รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479464

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ระยะยาว ภายใต้แผนยุทธศาสตร์“ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ที่ดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

“น้ำ” เป็นปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญที่จะทำให้ EEC ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ดังนั้นน้ำในพื้นที่ EEC จะต้องมีเสถียรภาพและความมั่นคงในทุกสภาวการณ์

ปีนี้ประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง พื้นที่ EEC ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ภาคตะวันออกปี 2562 ที่ผ่านมาต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเก็บกักในอ่างเก็บน้ำของ 3 จังหวัด EEC ดังกล่าวมีน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พื้นที่ EEC เป็นอีกพื้นที่หนึ่งมีโอกาสประสบภัยแล้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาขาดแคลนน้ำเกิดขึ้น รัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการวางมาตรการบริหารจัดการน้ำให้น้ำในพื้นที่ EEC มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ และมีเพียงพอกับความต้องการ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ปี 2563 ในพื้นที่ EEC ว่า ในส่วนจังหวัดระยอง มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักจากอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งคือ อ่างฯดอกกราย อ่างฯหนองปลาไหล และอ่างฯคลองใหญ่ ซึ่งส่งน้ำให้กับการประปาการเกษตร และอุตสาหกรรม ในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีบางส่วน ขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การ คงเหลือ 38.0 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เมื่อรวมกับแผนที่จะสูบผันจากอ่างฯประแสร์มาอีกจะมีปริมาณน้ำใช้การรวม 58.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำเพียงพอ ถึงสิ้นฤดูแล้ง 30 มิ.ย. 2563 และเหลือน้ำใช้การ อีกประมาณ 8.0 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตาม เพื่อสำรองน้ำกรณีฝนตกช้ากว่าเดือนมิถุนายน มีมาตรการ ดังนี้

1.เชื่อมเส้นท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ กับท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์- อ่างฯหนองปลาไหล มาลงอ่างฯหนองปลาไหล สูบผันน้ำวันละ 0.5 ล้านลบ.ม. ลดการสูญเสียน้ำ 100,000 ลบ.ม.ต่อวันดำเนินการโดย บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ East Water ซึ่งได้เริ่มสูบน้ำตั้งแต่ 31 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมาแล้ว 2.แบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกด ระบายลงคลองวังโตนด และใช้ระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อสูบผันน้ำต่อมายัง 3 อ่างเก็บน้ำหลัก เพิ่มน้ำต้นทุน 10 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่วันที่ 1-31 มี.ค.2563

3.สูบผันน้ำจากอ่างฯ คลองใหญ่ มาลงอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อรวมปริมาณน้ำมาใช้ในอ่างหนองปลาไหล 3 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่ 29 ก.พ.2563 4.วางท่อในคลองน้ำแดง ต่อจากด้านท้ายท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์ – อ่างฯคลองใหญ่ เพื่อแยกท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ ออกจากท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯหนองปลาไหล เพิ่มปริมาณการสูบผันน้ำจากอ่างฯ ประแสร์ วันละ 150,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563

5.สูบน้ำกลับคลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ ดำเนินการตั้งช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. 2563 อย่างน้อย 3 ลบ.ม./วินาที ได้ปริมาณน้ำรวมประมาณ 10 ล้านลบม. ขณะนี้กรมชลประทานกำลังวางท่อเหล็กขนาด 1,800 มม. และบริษัท East Water ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวม 3 ลบ.ม/วินาที จะแล้วเสร็จ 15 พ.ค.2563 6.ซ่อมแซมระบบสูบกลับวัดละหารไร่ (แม่น้ำระยอง) เติมอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำระยอง เมื่อมีฝนตก เสริมน้ำในอ่างฯ หนองปลาไหลวันละ 100,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563 และ 7.การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และกรมชลประทาน สูบใช้น้ำคลองน้ำหู เมื่อมีฝนตก เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหล วันละ 50,000 ลบ.ม. ทั้งนี้ระบบสูบมีความพร้อมสามารถสูบใช้น้ำตั้งแต่ 15 เม.ย. 2563

