วมกับผู้แทนญี่ปุ่นที่ประจำอยู่สำนักเลขาธิการอาเซียนที่จาการ์ตาเข้าพบอธิบายและโน้มน้าวจนในที่สุดสำนักเลขาธิการอาเซียน ต้องส่งหนังสือเชิญเป็นทางการให้แอปเตอร์เข้าร่วมประชุมจนได้โดยที่ทางผมเองไม่ได้ออกแรงอะไรเลยสักนิดยังกังวลนิดหน่อยด้วยซ้ำเดี๋ยวทางสำนักเลขาธิการอาเซียนจะกล่าวหาว่า ผมอยากไปมากและขอให้ญี่ปุ่นช่วย

วิถีทางการทำงานของญี่ปุ่นที่เล่ามานี้ขอกระซิบข้างหูท่านผู้อ่านและขอย้ำว่าท่านกรุณาอย่าไปบอกใครนะครับว่า ผมไม่เห็นประเทศสมาชิกอื่นๆ ทำแบบเดียวกันเลย แต่สำหรับทางการไทยเราระยะสิบกว่าปีมานี้ก็กระตือรือร้นที่จะทำแบบเดียวกัน โดยมีการกำหนดคำว่า Team Thailand ในการทำงานระดับระหว่างชาติ ซึ่งผมก็แอบดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะน่าจะเป็น norm ที่สุดยอด แต่ผมเองก็ไม่ได้มีโอกาสติดตามว่าเราได้ทำไปสำเร็จไปแค่ไหนแล้ว แต่เท่าที่เห็นจากการทำงานระดับภายในประเทศ พบตัวอย่างว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกันทำงานอย่างแข็งขันแนบแน่นกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องสินค้าเกษตรส่งออก ก็ทำให้รู้สึกชื่นอกชื่นใจ จนบังเกิดฝันว่า เราคงจะตามระบบของญี่ปุ่นไปติดๆ ละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

แนะเกษตรกรเตรียมพืช-วางระบบน้ำรับฝนทิ้งช่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501285

แนะเกษตรกรเตรียมพืช-วางระบบน้ำรับฝนทิ้งช่วง

แนะเกษตรกรเตรียมพืช-วางระบบน้ำรับฝนทิ้งช่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าจากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า จะมีฝนทิ้งช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้คำแนะนำเกษตรกรที่ต้องการจะเพาะปลูกช่วงนี้ ให้เลื่อนเวลาปลูกข้าวนาปีออกไปโดยให้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวกลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งปริมาณฝนจะตกใกล้เคียงค่าปกติ และควรปรับเปลี่ยนวิธีปลูกข้าว เป็นการปลูกข้าวแบบหว่านแห้ง (หว่านสำรวย)ซึ่งหว่านในสภาพดินแห้งเหมาะสมกับพื้นที่นอกเขตชลประทาน เมื่อหว่านเมล็ดข้าวลงแปลงแล้วรอฝนตกลงมาเมล็ดข้าวจะงอกจากนั้นก็ดูแลรักษาต่อไปจนเก็บเกี่ยว สำหรับพืชอื่นให้เกษตรกรรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืชและลดการคายน้ำของพืช ซึ่งทำได้ง่ายด้วยวิธีต่างๆ เช่น รดน้ำให้พืชในช่วงเช้าและเย็น ลดการระเหยของน้ำ และใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นคลุมแปลงหรือหน้าดิน เช่น ฟางข้าง ใบไม้ หรือหญ้าแห้ง เพื่อรักษาความชื้นในดิน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรควรเลือกใช้ระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับชนิดพืช เช่น ไม้ผล ให้ใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ ซึ่งเป็นระบบให้น้ำแบบฉีดฝอยขนาดเล็กเป็นการให้น้ำแก่พืชเป็นวงบริเวณรากพืช โดยควบคุมปริมาณน้ำตามความต้องการของพืช น้ำจะถูกพ่นออกจากหัวฉีดฝอย การให้น้ำแบบนี้ไม่มีการสูญเสียน้ำระหว่างการส่งน้ำ การสูญเสียน้ำที่ไหลเลยเขตรากพืช หรือไหลนองไปตามผิวดินมีน้อย นอกจากนั้นยังใส่ปุ๋ย หรือสารเคมีลงไปในน้ำระหว่างให้น้ำพร้อมกันได้ สำหรับ พืชไร่และพืชผัก แนะนำให้ใช้ระบบน้ำหยด ซึ่งให้น้ำแก่พืชผ่านระบบท่อและปล่อยน้ำออกทางหัวน้ำหยด ซึ่งติดตั้งไว้ที่โคนต้นพืช น้ำจะหยดซึมลงมาที่รากช้าๆ เพื่อรักษาความชื้นของดินบริเวณรากพืชให้อยู่ในระดับที่รากพืชดูดไปใช้ได้ง่าย ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี

อย่างไรก็ตาม การสร้างแหล่งน้ำในไร่นาหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง โดยสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตร เช่น ทำเกษตรทฤษฎีใหม่หรือเกษตรผสมผสาน ช่วยลดผลกระทบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิต ลดผลกระทบต่อรายได้จากการทำการเกษตร กรณีผลผลิตเสียหายจากการปลูกพืชชนิดเดียว จะช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่มั่นคงยั่งยืนได้

กษ.รับแผนEECปั้นสู่ต้นแบบเกษตรทันสมัย ดึงเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501284

กษ.รับแผนEECปั้นสู่ต้นแบบเกษตรทันสมัย  ดึงเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการตลาด

กษ.รับแผนEECปั้นสู่ต้นแบบเกษตรทันสมัย ดึงเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.) ว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรใน EEC ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นหน่วยงานประสานหลักจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อเป็นกรอบพัฒนาภาคเกษตรให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในพื้นที่ EEC เป้าหมายแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC มุ่งพัฒนาภาคเกษตรให้เกิดรายได้ไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นต้นแบบพัฒนาด้านเกษตรสมัยใหม่ของประเทศ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิต (Demand pull) และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยจะสนับสนุนพัฒนาคลัสเตอร์สินค้าสำคัญ ได้แก่ คลัสเตอร์ผลไม้ คลัสเตอร์ประมงคลัสเตอร์พืชพลังงาน คลัสเตอร์สมุนไพร และคลัสเตอร์ High valued crops เช่น ปศุสัตว์ เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมS-curve และ New S-curve รวมถึงสร้างกระบวนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร พัฒนาระบบเกษตรสมัยใหม่โดยใช้ Agricultural Interlligence (AI) เพื่อตอบโจทย์ด้านการตลาดและยกระดับการผลิตภาคการเกษตร

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนี้จะแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นคณะทำงานและเลขานุการ ร่วมเพื่อจัดทำแผนงานโครงการด้านการเกษตร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทางและปลายทางให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนา EEC และรองรับต่อสถานการณ์หลังโควิด ในรูปแบบ NewNormal รวมถึงจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ (Big Data) ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ NationalAgricultural Big data Center (NABC) ด้วย

ทั้งนี้ การใช้พื้นที่ EEC เป็นต้นแบบปรับการทำเกษตรในรูปแบบใหม่ทันสมัย จะเป็นโอกาสพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และตามความต้องการวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม โดยต้องบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความต้องการสำหรับอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการและการท่องเที่ยวอย่างสมดุล ซึ่งจะเป็น platform ตัวอย่างด้านการเกษตรของประเทศที่ยกระดับเกษตรกรมีรายได้มั่นคง เกิดประโยชน์กับภาคประชาชนในพื้นที่ EEC และจังหวัดใกล้เคียงต่อไป

192องค์กรพิทักษ์สัตว์ทั่วโลกร้องนายกฯ เร่งยุติผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวลดปัญหาระยะยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501282

x

192องค์กรพิทักษ์สัตว์ทั่วโลกร้องนายกฯ เร่งยุติผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวลดปัญหาระยะยาว

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) พร้อมองค์กรด้านสัตว์และการอนุรักษ์รวม 192 องค์กรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ร่วมส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอให้ออกมาตรการเร่งด่วนยุติการผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวในประเทศไทย เพื่อบรรเทาปัญหาสวัสดิภาพช้างและความไม่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมีปัจจัยสำคัญคือผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 ที่อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิมหากไม่รีบแก้ไข

ในจดหมายเปิดผนึกเผยถึงจำนวนช้างไทยที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นมากตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา จาก 1,644 เชือก ในปี 2553 เป็น 2,779 เชือกในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 70% โดยประเมินว่าค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารช้างในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมากกว่า 28 ล้านบาทต่อเดือน และอีกประมาณ 28 ล้านบาท สำหรับเงินเดือนควาญช้างและผู้ดูแล ซึ่งภาระเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการดูแลสวัสดิภาพช้างที่อาจไม่ครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ธุรกิจท่องเที่ยวมักได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกเสมอ

นางสาวโรจนา สังข์ทองผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ปางช้างต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว ทำให้ช้างจำนวนมากถูกส่งกลับบ้านไปให้เจ้าของดูแล ซึ่งปกติเวลาช้างถูกส่งกลับบ้าน เจ้าของมักถือโอกาสนี้ผสมพันธุ์ช้างเพื่อหวังรายได้จากการขายลูกช้างในอนาคต เราจึงกังวลว่าเจ้าของช้างจะยังผสมพันธุ์ช้างต่อไปท่ามกลางภาวะวิกฤติโควิด-19 อาจทำให้เกิด “เบบี้บูม”ของช้างตามมาในอนาคตได้ สวนทางกับสถานการณ์ปัจจุบันที่แนวโน้มการท่องเที่ยวและทรัพยากรสำหรับการดูแลช้างกำลังถดถอยลง 192 องค์กรที่ร่วมลงนามพร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าอีก 10 คนยืนยันว่าสถานที่ท่องเที่ยวไม่ใช่พื้นที่เหมาะสมสำหรับช้าง สัตว์ป่าที่เฉลียวฉลาด มีขนาดและพละกำลังสูง การผสมพันธุ์ช้างเพื่อป้อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่มีประโยชน์ด้านการอนุรักษ์แต่อย่างใด และการที่ช้างในประเทศไทยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเปราะบางถือเป็นแนวทางจัดการที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้น การยุติการผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวนอกจากช่วยป้องกันปัญหาสวัสดิภาพช้างในอนาคตแล้ว ยังช่วยจัดสรรความช่วยเหลือให้ช้างไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เพียงพอและทั่วถึงมากขึ้น

นอกจากนี้ เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกเผยถึงผลกระทบวิกฤติที่เกิดกับควาญช้าง โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า มากกว่าหนึ่งในสามของควาญช้างในประเทศไทยต้องพึ่งพาค่าแรง ขั้นต่ำ ไม่มีเงินออมและการดูแลช้าง สัตว์ที่ยังมีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่า เฉลียวฉลาดและพละกำลังสูง ทำให้ควาญเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในบางกรณี

“ตั้งแต่เกิดโควิด-19 องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินฉุกเฉินเบื้องต้น เพื่อช่วยเหลือดูแลความเป็นอยู่ของช้างและควาญช้างจำนวนหนึ่งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย เราลงมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภาวะวิกฤตไปพร้อมกับผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนระยะยาว เราเชื่อเสมอและขอย้ำว่าสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดง พวกเขาสมควรได้อยู่ในป่า” นางสาวโรจนากล่าว

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501040

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ปรากฎว่ามีฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ระหว่าง 40-80 มิลลิเมตร มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ยังไม่มีสัญญาณเหตุความรุนแรงจากพายุใดๆ อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าประมาณเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2563 จะเริ่มมีฝนตกมากขึ้น

เพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ซึ่งมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการแก้วิกฤติขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งมาเป็นการเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน โดยสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการติดตาม เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจตาม 8 มาตรการรองรับฤดูฝนที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ตามที่สทนช.เสนอ ประกอบด้วย 1.คาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม 2.ปรับแผนเพาะปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ทุ่งบางระกำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 แห่ง เพื่อเก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากและใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำช่วงฤดูน้ำหลากและบรรเทาระดับความรุนแรงน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 3.จัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำ โดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์ประเมินน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ เพื่อนำมากำหนดการเก็บกักน้ำและระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน 4.ตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำและสถานีโทรมาตรให้มีสภาพพร้อมใช้งาน 5.ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ปรับปรุงพัฒนาแผนระบายน้ำขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ที่เกิดจากการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการพื้นที่น้ำท่วม/พื้นที่ชะลอน้ำ และการปรับปรุงคูคลองเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวกรวดเร็ว 6.สำรวจแม่น้ำคูคลองและขุดลอกกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือช่วยเหลือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และเข้าช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์รวม 7,661 เครื่องและ8.สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับรู้และเข้าใจผ่านเครือข่ายคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เป็นต้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)กล่าวว่า สทนช.บูรณาการติดตามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินงานเป็นไปตามมาตรการที่วางไว้ ล่าสุดรองนายกฯเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตาม 8 มาตรการดังกล่าวโดยเร็ว เพราะจากการประเมินสถานการณ์พบว่า ฤดูฝนปีนี้หลายพื้นอาจมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันได้ ดังนั้น ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยช่วงก่อนเดือนสิงหาคม พื้นที่เฝ้าระวังคือ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือและภาคตะวันออก หลังเดือนสิงหาคมพื้นที่เฝ้าระวังจะอยู่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ พร้อมให้กรมชลประทานจัดทำแผนและมาตรการรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำและพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อรองรับน้ำหลากให้แล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม ขณะที่เรื่องการจัดทำเกณฑ์บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและเกณฑ์ระบายน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานต้องทำให้แล้วเสร็จเดือนมิถุนายน ตลอดจนให้กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และจังหวัดในเขตปริมณฑล จัดทำเกณฑ์ระบายน้ำ ควบคุมระดับน้ำ สูบน้ำบริเวณประตูระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 13 แห่งให้ชัดเจน พร้อมกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังให้กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปรับแผนงานปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปี 2563 ให้เสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก และให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำสายหลักให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้

“การกำจัดผักตบชวา นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังทำให้การคมนาคมขนส่งทางน้ำสะดวกสบาย รวมทั้งประชาชนริมน้ำมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ดังนั้น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือจริงจัง ประชาชนที่อยู่ริมน้ำทุกหลังคาเรือนช่วยกันดูแลความสะอาดหน้าบ้านของตนเองสม่ำเสมอ เชื่อว่าปัญหาผักตบชวาจะหมดไปจากแม่น้ำ ลำคลองอย่างยั่งยืนแน่นอน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเกือบทุกปี มักประสบปัญหาระบายน้ำไม่ทัน พลเอกประวิตร ในฐานะผู้อำนวย กอนช. จึงตั้งคณะทำงานด้านบูรณาการและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วมขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากคณะทำงานจิตอาสาพระราชทานภาค 1 ขุดลอกคูคลองสองฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต และคลองเชื่อมถนนวิภาวดีรังสิตลงคลองเปรมประชากรตั้งแต่เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตจตุจักร ไปจนถึงเขตดินแดง รวมถึงพัฒนางานระบายน้ำจากสามเหลี่ยมดินแดงลงบึงมักกะสันอีกด้วย

นอกจากนี้ กรมทางหลวงขุดลอกขยายคูคลองเปิดทางน้ำ 5 จุด ได้แก่ 1.หน้าสถานีรถไฟฟ้าวัดเสมียนนารี 2.ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์-นอร์ทปาร์ค 3.หน้านอร์ทปาร์ค-หน้าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ 4.หน้าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์-การเคหะทุ่งสองห้อง และ 5.คลังน้ำมัน-สน.ดอนเมือง ซึ่งขณะนี้ดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พลเอกประวิตรยังเร่งติดตามความก้าวหน้าของโครงการเร่งด่วนเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ปี 2563 โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 286 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 15.57 เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 61.10 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 255,938 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 81,391 ครัวเรือน และจ้างแรงงาน 6,159 คน ซึ่งสั่งให้ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ให้ครบทุกพื้นที่เป้าหมาย เพื่อกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด และสำรองไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งปีถัดไป รวมทั้งสั่งเร่งพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน โดยมีสทนช.และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นมา เพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการได้เป็นรูปธรรม และให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกำหนดพื้นที่เก็บน้ำใต้ดินให้มากขึ้น

เมื่อ สนทช. เป็นหัวเรือใหญ่บูรณาการเตรียมพร้อมวางแผนรับมือสถานการณ์ฝนร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำของประเทศเช่นนี้….เราจึงเห็นความพร้อมในการรับมือน้ำหลากปีนี้มากยิ่งขึ้น

‘มนัญญา’เยี่ยมร้านสหกรณ์เมืองตราด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501036

x

‘มนัญญา’เยี่ยมร้านสหกรณ์เมืองตราด

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ระหว่างลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด ทั้ง 2 สาขา ว่า ร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เริ่มทำซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ หลังเข้าอบรมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้านธุรกิจเกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ต วิธีจัดพื้นที่จำหน่ายคัดเลือกสินค้าให้ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการ กำหนดราคาขาย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กิจกรรมสินค้าตามเทศกาล หลังเข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัดจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งในร้านเป็นมุมซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์โดยเฉพาะ และเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าภายในจ.ตราด และจากจังหวัดอื่นส่งสินค้ามาจำหน่าย เช่น กุ้งแช่แข็ง จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน จำกัด ข้าวหอมมะลิจากสหกรณ์การเกษตรมหาชนะชัย จำกัด จังหวัดยโสธร ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฟาร์ม นมพร้อมดื่มจากสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ไข่ไก่ จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด

นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้สมาชิกเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของร้านสหกรณ์มีช่องทางจำหน่ายผักผักไฮโดรโปนิกผักปลอดภัยและผักสวนครัวผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ สร้างงานสร้างรายได้ให้สมาชิกเกษตรกรในชุมชนไม่น้อยกว่า 15 ราย มีรายได้วันละไม่ต่ำกว่า 300-500 บาท ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ในจ.ตราด สนใจสินค้าประเภทข้าว ผักสด นมพร้อมดื่ม และสินค้าอาหารทะเลแปรรูป 

“การร่วมมือและผนึกกำลังของสมาชิกสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาและต่อรองทางการค้า รวมถึงการมีสินค้าที่หลากหลาย มีคุณภาพก็จะเป็นแรงจูงใจให้กับผู้บริโภค เข้ามาจับจ่ายในสหกรณ์นั้นๆ ซึ่งมองว่าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ของจังหวัดตราด มีความเข้มแข็ง มีสินค้าขายส่งที่หลากหลาย หากเพิ่มผักสดและผลไม้เข้ามาจำหน่ายในร้านสหกรณ์จะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์เพิ่มขึ้น”รมช.เกษตรฯกล่าว

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครสหกรณ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการและพร้อมพัฒนาร้านค้าของสหกรณ์ให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์  มีสหกรณ์สนใจสมัคร 88 แห่งใน 41 จังหวัด จากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแผนพัฒนาความรู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ปรับตัวรองรับการเข้าสู่ยุค New Normal ผ่านระบบอบรมทางไกล รวมถึงจะคัดเลือกซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ 10 แห่ง ในกรุงเทพฯและปริมณฑลและภาคต่างๆ เป็นต้นแบบให้ร้านค้าสหกรณ์อื่นเป็นแนวทางพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบ
ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์บริการแก่ประชาชนในอย่างทั่วถึงต่อไป