เกษตรแถวหน้า : ปลูกฝังเยาวชน…เรียนรู้ระบบสหกรณ์ผ่านสหกรณ์นักเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497131

screenshot-13-1

เกษตรแถวหน้า : ปลูกฝังเยาวชน…เรียนรู้ระบบสหกรณ์ผ่านสหกรณ์นักเรียน

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิก โดยยึดหลักการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การปลูกฝังและพัฒนางานสหกรณ์ของชาติ ต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเยาวชนในสถานศึกษา ด้วยการนำองค์ความรู้ กระบวนการสหกรณ์ ให้นักเรียนได้เรียนรู้เพื่อเกิดการพัฒนา ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของสายเลือดใหม่ในการสร้างงานสหกรณ์ให้เข้มแข็งต่อไปในอนาคต…

ตลอดระยะเวลา 29 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนองแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มและส่งเสริมให้จัดการเรียนรู้และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน มาตั้งแต่ปี 2534 โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งได้บูรณาการขับเคลื่อนจากหลายหน่วยงาน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนในพระราชดำริ โรงเรียนสังกัดพื้นที่การศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครอบคลุมในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังแนวคิด แนวปฏิบัติ ตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้แก่เด็กและเยาวชนไทยด้วยการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ สามารถสร้างการเรียนรู้และทักษะในการร่วมคิด ร่วมทำ การวางแผน การแก้ปัญหา การจัดการ การออม การฝึกทักษะงานอาชีพ เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม

เมื่อหลายวันก่อน ผมได้มีโอกาสนั่งสนทนากับ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ถึงการให้ความรู้ด้านสหกรณ์ให้กับเด็กและเยาวชน เนื่องจากเห็นว่าใกล้ถึง“วันสหกรณ์นักเรียน” ในวันที่ 7 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งท่านอธิบดี ได้ให้มุมมองต่อการจัดการเรียนรู้สหกรณ์นักเรียนว่า ในปัจจุบัน กรมส่งเสริม สหกรณ์ได้ลงไปให้การส่งเสริม ทั้ง ภาคทฤษฎี คือ สอนให้นักเรียนเห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่ม เรียนรู้ถึงการช่วยกันแก้ไขปัญหา รู้จักว่าสหกรณ์คืออะไร ความรู้เบื้องต้นเรื่องสหกรณ์ ทั้งประเภทและโครงสร้างสหกรณ์ อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ เป็นสมาชิกสหกรณ์แล้วได้อะไร มีสิทธิอะไรบ้าง รวมถึงรู้วิธีการดำเนินธุรกิจต่างๆ การทำแผนธุรกิจ การทำบัญชี และส่งเสริมใน ภาคปฏิบัติ โดยให้นักเรียนลงมือทำสหกรณ์จริงในโรงเรียน โดยมี 4 กิจกรรมหลัก คือ 1. กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรและอาชีพ 2. กิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ 3. กิจกรรมออมทรัพย์ ส่งเสริมการออม และ 4. กิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้แก่คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนและสมาชิก พาไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับโรงเรียนต่างๆ และเรียนรู้การดำเนินงานของสหกรณ์จริง

ส่วนทิศทางที่จะเดินหน้าต่อไปเกี่ยวกับสหกรณ์นักเรียนนั้น ท่านอธิบดี บอกว่า ได้วางนโยบายไว้ 3 ด้าน คือ 1. เรื่องการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและการอบรมวิธีการสอนให้แก่ครูสหกรณ์ของแต่ละโรงเรียน จะจัดให้ครูทั่วประเทศได้พบกันปีละหน เพื่อให้เกิดการพัฒนาซึ่งกันและกัน ได้มาแลกเปลี่ยนกันว่าในการปรับรูปแบบการเรียนการสอนจะไปในทิศทางใด 2. การสนับสนุนให้มีการศึกษาดูงาน ให้เด็กนักเรียนได้เปิดหูเปิดตา เห็นความแตกต่างจากในพื้นที่ของตน เป็นการสร้างเสริมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในมิติต่างๆ และเรื่องที่ 3. คือ การเพิ่มความเข้มข้นให้เด็กได้เรียนรู้ถึงความเป็นสหกรณ์ โดยการฝึกฝนปฏิบัติการบริหารกิจการสหกรณ์จริงๆ เริ่มตั้งแต่การผลิต ไปจนถึงเรื่องการดูแลเงิน เรื่องการร่วมแรงร่วมใจทำงาน เรื่องการประชุม เรื่องการลงบัญชีรายรับ-รายจ่าย เรื่องการขายผลผลิต ให้เห็นถึงการบริหารกิจการสหกรณ์ภายใต้ร้านสหกรณ์ โดยให้ร้านสหกรณ์เป็นเหมือนศูนย์ฝึกปฏิบัติในทุกกระบวนการ มุ่งหวังให้เด็กกลุ่มนี้นำหลักการและวิธีการสหกรณ์เข้ามาบริหาร มาปฏิบัติในร้านสหกรณ์นักเรียน สามารถนำเงินทุนที่มีอยู่ไปบริหารจัดการด้านการผลิต การรวบรวม การแปรรูป การจัดจำหน่าย การได้รับผลตอบแทน และการปันผล เป็นการฝึกให้เด็กได้วางแผนการใช้เงินเป็นเครื่องมือในการทำงานตามระบบสหกรณ์ ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าความเสี่ยงของเงินคืออะไร ความปลอดภัยของเงินคืออะไร ระบบควบคุมภายในคืออะไร ความล้มเหลวคืออะไร ความสำเร็จคืออะไร เด็กจะได้เรียนรู้ทุกอย่าง สามารถบริหารกิจการเป็น เมื่อเขาออกไปสู่โลกภายนอก อยู่ในชุมชน อยู่ในหมู่บ้านของเขา เด็กกลุ่มนี้จะสามารถเป็นแกนนำ
ขับเคลื่อนสหกรณ์ในหมู่บ้าน ในพื้นที่ของเขาได้ ถ้าสามารถก้าวไปถึงการฝึกปฏิบัติจริงตรงนั้น เด็กก็จะได้เข้าถึงแก่นแท้ของระบบสหกรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ลงบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นอย่างเดียว นั่นยังไม่ใช่ระบบสหกรณ์อย่างแท้จริง

