‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการบูรณาการทุกภาคส่วนกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เดินหน้าต่อจับมือกับเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการนำปลาที่จับได้แปรรูปเป็น “น้ำปลา” และเสริมสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง พร้อม มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” สนับสนุนปลากะพงขาวปล่อยเป็นตัวช่วยทำหน้าที่เป็นนักล่าธรรมชาติช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง

นายวิชัย โชติปฏิเวชกุล ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า โครงการการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์ “น้ำปลา” เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน สอดคล้องกับนโยบายของกรมราชทัณฑ์ในการทำประโยชน์ให้กับสังคม โดยเปิดโอกาสให้กับผู้ต้องขังได้ออกไปทำสาธารณประโยชน์หลากหลายรูปแบบ เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

“ที่ผ่านมา เรือนจำสมุทรปราการได้สนับสนุน “กิจกรรมลงแขกลงคลอง” ของกรมประมงมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งมีช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ต้องขัง โครงการล่าสุดต่อยอดจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ แปรรูปหมัก “น้ำปลา” ตรา “หับเผย สมุทรปราการ” เพื่อการบริโภค และช่วยฝึกเป็นทักษะให้กับผู้ต้องขังเป็นทางเลือกอาชีพในอนาคต ขณะเดียวกัน เรือนจำกลางยังนำต่อยอดอยู่ในศูนย์การเรียนรู้ “โคก หนอง นา” เพื่อถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมผลิตภัณฑ์สู่ประชาชน” นายวิชัยกล่าว

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ  กล่าวว่า ในส่วนของประมงสมุทรปราการ เราได้ดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรการของกรมประมง เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ สำหรับกิจกรรม ‘ลงแขกลงคลอง’ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 ในบริเวณลำคลองสถานสวางคนิวาส ตำบลท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครจากเรือนจำสมุทรปราการ พร้อมการถ่ายทอดความรู้การแปรรูปปลาที่จับได้หมักเป็น “น้ำปลา” จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและปลอดภัย สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ

จากการสำรวจประชากรปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าปลาหมอคางดำกระจายอยู่ในพื้นที่น้ำกร่อยในอำเภอพระสมุทรเจดีย์  อำเภอเมือง และอำเภอบางบ่อ  บางส่วนในอำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง ประมงสมุทรปราการร่วมมือกับหลายภาคส่วนหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เอฟซีสมุทรปราการ และภาคเอกชนขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อกำจัดและลดปริมาณปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องตามมาตรการของกรมประมง

กลยุทธ์สำคัญในปีนี้ ประมงสมุทรปราการมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบกึ่งธรรมชาติซึ่งมีความเสี่ยงที่ปลาหมอคางดำจะหลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงจากการสูบน้ำจากแหล่งธรรมชาติ โดยสนับสนุนทั้งอุปกรณ์จับปลา กากชา และขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” จากประมงสมุทรสงคราม ด้วยการสนับสนุนปลากะพงขาวให้เกษตรกรนำไปปล่อยในบ่อเพื่อทำหน้าที่เป็น “ปลานักล่า” ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ เมื่อปลากะพงเติบโตเต็มวัย เกษตรกรยังสามารถจับมาจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดการแข่งขันจับปลาเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายสมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการสำรวจปลากะพงขาวที่ปล่อยไปเมื่อ 8 เดือนที่ผ่านมาในสถานตากอากาศบางปูยืนยันประสิทธิภาพของวิธีการใช้นักล่าธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่พบลูกปลาหมอคางดำในท้องปลากะพงขาว และจากการดำเนินการกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” และ ปล่อยปลานักล่า ช่วยให้ความหนาแน่นของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ประมงสมุทรปราการมั่นใจว่าการใช้ “ปลานักล่า” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

