บจธ.เร่งช่วยวิสาหกิจชุมชนลดผลกระทบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497890

news_default

บจธ.เร่งช่วยวิสาหกิจชุมชนลดผลกระทบโควิด-19

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน และผู้บริหาร บจธ.ลงพื้นที่ประชุมชี้แจงการพัฒนาแปลงที่ดินตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่วิสาหกิจชุมชนเกษตรประมงธรรมชาติ ต.บางผึ้ง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มีสมาชิก 13 ครัวเรือน ที่ประกอบอาชีพประมงเลี้ยงสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู
ปลา และปลูกข้าวพันธุ์หอมปทุม ขายเมล็ดพันธุ์ ให้กรมการข้าวในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจากเดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นของปู่ย่าตายาย นำที่ดินไปจำนองขายฝากกับนายทุน จึงต้องสูญเสียที่ดินไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ปัจจุบันลูกหลานได้มาเช่าที่ดินเอกชนและบางส่วนเช่าที่ดินที่เคยเป็นของบรรพบุรุษ และปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ จากประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าเดิมต้องขายที่ดิน สมาชิกในพื้นที่ไม่มีที่ดินทำกิน ประกอบกับได้รับผลกระทบจากวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายได้ไม่เพียงพอดำรงชีพ จึงขอความช่วยเหลือจาก บจธ.สนับสนุนเพื่อจัดซื้อที่ดินประมาณ 10 ไร่ โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมเลือกที่ดินที่เหมาะสม และเจรจาต่อรองราคาที่ดิน จนถึงวันลงนามเซ็นสัญญาจะซื้อขายที่ดิน

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติเปิดเผยว่า หลังบจธ.รับทราบความเดือดร้อนของกลุ่มวิสาหกิจฯแล้วได้ประสานงานกับชาวบ้านร่วมเจรจากับเจ้าของที่ดิน สำรวจรังวัด และลงนามสัญญาจะซื้อจะขายกับเจ้าของที่ดิน ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม วันนี้เป็นการประชุมชี้แจงพัฒนาแปลงที่ดินตามศาสตร์พระราชา ส่วนของที่ดินคาดว่าจะจัดสรรให้พี่น้องเข้าทำกินได้เร็วๆ นี้ และยังมีพี่น้องในอ.บางปะกง ที่เดือดร้อนอีกจำนวนมาก ต้องการขอรับการช่วยเหลือเดินทางมาร่วมรับฟังหลักเกณฑ์แนวทางช่วยเหลือของบจธ. จากนี้ บจธ.จะสนับสนุนการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจและศาสตร์พระราชาให้พี่น้องทุกคนที่เข้าร่วมโครงการ ให้พึ่งตนเองได้ มีความมั่นคงและยั่งยืนในชีวิต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวนมาก รัฐบาลจึงมีนโยบายต้องการให้ประชาชนมีที่ทำกินมีกิน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเราต้องการให้ประชาชนทำกินในที่ของตัวเองแบบพอมีพอกิน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอมีกินแล้วก็แบ่งปัน แล้วค่อยคิดถึงการตลาด อยากให้ทุกคนยืนอยู่บนลำแข้งตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี รักษาที่ดินผืนนี้ไว้เป็นมรดกลูกหลาน”พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

เฉลิมชัยกำชับ สั่งรับอุทธรณ์ทุกราย เยียวยากลุ่มเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497735

news_default

เฉลิมชัยกำชับ สั่งรับอุทธรณ์ทุกราย เยียวยากลุ่มเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เฉลิมชัยกำชับ สั่งรับอุทธรณ์ทุกราย เยียวยากลุ่มเกษตรกร

“เฉลิมชัย” ย้ำ ให้รับอุทธรณ์เกษตรกรทุกราย สั่งปลัดฯ นัดประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์เงินเยียวยา 8 มิถุนายนนี้ คาดยื่นอุทธรณ์กว่า 2 แสนราย ใช้เวลา 2-3 วัน ประมวลเรื่อง ก่อนพิจารณาเสร็จสิ้นทั้งหมด

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะกรรมการพิจารณา

อุทธรณ์สิทธิ์เงินเยียวยาเกษตรกร ประชุมเพื่อพิจารณาสรุปข้ออุทธรณ์ของเกษตรกรที่ไม่ได้รับเงินเยียวยา ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ โดยย้ำให้คณะกรรมการฯ พิจารณาด้วยความรอบคอบ ยึดวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด แต่ต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าสามารถจ่ายเงินเยียวยาให้แก่กลุ่มบุคคลใดบ้าง รวมทั้งต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับจำนวนเกษตรกรที่ยื่นอุทธรณ์ คาดว่ามีประมาณ 200,000 ราย ซึ่งในวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีเกษตรกรยื่นอุทธรณ์จำนวนมาก โดยทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ รับเรื่องไว้ทุกราย แม้จะเลยเวลาราชการแล้วก็ตาม