จากการที่ได้นั่งสนทนากับท่านอธิบดีฯ ในวันนั้น ทำให้ผมได้รู้ว่า การจัดการเรียนรู้และจัดกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในสถานศึกษาที่ดำเนินการมาตลอด 29 ปี ได้ปรากฏผลเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรมในหลาย ๆ ด้าน สามารถเชื่อมโยงการฝึกทักษะชีวิตและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้แก่เด็กและเยาวชนได้อย่างครอบคลุม ครบถ้วน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคี การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น มีการแบ่งปันความรู้และภูมิปัญญา เกิดการทำงานร่วมกัน ซึ่งนอกจากเด็กจะมีความรู้ความเข้าใจในวิชาการและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการสร้างนิสัยการออมได้แล้ว ยังได้เรียนรู้การทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นอาหารกลางวันในโรงเรียน รวมถึงการฝึกอาชีพต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้เสริม และที่สำคัญยังมีส่วนในการขยายผลด้านอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ไปสู่ผู้ปกครองและชุมชน อันเป็นการช่วยให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นในสังคมจากระดับฐานราก เกิดการพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมเกิดความก้าวหน้า พัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

จ่ายแล้ว7ล้านคน เงินเยียวยาเกษตรกร เปิดอุทธรณ์ถึง5มิ.ย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497211

news_default

จ่ายแล้ว7ล้านคน เงินเยียวยาเกษตรกร เปิดอุทธรณ์ถึง5มิ.ย.

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จ่ายแล้ว7ล้านคน เงินเยียวยาเกษตรกร

เปิดอุทธรณ์ถึง5มิ.ย. เฉลิมชัยย้ำช่วยเต็มที่

ธ.ก.ส.จ่ายเงินเยียวยา ถึงมือเกษตรกรแล้วกว่า 7 ล้านราย “เฉลิมชัย” เตือนผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์และไม่ได้รับเงินเยียวยาให้เร่งยื่นอุทธรณ์ภายใน 5 มิถุนายน โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะประชุมนัดแรก8มิถุนายน ย้ำช่วยเหลือทั่วถึง ครอบคลุม ไม่มีตกหล่น

เมื่อวันที่ 4มิถุนายน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากกรณที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ สศก. ในฐานะนายทะเบียน ดำเนินการรวบรวม และจัดทำระบบคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยจ่ายเงินตรงผ่านบัญชี จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 ซึ่ง สศก. ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วรวม 7.59 ล้านราย ล่าสุด ธ.ก.ส. ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 15-31 พฤษภาคม 63 จำนวน 7,103,721 ราย รวมเงิน 35,518 ล้านบาท

ส่วนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนไว้ภายใน 15 พฤษภาคม ธ.ก.ส. จะเร่งโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนมิถุนายน สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนการขึ้นทะเบียน จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายใน 15 สิงหาคม 63 โดยเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนโครงการช่วยเหลือเยียวยา แต่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา สามารถดำเนินการอุทธรณ์ได้แล้วจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2563

สำหรับเกษตรกรชุดสุดท้ายสามารถอุทธรณ์ได้จนถึง 15 สิงหาคม จากการติดตามผ่านหน่วยงานในพื้นที่ทั้ง 8 หน่วยงาน ของ สศก. พบว่า ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม-31 พฤษภาคม 2563 ทั้ง 8 หน่วยงานรับเรื่องอุทธรณ์เยียวยา รวมทั้งสิ้น 48,621 ราย จำนวน 49,054 เรื่อง แบ่งเป็น กรมส่งเสริมการเกษตร 44,881 เรื่อง กรมปศุสัตว์ 2,933 เรื่อง กรมประมง 439 เรื่อง การยางแห่งประเทศไทย 742 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย 50 เรื่อง กรมหม่อนไหม 6 เรื่อง และกรมสรรพสามิต (ทะเบียนยาสูบ) 3 เรื่อง ผลการดำเนินงาน ณ 31 พฤษภาคม 63 พบว่า ขณะนี้หน่วยงานในระดับพื้นที่ได้แก้ไขปัญหาแล้ว 6,823 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานต้นสังกัด 40,598 เรื่อง และเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ฯ 1,633 เรื่อง

ด้าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอให้เกษตรกรที่ถูกตัดสิทธิ์หรือไม่ได้รับเงินเยียวยาให้เร่งมายื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 5มิถุนายน ที่หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร 8หน่วยในส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด สำนักงานประมงจังหวัด/อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด/อำเภอ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต/เครือข่าย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัด/สาขา เขตระบบบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย 1-8 และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภาค1-4และสำนักงานสรรพสามิตจังหวัด

สำหรับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สิทธิ์มี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน โดยมอบนโยบายไปแล้วว่าให้ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทั่วถึงตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล ยกเว้นกลุ่มที่คณะกรรมการการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ได้เสนอ ครม.มีมติไม่จ่าย เช่น ผู้ที่อยู่ในโครงการเราไม่ทิ้งกัน ข้าราชการบำนาญ ผู้ประกันตน ข้าราชการประจำ และลูกจ้างราชการ ซึ่งนอกเหนือจากมติ ครม. ให้ยกเว้น ทางกระทรวงเกษตรฯ สามารถจ่ายให้เกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกราย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า เมื่อมีการแจ้งอุทธรณ์ หากเรื่องใดหน่วยงานในส่วนภูมิภาคพิจารณาและสรุปผลได้ ให้ดำเนินการทันที หากนอกเหนืออำนาจต้องเร่งส่งมายังคณะกรรมการฯ ระดับกระทรวง โดยปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะประชุมคณะกรรมการครั้งแรกวันที่ 8 มิถุนายนนี้ ขอให้เกษตรกรกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 ทุกคน

ด้าน นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ยอดโอนเงินล่าสุด 713,721 ราย เป็นเงิน 35,518.60 ล้านบาท สำหรับจำนวนเกษตรกรซึ่งบัญชีธนาคารมีปัญหาหรือไม่ได้แจ้งหมายเลขธนาคารมาในสัปดาห์ที่แล้วมี 356,080 ราย จากการที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาและหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศเร่งประชาสัมพันธ์และไปหาเกษตรกรถึงบ้าน ทำให้ได้บัญชีธนาคารมาแล้ว คงเหลืออยู่ระหว่างติดตาม 62,714 ราย ทั้งนี้ หมายเลขบัญชีของเกษตรกรที่ได้เพิ่มมา 293,366 ราย ส่วนใหญ่เป็นบัญชีต่างธนาคาร ซึ่ง ธ.ก.ส.จะส่งชื่อและหมายเลขบัญชีให้ธนาคารนั้น ๆ ตรวจสอบความถูกต้อง คาดว่าจะแจ้งกลับมายัง ธ.ก.ส.วันพรุ่งนี้ จากนั้นธ.ก.ส.จะโอนให้วันที่ 8มิถุนายน ขอให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งหมายเลขบัญชี เร่งแจ้งได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขาใกล้บ้านหรือแจ้งผ่านระบบออนไลน์ที่www.เยียวยาเกษตรกร.com เพื่อจะได้โอนเงินให้ตามสิทธิ์เร็วที่สุด

