‘เก๋ ชลลดา’บุกสภายื่นกมธ.พาณิชย์ แก้กาฬโรคระบาดหนัก ล้มตายกว่า500ตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498311

news_default

‘เก๋ ชลลดา’บุกสภายื่นกมธ.พาณิชย์ แก้กาฬโรคระบาดหนัก ล้มตายกว่า500ตัว

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.15 น.

‘เก๋ ชลลดา’ นำเครือข่ายคนเลี้ยงม้าบุกสภายื่นกมธ.พาณิชย์ แก้กาฬโรคระบาดหนัก ล้มตายกว่า 500 ตัว

10 มิ.ย. 2563 ที่รัฐสภา นายเชษฐ เมฆสัมพันธ์ ประธานเครือข่ายคนเลี้ยงม้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย น.ส.ชลลดา เมฆราตรี (เก๋) ดารานักแสดงในฐานะประธานของมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) ร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอันวาร์ สาและ ประธานกรรมาธิการการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญาสภาผู้แทนราษฎร กรณีการนำเข้าและขายม้าลายแอฟริกาในประเทศไทย ที่ก่อให้เกิดโรคระบาดม้า (กาฬโรคม้า) ที่ทำให้ม้าไทยติดโรค และล้มตายจำนวนมาก

โดยนายเชรษฐ กล่าวว่า จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคล และบริษัทได้จดทะเบียนขอจัดตั้งสวนสัตว์ เพื่อนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าตามกฎหมาย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 จนถึงต้นปี 2563 ซึ่งในระหว่างนั้นปรากฎว่าม้าเลี้ยงของประชาชนในประเทศไทย ได้เริ่มมีการล้มตายตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 และมีการตายต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่ามีม้าตายเป็นโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (Afcan Hores Sicness) และมีการระบาดของโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้ม้าเลี้ยงได้ล้มตายไปหลายจังหวัดโดยนับถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 พบว่าม้าตายรวม 546 ตัว

“ขอให้ประธานกมธ. ช่วยพวกเราด้วย ช่วยกันหาทางแก้ที่ยั่งยืน และต้นตอก็ต้องถูกจัดการให้เรียบร้อยเพราะขณะนี้เราไม่สามารถนำม้าออกไปแข่งยังต่างประเทศได้ทำให้ประเทศเราเสียงชื่อเสียงไปด้วย” นายเชรษฐ กล่าว

นายอันวาร์ กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้ากรรมาธิการพิจารณาในแง่ของการพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบกลไกในการกักตัวและการตรวเช็คว่าเล็ดลอดจนเกิดโรคระบาดได้อย่างไร

ส่องเกษตร : ฟื้นฟู? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498102

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : ฟื้นฟู?

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บรรยากาศโดยทั่วไป ณ เวลานี้ ตามที่ผมสังเกตเห็น พบว่าผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตกันปกติมากขึ้นเริ่มออกมาทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกจำกัดไว้เพื่อหยุดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คำว่า Work from Home เริ่มจะซาๆลง ในขณะที่มาตรการ New Normal ขยายครอบคลุมทุกพื้นที่ ได้รับความร่วมมือบ้าง ไม่ร่วมมือบ้างก็ว่ากันไป แต่ทุกคนเข้าใจกันดีว่า New Normal คืออะไร ท่องกันขึ้นใจกันเลยทีเดียว ฝ่ายรัฐบาลเองก็มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น วางนโยบายที่จะดูแลประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งเกษตรกรก็เป็นกลุ่มอาชีพที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยหวังว่าจะทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ และสามารถดำเนินชีวิตหลังโควิดได้อย่างเป็นสุข จึงมีทั้งมาตรการเยียวยาที่ได้ดำเนินการจนถึงขั้นตอนของการโอนเงินให้ถึงมือเกษตรกรและเปิดการทบทวนสิทธิสำหรับรายที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปจะเป็นประเด็นที่สำคัญมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากผลกระทบที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน และนโยบายทางการเงินการคลังที่กำหนดขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับโลก ผลกระทบจึงไม่ธรรมดา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการ โดยมีสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน มีคณะกรรมการกลั่นกรองเบื้องต้น โดยที่แต่ละกระทรวงก็ต้องไปผ่านการดูแลของเจ้ากระทรวงขึ้นมาก่อน

ถ้าได้ติดตามการอภิปราย พ.ร.ก.ดังกล่าว จำนวนเงิน 4 แสนล้านบาท จะนำมาใช้เพื่อการฟื้นฟู มี สส. และ สว. หลายท่านได้ให้ความเห็นไว้อย่างหลากหลายว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์พิเศษจริงๆ เชื่อว่าภายใน 4-5 ปีนี้ คงไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะมีเหตุมาให้กู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศในวงเงินขนาดนี้ เพราะต้องมีการจ่ายคืนเงินกู้ดังกล่าวต่อเนื่องอีกหลายปีกว่าจะคืนเงินกู้ได้ทั้งหมดดังนั้นโครงการ/กิจกรรมใดที่จะดำเนินการภายใต้กรอบแผนการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในทุกสาขา จำเป็นต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ และเกิดผลต่อการฟื้นฟูได้อย่างแท้จริง ผมเองมีความกังวลกับประเด็นดังกล่าวมาก เพราะระยะเวลาและเงื่อนไขต่างๆ รัดตัวมาก ต้องเร่งดำเนินการ ส่งผลให้อาจขาดความรอบคอบ และถ้านโยบายหรือกรอบการดำเนินการไม่ชัดเจน จะยิ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ไม่ส่งผลดีต่อการฟื้นฟูประเทศแต่อย่างใด

ขณะนี้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั่วประเทศกำลังตื่นตัวทำโครงการ โดยได้รับทิศทางมาว่าต้องก้าวสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหลายส่วนยังไม่ชัดเจนว่าสิ่งใด การเกษตรแบบไหนที่เรียกว่าอัจฉริยะ แต่ได้รับการบอกกล่าวให้ขออุปกรณ์ต่างๆ เพราะเม็ดเงินที่ได้เป็นงบจ่ายขาด วงเงิน 3 ล้านบาทต่อแปลง ผลที่ออกมาแว่วๆ ว่าจะเป็นการซื้อโดรน ซื้อแทรกเตอร์ ซี้อรถเกี่ยวข้าว ตามที่ได้รับแนวทางเกษตรอัจฉริยะมา เข้าใจได้ว่าคนที่กำหนดแนวทางยังไม่เข้าใจประเด็นดังกล่าว ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น หรือจะเป็นด้วยระยะเวลาบีบบังคับ จึงขอเอาที่สะดวกไว้ก่อน ก็ว่ากันไป ซึ่งหากวิธีคิดยังเป็นเช่นนี้ คาดการณ์ได้เลยว่างบประมาณที่ทุ่มมาเพื่อการฟื้นฟูดังกล่าว คงไปไม่ถึงไหน เม็ดเงินที่ว่าจะหมุนไป อาจหมุนได้เพียงไม่กี่รอบ และจบลงที่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง เสียดายโอกาส เสียดายความตั้งใจ เสียดายกลุ่มอาชีพทางการเกษตรที่กลายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง หากจะฟื้นฟูอาชีพทางการเกษตรกันจริงๆ อย่ามองกันสั้นๆ แคบๆ ขอให้เริ่มกันตั้งแต่ฐานรากของการพัฒนา คือ ฐานของงานวิจัยและเทคโนโลยี ผมขอย้ำอีกครั้งว่าการมีโดรนบินเหนือแปลงปลูกไม่ใช่คำตอบว่าแปลงนั้นเป็นเกษตรอัจฉริยะแต่อย่างใด เข้าใจตรงกันนะ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

หนุน อกม. ปั้นเกษตรกรต้นแบบชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498105

news_default

หนุนอกม.ปั้นเกษตรกรต้นแบบชุมชน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำ “โครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19” โดยถ่ายทอดความรู้การปลูกพืชผักและสมุนไพรพร้อมจัดทำจุดเรียนรู้ต้นแบบ “การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือน” โดยมี อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ประสานงานและถ่ายทอดความรู้ในการปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือนกับเกษตรกรในหมู่บ้าน หวังปั้นเกษตรกรต้นแบบในระดับชุมชน

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรและทำให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนและตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคเกษตรของเกษตรกรทุกระดับ กรมจึงจัดทำโครงการ “โครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19” เพื่อบรรเทาผลกระทบสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศ พร้อมให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบมีพืชอาหารบริโภคสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน ตลอดจนแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชพันธุ์ดีในท้องถิ่นส่งเสริม ให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินการตามระบบส่งเสริมการเกษตรผ่านอกม.ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ตัวแทนเกษตรกรในชุมชน ซึ่งโครงการฯได้ผลิตต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพร 7 ชนิด รวม 3,634,464 ต้น พืชผักและสมุนไพรหลัก 4 ชนิด เป็นพืชที่เป็นที่นิยมบริโภคและผลิตจากเมล็ดได้ง่ายมีจำนวนมากรวม 2,271,540 ต้น ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร มะละกอ พริก และมะเขือ และพืชผักและสมุนไพรเสริม จำนวน 3 ชนิด รวม 1,362,924 ต้น ได้แก่ มะรุม ผักหวานบ้าน และแคบ้าน

อาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน (อกม.) จะเป็นผู้คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมาจากเกษตรกรแต่ละหมู่บ้าน เป็นตัวแทนผู้ถ่ายทอดความรู้ให้คนในชุมชน โดยต้องมีคุณสมบัติ 1.สนใจและสมัครใจ 2.มีพื้นที่และแหล่งน้ำเพียงพอปลูกพืชผักและสมุนไพรซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการ 7 ชนิด รวม 16 ต้น/ครัวเรือน 3.ให้คำแนะนำวิธีปลูกดูแลและขยายพันธุ์พืชผักสมุนไพรดังกล่าวให้เกษตรกรรายอื่นเพื่อขยายผลได้5. สำนักงานเกษตรอำเภอ ส่งมอบต้นพันธุ์พืชที่พร้อมปลูกให้อกม. เพื่อแจกต้นพันธุ์พืชผักสมุนไพรสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ดังกล่าว 3 ครัวเรือน/หมู่บ้าน 6. สำนักงานเกษตรอำเภอจัดทำจุดเรียนรู้การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือนเพื่อเป็นต้นแบบ บริเวณสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสถานที่ที่มีความเหมาะสมอำเภอละ 1 จุด โดยจัดทำจุดเรียนรู้ต้นแบบ “การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือน” เป็นจุดเรียนรู้ใหม่หรือบูรณาการร่วมกับจุดเรียนรู้ที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความสะดวกในการขยายผลสู่เกษตรกร หรือผู้สนใจ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง ความสะดวกในการเดินทาง และมองเห็นง่าย โดยเน้นปลูกพืชผักอายุสั้นร่วมกับพืชผักและสมุนไพรที่ได้รับสนับสนุน จากโครงการฯเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชผักและสมุนไพรสำหรับบริโภคในครัวเรือนและผลผลิตเหลือแบ่งปัน ให้ชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับการบริหารจัดการการใช้น้ำอย่างประหยัด เช่น ใช้น้ำมือสอง จากการอุปโภคบริโภค ให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์ เพื่อเป็นต้นแบบบริเวณสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสถานที่เหมาะสมอำเภอละ 1 จุด ซึ่งสามารถพัฒนาให้เป็น “ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน” พร้อมมีผู้นำเกษตรกรชุมชนในอนาคตเพื่อใช้เป็นต้นแบบศึกษาเรียนรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่

มาตรการรัฐฟื้นประชากรหอยลายอ่าวไทยตอนใน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498104

news_default

มาตรการรัฐฟื้นประชากรหอยลายอ่าวไทยตอนใน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงเผยผลสำรวจปริมาณจับหอยลายบริเวณอ่าวไทยตอนในของจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร พบปีนี้ปริมาณการจับได้เพิ่มจำนวนมาก ซึ่งภายในระยะเวลา 2 เดือน จับได้ถึงกว่า 2 ล้านกิโลกรัม มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปี 2562 ที่แทบไม่พบหอยลายในแหล่งนี้เลย ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุเกิดจากการขยายพื้นที่เขตทะเลชายฝั่ง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งประกาศดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่แหล่งหอยลายบางส่วน เป็นเหตุให้หอยลายไม่ได้ถูกรบกวนจากการทำประมง ประกอบกับสภาพแวดล้อมในเวลานั้นเหมาะสมในการเจริญเติบโตของหอยลาย จึงเป็นเหตุให้แหล่งประมงหอยลายฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ตัวแปรที่สำคัญคือชาวประมงให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ จึงส่งผลให้ปริมาณหอยลายเพิ่มจำนวนอย่างมาก

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ได้มีการลงพื้นที่สำรวจบริเวณอ่าวไทยตอนในอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตทะเลชายฝั่งและนอกเขตทะเลชายฝั่ง เพื่อศึกษาสภาวะสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยลายซึ่งพบว่าจากผลสำรวจในระหว่างปี 2560–2562 แนวโน้มของปริมาณการจับหอยลายมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องถึงขั้นไม่สามารถพบหอยลาย โดยผลของปริมาณการจับในปี 2560 พบผลรวมการจับทั้งปี จำนวน 1,234,764 กิโลกรัม ปี 2561 พบผลรวมการจับทั้งปีจำนวน 240,170 กิโลกรัมซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด และปี 2562 ไม่พบหอยลายเนื่องจากประชากรหอยลายเติบโตไม่ทันต่อการทำประมง ทำให้ชาวประมงบางส่วนหันไปทำอาชีพอื่นเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปในช่วงที่แหล่งหอยลายอยู่ในระยะการฟื้นตัว ซึ่งบางแหล่งหอยลายสามารถกลับมาฟื้นตัวภายในระยะเวลา 1-2 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ แต่บางแหล่งเมื่อจับหอยลายไปหมดแล้วก็ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกเลย

ล่าสุดผลสำรวจประชากรหอยลายบริเวณอ่าวไทยตอนใน ช่วงเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันพบว่า ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร พบปริมาณการจับหอยลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยผลของปริมาณการจับรวม 2 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน สามารถจับหอยลายได้ถึง 2,168,427 กิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวของปริมาณการจับทั้งปี 2560 – 2561 โดยคาดว่าสาเหตุที่หอยลายกลับมามีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วในปีนี้ เกิดจากทรัพยากรทางทะเลมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาสภาพแวดล้อมทางทะเล พบว่าปริมาณแพลงก์ตอนรวมทุกชนิดที่เป็นอาหารของลูกหอยลายมีเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนคุณภาพน้ำในทะเลมีความเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหอยลาย และส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากมาตรการกำหนดเขตทะเลชายฝั่ง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่รับผิดชอบของคณะกรรมการประมงจังหวัดในเขตทะเลชายฝั่ง โดยขยายระยะห่างจากฝั่ง 3,000 เมตร เป็น 5,400 เมตร และบริเวณดังกล่าวห้ามเครื่องมือประมงพาณิชย์ทุกชนิด รวมทั้งเครื่องมือคราดหอยเข้าไปทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง ส่งผลให้แหล่งหอยลายดังกล่าวไม่ถูกรบกวนจากการทำประมงในระหว่างปี 2562 – 2563 ทำให้แหล่งหอยลายมีระยะเวลาในการฟื้นตัวและกลับมาได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถจับได้ปริมาณมากในปีนี้

