บิ๊กป้อมสั่งสทนช.เร่ง8มาตรการรับมือน้ำหลาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499638

บิ๊กป้อมสั่งสทนช.เร่ง8มาตรการรับมือน้ำหลาก

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้น และวางแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน พร้อมให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)บูรณาการติดตามความก้าวหน้าการปฏิบัติงานตาม 8 มาตรการรองรับสถานการณ์ฤดูฝนปี 2563 ของหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ประกอบด้วย 1.การคาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม 2.การปรับแผนเพาะปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา 3.จัดทำเกณฑ์บริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำ 4.ตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำและสถานีโทรมาตรให้มีสภาพพร้อมงาน 5.ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.สำรวจแม่น้ำคูคลองและขุดลอกกำจัดผักตบชวา7.เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือให้ความช่วยเหลือ และ 8.สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ช่วงฤดูฝนปีนี้ หลายพื้นที่อาจมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลัน จึงเร่งรัดกรมชลประทานจัดทำแผนและมาตรการรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำและพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อรองรับน้ำหลากให้แล้วเสร็จเดือนกรกฎาคมนี้ สำหรับทุ่งรับน้ำใหม่อีก 2 แห่ง ได้แก่ ลำน้ำยัง จ.ร้อยเอ็ด และบางพลวง จ.ปราจีนบุรี ให้จัดเตรียมพื้นที่ให้แล้วเสร็จปีต่อไป พร้อมให้ประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เร่งจัดทำเกณฑ์บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและเกณฑ์ระบายน้ำในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2563

นอกจากนี้ ยังให้กรมชลประทานร่วมกับกรุงเทพมหานครและจังหวัดในเขตปริมณฑล จัดทำเกณฑ์ระบายน้ำควบคุมระดับน้ำสูบน้ำบริเวณประตูระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 13 แห่ง ให้ชัดเจน และกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร พร้อมให้ประสานกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทกรมเจ้าท่า การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปรับแผนงานปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปี 2563 ให้แล้วเสร็จ ก่อนฤดูน้ำหลาก พร้อมทำแผนงานส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จในปี 2565 และให้ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมเจ้าท่า และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เร่งกำจัดผักตบชวาในแม่น้ำสายหลักให้เสร็จในเดือนมิถุนายนนี้เช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับสถานการณ์ได้ทันเวลา และลดผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชนให้มากที่สุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยว่ารองนายกฯห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มักประสบปัญหาระบายน้ำไม่ทันดังนั้น จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้ กอนช. ด้านบูรณาการขับเคลื่อนแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากผลปฏิบัติงานที่ผ่านมาดำเนินการขุดลอกคูคลองสองฝั่งถนนวิภาวดีรังสิตและคลองเชื่อมถนนวิภาวดีรังสิตลงคลองเปรมประชากรตั้งแต่เขตดอนเมืองถึงเขตดินแดงเสร็จแล้ว ทำให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ขณะนี้บางพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ รองนายกฯสั่งการให้เร่งพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน โดยมีสทนช.และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำแผนพัฒนาบ่อน้ำบาดาลและธนาคารน้ำใต้ดิน ตามหลักเกณฑ์ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเสนอ โดยเฉพาะท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดพื้นที่เก็บน้ำใต้ดินให้มากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมกอนช.มีมติเห็นชอบกรอบแนวทางแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการธนาคารน้ำใต้ดินภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ซึ่งสทนช.จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ต่อไป

ส่องเกษตร : คุณธรรม หรือ คุณทำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499636

ส่องเกษตร : คุณธรรม หรือ คุณทำ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลางเดือนมิถุนายนเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ เป็นไปตามลักษณะของธรรมชาติ และการจัดการของมนุษย์ประกอบกัน กลายเป็นกิจกรรมร่วมกันของมนุษย์กับธรรมชาติ เช่นเดียวกับกิจกรรมทางการเกษตรที่มนุษย์ต้องร่วมทำงานกับธรรมชาติ เมื่อฝนมาก็ถึงฤดูการเพาะปลูก การเตรียมการต่างๆ ทั้งการเตรียมดิน เตรียมพันธุ์ แรงงาน และความรู้เทคโนโลยีต่างๆก็ต้องเตรียมลงมือดำเนินการ

การเพาะปลูกพืขที่ต้องอาศัยธรรมชาติเช่นฝน ในรอบ 1 ปี สามารถทำได้ครั้งเดียว ถ้าพลาดแล้วจะพลาดเลย รออีกครั้งเมื่อครบรอบอีกปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่สามารถสะดุดหยุดลงได้ จึงเห็นการเตรียมการ การดำเนินการทันทีเมื่อเวลาและโอกาสมาถึง

ในทำนองเดียวกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี จะเห็นการลงมือดำเนินงานของข้าราชการในส่วนต่างๆ ไม่เว้นหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร เรียกว่าเกี่ยวทั้งการเพาะปลูก เกี่ยวทั้งระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการชี้แจงงบประมาณ การจัดทำโครงการเร่งด่วนภายใต้แผนฟื้นฟู การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ตามงวดเงินที่ได้รับการจัดสรรให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เพราะหากไม่เป็นตามเป้าหมาย ระหว่างการชี้แจงงบประมาณต้องมีการชี้แจงเหตุผล ความจำเป็นต่างๆที่เกิดขึ้น และบางหน่วยงานอาจถูกตัดงบประมาณตั้งแต่ขั้นตอนนี้เลยก็เป็นได้

อีกมุมหนึ่งของระบบราชการคือ ระบบการบริหารงานบุคคล เป็นช่วงเวลาที่มีข้าราชการต้องเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นปีงบประมาณ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการเข้าสู่ตำแหน่ง การโยกย้าย สับเปลี่ยน จึงเริ่มต้นในช่วงเวลานี้เช่นกัน นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดการขาดช่วงในการปฏิบัติราชการ สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง การจัดวางกำลังคนเพื่อให้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐสามารถบรรลุผลตามเป้าหมาย ได้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงของข้าราชการพอสมควร บางคนก็เร่งดำเนินงานในหน้าที่ให้สำเร็จโดยเร็วตามเป้าหมาย บางคนก็แต่งตัวรอเข้าสู่ตำแหน่งที่มุ่งหวังไว้ หรือแม้แต่การแต่งตัวรอเกษียณ หลบหลีกความสุ่มเสี่ยงใดๆ โดยสิ้นเชิง รอวันที่จะจบชีวิตราชการไปอย่างสงบ เพียงให้ชื่อว่าเกษียณตำแหน่งนั่น ตำแหน่งนี้ ก็ว่ากันไป

บางกลุ่มที่มีความมุ่งหวังในตำแหน่งต่างๆ ก็มีวิธีในการเข้าสู่ตำแหน่งแตกต่างกัน เกิดภาวะการวิ่งเข้าหาเส้นทางของผู้มีอำนาจ หากมีความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ได้รับการแต่งตั้งมา ก็คงพอรับกันได้ แต่เท่าที่ทราบ กลุ่มคนเหล่านี้มักจะประเมินตนเองสูงกว่าตำแหน่งที่มุ่งหวังเป็นส่วนใหญ่ บางคนไม่มีพื้นฐานความรู้ใดๆ กับงานที่จะต้องรับผิดชอบในตำแหน่งนั้น เพียงแต่อยู่ในกลุ่มก๊วนของสายการเมือง หรืออาจถูกส่งเข้าไปดูแลผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หรือปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มก๊วนที่ทำไว้โดยไม่สนใจเรื่องอื่น เพียงยกประเด็นว่าเป็นตำแหน่งบริหารเท่านั้น จะมีพื้นฐานหรือไม่ก็บริหารได้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะเหมาะสม พอควร หรือถูกต้องเป็นสำคัญ

ตัวผมเองไปรับข้อมูลจากหลายช่องทางในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย โดยปกติก็ได้แต่รับฟัง และทำความเข้าใจแต่ที่ผมสะกิดใจมากเป็นประเด็นการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอที่มีคำสั่งชี้ตัวให้ลงในตำแหน่งนั้นแล้ว ดูแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา ทั้งความอาวุโส ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว อีกทั้งปีหน้าก็จะเกษียณอายุราชการ แต่ปัญหากลับกลายเป็นว่าผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานขอร้องแถมบังคับทุกวิถีทางให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการชี้ตัวสละสิทธิ์ เพื่อจะเปิดทางให้สายของนักการเมืองเข้าสู่ตำแหน่งนี้ให้ได้ หากไม่สำเร็จตามที่นักการเมืองชี้มา ผู้บริหารจะเดือดร้อน โดยที่สายของนักการเมืองนั้น เมื่อเทียบคุณสมบัติกันแล้วไม่สามารถเทียบได้ทั้งอายุราชการ เงินเดือน ประสบการณ์การทำงาน ในที่สุดผมก็คงได้แต่ปลงกับระบบราชการที่เป็นอยู่ ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรแสดงความรับผิดชอบต่อหน่วยงานและยึดระบบการบริหารงานบุคคลที่มีคุณธรรม มีธรรมาภิบาล
อย่าให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างสิ้นหวังกับการบริหารงานของผู้บังคับบัญชาที่พึงพาไม่ได้ คุณธรรมต้องเริ่มที่คุณทำ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมวิชาการเกษตรคว้ารางวัลระดับดี ‘การตรวจสอบภายในภาครัฐ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499639

กรมวิชาการเกษตรคว้ารางวัลระดับดี ‘การตรวจสอบภายในภาครัฐ’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรผลงานเข้าตากรมบัญชีกลางสมัครเข้ารับการประเมินเป็นปีแรก คว้ารางวัลประกาศเกียรติคุณระดับดีด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐ ชูรางวัลตอบโจทย์วิสัยทัศน์องค์กร ซื่อสัตย์ โปร่งใสงานวิจัยมีคุณภาพ