ไทยหวัง ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ที่เกิดไข้หวัดนกระบาดในบราซิล โดยบราซิลยืนยันพบการระบาดของเชื้อไวรัส HPAI ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงในฟาร์มแห่งหนึ่ง ทำให้ประเทศจีนและสหภาพยุโรป สั่งระงับนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากประเทศบราซิล สถานการณ์นี้อาจส่งผลดีต่อการส่งออกไก่ของไทยซึ่งประเทศบราซิลถือเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก และพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงครั้งนี้ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าอย่างจีนและสหภาพยุโรป (EU) ประกาศระงับการนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากบราซิลเป็นการชั่วคราวทันทีโดยข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ของบราซิล ในปีที่ผ่านมาระบุว่า จีนและ EU นำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลรวมกันกว่า 793,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 15% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการขยายตลาดและรองรับคำสั่งซื้อที่อาจเบนเป้ามาสู่ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเกิดโรคไข้หวัดนกเพียงครั้งเดียวเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และไม่เคยพบการระบาดซ้ำอีกเลย นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์ได้วางระบบป้องกันโรคที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังเน้นย้ำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก รักษามาตรการป้องกันโรคในฟาร์มอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด และรักษาความเชื่อมั่นจากตลาดส่งออก ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีกับระบบการเลี้ยงสัตว์ของไทย แต่ยังอาจทำให้คำสั่งซื้อเนื้อไก่จากประเทศต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย เป็นอานิสงส์หลังไทยสามารถป้องกันโรคได้ดี

สำหรับมาตรการป้องกันไข้หวัดนกในฟาร์มของไทย ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมทั้งระบบการผลิตและการควบคุมโรค มีแนวทางสำคัญดังนี้ 1) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่ต้องจำกัดการเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวดของบุคคลและยานพาหนะทุกประเภทซึ่งต้องผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเข้า-ออกฟาร์ม อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในฟาร์มต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ รวมถึงห้ามนำสัตว์ปีกหรือผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากแหล่งที่ไม่ทราบประวัติหรือจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และต้องมีการจัดการมูลสัตว์และซากสัตว์ปีกอย่างถูกสุขลักษณะ 2) ระบบคอมพาร์ทเม้นท์ หรือ การเลี้ยงสัตว์ปีกระบบฟาร์มปิดตามมาตรฐานสากล (WOAH) ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม ไปจนถึงโรงงานแปรรูป โดยต้องมีการควบคุมและติดตามสุขภาพสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง 3) การเฝ้าระวังและติดตามสุขภาพสัตว์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยต้องมีการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ปีกในฟาร์มเป็นประจำ หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที รวมถึง การส่งเสริมการอบรมและให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันโรค 4) การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก ต้องควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด และระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์ปีก จากประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดนก เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศ 5) การทำลายสัตว์ปีกในกรณีสงสัยสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติตามนิยามของโรคไข้หวัดนก ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องด้านระบาดวิทยา

สำหรับมาตรการควบคุมเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในปศุสัตว์จะดำเนินการแบบบูรณการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ภายใต้สุขภาพหนึ่งเดียว(one health) โดยไม่เพียงแต่ฟาร์มไก่เท่านั้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค แต่ยังรวมถึงฟาร์มสุกร ฟาร์มโค ฟาร์มแพะ-แกะ อีกด้วย เพื่อให้ประเทศไทยคงสถานะเป็นประเทศปลอดโรคและรักษา
ความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรต่อไปในตลาดโลก 

หากเกษตรกรพบอาการสัตว์ผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

ไทยลุ้นส่งออก’ไก่’พุ่ง! หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก ‘ปศุสัตว์’ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยลุ้นส่งออก'ไก่'พุ่ง! หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก 'ปศุสัตว์'ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยลุ้นส่งออก’ไก่’พุ่ง! หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก ‘ปศุสัตว์’ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.24 น.

จากสถานการณ์ที่เกิดไข้หวัดนกระบาดในบราซิล โดยบราซิลยืนยันพบการระบาดของเชื้อไวรัส HPAI ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงในฟาร์มแห่งหนึ่ง ทำให้ประเทศจีนและสหภาพยุโรป สั่งระงับนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากประเทศบราซิล สถานการณ์นี้อาจส่งผลดีต่อการส่งออกไก่ของไทย

นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก พบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (HPAI) ภายในฟาร์มแห่งหนึ่ง และได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าอย่างจีนและสหภาพยุโรป (EU) ประกาศระงับการนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากบราซิลเป็นการชั่วคราวทันที

ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ของบราซิล ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนและ EU นำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลรวมกันกว่า 793,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 15% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการขยายตลาดและรองรับคำสั่งซื้อที่อาจเบนเป้ามาสู่ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยเคยเกิดโรคไข้หวัดนกเพียงครั้งเดียวเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และไม่เคยพบการระบาดซ้ำอีกเลย นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์ได้วางระบบป้องกันโรคที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังเน้นย้ำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก รักษามาตรการป้องกันโรคในฟาร์มอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด และรักษาความเชื่อมั่นจากตลาดส่งออก ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีกับระบบการเลี้ยงสัตว์ของไทย แต่ยังอาจทำให้คำสั่งซื้อเนื้อไก่จากประเทศต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย เป็นอานิสงส์หลังไทยสามารถป้องกันโรคได้ดี

สำหรับมาตรการป้องกันไข้หวัดนกในฟาร์มของไทย ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมทั้งระบบการผลิตและการควบคุมโรค มีแนวทางสำคัญดังนี้ 1) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่ต้องจำกัดการเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวดของบุคคลและยานพาหนะทุกประเภทซึ่งต้องผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเข้า-ออกฟาร์ม อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในฟาร์มต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ รวมถึงห้ามนำสัตว์ปีกหรือผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากแหล่งที่ไม่ทราบประวัติหรือจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และต้องมีการจัดการมูลสัตว์และซากสัตว์ปีกอย่างถูกสุขลักษณะ 2) ระบบคอมพาร์ทเม้นท์ หรือ การเลี้ยงสัตว์ปีกระบบฟาร์มปิดตามมาตรฐานสากล (WOAH) ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม ไปจนถึงโรงงานแปรรูป โดยต้องมีการควบคุมและติดตามสุขภาพสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง

3) การเฝ้าระวังและติดตามสุขภาพสัตว์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยต้องมีการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ปีกในฟาร์มเป็นประจำ หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที รวมถึง การส่งเสริมการอบรมและให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันโรค 4) การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก ต้องควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด และระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์ปีก จากประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดนก เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศ และ 5) การทำลายสัตว์ปีกในกรณีสงสัยสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติตามนิยามของโรคไข้หวัดนก ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องด้านระบาดวิทยา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังย้ำอีกว่า การควบคุมเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในปศุสัตว์จะดำเนินการแบบบูรณการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ภายใต้สุขภาพหนึ่งเดียว (one health) โดยไม่เพียงแต่ฟาร์มไก่เท่านั้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค แต่ยังรวมถึงฟาร์มสุกร ฟาร์มโค ฟาร์มแพะ-แกะ อีกด้วย เพื่อให้ประเทศไทยคงสถานะเป็นประเทศปลอดโรคและรักษาความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรต่อไปในตลาดโลก

ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบอาการสัตว์ผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที

– 006

‘ธนาคารที่ดิน’ มอบสิทธิ-มอบสุขในที่ดินทำกิน

'ธนาคารที่ดิน' มอบสิทธิ-มอบสุขในที่ดินทำกิน

‘ธนาคารที่ดิน’ มอบสิทธิ-มอบสุขในที่ดินทำกิน

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.

ธนาคารที่ดิน “มอบสิทธิ มอบสุขในที่ดินทำกิน” พร้อมจัดฝึกอบรมเกษตรกร “มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” ให้แก่ วิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน อ.เมือง และวิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เป็นประธานพิธี “มอบสิทธิ มอบสุขในที่ดินทำกิน” พร้อมเปิดฝึกอบรมหลักสูตร “มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” โดยมีวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ วิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จำนวน 79 คนเข้ารับการอบรม

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า การมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงในชีวิต ทั้งทางอาหาร ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางจิตใจ ที่ดินมิได้เป็นเพียงผืนดิน แต่เป็นแหล่งผลิตปัจจัยสี่ เป็นบ้าน เป็นที่สร้างครอบครัว และเป็นมรดกส่งต่อสู่ลูกหลาน การได้รับที่ดินทำกินครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่ทุกท่านควรตระหนักและใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
 
อย่างไรก็ตาม การมีที่ดินเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืน “โมเดล มีที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน” จึงเข้ามาเติมเต็มและชี้แนะแนวทางในการใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นอย่างชาญฉลาดและรอบด้าน โมเดลนี้มิได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตเพื่อบริโภคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การสร้างรายได้ที่มั่นคง การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างองค์รวม ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรวมกลุ่ม การสร้างเครือข่าย เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดความเสี่ยง พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาด ท่านจะได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินของเราไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า “ธนาคารที่ดิน” ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพ ของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ในปีงบประมาณ 2568 “ธนาคารที่ดิน” ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรม หลักสูตรที่ทำกิน มีกิน มีใช้ รายได้ยั่งยืน ทั้งสิ้น 9 ครั้ง สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการจัดสรรที่ทำกินใหม่ จำนวน 15 วิสาหกิจชุมชน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมรวมทั้งสิ้น 436 คน
 
วัตถุประสงค์ ของการจัดกิจกรรมฝึกอบรมโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาถ่ายทอดและขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจาก “ธนาคารที่ดิน” ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ควบคู่การประกอบอาชีพทางการเกษตร ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกร ให้ดียิ่งขึ้น

ต่อมา พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ได้ “มอบสิทธิ มอบสุขในที่ดินทำกิน” ให้กับวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น พื้นที่ 120-1-93.7 ไร่  สมาชิก 50 ครัวเรือน และ วิสาหกิจชุมชนหลุมหินเกษตรก้าวหน้า ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พื้นที่ 67-3-11.6 ไร่ สมาชิก 29 ครัวเรือน 

‘กรมการข้าว’จัดงานใหญ่ถ่ายทอดเทคโนโลยี’Field day’

'กรมการข้าว'จัดงานใหญ่ถ่ายทอดเทคโนโลยี'Field day'

‘กรมการข้าว’จัดงานใหญ่ถ่ายทอดเทคโนโลยี’Field day’

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวคุณภาพดี” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2568 โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายพัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ โรงเรียนสุเหร่าปากคลองยี่สิบ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงทำการผลิตแบบรายย่อย ทำให้ประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การจัดการผลผลิตที่ไม่เป็นระบบบ และอำนาจการต่อรองทางการตลาดที่จำกัด กรมการข้าวจึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการ รวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ดำเนินการโดยมีเป้าหมายหลัก คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันบริหารจัดการพื้นที่นาผืนใหญ่ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนการผลิตและการตลาดร่วมกัน ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีอำนาจการต่อรองทางการตลาดที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่ กรมการข้าวยังได้ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งและพัฒนา ศูนย์ข้าวชุมชมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว การแปรรูป และการตลาด รวมถึงเป็น
แหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกและเกษตรกรในชุมชนซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชาวนาในระยาว

ในการนี้กรมการข้าว ได้จัดนิทรรศการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมทั้งนำเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมาแจกให้แก่เกษตรกร และมอบปัจจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ปัจจัยการผลิตข้าว เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตต่างๆ ให้แก่ผู้แทนเกษตรกรในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานโครงการฯ ยังคงต้องมีการพัฒนาและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน กรมการข้าวจะยังคงให้การสนับสนุน จัดหาปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผลิตข้าว และส่งเสริมการรวมกลุ่ม ของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทราอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

– 006

สนง.เกษตรกาฬสินธุ์ ผลักดัน’กรีนมาร์เก็ต’โมเดลBCG

สนง.เกษตรกาฬสินธุ์ ผลักดัน'กรีนมาร์เก็ต'โมเดลBCG

สนง.เกษตรกาฬสินธุ์ ผลักดัน’กรีนมาร์เก็ต’โมเดลBCG

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.25 น.

19 พฤษภาคม 2568 สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือข่ายพัฒนาองค์กรเกษตรกร โครงการกาฬสินธุ์กรีนมาร์เก็ต ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ด้านเครือข่ายเกษตร 18 อำเภอ ขนสินค้าออกบูธ ประกวดการแปรรูปผลผลิตทางเกษตร แข่งขันกินเร็ว คึกคัก

ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ เครือข่ายเกษตรกรจาก 18 อำเภอ ร่วมกิจกรรม โครงการกรีนมาร์เก็ตด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ซึ่งภายในงานได้จัดให้มีการแข่งขันกินเร็ว โดยใช้มะม่วงมหาชนกจำนวน 4 ลูก หากใครกินหมดก่อนจะเป็นผู้ชนะ โดยแชมป์ที่กินเร็วที่สุดใช้เวลาเพียง 2 นาที มาจากอำเภอสมเด็จ คว้าแชมป์ไปครอง มีนายสนั่น  พงษ์อักษร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขัน

จากนั้น  นายสนั่น  พงษ์อักษร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  ประธานในพิธีเปิดโครงการกาฬสินธุ์กรีนมาเก็ตด้วยโมเดล BCG  มอบรางวัลให้แก่เกษตรกร ที่ชนะเลิศในการประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ประเภทผลไม้, ชุดอาหารพร้อมปรุง , และการแข่งขันกินเร็ว  โดยมีนายคมกริช  ไตรยศ  เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์  และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระมรวงเกษตรและสหกรณ์  เกษตรกรจาก 18 อำเภอ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 250 คน จากนั้น เยี่ยมชมสินค้าเกษตรแปรรูปจาก 18 อำเภอ และเปิดตลาดกรีนมาเก็ต ที่จะเปิดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ทุกวันศุกร์ บริเวณหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์

นายสนั่น  พงษ์อักษร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า  สำหรับกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเชื่อโยงเครือข่ายพัฒนาองค์กรเกษตรกร ที่ได้เปิดตลาดให้เกษตรกรได้นำสินค้าทางการเกษตรเข้ามาจำหน่าย และได้นำเอานวัตกรรมจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรมาจัดแสดง เป็นแนวทางของการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งได้เห็นความสามารถของเกษตรกรในจังหวัดที่มีความหลากหลาย  ซึ่งนั่นคือการทำให้ประชาชนในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นเมืองเกษตรยั่งยืน

นายคมกริช  ไตรยศ  เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์  กล่าวว่า  ภายใต้โครงการกาฬสินธุ์กรีนมาร์เก็ต  สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์  มุ่งเป้าในการส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยที่มีมาตรฐานและมีคุภาพสูง ที่หวังให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการผลิตสินค้าทางการเกษตรให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและความต้องการตลาด  และจะนำมาซึ่งการมีรายได้ที่ยั่งยืน   นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการประกวดแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การแข่งขันกินเร็ว  และนิทรรศการผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ที่มีอย่างหลากหลาย  เป็นกิจกรรมเพื่อการมีส่วนร่วม  และเวทีเสวนา โดยวิทยากรคุณภาพจากแวดวงธุรกิจการเกษตร  ซึ่งในระยะยาวจะเปิดเป็นตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยทุกวันศุกร์ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดพื้นที่ด้านหน้าให้เกษตรกรได้เข้ามาจำหน่ายสินค้าฟรี

.025

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะรายใหญ่อีกต่อไป ด้วยการปรับศักยภาพให้ชาวนา‘คนตัวเล็ก’สามารถส่งออกด้วยตนเองได้ ทั้งลดขนาดสต๊อกลดค่าธรรมเนียม เพิ่มช่องทางส่งออกข้าวเองได้โดยตรงได้ทั่วโลกตามนโยบาย‘โอกาสไทยทำได้จริง’เพื่อชาวนาไทย

18 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมื่อคราวครบรอบ 3 เดือน ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นเร่งปลดล็อคทุนผูกขาด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า “การผูกขาดทุกชนิด เป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประชาชน ทำให้พี่น้องประชาชนยากจนลง รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปลดล็อคการผูกขาด โดยเฉพาะเรื่องข้าว และตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรทุกคนและผู้ค้าข้าว SMEs สามารถส่งออกข้าวไปทั่วโลกได้เอง” 

ทั้งนี้ ล่าสุดมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2568 ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. สาระสำคัญคือ เป็นการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าว โดยปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ประกอบด้วย

1.ผู้ส่งออกทั่วไป (เดิมฉบับละ 50,000  บาท และไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียน) แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภททุนจดทะเบียน  5-10 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม ฉบับละ 10,000 บาท ประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 10-20 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม ฉบับละ 30,000 บาท และประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 20 ล้านบาท ฉบับละ 50,000 บาท

2.ผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ฉบับละ 10,000 บาท (เดิมฉบับละ 20,000 บาท)

นอกจากนี้ ยังได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตและค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าว ประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งออกทั่วไปหรือผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ที่เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ ซึ่งได้จดทะเบียนรับรองไว้กับหน่วยงานราชการด้วย

“ทั้งนี้ การปลดล็อคดังกล่าวจะสามารถทำให้เกษตรกรชาวนาไทยไม่จำเป็นต้องรายใหญ่ที่จะทำการส่งข้าวไปขายในต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นการปลดล็อคการค้าขายในโลกเสรีในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวนาไทย  มุ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการปฏิรูปวงการส่งออกข้าวไทย สามารถแก้ไขปัญหาทุนข้าวผูกขาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกร และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถแข่งขันในการส่งออกข้าวไปตลาดข้าวโลกได้ สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ขอบคุณรัฐบาลที่เร่งแก้ไขปัญหานี้ซึ่งจะทำให้การค้าขาย ด้านอุตสาหกรรมค้าข้าวในทุก ขนาดการผลิต จะเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่ชาวนาอย่างแน่นอน” นายจิรายุ กล่าว

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

ทีมวิจัยไทยเก่ง ! ค้นพบสารใหม่‘HeLP’จากเซรั่มน้ำยางพารา เปลี่ยนน้ำยางเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ เสริมมูลค่ายางพาราไทย สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมบนเวทีโลก

18 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การค้นพบ “HeLP” (Hevea Latex Polysaccharide) — สารชีวโมเลกุลใหม่จากเซรั่มน้ำยางพารา ถือเป็นความก้าวหน้าในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งสำคัญของประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภาคเอกชน และทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสารดังกล่าว มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลระดับเซลล์ และยังสามารถพัฒนากระบวนการสกัดในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก นับเป็นก้าวสำคัญของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ (Biorefinery) ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต

อุตสาหกรรมนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจ BCG Economy  ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เซรั่มน้ำยางพาราซึ่งเป็นผลพลอยได้เหลือทิ้งในกระบวนการผลิตไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ทีมวิจัยระบุว่า สาร HeLP มีความสามารถในการต้านมะเร็งทั้งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง รวมถึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกซึ่งช่วยลดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ด้วย ซึ่งการค้นพบนี้เป็นตัวอย่างของงานวิจัยเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นว่าสารดังกล่าว มีสรรพคุณหรือประโยชน์ที่สามารถนำไปต่อในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเวชสำอาง

นายคารม กล่าวต่อว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดสิทธิบัตร HeLP ทั้งในไทยและต่างประเทศแล้ว และอยู่ในระหว่างการขึ้นทะเบียนเป็นอาหารใหม่ (novel food) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในกลางปีนี้ นอกจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างการสร้างโรงงาน Biorefinery เซรั่มน้ำยางพารามาตรฐาน GMP แห่งแรกของโลกในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้อีกด้วย

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยการค้นพบสารชีวโมเลกุล HeLP จากเซรั่มน้ำยางพารา เป็นผลงานวิจัยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งยังช่วยลดมลพิษจากของเสียในโรงงานอุตสาหกรรม ถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถ ผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความต้องการของภาคการผลิตไทยต่อไปในอนาคต” นายคารม กล่าว

‘สุชาติ’ รับนายกฯ ‘แพทองธาร’ ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

'สุชาติ' รับนายกฯ 'แพทองธาร' ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

‘สุชาติ’ รับนายกฯ ‘แพทองธาร’ ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“สุชาติ” รับนายกฯ “แพทองธาร” ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2568) เวลา 13.30 น. ณ บริษัท ดรากอนเฟรชฟรุท จำก้ด อ.มะขาม จ.จันทบุรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้และผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอิทธิ ศิริลัทธยากร, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายพงศกร อรรณพพร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดจันทบุรี เข้าร่วม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรชาวสวนจันทบุรี จึงได้ลงพื้นที่เพื่อมาติดตามสถานการณ์พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือผลผลิตของชาวสวนผลไม้อย่างเต็มที่ ทั้งการจำหน่ายในประเทศ และการส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อให้ชาวสวนผลไม้จ.จันทบุรี ได้ขายผลไม้ในราคาที่ดี มีรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

โดยกิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้เร่งขับเคลื่อน ซึ่งเป็นความร่วมมือกับภาคเอกชนในการระบายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลผลิตล้นตลาด เพื่อพยุงราคาผลไม้และเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร โดยมีภาคเอกชน 27 ราย จาก 9 กลุ่มธุรกิจ เข้าร่วมรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรรวมกว่า 103,760 ตัน อาทิ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด, ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด, ห้างค้าปลีกอย่างเซ็นทรัล บิ๊กซี โลตัส และยังมีองค์กรสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ไปรษณีย์ไทย ตู้เต่าบิน และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งร่วมจัดซื้อผลไม้ไปใช้ในกิจกรรม CSR และสนับสนุนภายในหน่วยงาน“

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ”ในด้านนวัตกรรมการตลาด กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด (เต่าบิน) ลงนาม MOU รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรจำนวน 1,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นเครื่องดื่มผลไม้ปั่นสด พร้อมจำหน่ายผ่าน “ตู้เต่าปั่น” เริ่มในกรุงเทพฯ เดือนมิถุนายนนี้ และขยายทั่วประเทศ 7,500 ตู้ภายในเดือนกรกฎาคม ถือเป็นช่องทางใหม่ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง
อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญ คือการร่วมกับบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด รับซื้อผลไม้จากเกษตรกร 1,000 ตัน เช่น ลำไย มังคุด และสับปะรดภูแล เพื่อนำไปแปรรูปจำหน่ายบนเที่ยวบิน ใน Snack Box และร้านค้าในสนามบิน เริ่มดำเนินการตั้งแต่สิงหาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569 เพิ่มมูลค่าและสร้างตลาดใหม่ให้ผลไม้ไทยในกลุ่มผู้เดินทาง“ 

นอกจากนี้ในด้านการส่งออก รัฐบาลตั้งเป้าดันผลไม้ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ 4.13 ล้านตัน มูลค่ากว่า 308,000 ล้านบาท โดยเน้นตลาดศักยภาพ เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ CLMV และตะวันออกกลาง ผ่านมาตรการตรวจรับรอง GAP การตั้งศูนย์ “Set Zero” และ War Room เพื่อผลักดันการส่งออกเร่งด่วน รวมถึงกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอของเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยตรง และสั่งการให้เร่งแก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น การจัดตั้ง One Stop Service ด้านเอกสารส่งออก ลดขั้นตอนที่ล่าช้า การควบคุมคุณภาพผลผลิต และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการจำหน่ายทุเรียนอ่อน รวมถึงการส่งเสริมการบริโภคในประเทศและการใช้ Soft Power เช่น อินฟลูเอนเซอร์ระดับโลก เพื่อโปรโมทผลไม้ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนการสื่อสารการตลาดของกระทรวงพาณิชย์”

“กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการเร่งด่วนทั้งในเรื่องคุณภาพผลผลิต ราคาที่เป็นธรรม และการผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ ตามแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 มีเป้าหมายรวม 950,000 ตัน ครอบคลุมการตลาดภายในประเทศ การส่งออก การแปรรูป และการยกระดับคุณภาพผลไม้ไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม มั่นคง และยั่งยืนตลอดฤดูกาล” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  ขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร