ดัน‘สุราษฎร์โมเดล’แก้ปัญหาปาล์ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501038

x

ดัน‘สุราษฎร์โมเดล’แก้ปัญหาปาล์ม

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กปน.)ถึงการร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งชาติ เพื่อติดตามตรวจเยี่ยมการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันที่จ.สุราษฎร์ธานีว่า ปีนี้สศก.คาดว่าผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านตัน ปัจจุบันแหล่งผลิตปาล์ม 5 จังหวัดภาคใต้ คือ ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงา นับว่ามีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 75 จาก 5.6 ล้านไร่ทั้งประเทศ

สำหรับจ.สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 1 ของประเทศ มีแนวทางคณะกรรมการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันคุณภาพจ.สุราษฎร์ธานีอย่างยั่งยืน หรือสุราษฎร์โมเดล อาทิ เกษตรกรชาวสวนปาล์มและผู้เก็บเกี่ยวต้องจัดการสวนปาล์มโดยเก็บเกี่ยวปาล์มสุกเท่านั้น (ลูกร่วง 3-5 ลูก) และผู้เก็บเกี่ยวโดยเฉพาะผู้เก็บเกี่ยวอิสระต้องขึ้นทะเบียน และผ่านการประชุมอบรมมีใบรับรองการเก็บเกี่ยวปาล์มที่ถูกต้อง กลุ่มลานเทให้ขึ้นทะเบียนลานเทเพื่อควบคุมลานเทที่รับซื้อปาล์ม และกำหนดข้อบังคับ เช่น ห้ามแยกลูกร่วง ห้ามรดน้ำ ห้ามมีตะแกรงร่อน และไม่บ่มปาล์ม รวมถึงให้ลานเทมีสิทธิ์คัดและยึดปาล์มดิบ และกลุ่มโรงงาน โดยต้องซื้อตามเกณฑ์ที่กำหนดในอัตราน้ำมันขั้นต่ำ 18% ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องดำเนินการตามข้อกำหนดซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีมาตรการและบทลงโทษที่เคร่งครัด

โอกาสนี้ พล.อ.ประวิตรมอบนโยบายแก่ผู้แทนหน่วยงานส่วนกลางและคณะทำงานขับเคลื่อนฯ ระดับจังหวัด ณ ห้องประชุมธูปเตมีย์บน.7 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งในการประชุม กนป. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมากนป.เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานเพื่อใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนระดับจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มใน 5 จังหวัดภาคใต้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นประธานคณะทำงาน บูรณาการกำกับควบคุมคุณภาพผลผลิต กำกับราคาปาล์มน้ำมันที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร และมีพล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประธานอนุกรรมการ เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัด และใช้แนวทางของสุราษฎร์โมเดลเป็นต้นแบบ ขับเคลื่อนผ่านชุดปฏิบัติงานรับผิดชอบงานแต่ละด้านให้สอดคล้องกับสภาพการณ์แต่ละท้องที่ ซึ่งเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะหัวหน้าทีมจังหวัด สรุปผลปฏิบัติงานทุกสัปดาห์ให้ประธานอนุกรรมการ และรายงานความก้าวหน้าพร้อมข้อเสนอแนะให้ทราบทุกเดือน โดยยึดหลักการดำเนินการ 5 ด้าน ดังนี้ 1.ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีมบูรณาการสั่งการด้วยตนเอง 2.ให้สร้างการรับรู้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ปลูกฝังตัดปาล์มที่สุกเต็มที่ 3.กวดขันกำกับให้รับซื้อผลปาล์มที่ได้เกณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตรทะลายปาล์มน้ำมัน ตามราคาที่เป็นไปตามโครงสร้างราคาที่กรมการค้าภายในจัดทำขึ้น 4.กำกับให้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันในพื้นที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม อัตราน้ำมัน 18% และ5.กวดขันไม่ให้ลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มโดยผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ราคาปาล์มปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่าราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลละ 3.11 บาท โดยต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 9,000 บาท/ไร่ ให้ผลผลิตไร่ละ 3 ตัน อย่างไรก็ตาม ระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาปาล์มน้ำมันเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 3.09 – 3.22 ในขณะที่มีปาล์มออกสู่ตลาดมากกว่า 1.9 ล้านตันในเดือนเมษายน และ 1.6 ล้านตันในเดือนพฤษภาคมตามลำดับ ซึ่งมติ กนป. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนเห็นชอบให้กระทรวงพลังงาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งจัดซื้อ
น้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลือ 37,550 ตัน รวมทั้งเร่งส่งเสริมใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ตลอดจนรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์และสถานีบริการ เพื่อให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบรองรับปริมาณผลปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้ เชื่อมั่นว่าราคาปาล์มจะสูงขึ้นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท

ส่องเกษตร : จิตสำนึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501039

ส่องเกษตร : จิตสำนึก

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญคือ พันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืช หรือ พันธุ์สัตว์ หากได้พันธุ์ดีในการทำการเกษตรก็สามารถรับประกันเป็นขั้นต้นว่า มีโอกาสประสบความสำเร็จในอาชีพการเกษตรสูง และในทางกลับกัน หากได้พันธุ์ที่ไม่ดี ยิ่งอายุในการให้ผลผลิตของพืชหรือสัตว์ยาวนาน ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้กับเกษตรกรผู้ที่ใช้พันธุ์ดังกล่าว หมดโอกาสในการเปลี่ยนแปลง และอาจรุนแรงถึงขั้นต้องออกไปจากอาชีพการเกษตร หรือแม้ว่าอายุของพืชหรือสัตว์ที่จะให้ผลผลิตนั้นไม่ยาวนาน แต่ด้วยข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมดินฟ้าอากาศทำให้สามารถทำการผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ความเสียหายก็ไม่ต่างกัน ดังนั้น เกษตรกรมืออาชีพจึงให้ความสำคัญต่อการคัดเลือกและเลือกใช้พันธุ์ดีในการเพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยงเสมอผู้นำเกษตรกรบางรายถึงกับเอ่ยปากว่า ความยากจนของเกษตรกรบางส่วนมีปัจจัยมาจากการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพันธุ์ดีได้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนของพันธุ์ดีที่มีราคาสูง หรือมีจำนวนน้อยจนหาได้ยากก็ตาม

พันธุ์ดี ในความหมายของเกษตรกรแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน แต่โดยหลักแล้ว จะต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรค-แมลง และอาจมีคุณสมบัติเฉพาะตามความต้องการของตลาด จึงมีโอกาสที่เกษตรกรจะถูกหลอกลวงให้ใช้พันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงตามพันธุ์ได้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้พูดคุยกับประธาน ศพก. หรือ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และประธานแปลงใหญ่ข้าว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลายราย ทั้งสองกลุ่มให้ข้อมูลตรงกันว่า สำหรับปีการผลิตนี้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร เนื่องจากมีการปลูกข้าวไปแล้วเมื่อต้นฤดู แต่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้องไถทิ้งเพื่อปลูกใหม่ เป็นเหตุให้สูญเสียเมล็ดพันธุ์ไปในรอบแรก อันที่จริงแล้วก็มีการเตือนกันตลอดว่าอย่าเพิ่งรีบปลูกให้รอฝนก่อน แต่ก็เตือนกันได้บ้างไม่ได้บ้าง พอฝนชุดใหญ่มา จำเป็นต้องไปหาเมล็ดพันธุ์ชุดใหม่มาปลูกแทนเมล็ดพันธุ์ชุดเดิมที่ไถกลบไป รอบนี้เมล็ดพันธุ์คุณภาพจึงหายากมากขึ้นไปอีก สบโอกาสที่ฝ่ายนโยบายจะสร้างความชอบธรรมในการให้หน่วยงานของรัฐจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจ่ายแจกให้เกษตรกรที่ขาดแคลนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยอาจไม่เข้าใจว่า เมล็ดพันธุ์ กับ เมล็ดปกติ มันไม่เหมือนกัน

ปัญหาที่ตามมาในเวลานี้คือ คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หน่วยงานของรัฐจัดหามาให้เกษตรกร ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ การตรวจรับ-ส่งมอบ คุณภาพคงผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่เมื่อเมล็ดพันธุ์ชุดนั้นไปถึงมือเกษตรกร ปรากฏว่า ไม่เป็นไปตามนั้น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรได้รับ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีสิ่งเจือปนเกินมาตรฐาน มีการพบข้าวปนเป็นจำนวนมากกว่าที่จะยอมรับได้ เกษตรกรกลุ่มนี้ไม่ใช่เกษตรกรที่ไม่รู้เรื่องมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว ไม่ใช่กลุ่มที่เห็นว่าเป็นของฟรีก็รับมา เกษตรกรกลุ่มนี้จึงปฏิเสธที่จะรับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หน่วยงานของรัฐนำมาแจกจ่ายตามโครงการของฝ่ายนโยบาย เพราะเล็งเห็นความล้มเหลวในอาชีพหากจะต้องนำเมล็ดพันธุ์ชุดนี้ไปเพาะปลูก

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้เชื่อมระหว่างฝ่ายนโยบายและเกษตรกร การยืนหยัดในความถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ บางทีความถูกต้องอาจไม่ถูกใจ แต่สามารถให้ความสง่างามต่อการเป็นข้าราชการยังคงอยู่ อย่าถึงกับให้เกษตรกรปฏิเสธการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องอื่นๆ อีกเลย

วิธีการคิดและทำโครงการแบบนี้ของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ไร้จิตสำนึกความเป็นข้าราชการที่ดีหายไปนาน ผมไม่คาดคิดว่าจะกลับมาได้อีกในยุคนี้ แต่ผมก็ดีใจที่ยังมีเกษตรกรที่รู้ทันไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนเหล่านี้ สังคมจะดีเราต้องช่วยกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส.ป.ก.ไฟเขียวงบพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานพื้นที่คทช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500835

x

ส.ป.ก.ไฟเขียวงบพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานพื้นที่คทช.

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุขเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 4/2563 ซึ่งที่ประชุมอนุมัติโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในแปลงเกษตรกรรมในพื้นที่ คทช. ที่ประชุมอกก.คง. อนุมัติเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นงบประมาณสนับสนุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นภายในแปลงเกษตรกรรมที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๖/๒๕๕๙ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกร และผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ประกอบไปด้วย 1.โครงการก่อสร้าง ปรับปรุง ถนนสายหลักผิวจราจรหินคลุกในแปลงเกษตรกรรมสายที่ 2 แปลงที่ดินเลขที่ No. 83 ตำบลหงษ์เจริญอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จำนวน 1 สาย ระยะทางรวม 1.815 กิโลเมตร วงเงิน 1,844,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในการเดินทางเข้า-ออกแปลงเกษตรกรรมกับที่อยู่อาศัยและการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกไปจำหน่าย 2.โครงการขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าประปาบาดาลและหอถังสูง ชุมชนที่ 5 โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี วงเงิน 77,294.29 บาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายเตรียมความพร้อมของแหล่งน้ำในพื้นที่ให้มีเพียงพออุปโภค-บริโภคและการเกษตรกรรม เพื่อรองรับเกษตรกรจากพื้นที่ทุ่งแฝกและพื้นที่วนอุทยานห้วยคตที่กำลังจะย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเกษตรกรรมในพื้นที่ คทช.ระบำ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติ “โครงการหนึ่งชุมชน หนึ่งแหล่งน้ำ” ในเขตปฏิรูปที่ดิน (งานแหล่งน้ำผิวดิน) ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ 2 แห่ง วงเงินรวม 7,052,000 บาท ได้แก่ (1) งานขุดลอกหนองบ้านสามหนอง หมู่ที่ 4 ตำบลบัวตูม อำเภอโซ่พิสัย และ (2) งานขุดลอกหนองขวางใหญ่
บ้านท่าศรีชมชื่น หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหัวช้าง อำเภอพรเจริญ เมื่อขุดลอกแล้วเสร็จจะได้ปริมาตรน้ำ 150,400 ลูกบาศก์เมตร และมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 696 ครัวเรือน รวมถึงโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอีก 32 โครงการใน 17 จังหวัด รวมเป็นเงิน 45,273,000 บาท โดยจะมีพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการนี้ทั้งสิ้น 6,696 ไร่ หรือ 594 แปลง ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งให้มีเพียงพอสำหรับใช้อุปโภค-บริโภคและภาคการเกษตร ตลอดจนเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และเพียงพอยังชีพตลอดทั้งปีอีกด้วย ทั้งนี้ หลังอนุมัติ ส.ป.ก.จะเร่งดำเนินการโครงการต่างๆ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับที่ดินทำกินมีความสะดวกในการเข้าไปประกอบอาชีพเกษตรกรรม และสามารถเดินทางเข้าทำประโยชน์ในแปลงที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำภายในชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ ให้อยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข ในพื้นที่ ส.ป.ก. ตลอดไป

ผู้สมัครกก.สหกรณ์ออมทรัพย์ฯเรียกร้อง ปรับวิธีเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500836

x

ผู้สมัครกก.สหกรณ์ออมทรัพย์ฯเรียกร้อง ปรับวิธีเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสามัคคี เดชกล้า หัวหน้าทีมกลุ่มอภิวัฒน์สหกรณ์ ในฐานะกลุ่มผู้สมัครรับเลือกตั้งกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2563 กล่าวว่า ตามที่กำหนดให้มีการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563 และเลือกตั้งกรรมชุดใหม่ขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 นั้น เนื่องจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 มีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสหลายประการ และการได้มาของคณะกรรมการเลือกตั้งที่ขาดความสง่างามและขาดการมีส่วนร่วมของทุกเขตพื้นที่ ในส่วนการเลือกตั้งก็ยังไม่มีเอกสารหลักฐานสอบทาน หรือตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนที่ได้ ดังนั้น ทางกลุ่มอภิวัฒน์สหกรณ์ซึ่งประกอบด้วยผู้สมัครอีก 8 คน คือ1.นายสามัคคี เดชกล้า 2.นายชัยยุทธ์มาศสุพงศ์ 3.นายพรศักดิ์ คุณวุฒิมโนธรรม 4.นายสุรศักดิ์ วาดเขียน 5.นาวาเอกธิติ นาวานุเคราะห์6.นายชวลิต ขาวปลอด 7.นางสาวศศิมาศพรรณรัตน์ และ 8.นายวิษณุกร อ่อนประสงค์ จึงได้ทำจดหมายเปิดผนึกขอเสนอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. ปี 2563 ต่อประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อขอให้แก้ไขใน 4 ข้อดังนี้ 1.การได้มาของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการการการเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. ควรใช้บุคลากรจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. ยกเว้น ประธานการเลือกตั้งให้เลือกจากที่ประชุมใหญ่ฯ 2.วิธีเลือกตั้งเนื่องจากในปี 2562 ชสอ.ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ยังไม่โปร่งใสเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีการพิมพ์สลิปหมายเลขผู้สมัครในเขตต่างๆ ที่สมาชิกแต่ละคนลงคะแนน และสลิปผลคะแนนรวมของผู้สมัครทุกรายออกมาแสดงเป็นหลักฐาน เพื่อให้สอบทานคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับ จึงขอเสนอให้พิมพ์สลิปจากเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ทุกครั้งที่มีการลงคะแนนแสดงเป็นหลักฐาน และมีการเซ็นชื่อกำกับแล้วนำไปใส่กล่องไว้ เพื่อสอบทาน

นอกจากนั้น ต้องพิมพ์สลิปคะแนนรวมพร้อมเซ็นชื่อกำกับต่อหน้าสักขีพยานก่อนรายงานผลคะแนนรวมของผู้สมัครทุกรายออกมาแสดงเป็นหลักฐาน เพื่อสร้างความโปร่งใส และความบริสุทธิ์ ยุติธรรม 3.ในปี 2562 ช่วงของการประมวลผลจากเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้แทนสหกรณ์สมาชิก ถึงความไม่โปร่งใส ความไม่บริสุทธิ์และความไม่ยุติธรรม เนื่องจากมีการปิดประตูห้อง และนำแผงเหล็กมากั้นพร้อมมีเจ้าหน้าที่มายืนขวางไม่อนุญาตให้ผู้สมัครหรือผู้แทนเข้าสังเกตการณ์การประมวลผลคะแนนของผู้สมัคร

ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสในช่วงประมวลผลขอเสนอว่าช่วงการประมวลผลต้องเปิดเผย และมีผู้แทนของผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นสักขีพยานด้วย และ 4.จัดให้ผู้สมัครทุกท่านเท่านั้นได้นำเสนอนโยบายให้ผู้แทนและผู้สังเกตการณ์ของสหกรณ์สมาชิกได้รับทราบข้อมูลได้อย่างทั่วถึงก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500839

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง  เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการเจ้าหน้าที่คุมเข้มปราบโรคใบด่างมันสำปะหลังก่อนเข้าฤดูปลูก พร้อมให้ลงพื้นที่ย้ำเกษตรกร ไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคซ้ำเด็ดขาด เฝ้าระวัง และหมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ พร้อมแนะนำให้เกษตรกรใช้พันธุ์ที่ทนต่อโรค เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ควบคู่กับการใช้เทคนิคขยายพันธุ์แบบเร่งรัด X20

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อติดตามสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง และติดตามการขับเคลื่อนงานนโยบายอื่นๆ ว่าการขับเคลื่อนการปราบใบด่างมันสำปะหลัง วางไว้ 4 แนวทาง สำรวจชี้เป้า ทำลาย และชดเชย ซึ่งจะต้องทำ โดยรัดกุม พร้อมทั้งปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด และการทำลาย จะต้องถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ได้แก่ 1. วิธีฝังกลบ โดยฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และต้นข้างเคียงโดยรอบ ในหลุมที่ลึกไม่น้อยกว่า 50 ซม. ราดด้วยสารกำจัดวัชพืช อะมีทรีน 80% WG ซัลเฟนทราโซน 48% SC ไดยูรอน 80% WP อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน 2. วิธีใส่ถุง/กระสอบ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคตัดเป็นท่อนใส่ถุง / กระสอบมัดปากให้แน่นแล้วนำไปตากแดดไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือจนกว่าต้นมันสำปะหลังจะตาย 3.วิธีบดสับ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคเข้าเครื่องบดป่นหรือเครื่องสับย่อย โดยปูพลาสติกรองพื้นให้เศษต้นที่ถูกทำลายอยู่บนพลาสติก แล้วคลุมกองด้วยพลาสติกตากแดดให้ต้นมันสำปะหลังแห้งตาย ปัจจุบัน สามารถทำลายพื้นที่ที่พบการระบาดได้กว่า 24,700 ไร่ (ข้อมูล ณวันที่ 10 มิ.ย. 2563) ใน 7 จังหวัด ได้แก่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ อุบลราชธานี พร้อมยังคุมเข้มอีก 53 จังหวัด ที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังแนะให้เกษตรกรใช้พันธุ์ที่ทนต่อโรค เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ควบคู่กับการใช้เทคนิคการขยายพันธุ์มันสำปะหลังแบบเร่งรัด (X20) พร้อม เผย 8 ขั้นตอน ให้เกษตรกรสามารถใช้เทคนิคขยายพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค แบบเร่งรัด x20 ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกมันสำปะหลัง พันธุ์ที่ทนต่อโรคใบด่าง เช่น KU 50 ขั้นตอนที่ 2ใช้เลื่อย หรือ มีดคมๆ ตัดให้เป็นท่อนๆ โดยต้องไม่ให้ตาฉีก แต่ละท่อน 6-8 ซม. หรือ มีตาอย่างน้อย 2-3 ตา ขั้นตอนที่ 3นำท่อนพันธุ์แช่สารป้องกันกำจัดแมลง และสารป้องกันกำจัดเชื้อราแมนโคเซ็บขั้นตอนที่ 4 ผสมวัสดุปลูก ได้แก่ แกลบ ขุยมะพร้าว ปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตราส่วน1 ต่อ 1 ต่อ 1 รดน้ำให้พอชื้นๆ ใส่วัสดุปลูกในถุงดำ ขนาด 3×7 นิ้ว หรือ ใช้ถาดหลุมขนาด 32 หลุม ลึก 11 ซม.ขั้นตอนที่ 5 นำท่อนพันธุ์มาปักชำในถุง ให้ลึกประมาณ 1 ใน 3 ของท่อนพันธุ์ โดยให้มีตาอย่างน้อย 1 ตา อยู่ใต้ดิน และ 1 ตา อยู่เหนือดิน ขั้นตอนที่ 6 เมื่อครบ3 สัปดาห์ ให้ตรวจสอบดูว่ามีรากเพียงพอที่จะออกปลูก ให้นำถุงออกมาวางกลางแดดเพื่อให้ต้นปรับตัวเข้ากับสภาพกลางแจ้ง ขั้นตอนที่ 7 ครบ 4 สัปดาห์ ก่อนนำลงแปลงปลูก ให้ตัดแต่งใบล่างออก เพื่อลดการคายน้ำ นำถุงหรือถาดที่มีต้นกล้าออกมาวางแช่น้ำจนวัสดุปลูกอิ่มน้ำ ขั้นตอนสุดท้าย นำท่อนพันธุ์ลงแปลงปลูก หมั่นรดน้ำสม่ำเสมอ

“ฝากย้ำเกษตรกร ให้หมั่นสำรวจแปลง และไม่ใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำ เด็ดขาด สำหรับโรคใบด่างมันสำปะหลัง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญ หากระบาดรุนแรงอาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ปศุสัตว์ชูหลัก‘สวัสดิภาพสัตว์’ เปิดรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ไม่ใช้กรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500837

x

ปศุสัตว์ชูหลัก‘สวัสดิภาพสัตว์’ เปิดรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ไม่ใช้กรง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มไก่ไข่ เตรียมเปิดขอบข่ายการรับรองใหม่สำหรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงไก่ไข่ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่สนใจหลักสวัสดิภาพสัตว์ (AnimalWelfare) ภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะเป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแลการเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศ พร้อมเปิดขอบข่ายการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ที่เป็นการต่อยอดจากมาตรฐานฟาร์ม (GAP) สำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ทางเลือกสำหรับผู้บริโภค โดยไข่ไก่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ใช้กรงหรือ Cage free egg นั้น เน้นการผลิตโดยคำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เลี้ยงไก่ไข่ในแบบนอกกรง ทำให้ไก่คุ้ยเขี่ย ไซร้ขนทำความสะอาดร่างกายและเกาะคอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้ไก่ไข่อยู่สบาย ลดความเครียด มีสุขภาพแข็งแรง ลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีอื่นในฟาร์ม จึงเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่คำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์ นอกจากนี้ การรับรองการผลิตไข่ไก่ cage free ดังกล่าวยังเป็นการริเริ่มยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในอนาคต เนื่องจากข้อมูลการบริโภคไข่ไก่ในตลาดกลุ่มสหภาพยุโรป พบว่าผู้บริโภคให้ความสนใจไข่ไก่จากระบบcage free โดยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2560 และขณะนี้หลายประเทศในสหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ฯลฯ สนับสนุนให้เลี้ยงแม่ไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง จึงมีแนวโน้มความต้องการไข่ไก่ cage free จะเพิ่มสูงขึ้นอีก

สำหรับในประเทศไทยในปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการบางราย เช่น เทสโก้ โลตัส หรือผู้นำร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแมคโดนัลล์ เป็นรายแรกๆ ที่สนใจใช้ไข่ไก่ cage free โดยประกาศว่าในอนาคตสินค้าไข่ไก่ทุกฟองที่จำหน่ายหรือใช้เป็นวัตถุดิบจะต้องมาจากฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการฟาร์มไก่ไข่ของเครือบริษัทต่างๆ รวมถึงเกษตรกรรายย่อย สนใจปรับการเลี้ยงให้เข้าสู่มาตรฐานนี้แล้วหลายราย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถขอข้อมูลการรับรองได้ที่กลุ่มรับรองด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 3133 ทั้งนี้ หากผู้บริโภคสนใจเลือกซื้อไข่ไก่ Cage Free ได้ตามสถานที่จำหน่ายไข่ไก่ในห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่จำหน่ายไข่สดปศุสัตว์OK เพื่อให้มั่นใจว่า ไข่ไก่ทุกฟองมีมาตรฐานความปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้

ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล-กษ. ประกันรายได้-เยียวยาลดผลกระทบโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500674

ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล-กษ.  ประกันรายได้-เยียวยาลดผลกระทบโควิด

ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล-กษ. ประกันรายได้-เยียวยาลดผลกระทบโควิด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาสงครามการค้าจีนและสหรัฐ ตลอดจนปัญหาภัยแล้งและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อตลาดยางพาราทั่วโลก และรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศไทย รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯจึงดำเนินมาตรการและโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการเยียวยาเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย ระหว่างปี 2562 – 2563 เป็นวงเงินกว่า 8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งมาตรการอื่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น

นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากผลกระทบการค้า
และวิกฤติโควิด-19 ทำให้ชาวสวนยางเดือดร้อนกระทรวงเกษตรฯมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อน ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้จากการขายยางเท่ากับราคาประกันรายได้ เพียงพอดำรงชีวิตของครอบครัว โดยประกันรายได้ยางแผ่นดิบ 60 บาท น้ำยางสด 57 บาท ยางก้อนถ้วย (DRC50%) 23 บาท ประกันรายได้ 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงมีนาคม 2563 เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อน 12 สิงหาคม 2562 จำนวน 1,711,252 ราย ในพื้นที่เปิดกรีด 17,201,390 ไร่ รวมเป็นเงิน26,626,526,863 ล้านบาท

“ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล และรมว.เกษตรฯที่ดูแลใส่ใจชาวสวนยางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนกรีดยาง และชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ผู้ด้อยโอกาสที่สุดให้ได้รับเงินเยียวยา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวยามวิกฤติ โดยเฉพาะชาวสวนยางบัตรสีชมพู 300,000 ราย สามารถเข้าร่วมโครงการได้ สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 ซึ่งกำลังเข้าสู่การขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า งบประมาณ 31,000 ล้าน มีชาวสวนยางขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทยภายใน 15 พฤษภาคม 2563 เข้าร่วมโครงการ 1,834,087 ราย ในพื้นที่เปิดกรีด 18,286,186 ไร่ โดยเริ่มโครงการเดือนสิงหาคม ถึง ธันวาคม 2563” เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 อนุมัติกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมคือ กลุ่มเกษตรกรที่ด้อยโอกาสและยังเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกร 137,093 ราย เป็นชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่มีทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย 66,960 ราย และเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรอีก 70,133 ราย ดังนั้น เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทย 1,817,723 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ 1,478,463 ราย และที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 339,260 ราย ได้รับการเยียวยาจากผลกระทบโควิด-19 ในครั้งนี้ถ้วนหน้า

เตือนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500673

x

เตือนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ส่งสัญญาณเข้าฤดูกาลปลูกมะเขือเทศรอบใหม่ ยังต้องเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศหลุดเข้าไทย ย้ำหากพบเสียหายหนักทั้งภาคเกษตร พร้อมสยบข่าวตั๊กแตนทะเลทรายเบรกเข้าไทย ยันอากาศร้อนชื้นไม่เหมาะขยายพันธุ์

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ช่วงเดือนมิถุนายน เข้าสู่ฤดูปลูกมะเขือเทศรอบใหม่ จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกร โรงเรือนผลิตกล้ามะเขือเทศ และจุดรวบรวมผลผลิตและตลาดให้ติดตามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจ.ตาก เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน พื้นที่ปลูกมะเขือเทศสำคัญของไทยที่เสี่ยงระบาดต้องเฝ้าระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ล่าสุดได้รับรายงานการระบาดของศัตรูพืชร้ายแรงชนิดนี้ในประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่การระบาดดังกล่าวอยู่ใกล้ชายแดนประเทศไทยมากขึ้น ดังนั้น สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชจึงได้นำกับดักฟีโรโมนไปติดตั้งไว้บริเวณช่องทางผ่านชายแดนด่านตรวจพืช 48 แห่งของกรมวิชาการเกษตร พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชได้เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันศัตรูพืชชนิดนี้ติดปนเปื้อนเข้ามา

แม้ขณะนี้ยังไม่พบรายงานการแพร่ระบาดของศัตรูพืชต่างแดนชนิดนี้ในประเทศไทยก็ตาม แต่ขอย้ำเตือนให้แหล่งปลูกมะเขือเทศของไทยที่ผลิตเพื่อบริโภคสด และส่งเข้าโรงงานในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แหล่งผลิตเพื่อ
ทำเมล็ดพันธุ์ใช้ในประเทศและส่งออก ร่วมกันเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพราะหากพบเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศจะส่งผลกระทบให้ปริมาณผลผลิตลดลง หรือหากระบาดมากจะทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% และส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงงานผลิตซอสมะเขือเทศ อาจต้องนำเข้าผลมะเขือเทศ รวมทั้งยังทำให้เกิดผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเป็นศัตรูพืชกักกันของไทยและอีกหลายประเทศ หากเกิดระบาดจะส่งผลให้การเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าประสบปัญหามากขึ้น

ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกล่าวต่อว่า สำหรับศัตรูพืชร้ายแรงระดับโลกอีกชนิดหนึ่งที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศนั้น นับตั้งแต่ FAO แจ้งข้อมูลระบาดของตั๊กแตนทะเลทราย กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานทำหน้าที่องค์กรอารักขาพืชแห่งชาติของไทยได้ประสานสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโรมและผู้เชี่ยวชาญด้านตั๊กแตนทะเลทรายของ FAO อย่างใกล้ชิดมาตลอด ซึ่งได้รับคำยืนยันว่าโอกาสที่ตั๊กแตนจะแพร่ระบาดเข้ามาถึงประเทศไทยมีน้อยมาก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นไม่เหมาะสมดำรงชีวิตและขยายพันธุ์ของแมลงชนิดนี้ ซึ่งชอบสภาพอากาศแห้งแล้งแบบทะเลทราย รวมทั้งกระแสลมตะวันออกจะพัดพาตั๊กแตนให้บินไปทิศตะวันตกมากกว่ามาถึงไทย โดยสถานการณ์ล่าสุด FAO รายงานว่าตั๊กแตนทะเลทรายแพร่ระบาดในรัฐราชสถานซึ่งอยู่ตอนเหนือของอินเดีย และเป็นกลุ่มตั๊กแตนทะเลทรายที่มาจากอิหร่านและปากีสถาน นอกจากนี้ FAO พยากรณ์ว่าตั๊กแตนที่ระบาดในภาคเหนือ มีแนวโน้มระบาดในเขตภาคตะวันออกและตะวันตกของอินเดียต้นเดือนกรกฎาคม ก่อนกลับไปวางไข่ในรัฐราชสถาน ช่วงเริ่มเข้าฤดูมรสุม

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับคำยืนยันจาก FAO ว่าโอกาสที่ตั๊กแตนทะเลทรายจะแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยมีน้อยมาก แต่เพื่อเฝ้าระวังแมลงศัตรูพืชชนิดนี้ไม่ให้เข้ามาระบาดทำความเสียหายผลผลิตทางการเกษตรของไทย กรมวิชาการเกษตร
จัดทำมาตรการเฝ้าระวังและสำรวจเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันแพร่ระบาดในประเทศไทยล่วงหน้าครอบคลุมทุกด้านแล้ว

เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพิ่มมูลค่า ผลิตเสาหลักนำทาง-ที่ครอบกำแพงคอนกรีตบนถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500671

เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพิ่มมูลค่า  ผลิตเสาหลักนำทาง-ที่ครอบกำแพงคอนกรีตบนถนน

เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพิ่มมูลค่า ผลิตเสาหลักนำทาง-ที่ครอบกำแพงคอนกรีตบนถนน

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบาย
ส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรฯจึงทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อผลักดันให้สถาบันเกษตรกรเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยนำยางพารามาแปรรูปเป็นวัสดุด้านการจราจรและเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ได้แก่ แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) สำหรับนำไปใช้ในกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งกระทรวงคมนาคมร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและความปลอดภัยทางท้องถนนที่ผลิตจากยางพารา และได้ทดสอบการชนและการกระแทกจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แล้วว่า วัสดุที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ชาวสวนยางพาราด้วย เนื่องจากโครงการนี้ได้กำหนดให้หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมรับซื้อผลิตภัณฑ์ยางพาราจากสถาบันเกษตรกรโดยตรง เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะช่วยเหลือด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต และวางแผนการผลิตวัสดุด้านการจราจรทั้งสองชนิดให้ได้ตามปริมาณและมาตรฐานที่กระทรวงคมนาคมกำหนด

“ปี 2563-2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี โดยแบ่งเป็น เสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร และปี 2563 กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรก 289,635 ต้น ซึ่งส่วนผสมของวัสดุด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนนจะใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบถึง 70% คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าสหกรณ์ชาวสวนยางนั้นมีศักยภาพและพร้อมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้ใช้ยางพาราในภาครัฐของรัฐบาลครั้งนี้ และขอให้สหกรณ์รับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาด ราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐบาลและมีรายได้เพิ่มขึ้น” รมว.เกษตรฯกล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา เบื้องต้นกรมฯสำรวจสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง 10 แห่ง และแผ่นยางหุ้มแบริเออร์ 7 แห่ง จากการคำนวณต้นทุนการผลิตวัสดุทั้งสองชนิด จะมีส่วนเหลือที่เป็นกำไรพอสมควร และขอให้สหกรณ์ปันผลกำไรที่ได้จากโครงการนี้ลงไปถึงตัวสมาชิก ขณะนี้ต้องรอให้มีการแก้กฎกระทรวง เพื่อเปิดให้ส่วนราชการซื้อตรงจากสหกรณ์ได้ เมื่อกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงแล้วจะเสนอครม.อนุมัติงบประมาณ จากนั้นจะถ่ายทอดความรู้การผลิตเสาหลักนำทางและแท่งแบริเออร์จากยางพาราให้สหกรณ์ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการชุดแรก ทั้งเรื่องกระบวนการผลิตและมาตรฐานต่างๆ ส่วนสหกรณ์ใดที่ยังไม่พร้อมผลิตเองขณะนี้ ให้มาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อป้อนวัตถุดิบน้ำยางข้นให้สหกรณ์ผู้ผลิต ซึ่งกรมฯจะประสานเชื่อมโยงระบบสหกรณ์เข้าหากันเนื่องจากโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์ชาวสวนยางโดยตรง ขอให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือกันเพื่อดูแลความเป็นอยู่ให้เกษตรกรชาวสวนยาง

ปัจจุบันสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารามี 661 แห่ง ในพื้นที่ 56 จังหวัด มีสมาชิกสหกรณ์ที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา 355,181 ราย มีสมาชิกในครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 1.42 ล้านราย พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ ปีการผลิต 2562/63 สหกรณ์รวบรวมน้ำยางได้ประมาณ 475,058 ตัน มูลค่า 16,998 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57 จากผลผลิตทั้งหมดของสมาชิก

ชายคาพระพิรุณ : 22 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500670

ชายคาพระพิรุณ : 22 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคโควิด-19 รับเงินเยียวยารายละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังพบว่ามีเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว เนื่องจากทาง ธ.ก.ส.โอนเงินเยียวยาไม่ได้จำนวน 1.6 แสนราย เพราะไม่พบบัญชีและบัญชีไม่ถูกต้อง ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการโอนเงิน 1.4 แสนราย

อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการ ที่ได้รับข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2563 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์แล้ว จำนวน 7.59 ล้านราย เป็นเกษตรกรกลุ่มที่ 1 (2 ชุด) จำนวน 6,763,995 ราย กลุ่มที่ 2 (ชุดที่ 1) จำนวน 828,711 ราย ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้โอนเงินให้เกษตรกรในเดือนพฤษภาคม จำนวน 7,145,330 ราย เป็นเงินจำนวน 35,726.65 ล้านบาท เดือนมิถุนายน จำนวน 1,999,968 ราย เป็นเงินจำนวน 9,999.84 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ (รอแจ้งเพิ่มเติม) จำนวน 0.47 ล้านราย (ประกอบด้วย กลุ่มที่ 2 (ชุดที่ 2) จำนวน 0.16 ล้านราย, กลุ่มที่ 3 จำนวน 0.12 ล้านราย และจากการอุทธรณ์ประมาณ 0.19 ล้านราย) ในส่วนของการโอนเงินของ ธ.ก.ส. ที่ยังไม่สามารถโอนเงินได้นั้นมีรายละเอียดดังนี้คือ1. ต้องตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกจำนวน 132,905 ราย 2.การโอนเงินไม่สำเร็จเนื่องจาก ไม่พบบัญชี/บัญชีไม่ถูกต้อง จำนวน 165,769 ราย และ 3.อยู่ระหว่างขั้นตอนการโอนเงิน จำนวน 148,702ราย ทั้งนี้ สศก. ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรที่พบผิดพลาดให้กับทั้ง 7 หน่วยงาน เพื่อนำไปตรวจสอบความถูกต้องประชาสัมพันธ์กับเกษตรกรในความดูแลให้มาดำเนินการแจ้งหมายเลขบัญชีแล้ว

นอกจากนี้ นายอนันต์ ยังได้แจ้งอีกว่า ครม. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2563 และครั้งที่ 6/2563 โดยอนุมัติให้ สศก. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรภายใต้โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้รวมถึงเกษตรกรที่ด้อยโอกาสและยังไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร จำนวน 137,093 ราย เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบวงเงินและจำนวนเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย รวมไม่เกิน 10 ล้านราย ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563 และเห็นชอบขยายระยะเวลาการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมทั้งมอบหมายให้ สศก. ดำเนินการลงทะเบียนเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 จำนวนประมาณ 120,000 ราย และเร่งตรวจสอบความซ้ำซ้อนกับผู้ที่ได้รับสวัสดิการผ่านระบบข้าราชการของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้ง มาตรการอื่นๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามมติคณะกรรมการ ให้แล้วเสร็จก่อนเสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป…ขุนเกษตรา จึงนำคำชี้แจงของปลัดกระทรวงเกษตรฯ มารายงานความก้าวหน้าให้ทราบ ส่วนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ได้รับเงินเยียวยาแล้ว ก็สามารถตรวจสอบช่องทางการโอนเงินได้ที่ https://agri.baac.or.th/ ได้นะครับ

ขุนเกษตรา