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 กรมวิชาการเกษตร สมัครเข้ารับการประเมินรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ซึ่งกรมจัดให้มีการมอบรางวัลดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังในภาพรวมของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ โดยยกย่องเชิดชูหน่วยงานที่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบและมีความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการภายใน ด้านการเงินการคลังที่มีประสิทธิภาพให้ได้รับการยกย่องและเป็นที่ยอมรับ เพราะการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติงานในภารกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ประจำปีงบประมาณ 2562 จะประเมินหน่วยงานใน 5 มิติ คือ มิติด้านจัดซื้อจัดจ้าง มิติด้านเบิกจ่าย มิติด้านการบัญชีภาครัฐ มิติด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐและมิติด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด โดยแบ่งออกเป็น 8 ประเภทรางวัล โดยกรมวิชาการเกษตรสมัครเข้ารับการประเมินประกาศเกียรติคุณด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐเป็นปีแรก ซึ่งหน่วยงานที่จะเข้ารับการประเมินรางวัลดังกล่าว ต้องผ่านการประเมินการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายใน โดยต้องมีผลการประเมินเป็นไปตามมาตรฐานระดับดีหรือเป็นไปตามมาตรฐานต้องปฏิบัติงานตรวจสอบได้ครบถ้วนตามแผนตรวจสอบประจำปีที่ได้รับการอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการต้องปฏิบัติงานได้ครอบคลุมงานให้ความเชื่อมั่น (การตรวจสอบทางการเงิน ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การตรวจสอบการปฏิบัติงานหรือการดำเนินงาน การตรวจสอบผลการดำเนินงานหรือผลปฏิบัติงานการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ และตรวจสอบการบริหาร) และงานให้คำปรึกษา

“ขณะนี้คณะกรรมการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และตัดสินการมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริการจัดการด้านการเงินการคลังประจำปีงบประมาณ 2563 ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบรายชื่อหน่วยงานที่ได้รับรางวัล 20 หน่วยงาน โดยกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐระดับดี ซึ่งเป็นรางวัลที่กรมวิชาการเกษตรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการสมัครเข้ารับการประเมินเป็นครั้งแรก และรางวัลที่ได้รับครั้งนี้เป็นการตอบโจทย์วิสัยทัศน์องค์กรที่ระบุไว้ว่า เป็นองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส งานวิจัยมีคุณภาพ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ไม้ผลภาคใต้-ลำไยเหนือปีนี้ผลผลิตเพิ่ม เตรียมพร้อมออกตลาดสิงหาคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499637

ไม้ผลภาคใต้-ลำไยเหนือปีนี้ผลผลิตเพิ่ม เตรียมพร้อมออกตลาดสิงหาคม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกองและลำไย ของภาคเหนือ ปี 2563 ซึ่งคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ข้อมูลไม้ผลปี 2563ครั้งที่ 2 (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม) พบว่า เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) รวม 14 จังหวัดภาคใต้ มี 887,852 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 844,042 ไร่ (เพิ่มขึ้น 43,810 ไร่ หรือร้อยละ 5.19) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 13.80 มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.57 ส่วนเงาะ ลดลงร้อยละ5.27 และลองกอง ลดลงร้อยละ 5.65

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 844,003 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 796,751 ตัน (เพิ่มขึ้น 47,252 ตัน หรือร้อยละ 5.93) สำหรับการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาด ผลผลิตทุเรียน มังคุด และเงาะจะออกมากเดือนสิงหาคม และลองกองจะออกมากเดือนกันยายน โดยผลผลิตรวมของทุเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22.03 ส่วนไม้ผลชนิดอื่นมีผลผลิตลดลง โดยเงาะลดลงร้อยละ 29.52 ลองกองลดลงร้อยละ 27.99 และมังคุดลดลงร้อยละ 10.30 ทั้งนี้ ผลผลิตต่อไร่ของทุเรียนคาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาปีที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดีจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาดี มีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อใช้ดูแลต้นทุเรียน ส่วนมังคุด เงาะและลองกอง ผลผลิตต่อไร่คาดว่าลดลงเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง เกษตรกรเกรงว่าน้ำจะไม่เพียงพอต่อการใช้ และจำเป็นต้องเก็บน้ำไว้สำหรับดูแลต้นทุเรียน ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า