นอกจากนี้ กรมประมงได้มีการหาแนวทางช่วยเหลือชาวประมง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา COVID – 19 ส่งผลให้ร้านอาหาร โรงแรม ในบางพื้นที่ยังปิดตัวอยู่ ทำให้ชาวประมงที่จับผลผลิตหอยลายได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ จึงได้เพิ่มช่องทางตลาดโดยการเปิดพื้นที่จำหน่ายหอยลายที่กรมประมง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับชาวประมงได้จำหน่ายหอยลายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์วิกฤติจะดีขึ้นตามลำดับ เมื่อผ่านเหตุการณ์ช่วงนี้ไปได้ชาวประมงจะสามารถจำหน่ายสัตว์น้ำได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม กรมประมงจะติดตามสถานการณ์การทำประมงหอยลาย ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในทั้งเขตทะเลชายฝั่งและนอกเขตทะเลชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลทรัพยากรสัตว์น้ำและเฝ้าระวังการลักลอบการทำประมงคราดหอยลาย ในพื้นที่ห้าม และท้ายนี้ต้องขอบคุณชาวประมงทุกท่านที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของรัฐตลอดมา ซึ่งจากสถานการณ์หอยลายเพิ่มจำนวนมากขึ้นในปีนี้ ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ แล้วว่าหากรัฐและราษฎร์ร่วมใจ ทรัพยากรก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและมีความยั่งยืน”อธิบดีกรมประมง กล่าว

ธ.ก.ส.เตรียมปล่อยกู้1,000ล้านหนุนธุรกิจรับซื้อผลไม้ปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498100

news_default

ธ.ก.ส.เตรียมปล่อยกู้1,000ล้านหนุนธุรกิจรับซื้อผลไม้ปี’63

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.จัดโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมผลไม้ ปี 2563 สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจรับซื้อรวบรวมผลไม้ของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ช่วยดูดซับปริมาณผลไม้ช่วงฤดูกาลไม่ให้ราคาตกต่ำและเพิ่มทางเลือกกระจายผลไม้ไปยังแหล่งจำหน่าย อีกทั้ง ช่วยยกระดับมาตรฐานการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ปี 2563 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเน้นผลไม้หลัก 7 ชนิด ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด มะม่วงลำไย ลิ้นจี่ และลองกองวงเงินสินเชื่อรวม 1,000 ล้านบาทระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 กันยายน 2563

สำหรับผู้ต้องการขอสินเชื่อต้องเป็นเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีประสบการณ์รวบรวมผลไม้ กำหนดวงเงินกู้กรณีเป็นเกษตรกรสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 6.50 ต่อปี) กรณีกลุ่มเกษตรกร สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท กรณีสหกรณ์การเกษตรสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท และกรณีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสูงสุดไม่เกิน 20 เท่า ของเงินทุนตนเอง และไม่เกิน 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี) โครงการดังกล่าวกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3.00 ต่อปี ในช่วง 6 เดือนแรกนับจากวันที่จัดทำสัญญาเงินกู้โดยกำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่จัดทำสัญญาเงินกู้ และไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาหรือที่ Call Center 0-2555-0555

‘คาวบอย’เมืองเพชร ยกขบวนยื่นหนังสือกรมปศุสัตว์ คุมเข้มม้าลายสกัดแพร่โรคระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498209

news_default

‘คาวบอย’เมืองเพชร ยกขบวนยื่นหนังสือกรมปศุสัตว์ คุมเข้มม้าลายสกัดแพร่โรคระบาด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 20.55 น.

กลุ่มเดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์ ยกขบวนขี่ม้าร้องทุกข์ ให้ภาครัฐควบคุมดูแลม้าลายเข้าสู่ขบวนการกักกันโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 9 มิถุนายน 2563 ตัวผู้เลี้ยงม้าในนามกลุ่ม “เดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์” จำนวน 15 คน นำโดยนายฉัตรเฉลิมหรือไก่ จำนงนรินทร์รักษ์ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 255/16 ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ประธานกลุ่มฯ ได้แต่งกายชุดคาวบอยถือธงชาติไทยและธงประจำกลุ่มพร้อมป้ายข้อความ “รณรงค์ให้ม้าลายเข้าสู่ขบวนการกักกันโรค เข้ามุ้ง-ตรวจเลือด-ฉีดวัคซีน” ร่วมกันควบม้าจำนวน 8 ตัวไปที่บริเวณสันเขื่อนแม่ประจันต์ ต.หนองหญ้าปล้อง อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ยื่นหนังสือต่อกรมปศุสัตว์ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผ่านนายสมขิ่น หงคงคา ปศุสัตว์อำเภอหนองหญ้าปล้อง เพื่อขอความร่วมมือในการจัดการดูแลม้าลายที่แพร่ระบาดโรคแอฟริกาในม้าและได้คร่าชีวีตม้าไปมากกว่า 558 ตัว

นายฉัตรเฉลิม กล่าวว่า จากกรณีเกิดการระบาดของโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าซึ่งได้คร่าชีวิตม้าไปมากว่า 558 ตัว และกรมปศุสัตว์ได้ออก พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ ห้ามเคลื่อนย้ายม้า ลา ล่อ ม้าลาย อูฐ ทั้งประเทศ จนกว่าสถานการณ์โรคจะสงบ ส่งผลให้กลุ่มเดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์ที่มีม้าอยู่เกือบ 8,000 ตัว ได้รับความเดือนร้อนอย่างหนัก เนื่องจากม้าส่วนหนึ่งได้ถูกกักกันโรคอยู่ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ไม่สามารถประกอบอาชีพและจัดกิจกรรมเกี่ยวกับม้าได้เลย ช่วงนี้ตนจะต้องนำม้าไปสอนให้เด็กนักเรียนขี่ที่สนามม้าในกรุงเทพฯ ซึ่งมีคนลงทะเบียนและจ่ายเงินแล้ว แต่ตนก็ไม่สามารถนำม้าไปสอนให้ได้

นายฉัตรเฉลิม กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีการจัดการควบคุมโรคในม้าอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการฉีดวัคซีน การควบคุมการกระจายของแมลงพาหะในธรรมชาติ การให้ความรู้แก่ผู้เลี้ยงม้า การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแมลง และการป้องกันการกระจายของโรค แต่กลับยังไม่มีการควบคุม หรือป้องกันโรคในสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคโดยเฉพาะม้าลาย ถึงแม้ว่าจะมีการสุ่มตรวจเชื้อในโรคม้าลายแต่กว่าจะรู้ผลและกว่าจะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในจำนวนการติดเชื้อของทั้งกลุ่มประชากรก็อาจทำให้มีแมลงที่มีเชื้อในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นอีก

“พวกผมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงสร้างความเข้าใจให้กับผู้เลี้ยงม้าในประเทศ ให้ดำเนินการป้องกัน หยุดการแพร่ระบาดของกาฬโรคในม้าที่ถูกต้องและชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันการวุ่นวายและการดำเนินการเองจากกลุ่มผู้เลี้ยงม้าที่ต้องการความชัดเจนและลดความเสี่ยงในการกระจายของโรคนี้ต่อไป”นายฉัตรเฉลิม กล่าว

ด้านนายสมขิ่ง กล่าวว่า จังหวัดเพชรบุรีมีผู้ประกอบการเลี้ยงม้ากว่า 180 ราย มีม้ามากว่า 1 พันตัว ขณะนี้มีม้าป่วยตายกว่า 40 ตัว ตอนนี้ทางปศุสัตว์มีการควบคุมป้องกันโรคทั้งการสร้างคอกม้าติดตั้งมุ้งป้องกันแมลง การฉีดวัคซีน เจาะเลือดในม้า ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปกว่า 90 เปอร์เซ็นแล้ว ส่วนในเรื่องของกลุ่ม “เดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์” มายื่นหนังสือนั้นตนจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป

‘ชาวไร่อ้อย’เฮลั่น! ครม.อัดงบฯหมื่นล้านช่วยเหลือฤดูการผลิตปี 2562/2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498119

news_default

‘ชาวไร่อ้อย’เฮลั่น! ครม.อัดงบฯหมื่นล้านช่วยเหลือฤดูการผลิตปี 2562/2563

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.41 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ว่า ครม.รับทราบอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยในโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ตามที่ ครม.เคยอนุมัติในหลักการไปแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยในแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปตามพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก  และจูงใจให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดนำส่งโรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเผาอ้อยอันเป็นสาเหตุการเกิดฝุ่นละอองที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เห็นชอบครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วงเงิน 6,500 ล้านบาท สำหรับชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานทุกรายในอัตราตันละ 85 บาท รายละไม่เกิน 5,000 ตัน และวงเงิน 3,500 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือเฉพาะชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดเข้าโรงงานทุกตันอ้อยในอัตราตันละ 92 บาท (ตามมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาอ้อย)

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งปัจจุบันนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตอ้อยตกต่ำลงมากมีปริมาณอ้อยเข้าหีบเพียง 74.89 ล้านตัน (7.25 ตันต่อไร่) จากที่คาดการณ์ไว้ 100 ล้านตัน (9.16 ตันต่อไร่) และต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,419 บาทต่อตัน จาก 1,110 บาทต่อตัน โครงการช่วยเหลือฯ คาดว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 300,000 ราย

นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/63 ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รายงาน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาจากโครงการประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2562/63 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2563) ไปแล้ว 4,842 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 51 คงเหลืองบประมาณจ่ายขาดอีก 5,047 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับเงินชดเชยจากโครงการจำนวนทั้งสิ้น 398,704 ครัวเรือน ซึ่งเกษตรกรและผู้ประกอบการส่วนใหญ่พึงพอใจในโครงการประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และขอให้รัฐบาลดำเนินโครงการต่อไป

สำหรับการชดเชยส่วนต่างของเกษตรบางรายที่แจ้งเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 2563 แล้วยังไม่ได้รับเงินนั้น น.ส.รัชดา กล่าวว่า ได้มีการเร่งรัดเพื่อให้การโอนเงินถึงมือเกษตรกรภายในต้นเดือนมิถุนายน 2563 ส่วนการป้องกันและจำกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงบประมาณได้ประสานงานกันอยู่ เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินชดเชยในการทำลายแปลงที่ติดโรคใบด่าง มากไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคง เคร่งครัดเรื่องการสกัดกั้นการลักลอบนำผลผลิตการเกษตรเข้าประเทศตามแนวชายแดน .

เกษตรกรอุดรธานีปลูกถั่วลิสงหลังนาสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497891

news_default

เกษตรกรอุดรธานีปลูกถั่วลิสงหลังนาสู้ภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าถั่วลิสงเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ สร้างรายได้และอาชีพเสริมให้เกษตรกรตามนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ทดแทนปลูกข้าวนาปรัง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง โดยถั่วลิสงเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ ต้นถั่วและเปลือกยังช่วยปรับสภาพดินทำให้ดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมีได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ ถั่วลิสงยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งผลสดและแปรรูป โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับแหล่งเพาะปลูกถั่วลิสงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า จ.อุดรธานี มีพื้นที่และสภาพภูมิอากาศเหมาะปลูกถั่วลิสง โดยฤดูการผลิตปี 2562/63 (ถั่วหลังนา) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัด 435 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 887 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่อ.กุดจับ พื้นที่ 736 ไร่ หรือร้อยละ 83 ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 289 กก./ไร่

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ติดตามสถานการณ์ผลิตถั่วลิสงของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน หมู่ 2บ้านหนองโน ต.กุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี โดยสัมภาษณ์ประธานที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน (นางสมพร เจริญวัย) พบว่า เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2536 ปัจจุบันมีสมาชิก 45 ราย โดยเกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งปี(ฤดูฝนและฤดูแล้ง) 388 ไร่ ให้ผลผลิต 102 ตัน/ปี ต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ไทนาน 9 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีกลิ่นหอม รสชาติมัน เมล็ดเล็ก เหมาะสำหรับทำถั่วคั่ว ระยะเวลาเก็บเกี่ยวถั่วลิสงช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และถั่วลิสงช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 262 กก./ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 3,227 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยที่ 30-35 บาท/กก.

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสศท.3 กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ด้านตลาดว่า ปัจจุบันกลุ่มเป็นผู้รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกเกษตรกรและนำมาแปรรูปเป็นถั่วคั่วทราย ส่วนถั่วที่ตกเกรดหรือขนาดเล็กจะมีพ่อค้ามารับซื้อนำไปแปรรูปขายภายในหมู่บ้าน และส่วนที่คัดเสีย เช่น ถั่วดำ เศษเปลือกที่เสียหาย ทางกลุ่มนำมาขายเป็นปุ๋ยเพิ่มรายได้อีกทาง ทั้งนี้ ถั่วลิสงที่นำมาแปรรูปเป็นถั่วคั่วทราย ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 117 บาท/กก. ทำให้กลุ่มได้ผลตอบแทนจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม 61 บาท/กก. นอกจากถั่วคั่วทราย ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายแล้ว ทางกลุ่มยังแปรรูปเป็นถั่วกระจก ถั่วทอดสมุนไพรและถั่วเคลือบ จำหน่ายผ่านหน้าร้านของกลุ่ม และร้านค้าในจ.อุดรธานี เช่น Top markets Lemon Farm ร้านฮาวมัชในสนามบินอุดรธานี และทางออนไลน์ facebook กลุ่มแม่บ้านถั่วลิสงคั่วทรายบ้านหนองโน รวมถึงออกร้านตามงานต่างๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน ถือเป็นต้นแบบวิสาหกิจชุมชนจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต สร้างรายได้ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นจนประสบความสำเร็จ ซึ่งอนาคตทางกลุ่มมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกถั่วลิสงสำหรับนำมาแปรรูปเป็นถั่วคั่วทราย และเพื่อรองรับความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับเกษตรกรที่สนใจข้อมูลเข้ามาศึกษาดูงานได้ หรือขอคำปรึกษาได้ที่นางสมพร เจริญวัย ประธานที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน หมู่ที่ 2 บ้านหนองโน ต.กุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี โทร. 08-3339-8556

รายงานพิเศษ : เปิดแผนชลประทานรับมือน้ำหลากปี2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497889

news_default

รายงานพิเศษ : เปิดแผนชลประทานรับมือน้ำหลากปี2563

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ.2563 อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 และจะสิ้นสุดช่วงกลางเดือนตุลาคม โดยปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน แต่ปลายเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม ฝนจะทิ้งช่วงและมีปริมาณฝนตกน้อย โดยจะมีฝนตกชุกหนาแน่นอีกครั้งช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และมีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบนประมาณ 1-2 ลูก ส่วนภาคใต้ จะมีฝนตกต่อไปอีกจนถึงกลางเดือนมกราคม 2564

แม้ปริมาณฝนภาพรวมปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะน้อยกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 5 ก็ตาม แต่ปริมาณฝนจะมากกว่าปี 2562 ที่ผ่านมา ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือช่วงฤดูฝนจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิด โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2563 ที่ฝนจะตกชุก และมีพายุเคลื่อนผ่าน อาจเกิดภาวะน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมในบางพื้นที่ได้

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนไว้ตั้งแต่ก่อนกรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของเขื่อนและอาคารชลประทาน ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่กรมที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เข้าตรวจสอบสภาพความมั่นคงร่วมกับการใช้เครื่องมืออัตโนมัติตรวจวัดระดับการทรุดตัว ความแข็งแรงของเขื่อนและอาคารชลประทาน ปรากฏว่า เขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานทั่วประเทศ 437 แห่ง อาคารชลประทานกว่า 1,803 แห่ง มั่นคงแข็งแรง พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ กรมกำหนดให้กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำให้หมดภายในเดือนมิถุนายน เพื่อให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดและเตรียมพร้อมป้องกันตรวจสอบ ซ่อมแซมคันกั้นน้ำให้เสร็จก่อนน้ำหลาก พร้อมเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้รวม 4,850 หน่วย อีกด้วย

“ก่อนเข้าฤดูฝน กรมจำลองสถานการณ์น้ำที่จะไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ในรูปแบบต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง รวดเร็ว ทันสถานการณ์ ทั้งกรณีน้ำไหลเข้าน้อยหรือมาก เพื่อที่จะระบายหรือเก็บกักน้ำได้เหมาะกับเหตุการณ์ ประชาชนจะได้มีน้ำพอใช้ทุกกิจกรรม ทั้งฤดูฝนปีนี้และฤดูแล้งถัดไป ตลอดจนป้องกันบรรเทาเหตุอุทกภัยไปในขณะเดียวกัน นอกจากนี้ กรมได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากปี 2563 ไว้อีกด้วย เช่น พื้นที่ติดลำน้ำ แม่น้ำสายใหญ่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล แม่น้ำชี เป็นต้น”ดร.ทองเปลว กล่าว

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า กรมนำข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ว่าปริมาณฝนสะสมปีนี้จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5% และเกิดภาวะฝนจะทิ้งช่วงปลายเดือนมิถุนายนต่อเดือนกรกฎาคม จากนั้นจะมีพายุ 1-2 ลูก ในเดือนสิงหาคมและกันยายนมาวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านต่างๆ ทั้งหมด8 กิจกรรมคือ 1.ทำเกษตรในเขตชลประทานได้เต็มพื้นที่ แบ่งเป็นปลูกข้าว 16.79 ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มเพาะปลูกแล้ว และพืชอื่น เช่น พืชผัก ไม้ผล รวมทั้งบ่อปลา บ่อกุ้ง เป็นต้น อีก 10 ล้านไร่ โดยจะส่งเสริมให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำชลประทานจะช่วยเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา 2.เลื่อนเวลาปลูกข้าวในทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ให้เร็วขึ้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวทันก่อนพายุเข้าและใช้เป็นพื้นที่รับน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก ส่วนอีก 12 ทุ่งบริเวณลุ่มเจ้าพระยาขณะนี้ให้ปลูกข้าวได้แล้ว จากนั้นจะใช้เป็นแก้มลิงรับน้ำหลากเช่นกัน

3.ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ สภาพอากาศใกล้ชิดและสั่งได้ทันเหตุการณ์จากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) และศูนย์เครือข่าย (SWOC 1-17) 4.บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกักที่กำหนด 5.ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อหน่วงน้ำ ตัดยอดน้ำหลาก 6.ใช้อาคารชลประทานและระบบชลประทานที่ได้เตรียมพร้อมไว้บริหารจัดการน้ำ 7.จัดจราจรน้ำในแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี และ 8.ประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุดช่วงต้นฤดูฝน เริ่มมีน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ รวมแล้วมากกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกรมจะกักเก็บน้ำไว้ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในกรณีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และใช้ในฤดูแล้งปี 2563/64 โดยปริมาณในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2563 มี 32,922ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณการกักเก็บน้อยกว่าช่วงเดียวกันในปี 2562 จํานวน 6,380 ล้าน ลบ.ม. รับน้ําช่วงฤดูฝนได้อีก 43,145 ล้าน ลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่รวม 31,411 ล้านลบ.ม. และสามารถรับน้ำได้อีก 39,515 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ยังมีเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 24 แห่งที่ยังมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณกักเก็บ โดยเป็นเขื่อนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง ได้แก่เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรองเขื่อนในภาคเหนือ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนแม่มอก เขื่อนในภาคกลาง 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนภาคตะวันออก 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนประแสร์ เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนในภาคใต้ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปราณบุรี

ดังนั้น ฝนที่ตกช่วงนี้ต้องกักเก็บไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ กรมสั่งการให้สูบน้ำฝนที่ตกท้ายอ่างฯไปกักเก็บไว้ในอ่างฯให้ได้มากที่สุด พร้อมใช้โครงข่ายน้ำมาแก้ปัญหา เช่น สูบจากลุ่มน้ำบางปะกงและคลองพระองค์ไชยานุชิตมาเสริมอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับความต้องการ

“กรมชลประทานมั่นใจว่า การวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีและปริมาณฝนที่ตกปีนี้ ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ โดยรวมทั้งประเทศ หลังสิ้นสุดฤดูฝนแล้วจะมีปริมาณน้ำดีกว่าหลังสิ้นสุดฤดูปีที่แล้วประมาณร้อยละ 5-10 แน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

กษ.จับมือแม็คโครหนุนแปลงใหญ่จับตลาดพรีเมียม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497887

news_default

กษ.จับมือแม็คโครหนุนแปลงใหญ่จับตลาดพรีเมียม

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ ปัจจุบันมีจำนวนแปลงใหญ่ 6,877 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 407,493 ครัวเรือนพื้นที่ 6,585,336 ไร่ สินค้าเกษตรประมาณ 90 รายการ เน้นบริหารจัดการกลุ่มและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบาย“การตลาดนำการเกษตร” จากการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบาย “ตลาดนำการเกษตร”มอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนความร่วมมือเชื่อมโยงการทำงานด้านผลิตและการตลาดกับภาคเอกชน ได้วางแผนดำเนินการร่วมกัน ทั้งแผนระยะเร่งด่วน (Quick win) แผนความร่วมมือต่อเนื่อง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรแปลงใหญ่ให้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนความร่วมมือด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ให้เกษตรกรมีทางเลือกในช่องทางจำหน่ายผลผลิต ผ่านสาขาของแม็คโครมากกว่า 130 สาขาทั่วประเทศ ปัจจุบันแม็คโครทดลองซื้อผลผลิตเผือกหอมจากกลุ่มเกษตรกรของแปลงใหญ่เผือกต.หรเทพ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ส่งเข้าศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าปริมาณ 5,000 กิโลกรัม โดยเริ่มส่งผลผลิตตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีแผนความร่วมมือต่อเนื่อง เริ่มจากจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ จากนั้นขยายผลต่อไปจังหวัดอื่น ซึ่งร่วมมือกันส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตให้เน้นผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้มาตรฐานตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกัน

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เป็นตลาดค้าส่งสมัยใหม่ มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรมต้องการผลผลิตการเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานความปลอดภัย โดยแม็คโครรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั่วไป แต่เนื่องจากปริมาณความต้องการรับซื้อขยายตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด ทำให้แม็คโครต้องการรับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ สามารถผลิตสินค้าได้ในมาตรฐานและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ และมีคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า

ด้านนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่เปราะบางด้านการระบายผลผลิต ที่กว่าครึ่งอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว มีผลผลิตพร้อมขาย แต่ด้วยระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่ชะงักงันช่วงภาวะโควิด-19 ผลผลิตระบายไม่ทัน แม็คโครจึงร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร โดยใช้กลยุทธ์ตลาดนำการเกษตร สนับสนุนการกระจายสินค้าผ่านสาขาของแม็คโคร สู่ผู้ประกอบการร้านอาหาร พร้อมยกระดับคุณภาพให้ผลผลิตสม่ำเสมอขายได้ราคา

สิ่งที่แม็คโครช่วยได้มากคือ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งซื้ออย่างสม่ำเสมอในปริมาณมากเพื่อนำไปประกอบธุรกิจ สร้างโอกาสขายผลผลิตให้เกษตรกรได้มากกว่า โดยเผือกหอมจากกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ตำบลหรเทพ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นสินค้าจากกลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรกที่แม็คโครรับซื้อผ่านความร่วมมือดังกล่าว (ลอตแรก 5,000 กิโลกรัม) สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาได้ทันท่วงที แม็คโครและกรมส่งเสริมการเกษตรวางกรอบความร่วมมือระยะยาวให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดอย่างยั่งยืนให้สินค้าเกษตรอื่นด้วยในลำดับต่อไป ซึ่งแต่ละปีแม็คโครรับซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะผักผลไม้รับซื้อในปี 2562 เป็นปริมาณมากกว่า 170,000 ตัน คาดว่าปี 2563 จะรับซื้อผักผลไม้ได้ในปริมาณมากกว่า 200,000 ตัน จำนวนนี้รับซื้อจากเกษตรกรรายย่อย กลุ่มสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน 16 กลุ่มทั่วประเทศ และมีสมาชิกเกษตรกรมากกว่า 7,700 ครัวเรือน

“หน้าที่ของแม็คโครคือ สรรหาวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยส่งต่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งเมื่อเกิดการเชื่อมโยงครั้งนี้ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะช่วงที่เกษตรกรประสบความยากลำบาก เราสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที และยังพัฒนาต่อยอดได้ในระยะยาว เพื่อสร้างความแข็งแกร่งความมั่นคงในชีวิตและรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน”นางศิริพร กล่าว