ร้อนแล้ง-อากาศแปรปรวนทุบฟาร์มหมูเสียหาย10% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497136

news_default

ร้อนแล้ง-อากาศแปรปรวนทุบฟาร์มหมูเสียหาย10%

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เสน่ห์ นัยเนตร 

นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การปศุสัตว์ภาคตะวันออก จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์การเลี้ยงสุกรว่า จากปัญหาอากาศร้อนและภัยแล้งจนถึงอากาศแปรปรวนตลอดทั้งวันในปัจจุบัน บางพื้นที่ร้อนอบอ้าวจนถึงมีฝนตกจากพายุฤดูร้อน ทำให้สัตว์ปรับสภาพร่างกายไม่ทัน เกิดความเครียด กินอาหารน้อยลง ร่างกายอ่อนแอและอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น การเติบโตช้าลง พบว่าอัตราการสูญเสียในฟาร์มจากภาวะอากาศดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10% ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรต่างพยายามป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร เพื่อไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยได้ ความพยายามในการป้องกัน ASF ของเกษตรกรทุกคนทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวที่ปลอดโรคนี้ แม้ว่าเกษตรกรต้องมีต้นทุนเพิ่มแต่ก็ยินดีปฏิบัติตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนะ พบว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 บาท ทั้งจากการใช้ยาฆ่าเชื้อพ่นป้องกันทุกวัน วันละ 2 ครั้ง และค่าน้ำค่าไฟ ค่าแรงงาน

“นอกจากต้นทุนที่เพิ่มจากการยกระดับการป้องกันโรคแล้ว ภัยแล้งหนักในช่วงที่ผ่านมายังกระทบกับเกษตรกร ที่ส่วนใหญ่มีน้ำไม่เพียงพอ จึงต้องซื้อน้ำจากภายนอกมาใช้ในฟาร์มทุกวัน ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีก 2-3% หากเดือนมิถุนายนนี้ ยังไม่มีฝนใหญ่เข้ามาเกษตรกรต้องทุกข์กันหมด เพราะรถขายน้ำไม่มีน้ำมาขาย และยังมีค่าไฟเพิ่มเพราะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศและเดินระบบอีแวปตลอดเวลา ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวนฉับพลันในปัจจุบันกำลังซ้ำเติมเกษตรกร ทำให้ลูกหมูอ่อนแอมาก มักเป็นไข้หวัด ป่วยง่าย จึงมีค่าเวชภัณฑ์ในการรักษาเพิ่ม และยังต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพงที่ถือว่าเป็นภาระหนักมากสำหรับคนเลี้ยง โดยปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับราคาสูงขึ้นเป็นอย่างมาก อาทิ ปลายข้าวราคาสูงกว่า 12 บาทต่อกิโลกรัม และรำข้าวราคา 10-11บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตปัจจุบัน 65-67 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาขายหมูเป็นหน้าฟาร์มประมาณ 66-71 บาทต่อกิโลกรัม”นายเสน่ห์ กล่าว

นายเสน่ห์กล่าวอีกว่า จากปัญหาหมูล้นตลาด หรือ Over Supply ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีเกษตรกรรายย่อยหายไปจากระบบมากกว่า 50% อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทั้งประเทศยังร่วมกันบริหารจัดการทั้งระบบ เพื่อให้ไทยยังคงมีประชากรหมูเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ส่วนภาวะราคาที่ปรับขึ้นลงก็เป็นไปตามกลไกตลาดในแต่ละช่วงเวลา ขณะเดียวกันขอฝากภาครัฐ ช่วยผลักดันเรื่องการส่งออกหมูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังคงมีความต้องการนำเข้าจากประเทศไทยอยู่มาก จากความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพมาตรฐานปลอดโรค ASF และมาตรฐานการผลิตของไทย ที่ปัจจุบันเกษตรกรรายย่อยได้หันมาปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ ถือเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมหมูไทย

เงินเยียวยาถึงมือเกษตรกรแล้วกว่า7ล้านราย ย้ำยื่นอุทธรณ์ถึง5มิ.ย.นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497085

news_default

เงินเยียวยาถึงมือเกษตรกรแล้วกว่า7ล้านราย ย้ำยื่นอุทธรณ์ถึง5มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 16.05 น.

เงินเยียวยาถึงมือเกษตรกรแล้วกว่า7ล้านราย ย้ำยื่นอุทธรณ์ถึง5มิ.ย.นี้ พร้อมฝากถึงเกษตรกรนำเงินที่ได้ใช้เพื่อการยังชีพและลงทุนให้เกิดประโยช์สูงสุด

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ สศก.ในฐานะนายทะเบียน ดำเนินการรวบรวม และจัดทำระบบคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยจ่ายเงินตรงผ่านบัญชี จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2563 ซึ่ง สศก.ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วรวม 7.59 ล้านราย ล่าสุด ธ.ก.ส.ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 15 – 31 พฤษภาคม 63 จำนวน 7,103,721 ราย รวมเงิน 35,518 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนไว้ภายใน 15 พฤษภาคม ธ.ก.ส.จะเร่งโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนมิถุนายน สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนการขึ้นทะเบียน จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายใน 15 ส.ค.63 โดยเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนโครงการช่วยเหลือเยียวยา แต่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา สามารถดำเนินการอุทธรณ์ได้แล้วจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ส่วนเกษตรกรชุดสุดท้ายสามารถอุทธรณ์ได้จนถึง 15 ส.ค.63

จากการติดตามผ่านหน่วยงานในพื้นที่ทั้ง 8 หน่วยงานของ สศก.พบว่า ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. – 31 พ.ค.2563 ทั้ง 8 หน่วยงานรับเรื่องอุทธรณ์เยียวยา รวมทั้งสิ้น 48,621 ราย จำนวน 49,054 เรื่อง แบ่งเป็น กรมส่งเสริมการเกษตร 44,881 เรื่อง กรมปศุสัตว์ 2,933 เรื่อง กรมประมง 439 เรื่อง การยางแห่งประเทศไทย 742 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย 50 เรื่อง กรมหม่อนไหม 6 เรื่อง และกรมสรรพสามิต (ทะเบียนยาสูบ) 3 เรื่อง ผลการดำเนินงาน ณ 31 พฤษภาคม 63 พบว่า ขณะนี้หน่วยงานในระดับพื้นที่ได้แก้ไขปัญหาแล้ว 6,823 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานต้นสังกัด 40,598 เรื่อง และเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ฯ 1,633 เรื่อง

ด้าน นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก.กล่าวว่า จากการติดตามสอบถามเกษตรกรที่ได้รับเงินเยียวยาไปแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่จะนำเงินไปใช้จ่ายค่าครองชีพ ของกิน ของใช้ประจำวัน นำเงินไปต่อยอดทำมาหากิน เช่น จ่ายค่าเช่าที่ทำกิน ซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อพันธุ์ปลา ซื้ออุปกรณ์จับปลา เครื่องมือทำมาหากิน ฯลฯ ที่เหลือจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกหลาน ค่ารักษาดูแลสุขภาพ และนำไปใช้อื่นๆ ตามความจำเป็น เช่น ค่ารถ ค่าไฟฟ้า ค่ามือถือ ค่าน้ำ เป็นต้น โดย วันที่ 4 มิถุนายนนี้ สศก.จะประชุมคณะกรรมการติดตามประเมินผลโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณากรอบ แนวทาง และวิธีการติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ภายหลังจากเกษตรกรที่ได้รับเงินเยียวยาแล้ว โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าให้ทราบโดยเร็วต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่ยังมีปัญหา หน่วยงานในระดับพื้นที่ที่เรื่องอุทธรณ์จะได้หาทางแก้ไข หรือ เสนอคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ฯ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงทุกราย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้กำชับให้ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่มีรายชื่อตกหล่น หรือไม่ได้รับสิทธิ์ หรือไม่เห็นด้วยกับผลการคัดกรอง สามารถมายื่นอุทธรณ์ได้จนถึงวันที่ 5 มิถุนายนนี้ และสามารถเข้าตรวจสอบที่ www.moac.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์หลักของกระทรวง ใช้ตรวจสอบข้อมูลได้เบ็ดเสร็จในที่เดียว ทั้งผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตรวจสอบสิทธิ์เงินเยียวยาเกษตรกร ตรวจสอบผลการโอนเงิน แจ้งช่องทางการรับเงินโอน ของทาง ธ.ก.ส.และตรวจสอบสถานะอุทธรณ์เงินเยียวยาเกษตรกร ทั้งนี้ อยากฝากถึงเกษตรกรทุกท่านที่ได้รับเงินเยียวยา ได้นำไปใช้เพื่อการยังชีพให้เหมาะสม หรือนำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำการเกษตรต่อไป

เปิดผลสอบ‘นมโรงเรียนบูด’ พบกล่องอับชื้น มดเจาะจุดเจาะหลอดดูด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497071

news_default

เปิดผลสอบ‘นมโรงเรียนบูด’ พบกล่องอับชื้น มดเจาะจุดเจาะหลอดดูด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.18 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์” ระบุผลสอบเบื้องต้นกรณีผู้ปกครองนักเรียน “โรงเรียนแม่ยางเปี้ยว” จ.แพร่ ร้อง “นมโรงเรียนบูด” ล่าสุดโรงเรียนแจ้งเป็นนมตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 พร้อมตรวจสถานที่เก็บรักษาพบกล่องอับชื้นจนผุ มดเจาะจุดเจาะหลอดดูด เร่งให้คำแนะนำแก่โรงเรียนให้จัดเก็บตามข้อกำหนดของ อย.

4 มิถุนายน 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนแม่ยางเปี้ยว (แก้วพิสณฑ์ประชานุกูล) ตำบลแม่ยางฮ่อ อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ พบนมโรงเรียนชนิดยูเอชทีเน่าเสีย ก่อนหมดอายุ หลังได้รับแจกจากโรงเรียนนั้น จากการสอบถามทางโรงเรียนพบว่านมที่พบปัญหาบูดเสียเป็นนมยูเอชทีสำหรับแจกจ่ายให้นักเรียนช่วงปิดภาคเรียนที่ 2/2562 โดยผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม คือ บริษัท โกลมิลค์ จำกัด แต่ทางโรงเรียนเก็บไว้ไม่ได้แจกเด็กนักเรียน โดยระบุว่าติดขัด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 จากนั้นได้นำมาแจกเด็กในวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเข้าสู่ภาคการศึกษาที่ 1/2563 มีการจัดซื้อจัดจ้าง และต้องส่งนมชุดใหม่แล้ว

นายสัตวแพทย์สรวิศ ระบุว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงตามประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแพร่ ผู้แทนท้องถิ่นจังหวัดแพร่ ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดแพร่ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่ และปศุสัตว์อำเภอร้องกวาง ว่า บริษัท โกลมิลค์ จำกัด ได้จ่ายนมชุดนี้ให้ทางโรงเรียนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 จำนวน 5,436 กล่อง ซึ่งทางโรงเรียนระบุว่าจัดการเรียนการสอนวันสุดท้ายในวันที่ 13 มีนาคม 2563 จึงทำให้ไม่สามารถแจกจ่ายนมปิดภาคเรียน 2/2562 ให้เด็กนำกลับไปดื่มที่บ้านได้ทัน จากนั้นเมื่อแจกจ่ายแก่นักเรียนในวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 มีผู้ปกครองนักเรียน 1 ราย แจ้งว่านมบูด โรงเรียนจึงให้ผู้ปกครองนำนมมาคืน รวมถึงประสานให้ผู้ปกครองนักเรียนคนอื่นให้ตรวจสอบนม แต่ไม่พบว่ามีนมบูดเพิ่ม

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์นั้น มีนมที่มีปัญหา 17 ลัง ไม่มีปัญหา 90 ลัง โดยกล่องนมที่มีปัญหา พบว่า มีความชื้น ลังนมผุ มีรอยเจาะของมดบริเวณตำแหน่งเจาะหลอดดูด และพบนมบูดเสีย 1- 25 กล่องต่อลัง มีรอยเจาะของมดบริเวณตำแหน่งเจาะหลอดดูด จากนั้นจึงได้ประสานบริษัทโกลมิลค์ จำกัด โดยบริษัทตกลงเปลี่ยนนมที่มีปัญหาให้ 107 ลัง ทั้งนี้คณะทำงานสอบข้อเท็จจริงจะได้รวบรวมผลตรวจคุณภาพน้ำนมจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ และผลจากการตรวจสอบโรงงานผลิตภัณฑ์นม ซึ่งรับผิดชอบโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อประกอบการพิจารณาสรุปผลต่อไป

ทั้งนี้ ตามประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน กำหนดให้ผู้ผลิตนมโรงเรียนต้องระบุวันเดือนปีที่ผลิต และวันเดือนปีที่หมดอายุไว้บนบรรจุภัณฑ์ กรณีผลิตภัณฑ์นมชนิดยูเอชทีต้องมีอายุสำหรับการบริโภคไม่เกิน 10 เดือน และวันที่จัดส่งให้โรงเรียน นมจะต้องมีอายุสำหรับการบริโภคเหลือไม่น้อยกว่า 4 เดือน

สำหรับการตรวจรับนมโรงเรียนต้องเป็นไปตามคู่มือนมโรงเรียนที่อย. จัดทำไว้  และการเก็บรักษานมยูเอชทีนั้น โรงเรียนจะต้องดูแลให้มีสถานที่จัดเก็บที่สะอาดสามารถป้องกันสัตว์พาหะและการเสื่อมคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนโดยบรรจุในลังกระดาษ ไม่ซ้อนลังสูงเกิน 8 ชั้น หรือกรณีกล่องนมที่ห่อด้วยฟิล์มพลาสติกไม่วางซ้อนสูงเกิน 5 ชั้น  และเก็บรักษาในสภาพที่สะอาดบนชั้นยกสูงจากพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตร  รวมทั้งวางเก็บรักษาที่อุณหภูมิไม่เกิน 45 องศาเซลเซียสในสภาพไม่เปียกชื้นและไม่ถูกแสงแดด

“ยืนยันว่า กรณีนมบูดเสียนี้ ไม่ได้มีปัญหาจากการจัดสรรพื้นที่จำหน่าย เนื่องจากเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมทุกรายดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกลุ่มพื้นที่ โดยจะจัดสรรพื้นที่ตามหลักโลจิสติกส์ คือ พิจารณาจัดสรรให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่มีสถานที่ผลิตและพื้นที่จำหน่ายในพื้นที่เดียวกันก่อน ซึ่งกรณีนี้เป็นการจัดสรรของกลุ่มที่ 4 พื้นที่ภาคเหนือ โดยบริษัทโกลด์มิลค์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับจัดสรรสิทธิ์ให้ส่งนม จึงพิจารณาให้พื้นที่จำหน่ายในโรงเรียนแม่ยางเปี้ยว จังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่ในกลุ่มพื้นที่เดียวกัน” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

งานเข้า!‘มนัญญา’สั่งสอบพิรุธ 7 สหกรณ์ลงทุนเกินตัว แจงหนี้‘บินไทย’4.3หมื่นล้านไม่สูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497061

news_default

งานเข้า!‘มนัญญา’สั่งสอบพิรุธ 7 สหกรณ์ลงทุนเกินตัว แจงหนี้‘บินไทย’4.3หมื่นล้านไม่สูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 14.53 น.

“มนัญญา” เร่งแจงสหกรณ์เจ้าหนี้ “การบินไทย” 86 แห่ง มูลหนี้กว่า 4.3 หมื่นล้าน ยันหนี้ไม่สูญ เชื่อไม่ถูกลดยอดหนี้ สั่งตรวจสอบบัญชี 7 สหกรณ์ขนาดใหญ่พบพิรุธลงทุนเกินตัว

4 มิถุนายน 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานชี้แจงแนวทางในการฟื้นฟูกิจการและการปฏิบัติของสหกรณ์เจ้าหนี้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สหกรณ์ 85 แห่ง ที่ลงทุนหุ้นกู้ในบริษัท การบินไทยฯ และสหกรณ์อีก 1 แห่ง ลงทุนในหุ้นสามัญ วงเงินกว่า 43,000 ล้านบาท

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้บริษัท การบินไทยฯ ถึงแนวปฏิบัติหลังการบินไทยเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ โดยย้ำให้สมาชิกสหกรณ์ไม่ตื่นตระหนก และไม่แตกแยก จะได้มีอำนาจต่อรอง เพราะจำนวนเงินลงทุนสูง และขอให้สหกรณ์ทุกแห่งทำความเข้าใจสมาชิกให้เข้าใจ

“นายกรัฐมนตรีเป็นห่วง และไม่ต้องการให้กระทบสมาชิก ดิฉันพร้อมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยปัญหา และขอให้สหกรณ์ มั่นใจว่ารัฐมนตรีคนนี้ ช่วยเขาได้ จะดูแลให้เต็มที่ จากที่เห็นกันว่าเราทำงานอะไรต้องมุ่งมั่น ให้ประชาชน สมาชิก เดินในทางที่ถูกต้อง ยืนยันว่าเงินกว่า 40,000 ล้านบาท จะไม่หายไปและมีแผนรองรับผลกระทบเมื่อไปสู่แผนฟื้นฟูของศาลล้มละลาย” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่อาจจะมีการลดยอดหนี้หรือแคร์คัดนั้น น.ส.มนัญญา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดูเหตุผล และแนวทางนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ต้องฟังคำสั่งศาลล้มละลายที่นัดไต่สวนนัดแรกวันที่ 17 สิงหาคม นี้ ว่า จะมีคำสั่งออกมาอย่างไร ในฐานะที่สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้ก็พร้อมตั้งตัวแทนคณะทำงานร่วมดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้มีหนังสือสั่งการไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีปัญหาสุ่มเสี่ยง 7 แห่ง โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปตรวจสอบบัญชี การทำธุรกรรมลงทุนต่างๆหากเกิดอะไรขึ้นจะกระทบรุนแรงกับสมาชิก โดยตั้งทีมจากส่วนกลางไปตรวจสอบบัญชี และรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบทุกเดือน ว่า สหกรณ์ไหนมีสถานะเป็นอย่างไร ถ้าสหกรณ์ใดพบปัญหาควรปิดสหกรณ์นั้น

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เตรียมแผนรองรับไว้เป็นรายสหกรณ์ ต้องดูว่าหลังการบินไทยเข้าแผนฟื้นฟูแล้วจะมีแนวทางชำระหนี้อย่างไร ถ้าสามารถชำระหนี้ได้จะมีการกำหนดระยะเวลาที่กำหนดชำระหนี้คืนในรอบบัญชีหน้า แต่ถ้าชำระหนี้ไม่ได้ก็ต้องตั้งเกณฑ์สำรองหนี้สงสัยจะสูญตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งรู้หลักเกณฑ์อยู่แล้ว โดยกรมจะมีแผนรองรับเป็นรายสหกรณ์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์

ทั้งนี้ วันนี้เรียกประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมวางทิศทางทั้งหมดในระหว่างที่ทำแผนฟื้นฟู โดยมีตัวแทนสหกรณ์เข้าไปเจรจากับผู้ทำแผน ซึ่งจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ต่างๆ ไม่เคยเจอปัญหานี้ โดยจะมีชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ที่จะเข้ามาดูแลในส่วนการกำหนดทิศทางของสหกรณ์เจ้าหนี้ โดยได้มีเชิญตัวแทนกรมบังคับคดีมาให้ความรู้ด้านกฎหมายล้มละลาย ในฐานะเจ้าหนี้ต้องดำเนินการอย่างไรที่จะเกิดประโยชน์กับสหกรณ์และสมาชิกมากที่สุด

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า รมช.เกษตรฯ สั่งการให้เข้าตรวจสอบสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีปัญหาการบริหารงาน เพื่อยับยั้งผลกระทบไว้ก่อนสามารถเข้าแก้ไขได้ทันเหตุการณ์ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบสหกรณ์ที่มีข้อบกพร่องหรือเกิดการทุจริต โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบการดำเนินงานและฐานะการเงินของสหกรณ์ ที่มีข้อบกพร่องหรือเกิดทุจริตที่เกิดจากการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจสหกรณ์หากพบข้อบกพร่องจะสามารถแก้ไขได้รวดเร็ว โดยสหกรณ์ที่จะเข้าไปตรวจสอบจะสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป และบริหารงานสุ่มเสี่ยง ซึ่ง รมช.เกษตรฯ เป็นห่วง เพราะบางสหกรณ์นำเงินไปลงทุนเกินตัวและมีความซับซ้อน คาดว่าจะรู้ผลภายใน 1 สัปดาห์

ญี่ปุ่นมั่นใจผลิตภัณฑ์นมไทยได้มาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496940xnews_default

ญี่ปุ่นมั่นใจผลิตภัณฑ์นมไทยได้มาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการ (MHLW) ญี่ปุ่น มั่นใจ ระบบกำกับดูแล โรงงานผู้ผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยมีมาตรฐานและคุณภาพเทียบเท่านมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับระดับโลก ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมมูลค่าสูงถึง 8,265 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และยังส่งออกไปยังญี่ปุ่นด้วย ปีละไม่น้อยกว่า 328 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เผยว่า กรมปศุสัตว์ตกลงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการ (MHLW) ประเทศญี่ปุ่น ปรับรูปแบบหนังสือรับรองสุขอนามัยสำหรับสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมเพื่อการส่งออกไปญี่ปุ่น โดยให้รับรองเพิ่มเติมว่า “กระบวนการผลิตหรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์นั้นดำเนินการด้วยวิธีการสุขาภิบาลเทียบเท่าเกณฑ์ของญี่ปุ่น” เพื่อยืนยันในระบบกำกับดูแลกระบวนการผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยว่ามีมาตรฐานและคุณภาพสูงเทียบเท่านมญี่ปุ่น โดยสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมที่จะส่งออกญี่ปุ่นต้องผ่านการทำลายเชื้อไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อยด้วยความร้อนที่อุณหภูมิอย่างน้อย 132 องศาเซลเซียส เวลา 1 วินาที เป็นต้นไป สำหรับสินค้ายูเอชที หรือถ้าค่าความเป็นกรดด่างน้อยกว่า 7 ให้ใช้อุณหภูมิอย่างน้อย 72 องศาเซลเซียส เวลา 15 วินาที เป็นต้นไป (HTST) แต่ถ้าค่าความเป็นกรดด่างมากกว่า 7 ให้ใช้อุณหภูมิและเวลาตามวิธี HTST จำนวน 2 ครั้ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมไปต่างประเทศโดยใช้วัตถุดิบน้ำนมดิบจากประเทศไทยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมนมในประเทศ สร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ลดใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีความประสงค์ขอส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของประเทศไทยไปต่างประเทศ สอบถามข้อมูลได้ที่ กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) กรมปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 3134

ประธานสภาเกษตรฯแนะเกษตรกร‘ปรับเพื่อรอด’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496942

news_default

ประธานสภาเกษตรฯแนะเกษตรกร‘ปรับเพื่อรอด’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “NEW Normal Agriculture accelerated by the COVID-19 ฐานวิถีชีวิตเกษตรใหม่ จากตัวเร่งภายหลังสถานการณ์ COVID-19” ซึ่งจัดโดยสำนักงานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนว่า ก่อนหน้าสถานการณ์ไวรัสโคโรนา สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้มีการเตรียมการมุ่งเน้นให้เกษตรกรปรับตัวมาโดยตลอด เพราะเกษตรกรได้รับผลกระทบจากเรื่อง ภาวะโลกร้อน นโยบายจากภาครัฐที่เปลี่ยนทุกรัฐมนตรี กรอบการค้าเสรี แต่ในทุกสถานการณ์มีผลกระทบไม่รุนแรงและกว้างขวางเท่ากับวิกฤติการณ์ไวรัสโคโรนาแพร่ระบาด แต่ภายใต้สถานการณ์นั้นมีทั้งวิกฤตและโอกาส ในมุมของสภาเกษตรกรฯ เกษตรกรที่ข้อมูลไม่พอ ปรับตัวไม่ทันเป็นวิกฤตโดยตรงเลย อาทิ กลุ่ม Non Food เช่น ยางพารา จีดีพีทั้งโลกหดตัวลงการบริโภคสินค้าเหล่านี้ลดลงทันที รถขายไม่ออกยางก็ขายไม่ออกไปด้วยมีผลกระทบโดยตรงรายได้หดตัวลงและต่อเนื่องยาวนาน ปาล์มน้ำมัน ถึงแม้เป็น Food Product แต่บางส่วนก็นำไปทำเป็นพลังงาน พอเศรษฐกิจโลกหดตัวลงการใช้พลังงานลดลง ราคาน้ำมันดิบของโลกปรับตัวลดลงจนติดลบก็มี ส่งผลกระทบถึงราคาปาล์มน้ำมันโดยตรง เป็นต้น

ส่วนที่เป็นโอกาส ถ้าเกษตรกรปรับตัวทันในสินค้าเกษตรบางตัว เช่น ข้าว หลายประเทศสำรองข้าวเป็นความมั่นคงด้านอาหารไม่ส่งออก ในขณะที่เป็นคู่แข่งกับไทยแต่ก็เก็บสำรองข้าวไว้บริโภคเอง ซัพพลายในโลกก็หาย ประเทศไทยจึงขายข้าวได้มากขึ้น มันสำปะหลัง ถึงแม้จะตีเป็นอาหารสัตว์ แต่ยามนี้สำคัญมากเพราะประเทศจีนสั่งซื้อเพื่อไปหมักทำแอลกอฮอล์ด้วยสถานการณ์ไวรัสแพร่ระบาดทำให้แอลกอฮอล์ขาดตลาดมาก แต่ก็ต้องศึกษาว่าจะผันแปรได้มากน้อยขนาดไหน ด้านภาคปศุสัตว์นับเป็นโอกาสมาก สังเกตจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมูแอฟริกาส่งผลให้ราคาสุกรในประเทศไทยสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าราคาไก่ส่งออกก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วยน่าจะฉุดให้ราคาภาคปศุสัตว์เชื่อมโยงต่อกันไป ยกเว้นบาง Sector ที่มีผลกระทบมาก เช่น ประมง โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในกระชัง การเลี้ยงกุ้ง ด้วยตลาดส่งออกถูกปิด เพราะติดปัญหาเคอร์ฟิว ระบบขนส่ง ที่เป็นปัญหาน้อยลงคือ ไม้ผล จะสังเกตเห็นว่าราคาทุเรียนยังดีต่อเนื่องด้วยสภาเกษตรกรฯผลักดันการเจรจาให้เกิดช่องทางขนส่งที่มากขึ้นและเร็วขึ้น ส่วนไม้ผลที่มีปัญหาเนื่องจากอายุเก็บรักษาสั้นตอนนี้ เช่น ลิ้นจี่ ลองกอง

“ประเทศไทยยังมีศักยภาพของการผลิตเพิ่มในพื้นที่ด้านการเกษตรสูงมาก ที่ยังขาดการพัฒนาหรือพัฒนาไม่ถูกทางยังมีอีกเยอะ ภายใต้ช่วงท้ายสถานการณ์ไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดเกษตรกรต้องปรับปรุงการผลิต หากครั้งนี้ท่านไม่ปรับปรุงไม่เปลี่ยนแปลงจะช้าหรือเร็วท่านต้องยกเลิกอาชีพ “เกษตรกร” เพราะว่าท่านสู้เขาไม่ได้แน่ ต้องปรับตัวอย่างเดียวถึงจะอยู่รอดได้ ปรับเพื่อรอดปรับเพื่อการเพิ่มรายได้” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 4 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496944

566101

ซอกแซกอาเซียน : 4 มิถุนายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ฉบับที่แล้วไปร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ภัตตาคารในนครหนานหนิง เขียนเพลินไปเยอะเกี่ยวกับธรรมเนียม “กันเป่ย” ของจีนซึ่งเน้นว่ามีดำรงคงอยู่มานานและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตกลงคืนนั้นหลังจากรู้จักมักจี่กันดีแล้วพวกเราทุกคนก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม

เช้าวันต่อมาก็เป็นรายการสำคัญ เพราะเป็นการประชุมโต๊ะกลมเป็นวันแรก ตอนลงทะเบียนก่อนเข้าประชุมกลายเป็นว่า เราได้พบปะกับผู้คนรู้จักคุ้นหน้าหลายคน ผมว่าพวกเราชาวอาเซียนทั้งหลายก็มักจะวนเวียนเจอหน้าซ้ำซากกันอยู่เสมอๆ นั่นแหละครับ เรื่องคือ มันเป็น Line หรือ Field เดียวกัน ดังนั้นผู้แทนแต่ละประเทศในอาเซียน ก็ไม่พ้นที่จะเป็นคนหน้าเดิม ที่เราไปเจอในเวทีต่างๆ มาแล้ว บางคนก็สนิทชิดเชื้อกันดี เพราะเคมีอาจตรงกัน แต่บางคนก็เพียงจำหน้ากันได้แต่ไม่สนิทชิดเชื้อเท่าใดนัก แต่ก็มีบางคนที่เป็นถึงคณะมนตรีแอปเตอร์เลยทีเดียวที่มาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ สรุปแล้ว ถึงผมจะมาประชุมเป็นครั้งแรก ทว่าก็ไม่ใช่เวทีการประชุมที่แปลกประหลาดอันใดเลย เมื่อเดินเข้าห้องประชุมทุกคนในพิธีเปิดต้องใส่สูทกันเต็มยศ แต่ก็ต้องผ่านจุดรักษาความปลอดภัย น่าพูดถึงอย่างยิ่งและขออนุญาตเขียนอาจยาวหน่อย คือ เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ของจีน เพราะก็เหมือนกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่กล่าวมาแล้วไม่มีผิด ถึงแม้ว่าคนเข้าประชุมจะแต่งตัวโก้หรูด้วยสูทแสนเท่ ผูกเนคไทอย่างดีมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน ก็ต้องได้รับการตรวจตราแบบเดียวกัน การเดินลอดเครื่องสแกน ถ้ามีเสียงเตือน รปภ. ก็จะสั่งให้ถอดเสื้อสูท เปิดกระเป๋า หรือสั่งให้ไปเดินมาอีกรอบ แม้กระทั่งตัวผู้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวันนั้น ซึ่งได้แก่ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจีน ผมชื่นชมการทำหน้าที่ของ รปภ. แบบนี้ครับ เพราะเห็นมามากที่ไม่ควรเอาอย่าง คือ เรื่องของสิทธิพิเศษบ้าง อภิสิทธิ์ชนบ้าง วีไอพี บ้าง บัตรเบ่งบ้าง ทำให้ทุกอย่างเสียระบบ และนำไปสู่การรักษาความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้มาตรฐาน

ประเด็นปัญหา ก็คือพวกบุคคลสำคัญทั้งหลายนั่นแหละตัวต้นเหตุ ไม่รู้จักแยกแยะว่านี่คือการทำหน้าที่ของผู้ที่รับผิดชอบเพื่อประโยชน์ในด้านความปลอดภัยของส่วนรวม คือ ทำตัวใหญ่ไปหมด ผิดที่ผิดทาง เห็น รปภ.ระดับเล็กๆ ก็มองว่าตนเองเหนือกว่า โดยลืมไปว่ามันคนละหน้าที่กัน การที่เขาจะตรวจเข้มตามหน้าที่ บางทีก็ไปตำหนิเขาว่าไม่ให้เกียรติบ้างละไม่เห็นหรือว่าผมคือใคร อันนี้ถือว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ถึงท่านจะเป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อต้องผ่านการตรวจตราโดยเจ้าหน้าที่เล็กๆ ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการทำหน้าที่ของเขาได้ หน้าที่ใครหน้าที่มัน คนเป็นอธิบดี ถ้าขับรถยนต์ผิดกฎหมาย จ่าตำรวจซึ่งระดับต่ำกว่ามาก โดยหน้าที่ก็ต้องสามารถจับอธิบดีได้ โดยอธิบดีคนนั้นไม่มีสิทธิ์จะเอาตำแหน่งไปอวดเบ่งสำทับจ่าตำรวจที่ทำหน้าที่อยู่ ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่า นี่คือหลักคิดและหลักการที่ถูกต้องที่สุด เพราะในทางตรงข้าม หากผู้น้อยถูกผู้ใหญ่รังแกเอาเรื่องโดยไม่เป็นธรรมขณะทำหน้าที่ที่ถูกต้อง วันหนึ่งเขาก็ต้องหยุดทำหน้าที่หรือทำไปแบบแกนๆ เพราะทำแล้วเจอตอ อยู่เฉยๆ ดีกว่า แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ผมเคยไปดูงานต่างประเทศกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง ท่านปลัดกระทรวงยังต้องเข้าคิวปกติรับการตรวจทาง ตม.โดยเท่าเทียมกับคนธรรมดาอื่นๆ ทั้งสิ้น ผมขออนุญาตเอาเรื่องการทำหน้าที่มาเล่า เผื่อว่าจะช่วยให้บางท่านที่หลงผิด กลับมาปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีปฏิบัติ เพื่อสังคมบ้านเราจะได้ดีขึ้นบ้างครับ

ท่านประธานในที่ประชุม หรือท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจีน ท่านคงเป็นคนอินเตอร์ เพราะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก และนั่งเป็นประธานการประชุมตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเนื้อหาเป็นเรื่องของสถานการณ์การผลิตพืชอาหารในแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการบริโภคว่าพอเพียงหรือไม่และจะมีแนวทางพัฒนาแก้ไขและแสวงหาความร่วมมือกันอย่างไร ก็เป็นบรรยากาศที่ดีครับ คนพูดเก่ง ก็จะมีความเห็นตลอด ส่วนคนพูดไม่เก่ง หรือคนพูดน้อยก็จะไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นอะไรมากนัก ว่ากันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นยังไม่จบ เพราะมีกันตั้งสิบประเทศ เลยต้องมาต่อกันในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นเฉพาะผู้แทนประเทศประเทศละ 1 คน และผู้แทนองค์กร ซึ่งรวมถึงผมด้วยก็ได้รับเชิญจากท่านประธานเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการในค่ำวันนี้ ณ ห้องอาหารวีไอพี ของโรงแรมที่จัดประชุมนั้นเองครับ

ที่มารูป : CAEXPO

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กรมประมงจับมือโออาร์ เปิดตลาดกุ้งก้ามกรามกลางกรุงแก้ปัญหาราคาตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496941

news_default

กรมประมงจับมือโออาร์ เปิดตลาดกุ้งก้ามกรามกลางกรุงแก้ปัญหาราคาตก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงจับมือโออาร์ ชวนชาวกรุงฯ ร่วมอุดหนุน “กุ้งก้ามกราม” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยหลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จากพิษวิกฤติโควิด-19 ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีทีสเตชั่น 4 แห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 นี้

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ อีกทั้ง สัตว์น้ำเศรษฐกิจบางชนิดยังประสบปัญหาราคาตกต่ำ ที่ผ่านมา กรมประมงให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระบายผลผลิตผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ สนับสนุนและเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตสัตว์น้ำให้เกษตรกร เพื่อส่งถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ในบริเวณพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งกรมประมงได้นำร่อง “กุ้งก้ามกราม” เข้าเปิดตลาดเป็นสินค้าสัตว์น้ำชนิดแรกโดยจะทำการจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในทำเลที่มีประชาชนสัญจรอย่างคับคั่ง 4 แห่ง ประกอบด้วย จุดที่ 1 พีทีที สเตชั่น สวัสดิการร.1 รอ. ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท จุดที่ 2 พีทีที สเตชั่น ประชาอุทิศ-ลาดพร้าว เลียบด่วน 304, แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลางจุดที่ 3 พีทีที สเตชั่น เทพรักษ์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน และจุดที่ 4 พีทีทีสเตชั่น แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชันโดยจะเปิดจำหน่ายพร้อมกัน 4 จุด ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ในเวลาตั้งแต่ 09.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับกุ้งก้ามกรามที่นำมาจำหน่ายดังกล่าวนั้น เป็นผลผลิตคุณภาพจากฟาร์มของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐมและราชบุรี มีความสด สะอาด ปลอดภัย โดยนำมาจำหน่ายในราคาถูกเทียบเท่ากับแหล่งผลิต อาทิ เพศผู้ ขนาด 9-10 ตัว/กิโลกรัม ราคา 350 บาท ขนาด 11-13 ตัว/กิโลกรัม ราคา 330 บาท ขนาด 14-16 ตัว/กิโลกรัม ราคา 300 บาท ขนาด 17-20 ตัว/กิโลกรัม ราคา 280 บาท เพศเมีย ขนาด 20-24 ตัว/กิโลกรัม ราคา 230 บาท ขนาด 25-29 ตัว/กิโลกรัม ราคา 210 บาท ขนาด 30-34 ตัว/กิโลกรัม 180 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปอื่นมาร่วมจำหน่ายด้วย อาทิ ปลาสลิดแดดเดียว ปลาช่อนแดดเดียว ผลิตภัณฑ์ปลาดุกแปรรูป เช่น ปลาดุกเส้นหวาน ปลาดุกแผ่น ปลาดุกร้า หนังปลาดุกทอดกรอบ ผลิตภัณฑ์ปลานิลแปรรูป เช่น จ๊อปลานิล ปลานิลแดดเดียว คั่วกลิ้งปลานิล เป็นต้น

กรมประมง จึงขอเชิญชวนประชาชนในกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง ร่วมอุดหนุนสินค้ากุ้งก้ามกราม และผลิตภัณฑ์แปรรูปประมงคุณภาพดี ราคาย่อมเยาที่ส่งตรงจากมือเกษตรกร ได้ที่ สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น ทั้ง 4 สาขาดังกล่าว ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Call Center กรมประมง โทร. 0-2562-0600-15 ในวันและเวลาราชการ