สำหรับลำไย ของแหล่งผลิตหลัก 8 จังหวัดภาคเหนือ คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ข้อมูลลำไย ปี 2563 ครั้งที่ 3(ข้อมูล ณ 2 มิถุนายน 2563) คาดการณ์เนื้อที่ให้ผล 854,615 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 849,710ไร่ (เพิ่มขึ้น 4,905 ไร่หรือร้อยละ 0.58 ของเนื้อที่ให้ผล8 จังหวัดภาคเหนือ) แบ่งเป็นเนื้อที่ให้ผลในฤดูช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 637,588 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 74.61) และเนื้อที่ให้ผลนอกฤดู 217,027 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 25.39) และคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 635,394 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ให้ผลผลิต 620,379 ตัน (เพิ่มขึ้น 15,015 ตันหรือร้อยละ 2.42) แบ่งเป็นผลผลิตในฤดู 386,065 ตัน (ร้อยละ 60.76) และผลผลิตนอกฤดู 249,329 ตัน (ร้อยละ 39.24) โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม คิดเป็นร้อยละ 35.41 ของผลผลิตทั้งปี ด้านผลผลิตต่อไร่ของลำไยเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสม โดยช่วงที่ลำไยติดดอกมีความหนาวเย็นพอเหมาะ ส่งผลให้ลำไยปีนี้ออกดอกและติดผลมากกว่าปีที่แล้ว ทั้งนี้ สศก.จะได้ติดตามสถานการณ์ผลิตและปริมาณการผลิตไม้ผล ภายใต้คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับกระทรวง กรมและจังหวัดได้นำไปใช้ประโยชน์ในการเตรียมมาตรการนโยบายต่อไป

จัดตั้งเดินหน้าAICต่อเนื่อง เฟส1 เป้าหมายเสร็จภายใน 3 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499631

จัดตั้งเดินหน้าAICต่อเนื่อง เฟส1 เป้าหมายเสร็จภายใน 3 เดือน

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 17.37 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารAICเป็นประธานในการประชุมการขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center :AIC) ครั้งที่ 3/2563 ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2563 ผ่านระบบ Zoom Video Conferrence ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านเครือข่ายศูนย์ A.I.C. 77จังหวัดทั่วประเทศ ศพก. แปลงใหญ่ เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer พร้อมด้วย นายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงเกษตรฯ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัด ส่วนราชการ  ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันปฎิรูปเกษตรไทย สู่เกษตร 4.0 โดยมีวาระสำคัญเช่น การจัดตั้ง AICศูนย์แห่งความเป็นเลิศ , การจัดตั้งคณะกรรมการและศูนย์เฉพาะด้านในAICจังหวัด , คณะกรรมการโลจิสติกส์จังหวัด , โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล , โครงการบริการประชาชนด้วยแพลตฟอร์ม(National Citizen Self Service Portal)ร่วมกับสพร.,การส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะและระบบแชร์เครื่องจักรกลเกษตร(AMR), การเปิดหลักสูตรอบรมบ่มเพาะE-Commerce แบบO2O(ออฟไลน์2ออนไลน์)และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมสู่แปลงเกษตร, โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่, โมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดสู่พาณิชย์ทันสมัย(New Commerce)และเกษตรทันสมัย (Modern Agriculture)ระหว่างกระทรวงพาณิชย์(รมว.พณ.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์และกระทรวงเกษตรฯ(รมว.กษ.ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) และ AIC Forum เป็นต้นโดยมีเป้าหมายในเฟส1ให้แล้วเสร็จภายใน3เดือน

สศก.เทียบชัดแปลงใหญ่สมุนไพร‘ขมิ้นชัน-ไพล’ สร้างรายได้เพิ่มมากกว่ากลุ่มเกษตรกรทั่วไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499389

สศก.เทียบชัดแปลงใหญ่สมุนไพร‘ขมิ้นชัน-ไพล’ สร้างรายได้เพิ่มมากกว่ากลุ่มเกษตรกรทั่วไป

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อัญชนา ตราโช

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงผลการศึกษาศักยภาพการผลิตและการตลาดสมุนไพรในพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรณีศึกษาขมิ้นชัน และไพล โดยทำการศึกษา ต้นทุน ผลตอบแทนการผลิต ประสิทธิภาพการผลิตการตลาด เปรียบเทียบทั้งในและนอกพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ณ เดือนตุลาคม 2561 มีแปลงที่ปลูกขมิ้นชันครอบคลุม 5 จังหวัด (พังงา สุราษฎร์ธานี มหาสารคาม สระแก้ว ราชบุรี) แปลงที่ปลูกไพลครอบคลุม 4 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี มหาสารคาม สระแก้ว ราชบุรี) รวมจำนวนเกษตรในโครงการแปลงใหญ่สมุนไพรที่มีการปลูกขมิ้นชันและไพลทั้งสิ้น 326 ราย

ขมิ้นชัน เกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่ มีต้นทุนการผลิต 14,931 บาท/ไร่/รุ่นการผลิต 1 ปี ผลผลิต 1,684 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 23.17 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 39,019 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 24,088 บาท/ไร่ เมื่อเทียบกับเกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ พบว่า มีต้นทุนการผลิตน้อยกว่าร้อยละ 8.86 และมีผลตอบแทนสุทธิมากกว่า ร้อยละ 12

