ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

11 มิถุนายน 2563 – 16:16 น.

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน ช่วยจัดการแมลงศัตรูพืชพร้อมให้ปุ๋ยและได้ไข่คุณภาพราคาสูง 

ศูนย์ภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวนได้ประโยชน์หลายทาง ไก่ออกไข่เยอะ ลดค่าอาหารไก่ ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้ปุ๋ยตามธรรมชาติ ต้นไม้ให้ผลผลิตดีมีความสมบูรณ์รสชาติอร่อยลดต้นทุนด้านการผลิตให้เกษตรกรเพิ่มกำไรมากขึ้น
 นายโรจน์วัฒน์  อินทร์ทุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า จากสภาพภูมิประเทศและทรัพยากรตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่แตกต่างไปจากภาคอื่น ๆ จึงมีการศึกษาวิถีการดำเนินชีวิตของราษฎรเพื่อหารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริ ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาสำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 เพื่อเป็นแบบจำลองและเป็นพื้นที่ส่วนย่อที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ สำหรับการพัฒนาให้ภูมิภาคนี้เกิดความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
 

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้มีการศึกษาทดลองเพื่อหาคำตอบและข้อสรุปในการทำการผลิตหลากหลายรูปแบบ เมื่อได้ข้อยุติแล้วจึงนำมาจัดทำเป็นแปลงสาธิตเพื่อเป็นสถานที่ให้ราษฎรและประชาชนทั่วไปที่สนใจ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ควบคู่กับการขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรในพื้นที่ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับผู้ที่นำไปปฏิบัติใช้ หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่พืชสวน ซึ่งศูนย์ฯ ได้จัดทำแปลงสาธิตขึ้นมาบริเวณพื้นที่โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ในส่วนที่ใช้ปลูกพืชสวนแบบไม้ให้ผลโดยปล่อยให้ไก่ไข่อยู่ตามธรรมชาติแบบอิสระ สามารถเดินเล่นและคุ้ยเขี่ยหาอาหารจำพวกมด แมลง และหญ้าได้ เป็นการช่วยลดความเครียดให้กับไก่ จึงทำให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรง อารมณ์ดีและผลิตไข่ไก่แบบอินทรีย์ที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ราคาไข่ไก่สูงกว่าไข่ไก่ที่เลี้ยงในระบบปิดทั่วไป

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

ปัจจัยหลักในการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวว่า เบื้องต้นให้พิจารณาพื้นที่การเลี้ยงควรเป็นพื้นที่โปร่ง อากาศถ่ายเทดี สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ คัดเลือกสายพันธุ์ไก่ไข่ที่มีความแข็งแรงจะทำให้ไก่ออกไข่ได้เร็วอย่างต่อเนื่องและมีอายุยืนทำให้ปลดระวางช้า ช่วยลดต้นทุนในการจัดหาพันธุ์ไก่มาเลี้ยงในรุ่นต่อ ๆ ไปได้  สำหรับอัตราการปล่อยไก่ไข่ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพและจำนวนของพื้นที่ที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 4 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร มีโรงเรือนสำหรับหลบฝนและวางรังสำหรับให้ไก่ไข่ที่ไม่ควรเกิน 7 แม่ต่อ 1 รัง เพื่อป้องกันการแย่งรังไข่แล้วไก่จิกตีกันทำให้บาดเจ็บได้ 
   “สำหรับอาหารไก่นั้น ทางส่วนงานด้านการปศุสัตว์ของศูนย์ฯ แนะนำว่าควรเป็นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ สามารถหาได้ตามท้องถิ่น เช่น มันสำปะหลัง รำข้าว ปลายข้าว ผักสีเขียว ร่วมกับอาหารเสริม เช่น แร่ธาตุ สมุนไพร ส่วนอาหารเสริม เช่น หญ้า สัตว์เล็ก ๆ จำพวกหนอน หอยทาก ไก่จะหากินเองในพื้นที่สวน ซึ่งส่วนนี้จะช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของสารเคมีที่ใช้ในการทำลายแมลงศัตรูพืชและการตัดหญ้าในพื้นที่สวนได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันมูลไก่นับเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีสำหรับการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยของพันธุ์ไม้จำพวกให้ผลเมื่อนำไปจำหน่ายจึงได้ราคาดี” นายโรจน์วัฒน์ อินทร์ทุ่ง กล่าว
ด้านโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีนั้น ควรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ โรงเรือนเพื่อให้ไก่วางไข่และเพื่อหลับนอนอีกส่วนเป็นพื้นที่สนามหญ้าสำหรับให้ไก่ได้เดินวิ่งเล่นออกกำลังกายและเป็นพื้นที่หาอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งการจัดระบบเช่นนี้จะช่วยให้สามารถควบคุมโรคที่เกิดกับไก่ได้ง่ายยิ่งขึ้น  เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือประชาชนโดยทั่วไปที่มีความสนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 086-860-9888 ในวันและเวลาราชการ    

เกษตรกรนครนายกพึงพอใจแนวทางการลดการเผาในพื้นที่เกษตรที่ทางการส่งเสริม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 เกษตรกรนครนายกพึงพอใจแนวทางการลดการเผาในพื้นที่เกษตรที่ทางการส่งเสริม 

 เกษตรกรนครนายกพึงพอใจแนวทางการลดการเผาในพื้นที่เกษตรที่ทางการส่งเสริม 

11 มิถุนายน 2563 – 15:52 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ลงพื้นที่ติดตามโครงการส่งเสริมการหยุดเผาวัสดุการเกษตร เป็นแม่ข่ายขับเคลื่อน พบเกษตรกรพึงพอใจและให้ความร่วมมือ เผยประโยชน์จากวัสดุการเกษตรมีคุณต่อดินและสามารถแปรสภาพเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้มากมาย 

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ลงพื้นที่ติดตามโครงการส่งเสริมการหยุดเผาวัสดุการเกษตร โดยใช้กลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแม่ข่ายขับเคลื่อน พบเกษตรกรพึงพอใจและให้ความร่วมมือ เผยประโยชน์จากวัสดุการเกษตรมีคุณต่อดินและสามารถแปรสภาพเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้มากมาย 
 นางอุบล มากอง ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ พร้อมด้วยนางสาวอิสรี เก่งนอก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ นางสาวผกาพันธุ์  ละมัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง  กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรพื้นที่จังหวัดนครนายก พร้อมเก็บข้อมูลงานวิจัยในการศึกษาทดสอบด้านการเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการในพื้นที่ในการจัดการพื้นที่การปฏิบัติในแปลง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการเผาในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดนครนายก ณ แปลงสาธิตการเรียนรู้ของเกษตรกร ประกอบด้วย แปลงที่ 1 นางเพ็ญรุ่ง กริ่มใจ  หมู่ที่ 7 ตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก แปลงที่ 2 นายประยุทธ์ บุญกล้า หมู่ที่ 1 ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี แปลงที่ 3 นายสุเทพ บัวลอย หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนา  และแปลงที่ 4 นายพนัส กว้างทุ่ง หมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์แทน อำเภอองครักษ์ 
นางอุบล มากอง ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ เปิดเผยว่า ในการจัดทำแปลงสาธิต การเรียนรู้นั้นมีเป้าหมายเพื่อเป็นจุดเรียนรู้ในการบริหารจัดการพื้นที่ ตลอดถึงการปฏิบัติและการจัดการในแปลง และการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้เพื่อลดการเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่

 เกษตรกรนครนายกพึงพอใจแนวทางการลดการเผาในพื้นที่เกษตรที่ทางการส่งเสริม 

รวมถึงขยายผลการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร โดยใช้กลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผาเป็นแม่แบบและเครือข่าย ซึ่งพื้นที่จังหวัดนครนายก สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม ลักษณะดินเป็นดินปนทรายและดินเหนียว เหมาะแก่การทำนา ทำสวนผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ มีการรวมกลุ่มเป็นศูนย์ข้าวชุมชน วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว โดยพื้นที่ปลูกข้าวบางส่วนในทุกอำเภอจะเป็นพื้นที่ลุ่ม เกษตรกรต้องปลูกข้าวแบบน้ำลึกหรือข้าวขึ้นน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรมักจะใช้วิธีการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูถัดไป ซึ่งปัญหาจากการเผาวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ทำให้สภาพดินมีความเสื่อมโทรมเพราะสูญเสียธาตุอาหารในดินของความร้อนจากการเผา รวมทั้งระบบนิเวศในพื้นที่เปลี่ยนไปไม่เอื้อต่อการทำการเกษตร จึงทำให้การผลิตในแต่ละรอบการผลิตต้องปรับปรุงบำรุงดินด้วยสารเคมีทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 
 “สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้ดำเนินการศึกษาถึงแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรลดการเผาในพื้นที่เกษตร กรณีศึกษาผลกระทบกิจกรรมการส่งเสริมการลดการเผาในพื้นที่เกษตรจังหวัดนครนายกขึ้น โดยได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ผ่านเกษตรกรผู้นำของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่ายรวมถึงเก็บข้อมูลการจัดการพื้นที่ การปฏิบัติและการจัดการในแปลง รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้เพื่อลดการเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่จากเกษตรกรผู้นำเจ้าของแปลงสาธิตการเรียนรู้ที่ได้นำองค์ความรู้ไปประประยุกต์ใช้ในกิจกรรมของตนเองตามความเหมาะสม

 เช่น  การปฏิบัติและการจัดการในแปลงมีการนำนวัตกรรมทางเลือกด้านการเกษตร การอัดฟาง ทำฟางก้อน เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดมีความต้องการสูงเพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ทางเลือก เช่นใช้เป็นอาหารสัตว์กีบในหน้าแล้ง ช่วยลดปัญหาการขาดสารอาหารในสัตว์ ใช้เป็นอาหารปลา หรือคลุมดินเพื่อรักษาความชื่นในแปลงเพาะปลูก ตลอดถึงการนำไปเพาะเห็ดชนิดต่างๆ เป็นต้น  รวมถึงการไถกลบตอซังและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้วยการนำเศษวัสดุการเกษตรที่เหลือใช้ในแปลงเพาะปลูกมาใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยนำมาทำปุ๋ยหมัก ถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ เกษตรกรจะสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้  รวมถึงการจัดการพื้นที่กรณีของเกษตรกรที่ทำนาปรังมีการปลูกปอเทืองหลังฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะช่วยลดต้นทุนในการปรับปรุงบำรุงดินสำหรับฤดูการผลิตต่อไป ด้วยแปลงนาได้สารปรับปรุงบำรุงดิน ตามธรรมชาติจากปอเทือง ส่วนเกษตรกรที่ทำนาน้ำฝนจะไม่เผาฟางโดยปล่อยให้ฟางย่อยสลายเองตามกระบวนการทางธรรมชาติ ก็จะเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว” นางอุบล มากอง  กล่าว
 ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า จากการติดตามแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรลดการเผาในพื้นที่เกษตร กรณีศึกษาผลกระทบกิจกรรมการส่งเสริมการลดการเผาในพื้นที่เกษตร  จังหวัดนครนายก ครั้งนี้พบว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจและสมัครใจในการลดละเลิกการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรตามแนวทางต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นอย่างดี ที่สำคัญในการดำเนินกิจกรรมเพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนลดการเผาวัสดุทางการเกษตรของ ศพก. นั้น ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกกระบวนการ จึงก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชนและลดปัญหาจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม

พาณิชย์-เกษตร”เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พาณิชย์-เกษตร”เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต

พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต

11 มิถุนายน 2563 – 14:03 น.

“จุรินทร์”  จับมือ “เฉลิมชัย” นำ กระทรวงพาณิชย์-กระทรวงเกษตรฯ   ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เดินหน้ายุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ลุยนำสินค้าเกษตรบุกตลาดโลก  พาเกษตรกรก้ามข้ามความยากจน

          11 มิ.ย.2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นำ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือสร้างประเทศเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มจีดีพีประเทศ และเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงมีพันธกิจร่วมกัน คือ สร้าง Single Big Data ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน สร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด

          โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  จะนำกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภายใต้นิยาม “พาณิชย์ทันสมัย” นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำ สร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ ขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีและการค้าออนไลน์ สร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้น ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทย โดยมุ่งไปทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนจังหวัดประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ผู้ประกอบการในจังหวัด
    

          ด้านตลาดต่างประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนประเทศประกอบด้วยทูตพาณิชย์กับผู้ส่งออกภาคเอกชน มีช่องทางการตลาด คือ ออนไลน์ (แพลตฟอร์มรายการสินค้าเพื่อรองรับนิวนอร์มอล) ออฟไลน์ (โมเดิร์นเทรด ,สมาร์ทโชวห่วย ,ธงฟ้า ,โมบายมาร์เก็ต ,โมบาย ,รถพุ่มพวง,คาราวาน ,ตลาดต่างๆ,ตลาดกลาง ,ตลาดสด) คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (ทำเกษตรพันธสัญญา)เคาน์เตอร์เทรด (สร้างเวทีสร้างจับคู่ให้มากขึ้น)
    

          ” วันนี้ต้องถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของประเทศไทย คือ เป็นการเปิดศักราชใหม่อย่างเป็นรูปธรรมในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสองกระทรวงหลักคือกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวใจสำคัญของวันนี้ก็คือการเปิดวิสัยทัศน์สำคัญร่วมกันของทั้งสองกระทรวงภายใต้วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคนโดยใช้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิตและภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้มีเป้าหมายชัดเจน คือเป้าหมายในการเดินหน้ายุทธศาสตร์เป็นเป้าหมาย 1 สร้าง 3 เพิ่ม หนึ่งสร้างที่ว่าก็คือการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก ส่วนเป้าหมายสามเพิ่ม ที่ว่าก็คือเพิ่มที่หนึ่ง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มที่สองก็คือการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และเพิ่มที่สามก็คือการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในทุกระดับ โดยการที่จะบรรลุหนึ่งสร้างสามเพิ่มนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีพันธกิจร่วม 4 พันธกิจด้วยกัน พันธกิจร่วมที่หนึ่งก็คือการที่จะต้องร่วมกันสองกระทรวงในการสร้าง Single Big Data ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งสองกระทรวงได้ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกันเสียที ไม่มีของเขาของเรา ไม่มีของพาณิชย์ไม่มีของเกษตร มีแต่ Single Big Data ร่วมของประเทศทั้งด้านการผลิตและการตลาด” นายจุรินทร์ กล่าว 

          นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า พันธกิจร่วมที่สอง ก็คือการที่เราจะต้องร่วมกับสองกระทรวงสร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อให้ภาคการผลิตคือภาคการเกษตร ภาคการแปรรูป อุตสาหกรรม ภาคการค้า การลงทุนการส่งออกได้สามารถมาใช้แพลตฟอร์มกลางที่ว่านี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลแลกเปลี่ยนพันธสัญญาในการซื้อขายและการทำการตลาดร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต พันธกิจร่วมที่สาม ก็คือการที่สองกระทรวงจะต้องร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสินค้าเกษตรของท่านโดยจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายของการตลาดและการผลิตยุคใหม่ที่โลกต้องการและเป็นการสะท้อนว่าเราเดินไปสู่ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต เพราะถ้าตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ก็จะขายยากในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสำคัญของโลกในประเทศที่มีศักยภาพมีที่ดี มีรายได้สูง
    

          พันธกิจร่วมประการที่สี่ อยู่ที่กระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำร่วมกันก็คือในเรื่องของการที่จะต้องพัฒนาคนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตรงตามความต้องการของตลาดร่วมกันทั้งคนทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งสองกระทรวงต้องพัฒนาไปด้วยกันพร้อมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์สร้างโอกาสไทยทุกคน นี่คือ 4 พันธกิจร่วมเบื้องต้นที่ขอเปิดวิสัยทัศน์ในวันนี้ ที่สองกระทรวงจะทำร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การที่จะบรรลุพันธกิจรวม 4 พันธกิจ จะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันสองกระทรวง โดยมีประธานทั้งสองกระทรวงเป็นผู้ไปทำธุรกิจร่วมกัน ในการจัดทำเป้าหมายที่เป็นตัวเลขชัดเจน ไปทำแผนปฏิบัติทำโครงการขับเคลื่อน ทำตัวชี้วัด และไปทำทุกอย่างให้ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ต่อไปตนแนะนำว่านอกจากคณะทำงานชุดรวมแล้วต้องมีคณะทำงานแต่ละชุดที่จะบรรลุเป้าหมายพันธกิจร่วม 4 ชุดนี้และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของการเป็นเกษตรทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกันต้องเดินหน้าไปสู่การเป็นพาณิชย์ทันสมัย
    

          พาณิชย์ทันสมัย คือ ประการที่หนึ่งต้องเป็นพาณิชย์ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำจากทุกมุมโลกจากทุกข้อมูล จากทุกแหล่งมาบูรณาการและมากลั่นกรองเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การดำเนินการทางการตลาดที่ถูกต้องชัดเจน
    

          พาณิชย์ทันสมัยประการที่สองก็คือกระทรวงพาณิชย์ต้องสร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพให้ได้ เซลล์แมนจังหวัดไม่ใช่แค่พาณิชย์จังหวัดคนเดียวแล้วตั้งตัวเองเป็นเซลล์แมนจังหวัดแต่เซลล์ในจังหวัดต้องประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน ภาคการผลิตและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงานเซลล์ทีมเซลล์แมนจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ทางการตลาดภายใต้หลักพาณิชย์ทันสมัย ทีมเซลล์แมนประเทศต้องประกอบ ด้วยพาณิชย์และภาคเอกชน ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้ง ผู้นำเข้าในตลาดประเทศนั้น มารวมตัวกันเป็นทีมเซลล์แมนประเทศ จึงจะเป็นพาณิชย์ทันสมัย 
    

          ประการที่สาม จะต้องมีการขยายตลาดการค้าออนไลน์ซึ่งถือว่าเป็นระบบการค้าแบบที่เรายังไม่นำมาใช้อย่างแพร่หลายจริงจัง ต่อไปจะเป็น New Normal ตัวจริงของตลาดโลกขึ้นมา เพราะเมื่อคนนับหนึ่งจากการระบบใช้ ecommerce การใช้การค้าออนไลน์ต่อไป ก็คงจะชินกับระบบนี้และสะดวกคล่องตัวโดยไม่ต้องเดินทางไปพบตัวเอง แค่ซื้อบนจอรวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อไป เราต้องเดินไปสู่การใช้ Blockchain ในการเจรจาติดต่อกัน การขายและการลงทุนอนาคต ประการที่สี่ก็จะต้องเน้นในการสร้างโมเดลการค้ารูปแบบใหม่ๆให้เกิดขึ้นเพิ่มเติม เช่นในอนาคตอาจจะต้องนำทั้งหมด drop off ศูนย์รวม ศูนย์กระจายสินค้ามาใช้มากขึ้นรวมทั้งการเชื่อมระบบทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยไม่แยกส่วนก็จะเป็นโมเดลทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยกันสองกระทรวงพัฒนาร่วมกัน
    

          และประการสุดท้ายนิยามของพาณิชย์ทันสมัย ก็คือเราจะต้องสามารถเดินหน้าไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรที่เราจับมือกับกระทรวงเกษตรให้ขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยกันสร้างแบรนด์ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หรือการสร้าง Trust Mark ให้เกิดขึ้นกับตลาดโลกทั้งโลกนี่คือนิยามของคำว่าพาณิชย์ทันสมัย
    

          สำหรับช่องทางการตลาดที่จะนำสินค้าเกษตรไปขายให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเราจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศตลาดในประเทศ ที่ว่าก็จะทีมเซลล์แมนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญตลาดต่างประเทศก็จะมีทีมเซลล์แมนประเทศ ในการที่จะไปทำตลาดในต่างประเทศของโลก ส่วนช่องทางการตลาดเราได้คุยกันระหว่างสองกระทรวงและได้ข้อสรุปร่วมกันว่าอย่างน้อย 4 ช่องทางการตลาด
    

          ช่องทางตลาดที่หนึ่งคือตลาดออฟไลน์ซึ่งถือว่าเป็นตลาดดั้งเดิมในตลาดรูปแบบเดิมที่เราได้ใช้มาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ยังสามารถพัฒนารูปแบบไปได้อีกเยอะ ไม่จำเป็นต้องอยู่รูปแบบเดิม เพื่อนำไปสู่พาณิชย์ทันสมัย ประกอบด้วยโมเดิร์นเทรด สมาร์ทโชวห่วย ที่ผมมีนโยบายยกระดับโชวห่วยขึ้น เป็นสมาร์ทโชวห่วย มีการใช้เทคโนโลยีรูปแบบการบริหารจัดการเข้ามาช่วยภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้านธงฟ้าก็ยังถือเป็นช่องทางตลาดออฟไลน์ของเราอีกช่องทางหนึ่ง โมบายมาร์เก็ตที่ผมจะเป็นตลาดชั่วคราวที่ไม่จำเป็นต้องไปสร้างอาคารขนาดใหญ่ ก็คือตลาดชั่วคราว ตลาดเฉพาะกิจที่ต้องทำงานเชิงรุกของทีมเซลล์แมนจังหวัดในการเป็นช่องทางระบายสินค้าทางการเกษตร เช่น ต้องสนองความต้องการตลาด และระบายสินค้าเกษตรต้องทำที่หนึ่งสัปดาห์จบ ถ้าสินค้าหมด นี่ก็คือทิศทางของตลาดออฟไลน์ที่เรียกว่าโมบายมาร์เก็ต รถพุ่มพวงก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถสนองต่อความต้องการของตลาดออฟไลน์ได้ คาราวานสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็นตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดต้องชม เป็นต้น นี่คือตลาดออฟไลน์
    

          ตลาดที่สอง ก็คือตลาดออนไลน์ ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นตลาดออนไลน์นั้นจะต้องมีแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและแพลตฟอร์มต่างประเทศ และแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่เราจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นและเป็นช่องทางระบายสินค้าเกษตรต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สามการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ซึ่งขณะนี้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว จะช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีหลักประกันว่า ถ้าลงนามในเกษตรพันธสัญญาแล้วเขามีหลักประกันเรื่องราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ โดยผู้ซื้อผู้บริโภคหรือจะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของ value chain ในภาคการผลิตสินค้าต่อเนื่องอย่างไร และจะเป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรให้ความสำคัญร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการ ช่องทางสุดท้ายสี่คือการนำ counter trade มาใช้โดยการสร้างเวทีจับคู่การค้าการผลิตมาพบกันให้มากขึ้นในรูปของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือรูปแบบใดก็สุดแล้วแต่ ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณีทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ นี่คือวิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน
    

          ” วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน ถัดจากนี้ไปทั้งสองกระทรวงและบุคลากรทั้งสองกระทรวงยังมีภารกิจที่จะต้องนำวิสัยทัศน์นี้ และหลักคิดนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจระดับกลางของผู้ประกอบการและระดับรวมในฐานะผู้ส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศและสร้างความหวังให้กับประเทศของเราต่อไป ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่รายละเอียดสุดท้ายเพราะนี่คือการเริ่มต้นเฉพาะความคิดของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรคิดว่าภาคส่วนอื่นๆควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแสดงความคิดเห็นช่วยสะท้อนมุมมองของภาคอื่นๆซึ่งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ยินดีรับฟังและจะนำไปปรับต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติให้ได้จริงให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเป้าหมายการปรับปรุงถ้าจำเป็นต้องเกิดขึ้น ” นายจุรินทร์ กล่าววิสัยทัศน์
    

          ทางด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้า “เกษตรทันสมัย” “เกษตรปลอดภัย ” ทำเกษตรในรูปแบบสมัยใหม่ นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพื่อทำการผลิตอย่างแม่นยำ ผลิตสินค้ามูลค่าสูง มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยเน้นรูปแบบของเกษตรสมัยใหม่ ทั้งเกษตรรวมกลุ่ม เกษตรนวัตกรรม เกษตรปลอดภัย เกษตรแปรรูป เกษตรเทคโนโลยี และเกษตรพอเพียง โดยมีกลุ่มสินค้า ประกอบด้วย พืช ปศุสัตว์ ประมง แปรรูป และเกษตรบริการ โดยเกษตรทันสมัย จะต้องมี คุณภาพสินค้าทั้ง 1.สินค้าทั่วไป 2.สินค้ามาตรฐาน  (GAP GMP ฮาลาล ฯลฯ) 3. สินค้าพรีเมียม (GI ออร์แกนิค นวัตกรรม ฯลฯ)
    

          “เราส่งเสริม Smart farmer and young smart farmer เพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรจากรูปแบบเดิม ถ้าเราผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพต่ำ เราจะไม่สามารถก้าวผ่านความเป็นประเทศยากจนได้ หากเกษตรกรอยู่ดีกินดี เราจะสามารถพูดได้เต็มปากว่าเราเป็นประเทศพัฒนาแล้ว การเกษตรเกี่ยวกับคนไทยทั้ง 70 ล้านคน และโควิด-19 ทำให้วิถีการเกษตรเปลี่ยนไป กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่นำเงินเข้าประเทศ ภาคเกษตรจะต้องเข้าสู่เกษตรปลอดภัย ซึ่งคือเกษตรกรต้องปลอดภัยด้วย ผู้ผลิต ผู้บริโภคต้องปลอดภัยด้วย เราได้เริ่มทำมาแล้วหนึ่งปี ซึ่งจะได้ย่างก้าวไปสู่เกษตรอินทรีย์ ทุกฝ่ายต้องทำงานอย่างระบบ หากเกษตรกรได้ทราบข่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกับ กระทรวงเกษตร เขาจะรู้สึกว่าเขามีอนาคตแล้ว เขาจะไม่ถูกทิ้ง เพราะภาครัฐจะหาเงินเพิ่มในกระเป๋าเขา แต่เราต้องเริ่มเดินไปพร้อมๆกัน ” นายเฉลิมชัย กล่าว 
    

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรได้เริ่มการค้าออนไลน์ มีการทำ MOU กับ Lazada ,Grab ,Shopee แต่ออฟไลน์ก็มีความสำคัญ ได้ทำ MOU กับเทสโก้ โลตัส และแม็คโคร เพื่อนำสินค้าเกษตรคุณภาพสู่มือผู้บริโภค ยอมรับว่ากระทรวงเกษตรฯไม่ได้เป็นมืออาชีพด้านการขาย แต่การได้กระทรวงพาณิชย์มาช่วยวันนี้จะช่วยได้อีกมาก วันนี้พาณิชย์จะจับมือกับเกษตรพาเกษตรกรก้าวผ่านความยากจนไปได้ ความร่วมมือในวันนี้เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ และภาคเกษตรเป็นความความหวัง ในยุคโควิด-19 ฉะนั้น วันนี้เราต้องทำให้ดีที่สุดร่วมกัน

พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
พาณิชย์-เกษตร"เดินหน้ายุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต


 

ดีเดย์ปิดอ่าวไทย15มิย.ฟื้นฟูสัตว์น้ำพื้นที่8จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499181

ดีเดย์ปิดอ่าวไทย15มิย.ฟื้นฟูสัตว์น้ำพื้นที่8จว.

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2563 จำนวน 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 : วันที่ 15 มิถุนายน -15 สิงหาคม 2563 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ฝั่งตะวันตกบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร ช่วงที่ 2 : วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2563 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ด้านเหนือบางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร โดยมีการกำหนดให้ใช้เครื่องมือและวิธีทำการประมงที่สามารถทำการประมงได้ ดังนี้

1.อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอสให้ทำประมงได้เฉพาะเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอสมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไปความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ ทั้งนี้ ห้ามทำประมงโดยวิธีล้อมติดตา หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน
3.อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก 4.อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ทำประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ 6.ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำประมงเกินกว่า 300 ลูก ต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

7.เครื่องมือลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.เครื่องมือคราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 10.เครื่องมืออวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาทำประมงที่ผู้ทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย 11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก 12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำประมง 13.การใช้เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า โดยใช้เครื่องมือทำการประมงที่มิใช่เครื่องมือทำการประมงบางประเภทที่ถูกกำหนดเป็นประมงพาณิชย์ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกตามความในมาตรา 5 และต้องมิใช่การใช้เครื่องมือทำการประมงอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตักที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) รวมทั้งเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกตามมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่กำหนด และเครื่องมือที่ใช้ทำประมงต้องไม่ใช้เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในส่วนบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 30 ล้านบาท ตามขนาดของเรือประมงหรือปรับ 5 เท่า ของมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า และเครื่องมือประมง สัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สินค้าสัตว์น้ำ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ทำผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิดจะถูกริบและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมาจากข้อมูลการศึกษาและสำรวจปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำหลังมาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ผลการจับปลาเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนมาตรการ โดยกลุ่มปลาเศรษฐกิจ ที่พบมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ ปลามงโกรย ปลาหลังเขียว และปลาทู แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของปลาทู สัตว์น้ำสำคัญทางเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรจะเป็น จะเห็นได้ว่าผลผลิตโดยรวมสอดคล้องกับผลการศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ ที่อพยพตามห้วงเวลาในแต่ละพื้นที่ กล่าวคือ ช่วงตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนของทุกปี ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในมีสัตว์น้ำขนาดก่อนเริ่มสืบพันธุ์อยู่อาศัยจำนวนมาก จากผลสำรวจทางวิชาการพบปลาทูในเขตอ่าวไทยรูปตัว ก ฝั่งตะวันตก (พื้นที่ปิดอ่าวช่วงที่ 1) มีขนาดเฉลี่ย 13 – 14 เซนติเมตร หรือ ที่ชาวประมงเรียก ปลาสาว ยังไม่สามารถสืบพันธุ์วางไข่ได้ ซึ่งปลาทูกลุ่มนี้จะอพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก ตอนเหนือ (พื้นที่ปิดอ่าวช่วงที่ 2) และพบว่ามีขนาดเฉลี่ย 16-18 เซนติเมตร ถือว่าเป็นแม่ปลาที่พร้อมผสมพันธุ์และจะกลับลงไปวางไข่บริเวณอ่าวไทยตอนกลาง (มาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลาง)ปีถัดไป ดังนั้น จึงควรคุ้มครองสัตว์น้ำเหล่านี้มิให้ถูกจับก่อนมีโอกาสผสมพันธุ์และวางไข่หรือถูกจับก่อนวัยอันควร เพื่อเพิ่มขนาดและมูลค่าสัตว์น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะส่งผลให้ปลาทูกลับฟื้นคืนความสมบูรณ์ดังเดิม

ชายคาพระพิรุณ : 15 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499179

ชายคาพระพิรุณ : 15 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในหลายภาคส่วน แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเงินเยียวยา การส่งเสริมด้านการตลาด จนถือว่าได้ผ่อนคลายความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังตกค้างไม่ได้รับเงินเยียวยา ก็ไม่รู้ว่ามีข้อผิดพลาดในขั้นตอนไหน ซึ่งหลังจากกระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดให้ยื่นอุธรณ์ จนถึงวันสุดท้ายเมื่อ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่ามีรายชื่อผู้ยื่นอุทธรณ์กว่า 1.8 แสนคน จาก 6 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อก่อนหน้านี้ แต่ไม่พบเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯยังไม่ได้อนุมัติ เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ8 หมื่นราย ซึ่งปัจจุบันได้จัดส่งเงินเยียวยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาติดขัด 2.เป็นเกษตรกรแต่มีอาชีพรับจ้าง ซ้ำซ้อนกับระบบประกันสังคมด้วย ประมาณ 8 หมื่นราย ในกรณีนี้ ให้หน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์อีกครั้ง และให้พิจารณาเป็นรายกรณี และต้องหารือกับประกันสังคมให้ชัดเจนด้วย 3.เกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 8 หมื่นราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯอนุมัติไม่ได้ เพราะขัดกับเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้เยียวยากับกลุ่มที่ทำการเกษตรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น อย่างไรก็ตามในกรณีนี้กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป้าหมายของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดดังนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงจะยกไปพิจารณาในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถจ่ายจ่ายได้ทันที 4. เกษตรกรที่มีรายชื่อซ้ำซ้อนกับที่ยื่นขอในโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ได้สละมาใช้สิทธิ์รับการเยียวยาฝั่งภาคการเกษตร ประมาณ 1,000 ราย กลุ่มนี้ควรได้รับการเยียวยาเช่นกัน 5. เกษตรกรที่ถูกดีดออกมาจากโครงการไม่ทิ้งกันก่อนหน้านี้ เพราะตรวจพบว่ามีรายชื่อเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกร 2,000 ราย แต่ภายหลังโครงการเราไม่ทิ้งกัน เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ และรับเงินเยียวยาไปแล้ว 6. กลุ่มข้าราชการ และข้าราชการบำนาญ ประมาณ 2,000 ราย กรณีนี้จะไม่ได้รับการเยียวยาตามเงื่อนไข แต่กระทรวงเกษตรฯ ต้องมีเหตุผลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปตอบคำถามในพื้นที่ได้…ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่า เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา และยื่นอุธรณ์ไว้แล้ว จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ อย่างไรต่อไป

นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ยังมีความเดือดร้อนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ก็คือ ผู้ที่เป็นหนี้ กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีพ ซึ่งล่าสุด ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไปแล้ว โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563

สำหรับ มาตรการที่กระทรวงเกษตรฯได้เคาะมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนหมุนเวียน เพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ 1. คิดดอกเบี้ยแก่ผู้กู้ยืมในอัตราร้อยละศูนย์ต่อปีของเงินต้น เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2563 ยกเว้นลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดีและศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำพิพากษาตามยอมแล้ว 2. งดการขายทอดตลาดแก่ผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ไว้ทุกราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการขายทอดตลาด เป็นระยะเวลานับตั้งแต่วันที่กรมบังคับคดีได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 และ 3. ชะลอการบังคับคดีแก่ผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นระยะเวลานับตั้งแต่วันที่กรมบังคับคดีได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 เว้นแต่กรณีที่ใกล้สิ้นระยะเวลาบังคับคดี…