ส่วนผู้ยื่นอุทธรณ์เบื้องต้น 186,292 ราย แก้ไขปัญหาแล้ว 14,470 ราย อยู่ระหว่างพิจารณา 58,623 ราย ในจำนวนนี้ต้องผ่านการพิจารณาในหน่วยงานรับขึ้นทะเบียนระดับภูมิภาค หากเกินกว่าอำนาจระดับภูมิภาค จะส่งเข้ามาพิจารณาในส่วนกลาง ถ้ายังสรุปไม่ได้ ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ซึ่งขณะนี้มีเรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ แล้ว 113,199 ราย โดยเจ้าหน้าที่ของทางหน่วยงานต่างๆ ยังคงประมวลเรื่องแจ้งอุทธรณ์นำเข้าสู่ระบบฯ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 วัน ก็จะได้จำนวนทั้งหมด

วันเดียวกัน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ว่า ช่วงนี้ไข่ไก่พ้นภาวะวิกฤตที่ไม่พอกับการบริโภคในประเทศจนต้องห้ามส่งออกไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าขณะนี้ไข่ไก่มีพอบริโภคและเริ่มล้นตลาดแล้ว ซึ่งเป็นวงจรของสินค้าอุปโภคบริโภค ยามใดที่ประชาชนต้องการจำนวนมากในเวลาเดียวกันก็จะขาดตลาด แต่พอคลี่คลายลงไปก็จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรได้ช่วยกันแก้ปัญหาไข่ไก่ในขณะนี้ คือเราอนุญาตให้ส่งออกได้แล้ว และสนับสนุนส่งเสริมให้มีการดำเนินการเร่งรัดส่งออกเพิ่มเติม

โดยกระทรวงพาณิชย์ได้จัดเงิน คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ช่วยให้ผู้ส่งออกได้รับเงินช่วยเหลือฟองละ 25 สตางค์ เป็นเวลา 4 เดือน เริ่มตั้งแต่ เดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน 2563 หากไข่ไก่เริ่มขาดเพราะส่งออกเยอะไปก็จะหยุดมาตรการช่วยเหลือการส่งออกและที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนคนไทยช่วยกันบริโภคไข่ต่างกับก่อนหน้านี้ที่อย่าซื้อไปเก็บไว้เยอะเพราะมีไม่พอ ตอนนี้ต้องให้ช่วยการบริโภคไข่ไก่ซึ่ง ขณะนี้ไข่ไก่ผลิตได้ประมาณวันละ 41ล้านฟอง บริโภคในประเทศวันละ 38ล้านฟอง เหลืออยู่ 3ล้านฟอง จึงต้องส่งออกและเร่งรัดการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ต่อไปการรณรงค์ที่ว่านี้จะไปจำหน่ายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ล็อต4ทุกอำเภอ ในราคาฟองละ 2บาท แผงหนึ่ง 10ฟองก็เพียง 20 บาท ขอเชิญชวนชาวไทยช่วยกันอุดหนุนช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต่อไปด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 8 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497708

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีความจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และอาจจะส่งผลต่อการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ โดยมีสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้การบินไทยอยู่ 86 แห่ง มูลหนี้กว่า 4.3 หมื่นล้าน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้บริษัทการบินไทย ถึงแนวปฏิบัติหลังการบินไทยเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อไม่ให้สมาชิกของสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ตื่นตระหนก…และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อชี้แจงแนวทางการฟื้นฟูกิจการและการปฏิบัติของเจ้าหนี้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนสหกรณ์เจ้าหนี้บริษัทการบินไทย ผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าร่วมรับฟังแนวทางปฏิบัติ โดยมีผู้แทนจากกรมบังคับคดี มาให้คำแนะนำในด้านกฎหมาย

ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าตามที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยนัดไต่สวนและพิจารณาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ในการนี้หากคำสั่งศาลให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน จะมีกระบวนการในการจัดทำแผนฯ การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แต่ละกลุ่ม ในส่วนของสหกรณ์ที่มาร่วมประชุมเป็นการทำความเข้าใจกับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เพื่อให้ทราบแนวทางในการชำระหนี้ โดยได้รับความร่วมมือจาก กรมบังคับคดี มาชี้แจงแนวทางในการฟื้นฟูกิจการและการปฏิบัติของเจ้าหนี้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนสหกรณ์เจ้าหนี้สามารถที่จะซักถาม ประเด็นข้อสงสัยต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย ที่มาให้ความรู้ เพื่อจะได้ถือปฏิบัติ ให้ถูกต้องและสามารถถ่ายทอดหรือชี้แจงกับสมาชิกได้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความยินดีที่จะรับฟังปัญหา และข้อเสนอแนะเพื่อกำหนดแนวทางให้สหกรณ์เจ้าหนี้สามารถดำเนินกิจการ โดยจุดประสงค์ของกฎหมายฟื้นฟูกิจการนั้น เพื่อรักษามูลค่าขององค์กรธุรกิจนั้นทั้งหมดไว้ เป็นหนึ่งเดียวแทนที่จะถูกแยกจำหน่ายเป็นส่วนๆ อีกทั้งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างยุติธรรมเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หุ้น เจ้าหนี้แรงงาน เจ้าหนี้การค้าและเพื่อให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสดำเนินธุรกิจต่อไปและรักษาสภาพการจ้างงานไว้ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสถานะการล้มละลาย ดังนั้นในขณะนี้จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจดังกล่าวต่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ อย่างถูกต้องเพื่อบังเกิดผลดีกับสมาชิกและสร้างความมั่นคงต่อระบบสหกรณ์ ต่อไป ซึ่งรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ยังย้ำด้วยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและไม่ต้องการให้กระทบสมาชิก ยืนยันว่า เงินกว่า 40,000 ล้าน จะไม่หายไปและมีแผนรองรับผลกระทบเมื่อไปสู่แผนฟื้นฟูของศาลล้มละลาย สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นนายทะเบียน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า ได้เตรียมแผนรองรับไว้เป็นรายสหกรณ์ แต่ต้องดูว่าภายหลังการบินไทยเข้าแผนฟื้นฟูแล้ว จะมีแนวทางชำระหนี้อย่างไร ถ้าสามารถชำระหนี้ได้ ก็จะมีการกำหนดระยะเวลาที่กำหนดชำระหนี้คืนในรอบบัญชีหน้า แต่ถ้าชำระหนี้ไม่ได้ ก็ต้องตั้งเกณฑ์สำรองหนี้สงสัยจะสูญตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งรู้หลักเกณฑ์อยู่แล้วโดยกรมฯ จะมีแผนรองรับเป็นรายสหกรณ์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์…ความคืบหน้าครั้งนี้ อย่างน้อยก็พอสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ได้ระดับหนึ่ง ว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในขบวนการสหกรณ์ไม่ได้ทอดทิ้งและเตรียมแผนรองรับอยู่ ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการจะเป็นแนวทางไหน และจะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไรนั้น ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป ขุนเกษตรา จะนำมารายงานอีกครั้ง

ขุนเกษตรา

กสก.วิเคราะห์คุณภาพน้ำผึ้งพัฒนาผลผลิตแปรรูป เพิ่มศักยภาพแข่งขันพร้อมเข้าตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497710

news_default

กสก.วิเคราะห์คุณภาพน้ำผึ้งพัฒนาผลผลิตแปรรูป เพิ่มศักยภาพแข่งขันพร้อมเข้าตลาดออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เปิดวิเคราะห์และรับรองคุณภาพน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน ให้เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนพัฒนาพันธุ์และผลผลิตแปรรูปต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรส่งสินค้าที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคโดยตรง

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่เลี้ยงผึ้งระดับอุตสาหกรรม ผลิตน้ำผึ้งมากเป็นอันดับที่ 36 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน มีการส่งออกน้ำผึ้งไปประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวัน สหรัฐฯ อินโดนีเซีย แคนาดาและจีน มูลค่า 616.59 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีผลพลอยได้จากการผลิตไขผึ้ง เกสรและนมผึ้งอีกด้วย ถือว่าผลิตผลหลักจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งขยายตัวอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาพันธุ์และนำผลผลิตมาแปรรูปรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้มีการเลี้ยงผึ้งในหมู่เกษตรกรอย่างกว้างขวาง

กรมส่งเสริมการเกษตรโดย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมเลี้ยงผึ้งและแมลงช่วยผสมเกสร ในการผลิตพืชผลการเกษตรปลอดภัยจากสารเคมี และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบบนิเวศ เปิดให้เกษตรกรรายย่อยมาตรวจสอบวิเคราะห์รับรองคุณภาพน้ำผึ้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย น้ำผึ้งที่ได้มาตรฐานจะมีตรารับรองให้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพแข่งขันทางการตลาด และพร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดออนไลน์ เกษตรกรสามารถส่งสินค้าที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภค และได้รับความอนุเคราะห์เครื่องมือ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจังหวัดขอนแก่น ได้ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ลำปาง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยวางระบบอุปกรณ์และวิธีการวิเคราะห์ให้ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร การดำเนินการของศูนย์ผึ้งฯดังกล่าว ทั้งยังมีการประกวดคุณภาพและบรรจุภัณฑ์น้ำผึ้ง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสินค้า โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเป็นอย่างดี ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งให้ได้รับการพัฒนาทุกมิติ และเกิดความยั่งยืนในอนาคต โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโครงการส่งเสริมตลาดเกษตร online ช่วยเป็นสื่อกลางนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี จากกลุ่มเกษตรกร จากทั่วประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ให้ถึงมือผู้บริโภคในรูปแบบเว็บไซต์เข้าไปที่ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com

‘บิ๊กป้อม’ระดมสมองตั้งทีมผลิตน้ำจืดจากทะเล เน้นใช้เทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม-สร้างความมั่นคงพื้นที่EEC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497713

news_default

‘บิ๊กป้อม’ระดมสมองตั้งทีมผลิตน้ำจืดจากทะเล เน้นใช้เทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม-สร้างความมั่นคงพื้นที่EEC

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“พล.อ.ประวิตร” เดินหน้าสร้างความมั่นคงน้ำให้ EEC ระดมมันสมองตั้งคณะทำงานพัฒนาผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล วิเคราะห์เทคโนโลยีที่เหมาะสม ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดหาพื้นที่นำร่องดำเนินโครงการ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้แต่งตั้งคณะทำงานทางเทคนิคการพัฒนาโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล รองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี รองเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานคณะทำงาน และรองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ เป็นรองประธานคณะทำงาน และมีคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนัก งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การประปาส่วนภูมิภาค การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยมีภารกิจหลักในการพิจารณา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยผลกระทบสิ่งแวดล้อม สัดส่วนการใช้น้ำ การกำหนดราคาค่าน้ำ เพื่อกำหนดประเภทของเทคโนโลยี พื้นที่นำร่อง และปริมาณการผลิตน้ำต่อวัน ที่เหมาะสมของโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ และ กนช. ตามลำดับ

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า พื้นที่ EEC เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลมีเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว จึงจำเป็นจะต้องมีระบบสาธารณูปโภคพื้นที่ฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการผลิต จากการประเมินความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC พบว่า ในปี 2569 จะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นเป็น 2,888 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 2,419 ล้าน ลบ.ม. และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นให้ได้อีกไม่น้อยกว่า 500 ล้าน ลบ.ม. ภายใน 20 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีปริมาณน้ำต้นทุนประมาณ 2,539 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้สทนช.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดทำแผนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ปี 2563 – 2580) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาด แคลนน้ำในพื้นที่ โดยแผนดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ประกอบด้วย 1.แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน ปี 2563-2570 รวมทั้งสิ้น 38 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 872.19 ล้าน ลบ.ม. 2.แผนการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้น้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 9 โครงการ/มาตรการ 3.แผนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ปี 2563–2580 จำนวน 25 โครงการ 4.แผนการจัดการคุณภาพน้ำ ปี 2563–2580 จำนวน 33 โครงการ และ 5.มาตรการอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 3 โครงการ

“การพัฒนาแหล่งน้ำจากเทคโนโลยีการกรองน้ำทะเลเป็นน้ำจืดเป็น 1 ใน 38 โครงการของแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนปี 2563-2570 ซึ่งในขณะนี้เทคโนโลยีด้านนี้ประเทศไทยยังไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดให้ครอบคลุมทุกด้าน คณะทำงานชุดนี้จะเข้ามาศึกษาเพื่อหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งหากสามารถจัดหาน้ำตามที่ประเมินไว้จะช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC อย่างยั่งยืน” เลขาธิการสทนช. กล่าว

รมว.เกษตรฯสั่งทุกหน่วยเร่งเสนอโครงการฟื้นฟูศก.ฐานราก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497709

news_default

รมว.เกษตรฯสั่งทุกหน่วยเร่งเสนอโครงการฟื้นฟูศก.ฐานราก

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้สศก. และทุกหน่วยงานเตรียมเสนอโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมด้านการเกษตร จากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อขอใช้เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขณะนี้ทุกหน่วยงานเตรียมโครงการฟื้นฟูด้านต่างๆ ประกอบด้วยกรอบการทำงาน 4 ด้าน คือ 1) เพิ่มศักยภาพและยกระดับการผลิต 2) เศรษฐกิจฐานรากเศรษฐกิจชุมชน 3) กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน และ 4) สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนกระบวนการผลิต

ด้าน ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ รมว.เกษตรฯเห็นชอบกรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมด้านการเกษตร โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเน้นสร้างงาน สร้างรายได้ให้เกษตรกร แรงงานคืนถิ่น สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร) ในชุมชน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบ Area-based Approach ด้วยการบูรณาการทำงานของหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯและใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งโครงการที่เป็น Function-based เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงเกษตรฯประชุมชี้แจงแนวทางเสนอโครงการภายใต้กรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้านเกษตร แก่ผู้บริหารส่วนกลาง และชี้แจงผ่านระบบทางไกล (Web Conference) กับหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงเกษตรฯระดับจังหวัด โดยกระทรวงเกษตรฯเกี่ยวข้องตามกรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 กรอบ คือ กรอบการทำงานที่ 1 ด้านเพิ่มศักยภาพและยกระดับการผลิต 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด 2) โครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และ 3) โครงการสร้างความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งทั้ง 3 โครงการเป็นการยกระดับศักยภาพการผลิต พัฒนาต่อยอดโครงการที่มีอยู่แล้ว โดยมีกระบวนการทำงานให้เกษตรกรกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพการพัฒนาและเสนอกิจกรรมที่ต้องดำเนินการตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม โดยจะจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนไปที่กลุ่มของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน เช่น แปลงใหญ่ ในการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการ เกษตรกรต้องร่วมกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการผลิต ต้องคำนึงถึงหลักการตลาดนำการผลิต คิดตลอด ห่วงโซ่ ตลาดต้องการอะไร คุณภาพอย่างไร จะผลิตให้ได้ตามคุณภาพนั้นต้องทำอย่างไร ใช้ปัจจัยอะไร และเชื่อมโยงกับภาคเอกชนอย่างไร ทำให้ได้โครงการที่เป็นไปตามศักยภาพและความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง ส่วนศูนย์ข้าวชุมชนเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิต โดยสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์ดี กระจายให้ทั่วถึงระดับพื้นที่ ลักษณะการดำเนินงานเป็นการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการเช่นเดียวกับแปลงใหญ่ โดยโครงการแปลงใหญ่และโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ฯ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก และศูนย์ข้าวชุมชนกรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลัก

ในส่วนโครงการตามกรอบที่ 2 ด้านเศรษฐกิจฐานรากเศรษฐกิจชุมชน กระทรวงเกษตรฯจะดำเนินโครงการเกษตรกรรมยั่งยืน ได้แก่ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร และเกษตรอินทรีย์ ในการสร้างความมั่นคงอาหารระดับชุมชน ลดรายจ่าย มีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมอบหมายหน่วยงานระดับพื้นที่ดำเนินการร่วมกับจังหวัด สำหรับกรอบการทำงานที่ 4 สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนกระบวนการผลิตจะเป็นการดำเนินงานตาม Function ของหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามกรอบการทำงานที่ 1 และ 2 ประกอบด้วย 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ แหล่งกักเก็บน้ำและระบบชลประทาน 2) โครงการการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน 3) โครงการผลิตพันธุ์ดี (เมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ กิ่งพันธุ์ เนื้อเยื่อ พันธุ์ปศุสัตว์ พันธุ์สัตว์น้ำ) 4) โครงการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และ 5) โครงการ Big Data ด้านการเกษตร เพื่อคาดการณ์เศรษฐกิจการเกษตรต่อผลกระทบไวรัสโควิด-19 รองรับพฤติกรรม New Normal และฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเร่งผลักดันแผนงาน/โครงการไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด โดยหน่วยงานต่างๆ ต้องเสนอกรอบโครงการ (Project Idea) ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาเบื้องต้นหลังจากนั้นจะนำมาปรับปรุงให้เป็นโครงการที่สมบูรณ์ส่งให้สศก. เพื่อจัดทำภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ เสนอรมว.เกษตรฯให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอ สศช.ดำเนินการขั้นตอนต่อไป

มท.2เร่งจัดการน้ำเสีย’คลองสำโรง’ ร่วมถกนักวิชาการแก้ปัญหายั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497698

มท.2เร่งจัดการน้ำเสีย’คลองสำโรง’ ร่วมถกนักวิชาการแก้ปัญหายั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 22.06 น.

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2)​ ลงพื้นที่สำรวจแผนที่การไหลเวียนของน้ำตั้งแต่ปากคลองสำโรง ทะเลสาบสงขลา จนถึงไหลลงสู่อ่าวไทย เพื่อที่จะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของคลองสำโรง ที่มีปัญหาเรื้อรังมานานหลายยุคหลายสมัย โดยมี นายสมศักดิ์ ตัณติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา นายพิทยา ชูศรี อดีตกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาคลองสำโรง ดร.พลอยรำไพ แก้วแสงอ่อน นักวิชาการอิสระ สมาชิกสภา อบจ.สงขลา เขตอำเภอเมืองสงขลา รายงานสถานการณ์ของคลองสำโรง

นายนิพนธ์ รมช.มท.กล่าวว่า “สำหรับคลองสำโรงเส้นนี้ เป็นคลองที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทย กับทะเลสาบสงขลา เมื่อมีความเจริญมากขึ้น บ้านคนก็มีมากขึ้นตามมาด้วย ดังนั้นอาจจะมีบางส่วนที่รุกล้ำคลอง  จึงมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง รวมถึงปัญหาของการก่อสร้างสะพานจึงมีปัญหาเรื่องตอม้อที่ไปกีดขวาง ในการไหลเวียนของน้ำ ทำให้น้ำนิ่งจนเกิดเป็นน้ำเสีย หรือการทิ้งขยะในคลองสำโรงก็ดี จนทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย ด้วยปัญหาหลายประการ ขณะนี้จึงได้มอบเป็นนโยบายให้ทางองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.)​ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย และตนเป็นผู้กำกับดูแล ไปทำการศึกษาออกแบบแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ว่าจะมีหนทางอย่างไร ซึ่งในช่วงแรกถ้าไม่สามารถทำได้ตลอดแนวคลอง ก็ให้เริ่มทำเป็นช่วงๆ เป็นการศึกษาทางวิชาการ”