สำหรับจังหวัดชลบุรี มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักจาก อ่างฯบางพระ อ่างฯหนองค้อ อ่างฯมาบประชันอ่างฯซากนอก อ่างฯหนองกลางดง อ่างฯห้วยสะพานและอ่างฯห้วยขุนจิต รวม 7 แห่ง ส่งน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี สาขาพัทยา และสาขาศรีราชาและภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่เมืองพัทยา อำเภอศรีราชาและอำเภอเมือง จ.ชลบุรี ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การคงเหลือ31.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง เดือน 30 มิ.ย. 2563 ขาดน้ำประมาณ -7.1ล้านลบ.ม. มีมาตรการรองรับ ดังนี้

1.ให้จังหวัดชลบุรีประสานเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินเอกชน เสริมเข้าในระบบของการประปา และบริษัท East Water ใน จ.ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ เกินแผน และเสริมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้เพียงพอ ถึงสิ้นฤดูแล้งเดือน 30 มิ.ย. 2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างประสาน เจ้าของบ่อดิน

2.กรมชลประทานจะขุดลอกคลองหลวง จากท้ายอ่างฯคลองหลวง ถึงคลองพานทอง เพื่อระบายน้ำจากอ่างคลองหลวง มาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระ 3 ล้านลบ.ม. โดยจะเริ่มสูบตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2563 พร้อมทั้งควบคุมการดักสูบน้ำระหว่างทาง และ 3. บริษัท East Water ทำการสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง-อ่างฯบางพระ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอ่างฯ บางพระ กรณีมีฝนตกในลุ่มน้ำบางปะกงผลักดันน้ำเค็มลงมาต่ำกว่าจุดสูบน้ำ ซึ่งปัจจุบันกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม และซ่อมท่อรั่ว คาดว่าจะแล้วเสร็จสูบผันน้ำได้ 15 พ.ค. 2563

ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา(ฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง) มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักมาจาก อ่างฯน้ำสียัด และอ่างฯคลองระบม ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การ 45.3 ล้านลบ.ม. มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ในกิจกรรมต่างๆ จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ประกอบด้วย น้ำต้นทุนเพื่อผลิตประปา 13 ล้านลบ.ม. รักษานิเวศ 2 ล้านลบ.ม. และการเกษตรต่อเนื่อง 1 ล้านลบ.ม. และสำรองกรณีฝนตกล่าช้าอีก 30 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มเติมรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ในฤดูแล้งปีนี้ โดยรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดการใช้น้ำทุกภาคส่วนใน จ.ระยอง และชลบุรี 10% ตั้งแต่เดือน ก.พ.-มิ.ย. 2563 ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) แจ้งกระทรวงพลังงาน สั่งการให้โรงไฟฟ้าเอกชนในจังหวัดระยอง ชลบุรี หยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการสูบน้ำไม่ให้เกินจำนวนที่ในแผนที่กำหนดรายวัน
และตรวจสอบมิเตอร์วัดน้ำ ให้ใช้งานได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา เตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่ จากอ่างฯห้วยตู้ 1 อ่างฯห้วยตู้ 2 อ่างฯมาบฟักทอง 1 และอ่างฯมาบฟักทอง 2 รวมปริมาณน้ำ 3 ล้านลบ.ม.

“กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้บริหารจัดการน้ำเพื่อรักษาเสถียรภาพสูงสุดให้กับน้ำอุปโภคบริโภค และเพื่อให้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC จะได้ไม่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปี 2563 นี้ ทั้งนี้หากสามารถดำเนินการได้ตามมาตรการที่วางไว้ทั้งหมด ปริมาณน้ำจะเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

ลุยสกัดโรคใบด่างมัน29,151ไร่เฝ้าระวัง39จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479459

news_default

ลุยสกัดโรคใบด่างมัน29,151ไร่เฝ้าระวัง39จว.

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯมอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง พร้อมกำชับให้สำรวจติดตามการระบาดในแปลงปลูกมันสำปะหลังของตนเองสม่ำเสมอ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินงานโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคฯแล้ว โดยกำหนดให้ภาครัฐเข้าไปทำลายตามเงื่อนไขโครงการฯ และจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรที่ทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบโรค ไร่ละ 3,000 บาท ตามพื้นที่ทำลาย ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ และนโยบายรัฐบาล

ด้านนายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังคงเหลือ 29,151.915 ไร่ ใน 11 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 0.35 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ 8.43 ล้านไร่ (53 จังหวัด) จึงอนุมัติทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบการระบาดของโรคแล้ว 25,663.225 ไร่ ใช้งบประมาณ 55,432,566 บาท
(คิดเป็นร้อยละ 95.63 ของพื้นที่เข้าเกณฑ์อนุมัติทำลาย) และอนุมัติการชดเชยให้กับเกษตรกรแล้ว 662.347 ไร่ ใช้งบประมาณ 1,987,041 บาท ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรส่งเรื่องให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินให้กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อโอนให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและเกษตรกร โดยโอนผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ที่เกษตรกรได้ลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับแผนการขับเคลื่อนตามโครงการฯวางแนวทางไว้ 4 แนวทางคือ 1) สำรวจแปลงสม่ำเสมอ 2) ทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคและแมลงพาหะ 3)ชดเชยรายได้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งต้องทำโดยรัดกุม พร้อมปฏิบัติตามระเบียบของราชการอย่างเคร่งครัด และ 4) ส่งเสริมใช้ท่อนพันธุ์สะอาด

“นอกจากการทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังแล้ว ยังมีพื้นที่เฝ้าระวัง 39 จังหวัด จึงได้กำชับและรณรงค์ให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มันสะอาด รวมถึงให้กองขยายพันธุ์พืช จัดทำแปลงผลิตพันธุ์ ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 5 ศูนย์ ได้แก่ ชลบุรี พิษณุโลก มหาสารคาม สุพรรณบุรี อุดรธานี ตั้งแต่ปี 2562 รวมกว่า 118,000 ลำ ใช้เป็นท่อนพันธุ์ได้กว่า 400,000 ท่อน เตรียมรองรับการขาดแคลนท่อนพันธุ์ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังที่พบโรคต้องทำลายทิ้งทั้งหมด เก็บได้
เฉพาะหัวมันไว้จำหน่ายเท่านั้น โดยได้รับพันธุ์ที่ผ่านการรับรองมาจากกรมวิชาการเกษตรและมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย”รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเดือนมีนาคมนี้ กองขยายพันธุ์พืชจะจัดสรรท่อนพันธุ์ให้พื้นที่จังหวัด นอกจากนี้ ยังสั่งให้ระดมเกษตรกรแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่มีแปลงมันสำปะหลัง มาร่วมเรียนรู้ผลิตท่อนพันธุ์สะอาดที่ถูกต้อง เพื่อเตรียมจัดสรรให้พื้นที่ขาดแคลนต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479456

586851ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันก่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “มหกรรมเกษตรสร้างชาติ” โดยจะจัดให้มีศูนย์ถ่ายทอด ศูนย์เรียนรู้ที่มีเมนูอาชีพสำหรับเกษตรกรให้เลือกหลากหลาย มีการสัมมนา อบรม สาธิต รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในการเขียนแผนธุรกิจเพื่อให้เป็นจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ(One Stop Service) โดยเน้นให้แต่ละหน่วยงานจัดทำศูนย์การเรียนรู้และสาธิตการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ อาทิ ด้านพืช ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ด้านประมง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ แพะ และสัตว์ปีก ด้านการตลาด การแปรรูป เพิ่มมูลค่าการผลิต โดยสถานที่จัดงานคือ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี ของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ประภัตร โพธสุธนงานนี้วัตถุประสงค์ค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีหลายกังขาว่าทำไมต้องไปจัดที่สุพรรณบุรี และทำไมต้องเป็นสถานที่นั่น
เพราะเป็นที่ของเอกชน สถานที่ราชการหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในต่างจังหวัดไม่มีแห่งใดเหมาะสมสำหรับจัดงานนี้ได้เลยหรือ ทั้งที่หลายแห่งก็สร้างเป็นศูนย์เรียนรู้อยู่แล้ว แม้ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ จะเมตตาให้ใช้สถานที่ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่งบประมาณที่ลงไปสำหรับการจัดสถานที่ สร้างฐานเรียนรู้ต่างๆ หากเป็นสถานที่ของหลวง เมื่องานเลิกแล้วก็ยังคงอยู่ให้เกษตรกรได้เข้าไปเรียนรู้ในสถานที่ของหลวงได้ต่อไป แต่เมื่อไปจัดในที่เอกชนเมื่องานเลิกแล้ว หากจะต้องรื้อถอนทิ้งเลยก็น่าเสียดายงบประมาณจำนวนไม่น้อยแต่ใช้ประโยชน์ได้เพียงไม่กี่วัน หรือหากยังคงอยู่ก็จะกลายเป็นเอื้อประโยชน์ต่อสถานที่เอกชนหรือเปล่า เท่ากับว่าเอางบหลวงไปทิ้งไว้ให้เอกชนได้รับประโยชน์หรือไม่…น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนคงสงสัยเหมือนกัน

เรื่องต่อไป เป็นข่าวดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรนาเกลือทะเลที่ปัจจุบันประเทศไทยมีการทำนาเกลือทะเลทั้งประเทศ 78,289.16 ไร่ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปัตตานี แต่เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรนาเกลือทะเลประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศจำนวนมาก อีกทั้งมีปัญหาอีกหลายด้านที่จะต้องเร่งแก้ไข อาทิ ปัญหาประสบจากภัยธรรมชาติ ปัญหาต้นทุนและค่าเช่าที่นาในการผลิตและค่าแรงค่อนข้างสูง ประกอบกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยและการรวมกลุ่มของเกษตรกรยังไม่ค่อยเข้มแข็ง รายได้ไม่เพียงพอ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย จึงได้ประชุมคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทย เบื้องต้นได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล ปีการผลิต 2561/2562 – 2562/2563 เพื่อเสนอต่อ ครม.ต่อไป รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการทำนาเกลือทะเลรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจากการสำรวจความต้องการใช้เกลือตามนโยบายตลาดนำการผลิต พบว่า ปริมาณการใช้เกลือในประเทศมีประมาณปีละ 900,000 ตัน โดยใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป (รวมเพื่อการส่งออก) 450,000 ตันต่อปีอุตสาหกรรมผลิตน้ำปลา 430,000 ตันต่อปี อุตสาหกรรมผลิตซอสปรุงรสและผักผลไม้ดองในน้ำเกลือ รวมถึงอาหารทะเลในน้ำเกลือ 20,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เกลือสินเธาว์ที่ผลิตได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและมาตรฐานอาหาร โดยแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการด้านการตลาดนำการผลิตเกลือทะเล เพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ ช่วยเหลือให้ชาวนาเกลือให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พ้นภาวะหนี้สิน และทำนาเกลือทะเลเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนชาวนาเกลือทั่วประเทศขึ้นทะเบียนเกษตรกรต่อกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนขับเคลื่อนพัฒนา ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเกลือทะเลอย่างครบวงจร โดยได้รับการเปิดเผยจาก นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรนาเกลือทะเลขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกครัวเรือนและทุกจังหวัดมากขึ้นในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปัตตานี แต่ปัจจุบันพบว่ามีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเพียงจำนวน 535 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ 21,527.10 ไร่เท่านั้น จึงขอให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือรีบมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ณ ที่ตั้งแปลงเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐและให้คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยสามารถส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเกลือทะเลได้อย่างครบวงจร เพื่อเดินหน้าในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวนาเกลืออย่างยั่งยืนต่อไป สำหรับประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั้งอาชีพนาเกลือทะเลและอาชีพอื่นๆ คือจะทำให้ภาครัฐสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ วางแผนการบริหารจัดการสินค้าให้กับเกษตรกรผู้ทำนาเกลือและอาชีพต่างๆได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากท่านไม่ขึ้นทะเบียนท่านและครอบครัวก็จะตกสำรวจในการได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านยกระดับคุณภาพผลผลิต การยกระดับราคาและการช่วยเหลือด้านการตลาดในอนาคต…เกษตรกรชาวนาเกลือต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง รีบไปลงทะเบียนกันนะครับ