ขุนเกษตรา

ก.แรงงานจับมือสยามคูโบต้า พัฒนาศักยภาพอาชีพเกษตรช่วยผู้เดือดร้อนจากโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499178

ก.แรงงานจับมือสยามคูโบต้า พัฒนาศักยภาพอาชีพเกษตรช่วยผู้เดือดร้อนจากโควิด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีเป้าหมายและกลไกบูรณาการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แรงงานนอกระบบที่อยู่ในภาคการเกษตร จึงร่วมมือกับสยามคูโบต้า จัดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19” ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย รวมถึงให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงได้มีภารกิจร่วมกับสยามคูโบต้า ร่วมกันพัฒนาฝีมือให้แรงงานนอกระบบที่อยู่ในภาคการเกษตรให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะให้ได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน จนนำไปประกอบอาชีพ รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่นำไปสู่การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับฝีมือให้คนไทยมีงานทำอย่างมีศักดิ์ศรี มีฝีมือได้มาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ด้านนายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบทำให้ภาคเศรษฐกิจหลายธุรกิจชะลอตัวและเกิดการเลิกจ้าง หรือพักงานพนักงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ขาดรายได้ซึ่งในกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เลือกที่จะกลับภูมิลำเนา

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า การประกอบอาชีพเกษตรกรรมป็นทางเลือกที่น่าสนใจมีศักยภาพและบทบาทสำคัญในภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบให้ประชาชนมีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรองรับและแก้ปัญหาแรงงานที่กลับไปทำงานยังภูมิลำเนา ทั้งนี้ กุญแจสำคัญคือ การส่งเสริมพวกเขาเห็นความสำคัญของการทำเกษตร ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสม สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและขยายผลสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับการร่วมมือของสองหน่วยงานครั้งนี้ จะคัดเลือกผู้ที่สนใจทำอาชีพเกษตรกรรม โดยต้องเป็นผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์ COVID-19 เน้นฝึกอบรมการทำการเกษตร โดยจัดอบรมเรื่อง การขับขี่เครื่องจักรกลการเกษตร อาทิ แทรกเตอร์ รถดำนา รถเกี่ยวนวดข้าวและรถขุด ตลอดจนองค์ความรู้ในการทำเกษตรครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสยามคูโบต้าที่ถ่ายทอดให้เกษตรกรมาแล้วทั่วประเทศ และจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้ทำเกษตรอย่างเพียงพอ รับมือวิกฤตภัยแล้ง และเข้ารับการฝึกอบรมภายใต้โรงเรียนฝึกขับเครื่องจักรกลการเกษตร และโรงเรียนฝึกขับรถขุดคูโบต้าที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน ได้ผลิตเกษตรกรที่มีทักษะความชำนาญมาแล้วกว่า2,400 รุ่น 54,000 ราย โดยกำหนดพื้นที่จังหวัดนำร่องที่มีความพร้อม 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี มหาสารคาม ศรีสะเกษ พิษณุโลก และสุราษฎ์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ทำเกษตรรวมกว่า 18,000,000 ไร่ โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 นี้ นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นที่มีความพร้อมต่อไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าอัตราการวางงานในไตรมาสหนึ่งปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.03 มีผู้ว่างงานเกือบ 4 แสนคน และคาดว่าในปีนี้มีแรงงานที่เสี่ยงถูกเลิกจ้าง 8.4 ล้านคน นอกจากนี้ ผลกระทบจากภัยแล้งต่อการจ้างงานภาคเกษตรกรรมตั้งแต่กลางปี 2562 และต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ส่งผลให้การจ้างงานภาคเกษตรลดลง และมีจำนวนแรงงานที่รอฤดูกาล 370,000 คน สูงที่สุดในรอบ 7 ปี โดยเดือนเมษายน ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 26 จังหวัดมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบประมาณ 3.9 ล้านคนและเกษตรกรในพื้นที่อื่นที่มีปริมาณน้ำน้อยและไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเกษตรก็ได้รับผลกระทบอีก 2.1 ล้านคน รวมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทั้งสิ้น 6 ล้านคน โดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่า ผลการขึ้นทะเบียนใช้สิทธิกรณีว่างงานออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://empui.doe.go.th กับกรมการจัดหางานของเดือนเมษายน ที่ผ่านมา มีจำนวน 2.6 แสนคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.8 จากเดือนมีนาคม ที่มีผู้มาขึ้นทะเบียน จำนวน 1.4 แสนคน โดยผู้ที่ถูกเลิกจ้างงานโดยมีสาเหตุมาจากนายจ้าง/สถานประกอบการต้องปิดกิจการ

‘ฟิล์มแคร์รอต’นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กินได้ ลดปัญหาขยะพลาสติกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499180

‘ฟิล์มแคร์รอต’นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กินได้ ลดปัญหาขยะพลาสติกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ปั๊มนวัตกรรมฟิล์มห่ออาหารรับประทานได้ วิจัยพบแคร์รอตมีคุณสมบัติครบตอบโจทย์บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปิ๊งไอเดียผลิตเป็นฟิล์มห่อลูกอมและผลไม้กวน ประโยชน์หลายเด้ง ทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาขยะพลาสติก พร้อมตอบเทรนด์สุขภาพฟิล์มแคร์รอต 1 แผ่นมีสารเบต้าแคโรทีนสูงกว่า 3,000 ไมโครกรัม

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อหุ้มอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาอาหาร ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารและป้องกันการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์และเคมี อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจส่วนแบ่งตลาดของวัสดุที่นำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ห่อหุ้มอาหารพบว่าส่วนใหญ่เป็นพลาสติกสังเคราะห์ ซึ่งย่อยสลายได้ยากกลายเป็นขยะที่ก่อมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดการวิจัยหาวัสดุจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ เพื่อพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับห่อหุ้มอาหาร โดยกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้คัดเลือกวัตถุดิบซึ่งเป็นผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ กะหล่ำปลีสีม่วง มะเขือเทศ มะม่วง และแคร์รอตโดยนำมาทดลองเพื่อค้นหาคุณสมบัติของผักและผลไม้ดังกล่าวที่มีลักษณะปรากฏใกล้เคียงกับฟิล์มห่อหุ้มอาหารปกติมากที่สุด และพัฒนาผลิตเป็นแผ่นฟิล์มสำหรับห่อหุ้มอาหารที่รับประทานได้ด้วย ซึ่งผลการทดลองพบว่าแคร์รอตเป็นพืชที่มีลักษณะปรากฏเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาวิจัยต่อยอดเป็นฟิล์มที่บริโภคได้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า งานวิจัยนี้เพื่อพัฒนาฟิล์มบริโภคได้จากผักและผลไม้ โดยการทดลองแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ คัดเลือกวัตถุดิบ และปรับปรุงคุณสมบัติของฟิล์ม สำหรับการคัดเลือกวัตถุดิบได้คัดเลือกผักและผลไม้กลุ่มที่มีองค์ประกอบของสารกลุ่มพอลิแซคคาร์ไรด์ ได้แก่ เพคติน เซลลูโลส และสตาร์ชสูง นำมาให้ความร้อนและตีป่นจนเป็นเนื้อละเอียดในรูปพิวเร่ (Puree) ก่อนขึ้นรูปเป็นฟิล์ม ซึ่งพบว่าแคร์รอตที่ความเข้มข้น 30% โดยน้ำหนักให้ฟิล์มที่มีลักษณะดีที่สุดคือ แห้งและไม่กรอบเปราะจึงคัดเลือกแคร์รอตเป็นวัตถุดิบในการวิจัยครั้งนี้ จากนั้นนำฟิล์มจากแคร์รอตที่ได้จากส่วนแรกมาปรับปรุงคุณสมบัติโดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ ส่วนของการปรับปรุงความแข็งแรงของฟิล์มด้วยเพคติน (pectin) และแอลจิเนต (alginate) เลือกสูตรที่ดีที่สุดมาปรับปรุงการยืดตัวโดยการเติมไซลิทอลซึ่งพบว่าการเติมแอลจิเนต 3% ของน้ำหนักเนื้อแคร์รอต และไซลิทอล (xylitol) 3.75% ของน้ำหนักเนื้อแคร์รอตให้ฟิล์มที่มีคุณสมบัติดีที่สุดโดยแอลจิเนตมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับฟิล์ม ทำให้มีความเหนียวไม่ขาดง่าย ส่วนไซลิทอลเป็นสารให้ความหวานใช้แทนน้ำตาลใส่เติมลงไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ฟิล์ม โดยฟิล์มจากแคร์รอตที่พัฒนาขึ้นนี้มีความต้านทานการซึมผ่านก๊าซออกซิเจนอยู่ในระดับที่ดีจึงนำมาประยุกต์เป็นฟิล์มห่อผลิตภัณฑ์เช่น ลูกอม และผลไม้กวน นอกจากนี้ ฟิล์มแคร์รอตยังมีคุณค่าทางทางโภชนาการ ช่วยต้านการเสื่อมคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยาออกซิเดชัน เนื่องจากฟิล์มแคร์รอต 1 แผ่นมีปริมาณสารเบต้าแคโรทีนสูงถึง 3,465 ไมโครกรัมโดยฟิล์มแคร์รอตนี้มีอายุการใช้งานได้นานประมาณ 2 เดือน

“งานวิจัยนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของนักวิจัยที่ต้องการจะผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อหุ้มอาหารที่ทำมาจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก ซึ่งย่อยสลายได้ยากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสภาวะโลกร้อน ที่สำคัญงานวิจัยนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เกิดการใช้ผลิตผลด้านการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ฟิล์มห่อหุ้มอาหารที่ทำจากแคร์รอตยังมีส่วนช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการเป็นการตอบเทรนด์ด้านสุขภาพได้อีกด้วย ซึ่งคณะผู้วิจัยเตรียมนำผลงานวิจัยฟิล์มแคร์รอตบรรจุภัณฑ์รับประทานได้ไปจดอนุสิทธิบัตรแล้ว
ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตรโทร 0-2940-5468” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

‘เฉลิมชัย’เปิดนิทรรศการ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ118ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498996

‘เฉลิมชัย’เปิดนิทรรศการ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ118ปี

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 12.24 น.

“เฉลิมชัย”เปิดนิทรรศการเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ครั้งแรก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ 118 ปี

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการเสมือนจริง “RID CREATIVITY & INNOVATION 2020” ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อการชลประทาน 2563 ณ กรมชลประทานสามเสน ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา กรมชลประทาน ครบรอบ 118 ปี เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการจัดนิทรรศการเสมือนจริงบนโลกออนไลน์เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่องาน “RID CREATIVITY & INNOVATION 2020” ระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงาน และนวัตกรรมงานชลประทานให้ประชาชนได้เข้าใจงานชลประทานมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้กำหนดให้มีการถ่ายทอดสดพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อที่ 12 มิถุนายน 2563 พร้อมด้วยการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเสวนา การเผยแพร่นวัตกรรมและผลงานการจัดการความรู้ของสำนัก/กอง ตลอดทั้ง 3 วัน ที่จะจัดให้ทุกท่านเข้ามารับชมได้ผ่านเว็บไซต์ exhibition.rid.go.th ตั้งแต่วันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2563 นี้

“กรมชลประทาน ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกร เพราะน้ำคือชีวิต ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 118 ปีแล้ว ที่กรมชลประทานได้ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค อุตสาหกรรม ตลอดจนการรักษาระบบนิเวศน์ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีความทันสมัย ครบวงจร เพื่อลดความเสี่ยงหรือผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนทั้งประเทศ และในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 118 ปี กรมชลประทาน ขอให้กรมชลประทานได้ทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้สมกับที่ประชาชนและเกษตรกรได้ฝากความหวังในด้านการบริหารจัดการน้ำด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบูธภายในงาน จะแบ่งตามลักษณะงาน ประกอบด้วย 1.) บูธภาพรวมผลงานกรมชลประทาน นำเสนอเนื้อหาเรื่อง ประวัติกรมชลประทาน แผนงาน RID No.1Express 2020 แผนบริหารความต่อเนื่อง(BCP) และศูนย์ประสานงานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)กรมชลประทาน 2.) ด้านบริหารองค์กร นำเสนอเรื่อง หน่วยงานราชการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักทรัพยากรบุคคล อาสาสมัครชลประทานกลไกการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ 3.) ด้านศึกษาความเหมาะสม นำเสนอเรื่อง โครงการที่ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIMP) โครงการพัฒนาทุ่นยางพาราดักผักตบชวา อากาศยานไร้คนขับบินสำรวจถ่ายภาพ เพื่อการทำแผนที่ นวัตกรรมเครื่องอัดฉีดของผสมแรงดันสูง และระบบวิทยุสื่อสารแบบบูรณาการ

4.) ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ นำเสนอเรื่อง งานก่อสร้างภายใต้สภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี- อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ และ 5.) ด้านบริหารจัดการน้ำ นำเสนอเรื่อง การบริหารจัดการน้ำด้วย Big Data ชลประทานล้านนากับการพัฒนาลุ่มน้ำน้ำปิง การแก้ไขน้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำอิงจังหวัดพะเยา จัดการน้ำยุคใหม่ แค่ปลายนิ้ว งานชลประทานกับการสร้างความยั่งยืนของภาคประชาชน โครงการชลประทานเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์

นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดการเสวนา ในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ เรื่อง New Normal วิถีชีวิตใหม่ กรมชลประทานหลัง COVID19 โดย พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต มีของที่ระลึกแจกให้กับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานวันละ 5,000 ชิ้น รวมไปถึงกิจกรรมร่วมสนุกกับการเล่นเกมเพื่อรับของรางวัลอีกมากมาย

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’เร่งดูแลเกษตรกรระหว่างอุทธรณ์’เงินเยียวยา’ หลังจ่ายแล้ว7.14ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498728

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’เร่งดูแลเกษตรกรระหว่างอุทธรณ์’เงินเยียวยา’ หลังจ่ายแล้ว7.14ล้านราย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 10.12 น.

“จุรินทร์-เฉลิมชัย”เร่งดูแลเกษตรกรที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์”เงินเยียวยา” หลังจากจ่ายเกษตรเดือนแรกไปแล้วกว่า7.14ล้านราย

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ เปิดวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ร่วมกันไปแล้ว ทั้ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกันนอกรอบถึงความห่วงใยต่อเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่อยู่ระหว่างการยื่นอุทรณ์ หลังจากที่กระทรวงเกษตรฯได้ใช้รายชื่อเกษตรกรบนพื้นฐานของ “โครงการประกันรายได้เกษตรกร” เป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นจึงทำให้การจ่ายเงินเยียวยาเกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ได้โอนจ่ายเงินให้เกษตรกรรวมถึงบัญชีไปแล้ว 7.14 ล้านราย ในเดือนแรก (พฤษภาคม 2563) ไปแล้ว จึงได้ให้ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับเกษตรกรในส่วนที่ตกหล่นกำลังยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง

นางมัลลิกา กล่าวว่า ล่าสุดนั้นได้ประสานงาน ธ.ก.ส.ทราบว่า ธ.ก.ส.พร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในเดือนที่ 2 (มิถุนายน 2563) จำนวน 5,000 บาท แก่เกษตรกรที่ได้รับโอนเงินในเดือนแรกไปแล้ว โดยจะทำการตรวจสอบสถานะอีกครั้งจากนั้นจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงตั้งแต่วันที่ 15 – 21 มิถุนายน 2563 ต่อเนื่องทุกวันไม่เว้นวันหยุด วันละประมาณ 1 ล้านราย จึงขอแจ้งเกษตรกรให้เตรียมตรวจสอบเงินเข้าบัญชีตนเองในระหว่างนั้น สำหรับเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมทั้งเรื่องสถานะและเลขที่บัญชี เมื่อได้รับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจาก กระทรวงเกษตรฯแล้ว ธ.ก.ส.จะดำเนินการโอนเงินตามไปต่อเนื่องทันที ซึ่งทางนายจุรินทร์ และ นายเฉลิมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งรัดในส่วนงานของกระทรวงเกษตรฯให้ตรวจสอบรวดเร็วรอบคอบ รัดกุม แต่กระชับเวลาทันต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร

สำหรับผลการดำเนินงานการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรในเดือนแรก มีบางส่วนที่ยังโอนเงินไม่ได้สาเหตุที่โอนไม่ได้เนื่องจากไม่พบบัญชีเงินฝากหรือบัญชีไม่ถูกต้องจำนวน 165,769 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบบัญชี 148,702 ราย และอยู่ระหว่างการส่งคืนข้อมูลให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจสอบจำนวน 224,331 ราย แยกเป็นตรวจสอบสถานะจำนวน 132,905 ราย และเป็นข้าราชการจำนวน 91,426 ราย จึงขอแจ้งว่าในส่วนของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ภายหลังการอุทธรณ์แล้ว สามารถแจ้งเลขที่บัญชีเงินฝากเพื่อรอรับการโอนเงิน โดยแจ้งผ่านทางเว็บไซต์ http://www.เยียวยาเกษตรกร.com ทั้งนี้ ซึ่งจะใช้บัญชีของธนาคารใดก็ได้ โดยไม่จําเป็นต้องมาเปิดบัญชีใหม่กับ ธ.ก.ส.ก็ได้ ทั้งหมดนี้คือความห่วงใยจาก รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เงินเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 7 ล้านคน ช่วยลูกจ้างแรงงานกว่า 9 ล้านคน และการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนกลุ่มต่างๆนั้นเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาที่มีทั้งการให้เงินหรือการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการร่วมด้วย เชื่อว่าเหล่านี้จะเป็นเงินใช้จ่ายภายในประเทศเพื่อจะให้เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด-19 คลี่คลาย เบื้องต้นมาตรการเยียวยาทั้งการให้เงินประชาชนและการให้สินเชื่อผู้ประกอบการจะทำให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาในระบบเศรษฐกิจ โดยหลังจากนี้รัฐบาลก็จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมาเพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

เร่งกำจัด’หนอนกระทู้’ แพร่ระบาดสวนข้าวโพด หวั่นคุมไม่อยู่กวนใจเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498713

เร่งกำจัด’หนอนกระทู้’ แพร่ระบาดสวนข้าวโพด หวั่นคุมไม่อยู่กวนใจเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 09.02 น.

12 มิถุนายน 2563 นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทางอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ได้รายงานผลความเสียหายจากการระบาดของหนอนกระทู้ในพื้นที่ บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เบื้องต้นมีต้นข้าวโพดได้รับความเสียหายประมาณ 29 ไร่  

โดยทางอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เกรงว่าจะระบาดสู่ตำบลและอำเภออื่นๆ ขออนุญาตแจ้งเตือนหาทางป้องกัน เพราะว่าหนอนชนิดนี้กัดทำลายแล้ว ข้าวโพดจะเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่ต่ำกว่า 200 กม. ซึ่งจากรายงานดังกล่าว ล่าสุดทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้สั่งการไปยังเกษตรจังหวัด ให้จัดเจ้าหน้าที่เกษตรลงพื้นที่สำรวจพื้นที่การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพด และหาแนวทางในการป้องกันการระบาดเป็นการเร่งด่วนไปแล้ว

ในส่วนของพื้นที่การระบาดที่บ้านห้วยผึ้ง ทางด้านนายพงศ์พีระ ชูชื่น นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นางนันทริยา สุวรรณล้อม เกษตรอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้นางสาวอุทัยวรรณ คำผง และนางสาวยุพาพร อุณหนันท์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ พร้อมด้วยนายวรวุฒิ ร่มฟ้าขจรกุล เจ้าพนักงานการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เข้าสำรวจพื้นที่ ที่ได้รับแจ้งว่าหนอนเข้าทำลายในข้าวโพด ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งจากการสำรวจพบหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเข้าทำลายข้าวโพด ในพื้นที่บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา และบ้านทบศอก ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เบื้องต้นได้แนะนำให้เกษตรกรใช้สารกำจัดแมลงประเภทดูดซึม อีมาเมกตินเบนโซเอต ในการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

สำหรับพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในห้วงต้นฤดูฝน เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกข้าวโพด รองลงมาได้แก่ถั่วเหลือง คิดเป็นสัดส่วน 70/30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพด พบว่าส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างหนัก โดการระบาดของหนอนดังกล่าว ทำให้ผลผลิตข้าวโพดตกต่ำไปกว่าร้อยละ 60