รมช.มท.กล่าวต่ออีกว่า “ส่วนอีกเส้นคือคลองวง เป็นคลองที่เชื่อมระหว่าง เทศบาลนครหาดใหญ่กับเทศบาลตำบลพะวง  ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ และขณะนี้การย้ายศูนย์ราชการไปอยู่ที่นั่นเริ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นผมมองว่าการวางแผนแม่บทจัดการน้ำเสียจึงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาผมได้เรียก อจน.มาวางแนวทางในการศึกษาแผนแม่บท ในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในสองลำคลองนี้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันดูแลในเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งปากคลองสำโรงนี้ต่อไปสามารถทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนสงขลาได้ และสามารถที่จะสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้าน สิ่งสำคัญคือชาวประมงออกไปหาปลา แล้วนำมาขายได้ในราคาที่ถูก และยังทำเป็นตลาดแหล่งขายอาหารทะเลสดๆขึ้นใหม่ ในเทศบาลนครสงขลาได้อีกทางหนึ่ง”

กฟก.เชียงราย มอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร หลังชำระเงินคืนกองทุนฯ ครบตามสัญญา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497282

กฟก.เชียงราย มอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร หลังชำระเงินคืนกองทุนฯ ครบตามสัญญา

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.29 น.

กฟก.เชียงราย มอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร หลังชำระเงินคืนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครบตามสัญญา

5 มิถุนายน​ 2563 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟู​และพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย ดำเนินการโอนที่ดินและ มอบโฉนดที่ดินให้เกษตรกร อำเภอแม่จันจังหวัดเขียงราย แยกเป็นเกษตรกร ตำบลจอมสวรรค์ จำนวน 1 ราย โฉนดที่ดิน จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 2 งาน 10 ตารางวา และเกษตรกรตำบลท่าข้าวเปลือก จำนวน 1 ราย โฉนดที่ดินจำนวน 1 แปลงเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 02 ตารางวา ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่จัน โดยเป็นการโอนที่ดินตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (มาตรา 37/9)

ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิก กฟก. ได้นำโฉนดที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับธนาคาร​กสิกรไทย จำกัด(มหาชน)​ จำนวน 1 ราย และสหกรณ์​การเกษตร​แม่จัน จำกัด จำนวน 1 ราย และไม่สามารถชำระเงินคืนให้กับสถาบันเจ้าหนี้ได้ (NPL-หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) โดยเกษตรกรได้ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน กับ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) และได้รับการช่วยเหลือในการชำระหนี้แทนเกษตรกร และเกษตรกรได้ดำเนินการชำระหนี้คืนให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และขอไถ่ถอนที่ดินคืน ตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว

กยท.รับมอบคู่มือFSCเล่มแรกของไทย เดินหน้าสร้างสวนยางมาตรฐานสากลทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497140

news_default

กยท.รับมอบคู่มือFSCเล่มแรกของไทย เดินหน้าสร้างสวนยางมาตรฐานสากลทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท 

กยท.จัดพิธีรับมอบคู่มือ FSC เล่มแรกในไทย พร้อมส่งไม้ต่อสู่เกษตรกร เตรียมเพิ่มเป้าขยายสวนยางมาตรฐาน FSCทั่วประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เผยที่มาของการจัดงานครั้งนี้ว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มองว่าอนาคตทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับการใช้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ผลิตจากผลผลิตของสวนยางพาราทั้งไม้และน้ำยางพาราที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล เช่น ต้องมีการจัดการที่ดี ถูกกฎหมาย หรือ ไม่บุกรุกป่าธรรมชาติ กลุ่มองค์กรเอกชนทั่วโลกจึงตั้งองค์กร FSC : Forest Stewardship Council เพื่อกำหนดมาตรฐานจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก กยท.ดำเนินการตามแผนงานส่งเสริมการทำสวนยางตามมาตรฐานฯ ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อสร้างมาตรฐานสวนยางของไทย เข้าสู่ระบบจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามหลักสากล โดยปี 2563 นำร่องในพื้นที่กองจัดการสวนยาง 1 เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ 8,050 ไร่ และเปิดรับสมัครเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ตรัง, กระบี่, พัทลุง, สงขลา และสตูล คิดเป็นพื้นที่รวม 155,000 ไร่ และวางเป้าหมายปี 2564 ว่าต้องการขยายการสร้างมาตรฐานสวนยางให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการอีก โดยเพิ่มพื้นที่อีก 237,000 ไร่

“กยท.รับมอบคู่มือจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจะร่วมผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม คู่มือการรับรองการจัดการป่าไม้ตามมาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC) สำหรับสวนยางพาราในประเทศไทยจะถูกถ่ายทอดสู่เกษตรกรเพื่อยกระดับพัฒนาอาชีพทำสวนยางพาราของไทยให้มั่นคงยั่งยืนขึ้น”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า สกสว. มุ่งสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ นโยบาย นวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงสนับสนุนโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาคู่มือและศักยภาพของผู้ทำสวนยางพารา และผู้ประกอบธุรกิจไม้ยางพาราให้ได้รับการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติ” ได้ผลงานจากวิจัยสำคัญคือ “คู่มือการรับรองการจัดการป่าไม้ตามมาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC) สำหรับสวนยางพาราในประเทศไทย” นับเป็นคู่มือฉบับแรกของไทยที่เป็นผลผลิตจากการวิจัยตามหลักวิชาการและผ่านการนำไปทดลองสร้างการรับรู้ให้ผู้ทำสวนยางพาราและผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ไม้และน้ำยางพาราในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

“ผลงานวิจัยชิ้นนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการรับรองมาตรฐานการจัดการสวนยางพาราในระดับสากล อันจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับสวนยางพาราทั้งระบบ รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้า และเพิ่มช่องทางส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก” ผอ.สกสว. กล่าว

ด้านผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร หัวหน้าโครงการวิจัย ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางพาราที่ได้รับการส่งสินค้าไปยังประเทศอื่น นอกจากจีน เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และภูมิภาคต่างๆที่กำหนดเงื่อนไขนี้แล้วในบางผลิตภัณฑ์ อีกทั้ง จากวิกฤติโควิด-19 ทำให้การส่งออกสินค้าไปจีนลดลง ดังนั้น
คณะนักวิจัยจึงพัฒนาคู่มือฉบับนี้ขึ้นภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สกสว. และขณะทำการวิจัยได้รับการสนับสนุนรวบรวมข้อมูลจากกยท.เป็นอย่างดี โดยคู่มือฉบับนี้จัดเป็นคู่มือรับรองการจัดการป่าไม้ตามมาตรฐาน FSC ฉบับแรกของประเทศไทยที่เป็นผลผลิตจากการวิจัยตามหลักวิชาการและผ่านการนำไปทดลองสร้างการรับรู้ให้ผู้ทำสวนยางพารา และผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ไม้และน้ำยางพาราในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย เพื่อให้เป็นคู่มือที่เหมาะสมทันสมัย และง่ายต่อการศึกษาด้วยตนเอง จึงถือโอกาสนี้ส่งมอบให้กยท.นำไปเผยแพร่และสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผู้ทำสวนยางพาราในประเทศไทยและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นส่วนสำคัญในกาผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการรับรองมาตรฐานการจัดการสวนยางพาราในระดับสากลอันจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับสวนยางพาราทั้งระบบ เช่น มีผลผลิตที่ยั่งยืน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าที่ใช้ผลผลิตจากสวนยางพารา รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองของประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าเรื่องราคาผลิตภัณฑ์และเพิ่มช่องทางการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก

ประกาศรางวัล4ผลงาน‘สุดยอดนวัตกรรมช่างชุมชน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497133

news_default

ประกาศรางวัล4ผลงาน‘สุดยอดนวัตกรรมช่างชุมชน’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช.การช่าง ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ทั้ง 4 ผลงาน ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “สุดยอดนวัตกรรมช่างชุมชน” ที่นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงทั้งเรื่องเทคนิคและวิศวกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์ ตลอดจนช่องทางการตลาด ซึ่งเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ความสามารถของคนไทยในชุมชนทั่วประเทศที่มีศักยภาพมีโอกาสนำมาต่อยอดขยายขีดความสามารถจากการใช้แก้ปัญหาในแต่ละท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้งานในบริบทที่กว้างขึ้น ช.การช่าง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านมุ่งมั่นพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของตนเองต่อไป เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยกระดับคุณภาพชีวิตดูแลชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ผลงานทั้ง 4 ที่ได้รับคัดเลือกพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยในท้องถิ่นมีทักษะด้านประดิษฐ์คิดค้นด้านนวัตกรรมและกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีศักยภาพ สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อสังคมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนได้โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ในท้องถิ่น แต่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดกลายเป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทยในวงกว้าง

โดยนวัตกรรมช่างชุมชนทั้ง 4 ผลงาน ผ่านการคัดเลือกเพื่อรับทุนสนับสนุนเบื้องต้น พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรม พบที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาทักษะแบบ 4 มิติ ได้แก่ ทักษะด้านเทคนิควิศวกรรม, ออกแบบผลิตภัณฑ์, การตลาดและบริหารจัดการต้นทุนราคา หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้เข้มข้นสองวัน ช่างชุมชนกลับไปพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมของตนเอง จนเป็นที่ประจักษ์ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นด้านประสิทธิภาพการทำงานของสิ่งประดิษฐ์ ความสะดวกใช้งานเพิ่มขึ้น ต้นทุนและราคาที่คนในชุมชนเข้าถึงง่าย และขยายผลผ่านการจัดจำหน่ายสู่ชุมชนในช่องทางต่างๆหรือถ่ายทอดความรู้เชิงสาธารณะประโยชน์สู่สังคม สิ่งเหล่านี้แสดงถึงศักยภาพของนวัตกรรมที่คิดค้นจากคนในชุมชนฐานราก แต่สร้างผลกระทบทางสังคมได้กว้างขวาง

เครื่องเจาะดินนิวบอร์น โดยนายปรีชา บุญส่งศรี จ.ลพบุรี จากสว่านเจาะดินขุดหลุมปลูกต้นไม้ติดตั้งบนล้อลากที่ช่วยให้เคลื่อนย้ายง่ายและเพิ่มความปลอดภัยขณะใช้งาน โดยมีกำลังเครื่องยนต์และราคาหลากหลายตามความเหมาะสมกับการใช้งานของเกษตรกรแต่ละคน ปัจจุบันพัฒนาต่อยอดมาเป็นเครื่องเจาะเสาเข็มขนาดเล็กสำหรับงานก่อสร้างเหมาะกับใช้งานของช่างชาวบ้านหรือผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยพร้อมทั้งเตรียมจัดทำเว็บไซต์เป็นทางการ และเตรียมขยายช่องทางจำหน่ายบนร้านค้าออนไลน์ของ Shopee และ Lazada

เรือรดน้ำอัตโนมัติ โดยนายสายธาร ม่วงโพธิ์เงิน จ.นครปฐม จากเรือรดน้ำควบคุมการทำงานอัตโนมัติใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์เหมาะกับพื้นที่การเกษตรแบบร่องสวนในภาคกลาง เรือจะแล่นไปบนผิวน้ำช้าๆ และพ่นน้ำเพื่อรดพืชสวนจนกว่าจะครบรอบตามกำหนด ปัจจุบันพัฒนาต่อยอดเป็นเรือรดน้ำที่พ่นน้ำได้สองด้านใช้เซนเซอร์รักษาระยะห่างจากฝั่ง ตั้งเวลา จำนวนรอบการทำงานได้ ลดความเสี่ยงบาดเจ็บ และลดมลพิษจากการใช้เชื้อเพลิง หรือกระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำ เพิ่มบริการให้เช่าใช้งาน และสร้างเฟซบุ๊คเพจของตนเอง

เครื่องบดผสมปุ๋ยหมักและดินปลูก โดยนายสุรเดช ภูมิชัย-กลุ่มสัมมาชีพบ้านท่าช้าง จ.ลำพูน จากจุดประสงค์เดิมที่ต้องการลดหมอกควันจากการเผาใบลำไยและใบมะม่วงที่เกษตรกรตัดแต่งภายในสวน โดยให้เกษตรกรนำใบไม้เหล่านั้นมาแลกเป็นปุ๋ยหมักและดินปลูกที่ได้จากการใช้งานเครื่องบดผสมฯ ได้พัฒนาเพิ่มอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยและเพิ่มระบบบดต้นกล้วยทำเป็นอาหารสัตว์หรือทำน้ำหมักชีวภาพ ทำให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้นเพิ่มรายได้จากผลผลิตที่ดีขึ้น และลดอัตราเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการเผาใบไม้และลดมลพิษทางอากาศให้ชุมชน ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงเครื่องต้นแบบเพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป

เครื่องตัดหญ้าโซลาร์เซลล์ โดยนายกฤษณะ สิทธิหาญ จ.ลำปาง จากเดิมสร้างขึ้นจากความต้องการที่จะลดต้นทุนเชื้อเพลิงในการตัดหญ้าภายในไร่สับปะรดอินทรีย์ จึงประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้า
ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และมีแบตเตอรี่สำรองที่ช่วยให้ใช้งานต่อไปได้แม้จะไม่มีแสงอาทิตย์บางช่วง เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่บ้านพักอาศัยและพัฒนาเครื่องตัดหญ้าแบตเตอรี่ไฟฟ้าแบบสะพายหลังสำหรับใช้งานในพื้นที่เกษตรกรรม จำหน่ายออนไลน์บนเฟซบุ้คเพจ “ไร่ช่างเอก สับปะรดวิถีอินทรีย์” โดยมีโรงงานเอกชนมาเป็นผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย

สำหรับอีก 6 ผลงาน ที่ไม่ได้รับรางวัลประกอบด้วย ตะบันน้ำถังแก๊สมือสอง, รถไถนั่งขับอีลุย, เครื่องอูดรมควันต้านยุง, จักรยานปีนต้นมะพร้าว, กาลักน้ำประปาภูเขา,และของเล่นไม้กลไกเคลื่อนไหว สามารถจัดทำข้อเสนอขอทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไปได้ โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)มีทุน 300,000 บาท เพื่อพัฒนาแนวคิดให้สมบูรณ์หรือหากพร้อมทำธุรกิจต่อยอดจะมีทุน 1,500,000 บาท สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือติดต่อผ่านทีมงานของโครงการนวัตกรรมช่างชุมชน เพื่อช่วยให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา