ส่งออกสินค้าเกษตรไทยไตรมาสแรกพุ่งได้ดุล3.7หมื่นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500059

x

ส่งออกสินค้าเกษตรไทยไตรมาสแรกพุ่งได้ดุล3.7หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของไทยกับภูมิภาคอาเซียนช่วง 3 เดือนแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2563 พบว่า ไทยมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรรวม 113,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.10 จากปี 2562 ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีมูลค่าส่งออกเป็น 75,415 ล้านบาท ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ ของปรุงแต่งจากธัญพืช  แป้งและนม และสัตว์มีชีวิต อาทิ สุกรมีชีวิตอื่นๆ ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไปสุกรมีชีวิตสำหรับทำพันธุ์ โคตัวผู้

สำหรับการนำเข้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีมูลค่าการนำเข้า 38,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 41.43 โดยกลุ่มสินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ พืชผักที่บริโภคได้โดยเฉพาะมันสำปะหลังและถั่วเขียว ปลาและสัตว์น้ำ ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ ข้าวและธัญพืช และของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้งและนม ทั้งนี้ สินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น  อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาการอนุญาตให้มีการนำเข้าโดยไม่จำกัดปริมาณภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบกับผลผลิตในประเทศมีปริมาณน้อยลง ทั้งจากปัญหาภัยแล้งรวมถึงโรคระบาดในข้าวโพด ทำให้ผลผลิตที่ได้มีไม่เพียงพอ ต่อความต้องการใช้ จึงมีการนำเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อแปรรูปเป็นอาหารสัตว์และจำหน่ายต่อไป

 ดังนั้น โดยภาพรวมแล้ว ไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้าในตลาดอาเซียนช่วง 3 เดือนแรกคิดเป็นมูลค่า 37,264  ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 31.13) และเมื่อพิจารณาคู่ค้าที่สำคัญของไทย 3 ลำดับแรกพบว่า ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกัมพูชาเป็นอันดับ 1 มีมูลค่าการส่งออก 14,336 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.01 สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม ไม่มีแอลกอฮอล์และสุกรมีชีวิต ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลังและมันเส้น เนื่องจากไทยมีปัญหาภาวะภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตเสียหายและมีปริมาณน้อยจึงต้องมีการนำเข้าจำนวนมากรองลงมาได้แก่ มาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก 12,218 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.20 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางข้น ขณะที่สินค้านำเข้า ได้แก่ กาแฟสำเร็จรูป ขนมปังและ ขนมจำพวกเบเกอรี่อื่นๆ และอินโดนีเซีย มีมูลค่าการส่งออก 11,994 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.90 สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ น้ำตาลทรายดิบและสตาร์ททำจากมันสำปะหลัง ขณะที่สินค้านำเข้า ได้แก่ ปลาอินเดียนแมคเคอเรลและปลาไอส์แลนด์แมคเคอเรล เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นแหล่งผลิตปลาทะเลขนาดใหญ่ ซึ่งไทยได้นำเข้ามาเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งออกต่อไป

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรของไทยในภาพรวมยังอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2562 เนื่องจากในหลายภูมิภาคของไทยประสบปัญหาภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและมาเร็วกว่าปกติ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่งภาครัฐได้ดำเนินการตามมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ช่วยเหลือเกษตรที่ได้รับผลกระทบจำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) เพื่อเยียวยาและแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร ให้สามารถนำเงินใช้เพื่อการยังชีพลงทุนทำการเกษตรพัฒนาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรต่อไป

รมว.เกษตรฯสั่งทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500060

รมว.เกษตรฯสั่งทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วปท.

รมว.เกษตรฯสั่งทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนปฏิบัติการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งในปี 2563 มีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย ทั้งนี้จากที่มอบนโยบายให้เร่งรัดการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภค บริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนวางแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้งทำการเกษตรไม่ได้ให้มีรายได้ ซึ่งจังหวัดที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2562 จำนวน 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา ตาก บึงกาฬ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี รวมทั้งสิ้น 93 อำเภอ 504 ตำบล 4,648 หมู่บ้าน/ชุมชน 3 เทศบาล

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากกรมชลประทาน ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2563 รายงานว่า สภาพในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างรวม 32,388 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 43% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 8.737 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 17% ของความจุน้ำใช้งาน แผนการจัดสรรน้ำฤดูฝนปี 2563 ทั้งประเทศ 11,975 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 3,678
ล้าน. ลบ.ม. แผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 16.79 ล้านไร่ เพาะปลูกแล้ว 3.31 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 19.73 ของแผน

อ.ส.ค.มอบนโยบาย5ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500062

อ.ส.ค.มอบนโยบาย5ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน

อ.ส.ค.มอบนโยบาย5ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวในการประชุมผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียนในส่วนที่ อ.ส.ค. 5 โรงงาน รับผิดชอบส่งนม 28 จังหวัด จำนวนกว่า 50 ราย ที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของบริษัท จงณัฎฐ์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนบริหารการขนส่งนมโรงเรียน ของ อ.ส.ค. ประจำปีการศึกษา 2563 ตามมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียน ในระดับปลายน้ำ ของ อ.ส.ค. ว่า ในปีการศึกษา 2563 อ.ส.ค.ได้รับสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนประมาณ 700,000 หน่วยต่อวัน จากจำนวนเด็กนักเรียนที่ได้รับนมทั้งประเทศวันละกว่า 7.1 ล้าน โดย อ.ส.ค.ได้รับสิทธิจำหน่าย และรับผิดชอบส่งนมโรงเรียน ในกลุ่มที่ 1 เขตภาคกลาง จำนวน 5 จังหวัด จากทั้งหมด 9 จังหวัด กลุ่มที่ 2 เขตภาคตะวันออก และอีสานตอนล่าง อ.ส.ค.ไม่ได้รับสิทธิจำหน่าย เนื่องจากโรงงานอยู่นอกพื้นที่กลุ่ม กลุ่มที่ 3 เขตภาคอีสานตอนบน จำนวน 10 จังหวัด จากทั้งหมด 12 จังหวัด กลุ่มที่ 4 เขตภาคเหนือ จำนวน 11 จังหวัด จากทั้งหมด 17 จังหวัด และกลุ่มที่ 5 เขตภาคตะวันตก และใต้ จำนวน 2 จังหวัด จากทั้งหมด 22 จังหวัด รวมพื้นที่ ที่ อ.ส.ค.รับผิดชอบส่งนม 28 จังหวัด โดยใช้ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน จำนวนกว่า 50 ราย ภายใต้กำกับดูแลของบริษัท จงณัฎฐ์ จำกัดซึ่งเป็นตัวแทนบริหารการขนส่งนมโรงเรียน ของ อ.ส.ค.

นายสุชาติกล่าวให้นโยบายกับผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน ที่เข้าร่วมสัมมนาทุกราย ขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางการขนส่งนมโรงเรียน ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2563 ซึ่งลงนามโดยนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 โดยเคร่งครัด รวมทั้งการจัดส่งนมโรงเรียนชนิด ยูเอชที ให้นักเรียนดื่มที่บ้านแทนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไปจนถึง 30 มิถุนายน 2563 จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่19 พฤษภาคม 2563 นั้น ขอให้ติดตามจัดส่งนมให้ครบถ้วน และให้เริ่มเตรียมความพร้อมในการจัดส่งนมโรงเรียนชนิดพาสเจอร์ไรส์ และยูเอชที ในจำนวนวันที่เหลือ เมื่อเริ่มเปิดภาคเรียน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อให้นักเรียนได้มีนมบริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 260 วันต่อปีการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ นายสุชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า การกำกับดูแลกระบวนการเก็บรักษาและขนส่งนมโรงเรียน ที่ได้กำชับกับผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียน ในระดับปลายน้ำ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้มอบนโยบายพร้อมมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียนระดับกลางน้ำ กับโรงงานแปรรูปนมของ อ.ส.ค.ทั้ง 5 แห่งมาแล้ว และในไม่ช้า จะได้จัดให้มีมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียน ในระดับต้นน้ำ คือการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบของเกษตรกรที่เข้าสู่กระบวนการการแปรรูปเป็นนมโรงเรียนในอนาคตโดยเร่งด่วนต่อไป ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค.ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในสังกัด ให้พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ จนผ่านตามเกณฑ์ที่โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนกำหนดในปัจจุบันแล้ว กล่าวคือมีจำนวนเซลล์โซมาติก (Somatic CellCount) ไม่เกิน 500,000 เซลล์/ลบ.ซม. และปริมาณเนื้อนมรวม(Total Solid) ไม่ต่ำกว่ากว่าร้อยละ 12.25

เกษตรแถวหน้า : ช่วยใช้ยางในประเทศ..ช่วยเกษตรกรรักษาเสถียรภาพราคา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500058

เกษตรแถวหน้า : ช่วยใช้ยางในประเทศ..ช่วยเกษตรกรรักษาเสถียรภาพราคา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก แต่จากถานการณ์ที่ผ่านมาจนถึง ณ ปัจจุบัน พี่น้องชาวสวนยางพารายังประสบปัญหาที่สำคัญและยังไม่สามารถแก้ไขให้เบ็ดเสร็จได้คือ ปัญหาราคายางตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปากท้องของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัญหาราคายางพาราตกต่ำมีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัย ส่วนหนึ่งเกิดจากที่เราพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก ดังนั้น หากจะแก้ไข และให้เกิดความยั่งยืนจริงๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการลดการพึ่งพาการส่งออก แล้วหันมาช่วยกันเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นพร้อมๆ ไปกับการปรับสมดุล ลดปริมาณ (supply) ยางพาราลงด้วย โดยการส่งเสริมการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราในทุกรูปแบบ ควรจะต้องเริ่มจากหน่วยงานต่างๆของภาครัฐก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยขยายผลไปสู่ตลาดหรืออุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศนั้น ที่ผ่านมามีหลายโครงการ แต่ก็ยังขาดความต่อเนื่อง และล่าสุดรัฐบาลได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคม ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงเส้นทางคมนาคม เพื่อลดการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางหลวง ด้วยการมุ่งเน้นให้ใช้น้ำยางพาราเป็นวัสดุในการปรับปรุง ก่อสร้างทาง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม เรื่อง อุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานและสักขีพยานด้วยตัวเอง ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับการลงนามดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นการซื้อน้ำยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางผ่านสหกรณ์การเกษตร เพื่อร่วมมือในการนำอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา ได้แก่ แผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยในหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน และส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2563 – 11 มิถุนายน 2568 และเมื่อครบกำหนด ทั้ง 2 หน่วยงานอาจเจรจาตกลงกันเพื่อขยายระยะเวลาการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงนี้ต่อไปได้ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่กำกับคุณภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา พร้อมทั้งคัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ที่กระทรวงรับรองให้เข้าร่วมโครงการ โดยปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจยางพารา 661 แห่ง ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการผลิตยางพารารูปแบบต่างๆ ประมาณ 475,058 ตัน/ปี คิดเป็นปริมาณ 57% จากผลผลิตทั้งหมดของสมาชิกสหกรณ์ที่ประกอบอาชีพสวนยางพารา รวม 355,181 ราย ซึ่งมีสมาชิกในครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ จำนวน 1,420,724 ราย…ความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะลดความสูญเสียสร้างผลตอบแทนเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้วที่สำคัญยังจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางไทยได้อีกระดับหนึ่ง …


สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500040

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค.

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.08 น.

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค.

18 มิถุนายน 2563 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะฝนทิ้งช่วงประมาณวันที่ 21 มิถุนายน นี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์จะมีฝนตกน้อยลงไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม และพายุจะเข้าไทยช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2563 ประมาณ 2 ลูก

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำล่าสุดรวมทั้งประเทศมี 34,326 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 42% แบ่งเป็น ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 31,008 ล้าน ลบ.ม. หรือ 43% อย่างไรก็ตามจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้ส่งผลให้ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ภาคตะวันออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 14 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องสำรองน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งถัดไป ส่วนสถานการณ์น้ำแม่น้ำสายหลัก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำน้อย ถึงน้อยวิกฤติ แนวโน้มเพิ่มขึ้น , ภาคใต้ น้ำปานกลาง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และแม่น้ำโขง น้ำน้อยถึงน้อยวิกฤติ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สำหรับคุณภาพน้ำสถานการณ์ความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2563 เวลา 06.00 น. ค่าความเค็ม 0.21 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ คาดการณ์ช่วงวันที่ 21-23 มิถุนายน 2563 ค่าความเค็มมีแนวโน้มสูงเกินมาตรฐานในบางช่วงเวลา

เลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า การเตือนภัยล่วงหน้าสถานการณ์น้ำหลาก ดินถล่ม แจ้งเฝ้าระวัง จ.น่าน 5 หมู่บ้าน พื้นที่เตรียมพร้อม จ.น่าน อ.บ่อเกลือ 1 หมู่บ้าน ส่วนพื้นที่ให้ความช่วยเหลือภัยแล้ง มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 14 จังหวัด 93 อำเภอ 507 ตำบล 3 เทศบาล 4,678 หมู่บ้าน โดยกรมชลประทานสนับสนุนน้ำการเกษตร ขุดลอกคลองระบายน้ำหลายอำเภอใน จ.พิษณุโลก แก้การขาดแคลนน้ำ สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภค โดยกองบัญชาการกองทัพไทย แจกจ่ายน้ำรวม 7.2 หมื่นลิตร ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี จ.เชียงราย เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่รับน้ำอ่างลำตะโคง ห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์และอ่างเก็บน้ำรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

ส่วนเว็บไซต์สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) เตือนสถานการณ์น้ำเขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ มีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่า 30% เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ น้ำใช้การ-261ล้านลบ.ม.(-11%) , เขื่อนประแสร์ 5 ล้านลบ.ม. (2%) , เขื่อนภูมิพล น้ำใช้การได้ 252 ล้านลบ.ม. (2%) , เขื่อนกระเสียว 12 ล้านลบ.ม.(4%) , เขื่อนจุฬาภรณ์ 7 ล้านลบ.ม. (4%) , เขื่อนคลองสียัด 16 ล้านลบ.ม. (4%) , เขื่อนบางพระ 6 ล้านลบ.ม. (5%) , เขื่อนสิริกิติ์ 488 ล้านลบ.ม.(5%) , เขื่อนลำพระเพลิง 13 ล้านลบ.ม.(8%) , เขื่อนสิรินธร 164 ล้านลบ.ม.(8%) , เขื่อนทับเสลา 15 ล้านลบ.ม.(9%) , เขื่อนวชิราลงกรณ 908 ล้านลบ.ม.(10%) , เขื่อนลำแซะ 30 ล้านลบ.ม.(11%) , เขื่อนป่าสักฯ 108 ล้านลบ.ม.(11%)

เขื่อนขุนด่านปราการชล 24 ล้านลบ.ม.(11%) , เขื่อนศรีนครินทร์ 1,891 ล้านลบ.ม. (11%) , เขื่อนมูลบน 17 ล้านลบ.ม.(12%) , เขื่อนลำนางรอง 15 ล้านลบ.ม.(12%) , เขื่อนแม่งัด 36 ล้านลบ.ม.(14%) , เขื่อนห้วยหลวง 20 ล้านลบ.ม.(15%) , เขื่อนแควน้อย 155 ล้านลบ.ม.(16%) , เขื่อนน้ำพุง 29 ล้านลบ.ม.(17%) , เขื่อนนฤบดินทรจินดา 50 ล้านลบ.ม.(17%) , เขื่อนแก่งกระจาน 134 ล้านลบ.ม.(19%) , เขื่อนแม่กวง50 ล้านลบ.ม.(19%)

‘ตลาดสี่มุมเมือง’ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19 เพิ่มโอกาส-ช่องทางขาย ชู’อาคารรถผัก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500003

'ตลาดสี่มุมเมือง'ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19  เพิ่มโอกาส-ช่องทางขาย ชู'อาคารรถผัก'

‘ตลาดสี่มุมเมือง’ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19 เพิ่มโอกาส-ช่องทางขาย ชู’อาคารรถผัก’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.08 น.

 ตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผัก-ผลไม้ชั้นนำของเอเชีย เป็นตลาดค้าส่งผักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยปริมาณการซื้อขายผักต่อวันที่มากที่สุด ในปริมาณกว่า 6000 ตันต่อวัน ครอบคลุมผักทุกชนิด ตอกย้ำการช่วยเหลือเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19 โดยมีอาคารรถผักเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตร ผักชนิดต่างๆ เข้ามาขายโดยตรง เปิดให้บริการทุกวัน 24 ชั่วโมง เกษตรกรสามารถขับรถนำผลผลิตมาจอดขายผักจากท้ายรถโดยไม่ต้องเช่าแผงค้าประจำ แต่จะเสียค่าธรรมเนียมนำรถเข้าขายผักในตลาด

อาคารรถผักสี่มุมเมืองเป็นศูนย์กลางค้าส่งผักท้ายรถที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นจุดเด่นของตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งแตกต่างจากตลาดค้าส่งผักอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตทางการเกษตรได้มากขึ้น อาคารมีพื้นที่การค้ากว่า 23,500 ตรม. และมีผู้ค้าและเกษตกรนำรถเข้ามาขายผักกว่า 1500 คันต่อวัน  มีผลผลิตจากเกษตรกรทั่วประเทศเข้ามาขาย อาทิ กะหล่ำปลี ผักคะน้า  ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว พริก ต้นหอม ผักชี ฟักเขียว  กวางตุ้ง  ต้นหอม ผักชี  ผักบุ้งจีน  เป็นต้น  มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาใช้บริการ อาทิ การติดตั้งระบบระบายอากาศด้วยพัดลมขนาดใหญ่ ระบบพ่นละอองน้ำเพื่อกำจัดฝุ่นและเพิ่มความเย็น และมีแผงอาหารปรุงสำเร็จบริการ เป็นต้น

อาคารรถผัก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตลาดสี่มุมเมืองยุคใหม่ ระยะที่ 1 ซึ่งเปิดให้บริการ ต้นปี 2562 ประกอบด้วย 6 ตลาด ได้แก่ ตลาดผักปรุงรส  ตลาดผักทั่วไป ตลาดผักพื้นบ้าน ผักคัดบรรจุ ตลาดพืชไร่ ตลาดแผงผักต่างประเทศ และอาคารรถผัก ปัจจุบันถือเป็นตลาดค้าส่งผักอันดับหนึ่งของประเทศไทย จากขนาดพื้นที่และมูลค่าการซื้อขายที่หมุนเวียนต่อวัน

นอกจากความเป็นผู้นำตลาดค้าส่งผักแล้ว สำหรับผลไม้ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเตรียมเปิดให้บริการ ตลาดสี่มุมเมืองยุคใหม่ ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นตลาดผลไม้ยุคใหม่ ในเดือนตุลาคม 2563 เพิ่มพื้นที่ค้าขายขึ้นอีก 60% รองรับการเติบโตของผู้ซื้อ ผู้ขายของตลาดสี่มุมเมืองที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  

ตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ชั้นนำของเอเชีย เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2526 ตั้งอยู่ย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี ด้วยพื้นที่กว่า 320 ไร่ กระจายผักและผลไม้ครอบคลุม 60% ของการบริโภคในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี โดยมีปริมาณซื้อขาย 8,000 ตันต่อวัน และมูลค่าการซื้อขายประมาณ 350 ล้านบาทต่อวัน ถือเป็นส่วนสำคัญในการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากทั้งพ่อค้า แม่ค้า แรงงาน และเกษตรกรทั่วประเทศ

ซอกแซกอาเซียน : 18 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499853

ซอกแซกอาเซียน : 18 มิถุนายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้เกิดภัยพิบัติจากเจ้าเชื้อโควิด เลยทำให้เราชาวแอปเตอร์ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างที่เคยเป็น ทริปสุดท้ายสำหรับการเดินทางครั้งล่าสุด คือไปที่รัฐยะไข่ ของเมียนมา หลังจากนั้นเกือบทุกประเทศปิดหมด เราจึงต้องทำงานกันเฉพาะในออฟฟิศที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกษตรกลางบางเขนเท่านั้น แม้กระทั่งมีการช่วยเหลือข้าวที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเร็วๆ นี้ เราก็ไม่สามารถไปเข้าร่วมได้ เลยต้องปล่อยให้เขาทำกันเอง ดังนั้น ผมจะขอถือโอกาสนี้เล่าเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง คือ รูปแบบและวิธีการทำงานของบางประเทศ เท่าที่ได้ประสบพบเห็นมา เพราะได้มีโอกาสสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแต่เดิมตลอดชีวิตการทำงานราชการไทย ก็ได้เห็นรูปแบบวิถีการทำงานแบบไทยๆ มามาก มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป การนำเอาแนวของคนอื่นมาลองฉายภาพให้ดู บางทีอาจจะทำให้เราได้อะไรๆมากขึ้นนะครับ ลองเปิดกว้างรับฟังและใช้วิจารณญาณตรึกตรอง เลือกสรรแต่สิ่งดีงามมาปรับใช้ ก็น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเราไม่มากก็น้อยครับ

ผมขอเริ่มต้นด้วยญี่ปุ่นครับ อาจแทรกๆ เล่าไปแล้วในฉบับที่ผ่านมา แต่คราวนี้ขอขยายให้ชัดความและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ที่เลือกญี่ปุ่นขึ้นก่อนคงไม่ต้องกังขานะครับ ทั่วโลกต่างยอมรับนับถือในระบบการทำงานของญี่ปุ่น และพอดีในออฟฟิศแอปเตอร์มีผู้เชี่ยวชาญคนญี่ปุ่นอยู่ 1 คน ที่กระทรวงเกษตรฯ เขาส่งมาประจำ ได้เห็นการทำงานของเขาทุกวัน ซึ่งพบว่ามีแง่มุมของบรรทัดฐาน หรือ Norm น่าสนใจมาก อันดับแรกที่ผมขอยกมาพูดถึง คือ “การบันทึก” ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นการสั่งการจากหน่วยเหนือหรือไม่ที่ทำให้คนญี่ปุ่น ต้องบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ความเป็นไปไว้ตลอดเวลา แต่ทราบชัดว่ามันคือข้อดีและควรทำเป็นอย่างยิ่ง ที่พูดอย่างนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมา มีน้อยมากที่จะพบเห็นข้าราชการไทยจัดทำบันทึกหรือจดหมายเหตุไว้ รวมทั้งตัวผมเอง

การบันทึกโดยทั่วไปนั้น เท่าที่ทราบ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวตะวันตก หรือพวกฝรั่งที่ได้กระทำอยู่เป็นนิจมาเนิ่นนานแล้ว ประวัติศาสตร์ย้อนไปนับพันสองพันปีที่ทราบแม้กระทั่งชื่อคนที่เกี่ยวข้องก็เป็นผลมาจากการบันทึกจารึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรไว้นี้เอง ประวัติศาสตร์ไทยเราเอง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ชัดเจนถูกต้อง ก็มักไปอ้างอิงค้นคว้ามาจากหนังสือบันทึก
หรือจดหมายเหตุของพวกฝรั่งที่มาทำงานในบ้านเราเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวฝรั่งเศส ฮอลันดา หรือแม้กระทั่งชาวจีนอันนี้ตรงกันข้ามกับชาวไทยเรา เพราะเราไม่นิยมบันทึกแต่ชอบใช้วิธีเล่าขานด้วยปากสืบต่อๆ กัน ซึ่งแน่ละจึงอาจมีการผิดเพี้ยนไปได้ง่ายๆ หากจำผิดพลาดหรือแม้แต่ตั้งใจจะเสริมแต่งให้ต่างออกไป

กรณีการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนี้ เขาจะทำการบันทึกสิ่งแวดล้อมและวิธีการทำงานของเขาและองค์กร และน่าจะรวมถึงบันทึกการทำงานรวมทั้งอุปนิสัยใจคอของผู้ร่วมงาน
แต่ละคน หรือคนอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียไว้อย่างละเอียด สมุดบันทึกเล่มนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งและจะต้องเก็บไว้อย่างดี เพราะเมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่งของเขา คนต่อไปที่มารับช่วง สามารถที่จะนำมาอ่านศึกษาล่วงหน้าและใช้ประโยชน์เพื่อการสืบต่อทำงานได้ทันที ทำให้รู้จักอุปนิสัยใจคอทุกคนที่ทำงานด้วยตั้งแต่ยังไม่ได้มาอยู่เสียด้วยซ้ำ

ผมเห็นปัญหาการทำงานราชการไทย เมื่อเวลาผ่านไป มีการเปลี่ยนตำแหน่ง ส่วนมากผู้มาใหม่ต้องคลำเป้าเอาเองทั้งสิ้น กว่าจะเริ่มงานได้ต้องเสียเวลาเรียนรู้งานเป็นเดือนถึงหลายเดือน บางเรื่องบางราวที่สำคัญบางทีหายไร้ร่องรอยไปอย่างต่อไม่ติด จึงเห็นได้ชัดครับว่าการบันทึกของคนญี่ปุ่นในลักษณะนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ควรนำมายึดถือปฏิบัติอย่างยิ่ง แต่สิ่งสำคัญในการบันทึกนั้น ผู้บันทึกจะต้องใช้คุณธรรมอย่างสูง กล่าวคือ เอาเฉพาะความจริงเท่านั้น อย่าเที่ยวไปเอาความเท็จมากลั่นแกล้งใคร แต่กระนั้น บทพิสูจน์ว่าคนบันทึกจะมีความเป็นธรรม หรือคุณธรรมแค่ไหนเพียงไรก็ไม่ยากนักที่จะทราบ เพราะผู้บริหารคนต่อมาย่อมสามารถที่จะแสวงหาความจริงได้ในที่สุด และการบันทึกที่ไร้คุณธรรมก็จะกลับมาย้อนสนองในทางลบต่อคนบันทึกเอง และนี่คือ Norm หรือ Normal ที่หวังจะให้เกิดเป็น New ซึ่งผมขออนุญาตนำมาเล่าเป็นอันดับแรกครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ชู3แนวทางลดข้อพิพาทปม‘หอยแครง’อ่าวบ้านดอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499855

ชู3แนวทางลดข้อพิพาทปม‘หอยแครง’อ่าวบ้านดอน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง 

กรมประมง…เผยพบ“ลูกหอยแครง”ในอ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี เกิดมากที่สุดในรอบ 3 ปี ผลพวงจากการวางมาตรการที่เข้มงวด เล็งปู 3 แนวทางบริหารจัดการทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนโดยเน้นการมีส่วนร่วม หนุนคลายปมข้อพิพาทแย่งชิงทรัพยากรชายฝั่งทะเลระหว่างชาวประมงพื้นบ้าน และผู้ประกอบการเลี้ยงหอย

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลของอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเขต อ.เมือง และ อ.พุนพิน เป็นพื้นที่เหมาะสมต่อการเกิดและแพร่ขยายพันธุ์ของหอยแครง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีแม่น้ำ ลำคลองหลายสายไหลมาบรรจบ และนำพาแร่ธาตุอาหารไหลลงสู่อ่าวบ้านดอน ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติอย่างมาก ลูกหอยแครงจึงมักเกิดขึ้นบริเวณนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยช่วงหน้าแล้งหากมีฝนตกหลายวัน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความเค็มของน้ำทะเล เป็นการกระตุ้นให้หอยแครงวางไข่และผสมพันธุ์ และหากปีใดน้ำทะเลมีความเค็มสูง (สูงกว่า 25 ppt) ลูกหอยก็เจริญเติบโตได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลของกรมประมงพบว่า บริเวณอ่าวบ้านดอนมีลูกหอยแครงเกิดปริมาณมากขึ้นในรอบ 3 ปี เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ำทะเลมีค่าความเค็มต่ำ แต่ปีนี้ น้ำทะเลในอ่าวบ้านดอนกลับมีความเค็มสูงกว่าทุกปี ประกอบกับก่อนช่วงที่ลูกหอยจะเกิด ยังมีฝนตกลงมา 3-4 ช่วง ช่วงละ 3-4 วัน ทำให้น้ำจืดไหลลงสู่ทะเลสลับกับน้ำเค็มจัด จึงกระตุ้นให้หอยแครงผสมพันธุ์ และวางไข่ในธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

อธิบดีกรมประมงกล่าวต่อว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราการรอดของลูกหอยในพื้นที่ดังกล่าวคือ การใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 เพื่อวางมาตรการสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเข้มงวด ทำให้ลูกหอยวัยอ่อนไม่ถูกรบกวนจากเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูง โดยได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดเขตทะเลชายฝั่ง พ.ศ. 2560 ระยะ 3 ไมล์ทะเล และ การออกประกาศกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำประมงของเครื่องมือคราดหอยที่ห้ามทำประมงในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2560 โดยห้ามทำประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และให้สามารถทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่งได้ ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ 1.เครื่องมือคราดหอยที่มีความกว้างของปากคราดไม่เกิน 3.5 เมตร 2.เครื่องมือคราดหอยที่มีขนาดช่องซี่คราดมากกว่า 1.2 เซนติเมตร (โดยวัดจากด้านในของซี่คราดหนึ่งไปยังด้านในของอีกซี่คราดหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กัน) 3.ความยาวของเรือกลที่ใช้ประกอบกับเครื่องมือคราดหอยต้องไม่เกิน 18 เมตร 4.จำนวนของเครื่องมือคราดหอยต้องไม่เกิน 3 อัน (หน่วย) ต่อเรือกล 1 ลำส่วนการจับด้วยมือ สวิง หรือการทำการประมงโดยวิธีอื่น ที่ไม่ใช้เรือประกอบเครื่องยนต์ สามารถทำการประมงในเขตชายฝั่งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังเห็นควรให้พื้นที่จับสัตว์น้ำในเขตอำเภอเมืองและอำเภอพุนพิน ซึ่งเป็นแหล่งเกิดพันธุ์ลูกหอยแครงตามธรรมชาติเป็นพื้นที่สาธารณะให้ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และจากปริมาณทรัพยากรลูกหอยแครงที่เกิดขึ้นจำนวนมากนี้ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรในเขตพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ระหว่างกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการเลี้ยงหอย กรมประมงจึงวางแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรหอยแครง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ดังนี้ 1.บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ร่วมกันบังคับใช้กฎหมายในการจัดการแปลงหอยที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ทำการประมงของชาวประมง 2.ใช้กลไกของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยทะเล พร้อมประกาศให้เป็นเขตพื้นที่อนุญาตเลี้ยงหอยตามขั้นตอนต่อไป โดยการให้สิทธิกับชาวประมงพื้นบ้านในการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านการเพาะเลี้ยงเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน 3.กำหนดพื้นที่บางส่วนเป็นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ำห้ามทำการประมงอย่างถาวร โดยประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ ตามมาตรา 56 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์หอยแครง ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะของอ่าวบ้านดอนได้อย่างเท่าเทียม บนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจปฏิบัติตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนด เพื่อร่วมกันสร้างผลผลิตให้ทรัพยากรหอยแครงคงความอุดมสมบูรณ์ตลอดไป ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้การประกอบอาชีพประมงอย่างยั่งยืนอีกด้วย

สภาเกษตรกรฯจับมือซูเปอร์โพล อบรมบุคลากรทำแบบสำรวจความเห็นสมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499851

สภาเกษตรกรฯจับมือซูเปอร์โพล อบรมบุคลากรทำแบบสำรวจความเห็นสมาชิก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการเป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสำรวจความคิดเห็นด้านการเกษตร” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 มิ.ย.2563ว่า สภาเกษตรกรเป็นองค์กรใหญ่มีสมาชิกจำนวนมาก มีตัวแทนตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล ครอบคลุมทั้งประเทศ ความเป็นตัวแทนของเกษตรกรทำให้ต้องมีข้อมูลความเห็นจากเกษตรกรเพื่อเสนอต่อรัฐบาลตามบทบาทภารกิจ ซึ่งการทำโพลล์เป็นรูปแบบที่ต้องการทำมานาน เนื่องจากเมื่อรับรู้ผลการสำรวจที่ผ่านมาหลายครั้งรู้สึกได้ว่าไม่ตรงตามความเห็นของเกษตรกร การสำรวจความคิดเห็นด้านการเกษตรหรือการจัดทำโพลของสภาเกษตรกรฯจึงจะได้ข้อมูลความเห็นจากเกษตรกรจริง ซึ่งการสำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรถึงปัญหาต่างๆเพื่อเป็นข้อมูลมีน้ำหนัก , น่าเชื่อถือและสะท้อนปัญหา/ความเป็นจริงจากล่างสุดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บริหาร/จัดการปัญหารวมทั้งความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด โดยมีประเด็นและทำการประเมินให้เป็นแนวทางทำงานและแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้ และควรจะสำรวจตามระยะเวลา เช่น สำรวจภาวะเศรษฐกิจเกษตรกรไทยเป็นรายปี หรือตามสถานการณ์ เช่น กรณี CPTPP , การยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด , การเยียวยาเกษตรกรจากสถานการณ์โควิด-19 เดือนละ 5,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ การจัดอบรมบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดครั้งนี้เพื่อให้จัดทำโพล สำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรต่อนโยบาย กฎหมาย ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบเสนอต่อรัฐบาล โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการซูเปอร์โพล สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เป็นวิทยากร หลังการอบรมดังกล่าว สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะนำเสนอความเห็นของเกษตรกรต่อสาธารณะ เพื่อเป็นการสื่อสารความเห็นของเกษตรกรสู่รัฐบาลตามบทบาทภารกิจของสภาเกษตรกรแห่งชาติต่อไป

ปศุสัตว์เดินหน้าโครงการ‘ปศุสัตว์ OK’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499854

ปศุสัตว์เดินหน้าโครงการ‘ปศุสัตว์ OK’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารมาตลอดตั้งแต่รับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ สถานที่รวบรวมไข่และปัจจุบันขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยังการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ นั่นก็คือโครงการปศุสัตว์ OK เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ โดยสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองโครงการปศุสัตว์ OK ต้องจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัยต่อการบริโภค มาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ สถานที่รวบรวมไข่ จนถึงสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ให้ได้มาตรฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนดและตรวจสอบย้อนกลับได้ กรมจะมอบตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ให้สถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ โดยมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK”ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

นายสัตวแพทย์สรวิศกล่าวต่อว่า สินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองโครงการปศุสัตว์ OK ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโคและไข่สด และปัจจุบันมีสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองภายใต้โครงการปศุสัตว์ OK รวมทั้งหมดมากกว่า 6,000 แห่ง โดยมีทั้งประเภทสถานที่จำหน่ายในตลาดสด และประเภท Modern trade ซึ่งผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการหลายบริษัท อาทิ แม็คโคร บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เทสโก้ โลตัส เบทาโกรช็อป ซีพี เฟรชมาร์ท เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย กรมปศุสัตว์ขอแนะนำให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์จากสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อให้ได้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยเหมาะสมต่อการบริโภค เสริมสร้างสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคในระยะยาว นอกจากนี้ ยังส่งเสริมผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกรฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์ ผู้ประกอบการสถานที่รวบรวมไข่ และผู้ประกอบการสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ให้ปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตจากกรมปศุสัตว์ ถือเป็นการยกกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