ไพล เกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่มีต้นทุนการผลิต 24,664 บาท/ไร่/รุ่นการผลิต 2 ปี ผลผลิต 3,341 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 23.66 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 79,042 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 54,377 บาท/ไร่ เมื่อเทียบกับเกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ พบว่า มีต้นทุนการผลิตต้นทุนน้อยกว่าร้อยละ 6.28 และมีผลตอบแทนสุทธิมากกว่าร้อยละ 26.77

จากการศึกษา ยังพบว่า ปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย พืชสมุนไพรจึงเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชน โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับสมุนไพร เป็นช่องทางการจำหน่ายหลักของขมิ้นชันและไพล รองลงมาจำหน่ายให้พ่อค้ารวบรวม ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้เป็นช่องทางรับซื้อผลผลิตและลดความเสี่ยงด้านราคา โดยต้องส่งเสริมตลอดโซ่อุปทาน เช่น มาตรฐานวัตถุดิบและการแปรรูปเป็นเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ต่างๆ และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาด เช่น Road show และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรควรรวมตัวเป็นกลุ่มเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ จะช่วยให้มีช่องทางจำหน่ายการตลาด ได้ราคา และสร้างรายได้ดียิ่งขึ้น

ก.เกษตรฯจับมือปณท.ช่วยชาวสวนขายผลไม้ คิดค่าบริการขนส่งEMSอัตราพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499388

ก.เกษตรฯจับมือปณท.ช่วยชาวสวนขายผลไม้ คิดค่าบริการขนส่งEMSอัตราพิเศษ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน E-Commerce เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ และการพาณิชย์ ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ วางแผนแก้ไขการพาณิชย์สินค้าเกษตร ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงดำเนินการบูรณาการระบบการพาณิชย์ ด้านE-Commerce สินค้าเกษตรระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ตอบสนองพฤติกรรมอุปโภค-บริโภคได้ถูกต้องรวดเร็วนั้น คณะอนุกรรมการฯจึงขอความร่วมมือให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) สนับสนุนการขนส่งด้วยบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ในประเทศ เพื่อกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร

นายศตพล จันทร์ณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอี-คอมเมิร์ซภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นปณท.ยินดีสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับการจัดส่งผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ในอัตราค่าบริการ 8 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ อัตราค่าบริการพิเศษสำหรับการจัดส่งน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม คิดอัตราเหมาจ่าย 30 บาท/กล่อง เพื่อร่วมสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นในอัตราค่าขนส่งที่ถูกลงและตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร รวมถึงการจัดส่งสินค้าประเภทผลไม้สามารถดำเนินการได้เหมาะสมกับสภาพการขนส่งของ ปณท. ตลอดจนเกษตรกรสามารถเลือกบรรจุภัณฑ์และมีวิธีหุ้มห่อให้เหมาะสมกับผลไม้ที่จะจัดส่ง สำหรับเกษตรกรที่สนใจต้องประสานงานล่วงหน้าก่อนที่จะจัดส่ง โดยให้แจ้งรายละเอียดของสิ่งของที่จะจัดส่งเกษตรกรที่มีความพร้อมและความต้องการสถานที่ที่จะจัดส่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในการใช้บริการ เป็นการสร้างความพึงพอใจทั้งผู้ส่งและผู้สั่งซื้อได้

‘ปุ๋ยยารา’ก้าวสู่ปีที่115 เดินหน้าเคียงข้าง-เชิดชูเกษตรกรนักสู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499387

‘ปุ๋ยยารา’ก้าวสู่ปีที่115 เดินหน้าเคียงข้าง-เชิดชูเกษตรกรนักสู้

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มิสเตอร์เมดิ เซนท์-อังเดร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธานกลุ่มธุรกิจประเทศไทย และประเทศพม่า กล่าวว่า ในโอกาสที่ ปุ๋ยยาราเดินทางเข้าสู่การครบรอบ 115 ปี ในระดับโลกและ 48 ปีในการจำหน่ายปุ๋ยยาราในประเทศไทยในปีนี้ นับเป็นปีที่ยากลำบากของเกษตรกร เป้าหมายหลักของเราจึงมิใช่เพียงเฉลิมฉลอง แต่เป็นการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน ทั้งวิกฤติโควิด-19 ตลอดจนสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันรุนแรงที่คุกคามโลกคือ บทพิสูจน์ว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ภาคเกษตรยังเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลิตอาหารเพื่อดูแลปากท้องของประชาชน เราจึงอยากใช้โอกาสนี้ยกย่องคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของเกษตรกร ด้วยการสานต่อและยกระดับความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเกษตรให้ลุกขึ้นและเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ยาราเป็นบริษัทปุ๋ยแห่งแรกของโลกที่บุกเบิกนวัตกรรมการสกัดธาตุไนโตรเจนจากอากาศ มาผลิตเป็นปุ๋ยธาตุอาหารแบบคอมปาวด์คุณภาพสูง หรือปุ๋ย NPK ซึ่งหลังถูกนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยธาตุอาหารหลากหลายสูตร สำหรับพืชหลากหลายชนิด ปัจจุบันยารามียอดขายอันดับ 1 โดยเฉพาะในกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิดในประเทศไทยได้แก่ ยางพารา ปาล์ม ทุเรียน ลำไย และผักใบและหลังจากคลุกคลีกับเกษตรกรไทยมาเกือบ 50 ปี ยาราจึงเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของเกษตรกรไทย ปีนี้จึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ยารามีร่า 23-8-8 สำหรับข้าวโพดไร่และอ้อย ยาราวีตา สำหรับข้าว และยาราเรก้าเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรไทยด้วยทางเลือกใหม่ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

“ยาราดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรเป็นหลัก เราศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของเกษตรกรและปัจจัยแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง แล้วนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดยบริษัทยาราทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงาน Digital Farming ทำหน้าที่เอาปัญหาที่เกษตรกรประสบมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ต่างกันไปโดยเฉพาะ อีกทั้ง ยาราเป็นบริษัทปุ๋ยรายแรกในประเทศไทยที่นำเอาดิจิทัลโซลูชั่นมาใช้ปฏิบัติกับภาคเกษตรกร โดยประสานความร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรธุรกิจชั้นนำ อาทิ ดีแทค พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ด้านธาตุอาหารและการเกษตร และยังจัดทำแอพพลิเคชั่น “ยาราพรีเมียมคลับ” สำหรับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยติดตั้ง เพื่อใช้ระบบสะสมแต้มจากยอดซื้อแบบอัตโนมัติแล้วนำมาแลกเป็นส่วนลดในรอบถัดไปได้อีกด้วย”มิสเตอร์เมดิ เซนท์-อังเดร์ กล่าว

ด้านคุณปัญชลี วรรณพฤกษ์ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสาร บริษัทยารา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางวิกฤติมากมายทั้งภัยแล้ง ผลผลิตราคาตกต่ำ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยาราได้สร้างสรรค์กิจกรรมมากมายเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรไทย อาทิ การสร้างช่องทางการตลาดออนไลน์ในแคมเปญ “Safe #เกษตรกรนักสู้ ยารารับฝากสวน” เพื่อช่วยเป็นตลาดให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบได้ผ่านเฟซบุ๊คยาราประเทศไทย โครงการบริจาคปุ๋ยให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ช่วยบรรเทาภาระของเกษตกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะผลผลิตล้นตลาดจากวิกฤติโควิด-19 และกิจกรรมเชิญชวนเกษตรกรมาประกวดร้องเพลง ในช่วงสกู๊ปของรายการ ร้องได้ให้ล้าน ทางช่องไทยรัฐทีวี และการแข่งขันโหวตผู้ชนะทางเฟซบุ๊ค ยารา ประเทศไทย ตลอดเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ยารายังช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ที่ปีนี้ประสบปัญหาราคายางตกต่ำที่สุดในรอบหลายปีด้วยการปรับราคาปุ๋ยให้ลดลงเป็นประวัติการณ์เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘ไบโอเทค สวทช.’พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงพืชในอาหารเหลว เพิ่มประสิทธิภาพขยายพันธุ์ต้นกล้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499390

รายงานพิเศษ : ‘ไบโอเทค สวทช.’พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงพืชในอาหารเหลว เพิ่มประสิทธิภาพขยายพันธุ์ต้นกล้า

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP:ไอแทป) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยใช้ระบบอาหารเหลว และนำเอาระบบไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) มาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต้นพันธุ์ของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อลดต้นทุน แรงงาน และระยะเวลาในการพัฒนาต้นกล้าพันธุ์ดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

ปัญหาอย่างหนึ่งในการผลิตพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยคือ การขยายต้นกล้าพันธุ์ดีจากภาครัฐและภาคเอกชนออกไปสู่เกษตรกร ถ้าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอายุสั้น จะมีการเจริญเติบโตทางยอดของต้นได้ง่าย สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมหรือเมล็ดพันธุ์แท้ออกสู่ตลาดได้เลย ทำให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในประเทศได้ไม่ยากนัก แต่หากเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตช้า อย่างพืชตระกูลปาล์ม เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และอินทผาลัม แม้จะผลิตเมล็ดได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเพาะต้นกล้าจากเมล็ดลูกผสม เพราะนอกจากต้นจากการเพาะเมล็ดจะมีลักษณะการกระจายตัวสูงแล้ว ยังใช้เวลานาน ใช้พื้นที่ และแรงงานในการจัดการดูแลสูง จำนวนต้นกล้าพันธุ์ดีที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรกรผู้ผลิต นอกจากนั้น ในพืชที่มีลักษณะแยกเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย เช่น อินทผาลัม การใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมีความเสี่ยงสูงในการที่จะได้ต้นตัวผู้มากกว่าต้นตัวเมีย ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตอินทผาลัมเกิดความเสียหายเนื่องจากได้ผลผลิตไม่เป็นไปตามความคาดหมาย

ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยจากทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา ไบโอเทค สวทช. นำเอาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่มีอายุยาว เช่น ปาล์มน้ำมันมะพร้าว อยู่แล้ว โดยจะเลือกใช้ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อพืชที่กำลังมีการพัฒนา ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญ ใบอ่อน ช่อดอกอ่อน ตาข้าง มาฟอกฆ่าเชื้อและเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ ซึ่งมีธาตุอาหารและสารควบคุมการเจริญเติบโต ซึ่งปกติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนใหญ่จะใช้ระบบอาหารแข็งในการชักนำให้เกิดกลุ่มเซลล์ที่สามารถพัฒนาไปเป็นต้นอ่อนได้ เรียกว่า แคลลัส (callus) และจึงพัฒนาเป็นต้นอ่อนสมบูรณ์ในสภาพปลอดเชื้อเพื่อออกสู่เกษตรกรต่อไป

ปัจจุบันคณะนักวิจัยมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันและมะพร้าว โดยใช้ระบบอาหารเหลวและนำเอาระบบไบโอรีแอคเตอร์มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งระบบนี้จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้รวดเร็วกว่าวิธีการใช้อาหารแข็งปกติประมาณ 3-4 เท่า นอกจากจะสามารถร่นระยะเวลาในการผลิตต้นอ่อนจากต้นแม่สายพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการในตลาดต้นกล้าแล้ว ระบบไบโอรีแอคเตอร์นี้ยังสามารถควบคุมสารอาหารเพื่อกระตุ้นให้เกิดสารออกฤทธิ์ตามที่เราต้องการในพืชสมุนไพรบางชนิดได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นลดต้นทุน แรงงาน และเวลา รวมถึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจไทยแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต

นอกจากนี้ วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบไบโอรีแอคเตอร์ ยังสามารถนำไปปรับใช้กับพืชชนิดอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การขยายพันธุ์พืชสมุนไพรหลายๆ ชนิด ซึ่งในปัจจุบันทางคณะผู้วิจัยกำลังพัฒนาระบบการขยายต้นพันธุ์ขมิ้นชัน รวมถึงพืชในตระกูลขมิ้นอื่นๆ เช่น ว่านมหาเมฆ ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นขาว และพืชสมุนไพรประเภทเหง้าหรือหัว เช่น กระชายดำ เป็นต้น โดยวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชสมุนไพร โดยเฉพาะว่านต่างๆ ซึ่งเริ่มหายากแล้ว รวมถึงส่งผลให้เกษตรกรมีต้นพันธุ์เพื่อใช้ปลูกได้ตลอดทั้งปี เพราะพืชที่มีหัวเป็นเหง้าแบบนี้จะมีการพักต้นตามฤดูกาล ทำให้ไม่สามารถปลูกได้ทั้งปี และในอนาคตยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอคเตอร์ในการกระตุ้นสารออกฤทธิ์ทางยาได้ ซึ่งจะต้องมีการวิจัยและพัฒนากันต่อไป คาดว่าจะมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต กล่าวทิ้งท้าย

กษ.ชงครม.เยียวยา เกษตรกร8หมื่นคน ไร้เอกสารสิทธิที่ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499457

กษ.ชงครม.เยียวยา เกษตรกร8หมื่นคน ไร้เอกสารสิทธิที่ดิน

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปลัดเกษตรฯระบุคณะ กก.กลั่นกรองเงินกู้ ลุ้น ครม.พิจารณา จ่ายเงินเยียวยาเกษตรกร 8 หมื่นคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน-เช่าที่ดิน พร้อมเร่งพิจารณาเกษตรกรยื่นอุทธรณ์ ด้าน ธ.ก.ส.โอนเงินเยียวยารอบ 2 เดือนมิถุนายนแล้ว ทยอยโอนเข้าบัญชีวันละล้านราย คาดครบถ้วน 21มิถุนายน

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากกระทรวงเกษตรฯได้เปิดให้ยื่นอุทธรณ์จนถึงวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมาพบว่ามีรายชื่อผู้ยื่นอุทธรณ์กว่า1.8แสนคน จาก 6 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อก่อนหน้านี้ แต่ไม่พบเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯยังไม่ได้อนุมัติเพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ8 หมื่นราย ซึ่งปัจจุบันได้จัดส่งเงินเยียวยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาติดขัด 2.เป็นเกษตรกรแต่มีอาชีพรับจ้าง ซ้ำซ้อนกับระบบประกันสังคมด้วย ประมาณ 8หมื่นราย ในกรณีนี้ ให้หน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์อีกครั้ง และให้พิจารณาเป็นรายกรณี และต้องหารือกับประกันสังคมให้ชัดเจนด้วย

3.เกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ 8 หมื่นราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯอนุมัติไม่ได้ เพราะขัดกับเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่ให้เยียวยากับกลุ่มที่ทำการเกษตรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น ในกรณีนี้กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป้าหมายของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดดังนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงจะยกไปพิจารณาในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ และได้มีความเห็นที่จะช่วยเหลือ โดยจะนำเข้าครม.พิจารณาเห็นชอบ วันที่16มิ.ย.นี้หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถจ่ายจ่ายได้ทันที

4. เกษตรกรที่มีรายชื่อซ้ำซ้อนกับที่ยื่นขอในโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ได้สละมาใช้สิทธิ์รับการเยียวยาฝั่งภาคการเกษตร ประมาณ 1,000 ราย กลุ่มนี้ควรได้รับการเยียวยาเช่นกัน 5. เกษตรกรที่ถูกคัดออกมาจากโครงการไม่ทิ้งกันก่อนหน้านี้ เพราะตรวจพบว่ามีรายชื่อเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกร 2,000 ราย แต่ภายหลังโครงการเราไม่ทิ้งกัน เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ และรับเงินเยียวยาไปแล้ว 6. กลุ่มข้าราชการ และข้าราชการบำนาญ ประมาณ 2,000 ราย กรณีนี้จะไม่ได้รับการเยียวยาตามเงื่อนไข

โดยคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์เงินเยียวยาเกษตรกรประชุมในวันที่ 18 มิถุนายน ขณะนี้เร่งรัดให้หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนทั้งระดับภูมิภาคและระดับกรมสรุปจำนวนรายเกษตรกรที่ยื่นอุทธรณ์มา พร้อมให้จำแนกเรื่องที่อุทธรณ์มาด้วย หากเป็นเรื่องที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นพิจารณาได้ให้สรุปและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรทันที ถ้าเกินอำนาจให้ส่งมายังกรมต้นสังกัด สำหรับเรื่องที่ต้องสอบถามความเห็นจากหลายหน่วยงานให้เสนอมายังคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ ของกระทรวง

ส่วนรายชื่อของผู้เสียชีวิตและอยู่ในสถานะถูกจำหน่ายนั้น ได้ให้หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนราษฎร เบื้องต้นบางหน่วยงานรายงานกลับมาว่าปรับปรุงข้อมูลเฉพาะการทำเกษตร ได้แก่ ทำเกษตรกรรมประเภทใด พื้นที่เท่าไร แต่ไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลของผู้ขึ้นทะเบียน ซึ่งกำชับว่าจากนี้ไปต้องปรับปรุงทั้งข้อมูลการทำเกษตรกรรมและสถานะของผู้ขึ้นทะเบียนทุกปี และวันอังคารนี้(16 มิ.ย.)คาดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จะเสนอ ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินและเช่าที่ดินทำเกษตร หาก ครม.มีมติเห็นชอบ จะเร่งส่งชื่อให้ ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้เร็วที่สุด

ด้าน นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)กล่าวว่าวันนี้(15 มิ.ย.)โอนเงินเยียวยา งวดที่ 2 ให้เกษตรกรแล้ว999,984 ราย เป็นเงิน 4,999.92ล้านบาท จะทยอยโอนวันละ1ล้านราย คาดว่า จะดำเนินการเสร็จในวันที่ 21มิถุนายนนี้ ส่วนผลการจ่ายเงินเยียวยางวดที่1ของเดือนพฤษภาคมจ่ายแล้ว7,235,675รายรวมทั้งสิ้น36,178.38ล้านบาท ล่าสุด กำลังเร่งตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีธนาคารซึ่งเกษตรกร แจ้งข้อมูลเพิ่ม 65,221ราย หากได้รับคำยืนยันจากธนาคารต่างๆแล้ว ธ.ก.ส.จะโอนให้ทันที ส่วนที่ยังไม่สามารถโอนได้มี 159,902 ราย เนื่องจากไม่พบบัญชี จึงเร่งประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางให้เกษตรกรแจ้งหมายเลขบัญชีผ่าน http://www.เยียวยาเกษตรกร.com ขณะที่ทางกระทรวงเกษตรฯส่งเจ้าหน้าที่ไปพบเกษตรกรถึงบ้าน เพื่อให้เกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบได้รับเงินทุกราย

สำหรับรายชื่อ ที่ส่งคืนกระทรวงเกษตรฯมี 222,331 ราย แบ่งเป็น ข้าราชการ 91,426 ราย ที่เหลือ 132,905 ราย กระทรวงเกษตรฯต้องตรวจสอบสถานะทางทะเบียนราษฎร เนื่องจากก่อนโอนเงินเข้าบัญชี ทาง ธ.ก.ส.ตรวจสอบข้อมูลกับกระทรวงมหาดไทย พบว่า มีทั้งเสียชีวิตและอยู่ในสถานะถูกจำหน่าย