ขุนเกษตรา

‘อลงกรณ์’ลุย​เพชรบุรี ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479137

‘อลงกรณ์’ลุย​เพชรบุรี ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 17.03 น.

“อลงกรณ์”ลุย​เพชรบุรี ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เสร็จตามสัญญา เพื่อลดผลกระทบประชาชน ลั่นหากล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผลไม่เร่งลงโทษอย่างเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เดินทางไปตรวจราชการจังหวัดเพชรบุรี โดยประชุมร่วมกับหน่วยงานชลประทานในจังหวัดเพชรบุรี ที่สำนักงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ซึ่วมี นายอรรถพร พลบุตร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส.เพชรบุรี นายสายันต์ บุญญานุสนธิ์ ผอ.โครงการก่อสร้าง สำนักชลประทานที่ 14 นายสายันต์ จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพรชรบุรี นายอานนท์ พร้อมเพรียง นายอำเภอท่ายาง นายไพศาล แสงหิรัญ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุม

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโคางการก่อสร้างการวางแผนการแก้ปัญหาน้ำท้้งน้ำท่วมและน้ำแล้งที่ผ่านมา​โดยกำชับให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญาโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบประชาชน ซึ่งหากล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผลไม่เร่งลงโทษอย่างเด็ดขาด ส่วนการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเผชิญปัญหาภัยแล้ง เท่าที่ติดตามจากเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจังหวัดเพชรบุรีจะมีน้ำกินน้ำใช้ถึงสิ่นเดือนกรกฎาคม 63 อย่างเพียงพอแน่นอน

“ถ้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญาหากเป็นเอกชนจะต้องให้แบล็คลิสต์ หากเป็นงานทำเอง หัวหน้าหน่วยงานต้องรับผิดอบ และขอให้ทำลิสต์สัญญา พร้อมวันเสร็จสิ้นตามสัญญาของงานโครงการทั้งหมดที่กำลังก่อสร้างในขณะนี้มาดู” นายอลงกรณ์ กล่าว

ขณะเดียวกันยังได้มอบแนวทางการวางแผนการฝ่าวิกฤติภัยจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะเกิดการชัตดาวน์ในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจสังคม อย่างรุนแรงที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างแข็งขัน และขอให้ทุกส่วนราชการได้ปรับแผนงานเพื่อเผชิญหน้ากับความซบเซาทางเศรษฐกิจ ทั้งโครงการสร้างรายได้ และด้านอื่นๆเพื่อนำเสนอกระทรวงต่อไป

ขณะที่ นายอรรถพร พลบุตร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส.เพชรบุรี ​กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างต่างๆของคลองระบายน้ำสายใหญ่ 3-D.9 จึงขอให้ทางกระทรวงเกษตรฯเร่งรัดให้เสร็จตามสัญญา และขอให้ลดผลกระทบต่อประชาชน ในระหว่างก่อสร้างทั้งฝุ่น ถนนเปื้อนดินโคลน และมลภาวะอื่นๆ รวมได้แสดงความเป็นห่วงหากการก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญาในช่วงปลายเดือนเมษายน จะไม่สามารถส่งน้ำให้แก่เกษตรกรได้ ย่อมเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงตามมา

จากนั้นคณะฯ ได้ออกสำรวจจุดก่อสร้างโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหญ่ 3-D.9 และจุดสูบน้ำ 4 จุด อันได้แก่ จุดที่ 1 จุดติดตั้งเครื่องสูบน้าบริเวณบริเวณหน้าเขื่อนเพชร – จุดที่ 2 จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณบ้านท่าทุ่งแฝก – จุดที่ 3 จุดสูบน้าจากแม่น้ำเพชรบริเวณบ่อตะกั่ว ซึ่งดำเนินงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงปิดคลองเพื่อการก่อสร้าง โดยสำนักเครื่องจักรกล 06 สูบเพื่อส่งน้ำให้เกษตรกรและสระประปาที่ใช้น้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ 3.D และ จุดที่ 4 จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณคลองยอ- โดยสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรฯลงคลองยอและไหลเข้าสู่คลองส่งน้ำชลประทาน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ด้านการเกษตร (พืชไร่ พืชสวน) และอุปโภค บริโภคพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านลาดและอำเภอบ้านแหลม ก่อนที่จะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีเพื่อประชุมเรื่องศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech &Innovation Center : A & I C) ต่อไป

‘ธรรมนัส’ปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.’กระบี่-สุราษฎร์ธานี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479082

‘ธรรมนัส’ปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.’กระบี่-สุราษฎร์ธานี’

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 14.38 น.

“ธรรมนัส”ปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.”กระบี่-สุราษฎร์ธานี” หลังถูกนายทุนรายใหญ่เข้าครอบครอง ย้ำหากขัดขวางการนำสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปยัง ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อปักป้ายประกาศยึดพื้นที่เป้าหมาย แปลง No.602 โดยระบุว่า สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กำลังแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน 3 แปลง เนื้อที่ 12,812 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งแปลงแรกที่สามารถยึดคืนแปลงได้คือ แปลงที่บริษัท เขาพนม แพลนเตชั่น จำกัดครอบครอง เนื้อที่ประมาณ 976 ไร่ โดยสามารถยึดคืนได้ทั้งแปลง ที่ดินตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการป่าห้วยทังและป่าหนองน้ำแดง ต. เขาพนม อ. เขาพนม ซึ่งล่าสุด ส.ป.ก.ออกแบบผังแปลงที่ดิน สำรวจถนนสายหลัก สายรอง แหล่งน้ำ รวมทั้งประมาณราคาการล้มและสับต้นปาล์มน้ำมันที่ผู้ครอบครองปลูกในพื้นที่เป็นเงิน 3,123,000 บาท ขณะนี้นำเสนอคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณ

ส่วนบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ 11,836-2-37 ไร่ คาดว่า จะยึดคืนเนื้อที่ 9,474 ไร่ 67 ตารางวาประกอบด้วย แปลงท้องที่ ต.พรุเตียว และเขาพนม อ.เขาพนม เนื้อที่ 4,649 ไร่ 2 งาน 63 ตาราง ว่า คาดว่าจะยึดคืนเนื้อที่ 4,200 ไร่ 1 งาน 77 ตารางวา แปลงท้องที่ ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง และ ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ เนื้อที่ 7,186 ไร่ 3 งาน​ 78 ตารางวา ​คาดว่า จะยึดคืนเนื้อที่ 4,273 ไร่ 2 งาน​ 90 ตารางวา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า การประกาศยึดคืนพื้นที่นี้เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 เพื่อนำที่ดินซึ่งถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาจัดสรรให้แก่ผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล ตลอดจนจะพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค ปัจจัยการผลิต พัฒนาการผลิต และการจำหน่ายให้ดียิ่งขึ้น

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ตามคำพิพากษาแปลงรวมชัยบุรีปาล์มทอง เนื้อที่ประมาณ 1,749 ไร่ ที่หมู่ 5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยกล่าวว่า ระหว่างที่ ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่บริษัท รวมชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด มีผู้บุกรุกเข้าถือครองโดยผิดกฎหมายซ้อนหลายกลุ่มทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ซึ่ง ส.ป.ก.สุราษฎร์ธานีได้เจรจากับกลุ่มผู้ครอบครอง โดยส่วนใหญ่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินตามนโยบาย คทช.แต่มีบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือครองรายใหญ่ไม่ยินยอมจึงต้องมียึดคืนที่ดินในครั้งนี้ หากมีผู้ขัดขวางการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการขั้นเด็ดขาดเพื่อนำที่ดินมาจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล

ต่อมาคณะของ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปยัง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้เกษตรกร 35 ราย พร้อมมอบสินเชื่อให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน 10 ราย

ซีพีเอฟร่วมลงทุนเทสโก้20% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478893

news_default

ซีพีเอฟร่วมลงทุนเทสโก้20%

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมการบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟมีมติอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ซีพีเอฟถือหุ้นทั้งหมด (CPM) ลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นหรือผลประโยชน์การลงทุน (economic interest)ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกลุ่มเทสโก้เอเชีย ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco Lotusในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย โดยมูลค่าเงินลงทุนของ CPM ในบริษัทโฮลดิ้งเพื่อธุรกรรมการลงทุนในกลุ่มเทสโก้เอเชียมีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือเท่ากับประมาณ 47,991 ล้านบาท)

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหารซีพีเอฟกล่าวว่า ซีพีเอฟสนใจการเข้าร่วมลงทุนในเทสโก้เอเชียเนื่องจากเป็นการต่อยอด Value Chain ของช่องทางการขายสินค้าของบริษัททั้งในประเทศไทยและมาเลเซียและเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้บริโภค ด้วยซีพีเอฟมีแนวทางปรับรูปแบบการค้าเนื้อสัตว์ให้ผ่านช่องทางที่ทันสมัยสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น บริษัทจึงมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยและมาเลเซียมีทางเลือกในการบริโภคเพิ่มขึ้น ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอยู่แล้ว

การเข้าร่วมลงทุนครั้งนี้ทำให้ยอดขายทั้งของเทสโก้และซีพีเอฟเพิ่มขึ้น และเนื่องจากเทสโก้เอเชียเป็นบริษัทที่มีผลดำเนินงานที่ดีมาต่อเนื่อง ผู้บริหารและทีมงานเชี่ยวชาญในธุรกิจ มีความสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่าการผนึกกำลังกับเทสโก้เอเชียน่าจะส่งเสริมให้ผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วนั้นดียิ่งขึ้นได้อีก

ทั้งนี้ รายการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดไว้สำเร็จครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการได้รับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ Tesco UK สำหรับการขายหุ้นในกลุ่มเทสโก้เอเชีย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าอนุญาตให้ทำรายการ (หากต้องมีการขออนุญาต) และได้รับอนุญาตจาก Ministry of Domestic Trade and ConsumersAffairs of Malaysia ทำรายการในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าการเข้าทำรายการน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2563 นี้

ชลประทานเลยมั่นใจแผนจัดการน้ำ ช่วยฝ่าวิกฤติแล้งไม่หวั่นฝนทิ้งช่วงยาวถึงมิ.ย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478892

news_default

ชลประทานเลยมั่นใจแผนจัดการน้ำ ช่วยฝ่าวิกฤติแล้งไม่หวั่นฝนทิ้งช่วงยาวถึงมิ.ย.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทาน มั่นใจแผนบริหารจัดการน้ำในจ.เลย สามารถผ่านวิกฤตน้ำน้อยพ้นฤดูแล้งได้ ไม่หวั่นฝนจะมาล่าช้าหลังเดือนมิ.ย. ยืนยันน้ำมีเพียงพอ เผยที่ผ่านมาส่งรถบรรทุกน้ำช่วยชาวบ้าน ช่วยวัด และสูบน้ำช่วยประปาเลย ให้ราษฎรใช้น้ำประจำวันมากกว่า 500 ครัวเรือน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จ.เลย ว่า ในช่วงฤดูฝนปีที่ผ่านมาปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยวัดได้เพียง 640 มิลลิเมตร(มม.) จากค่าเฉลี่ย 1,237 มม.ต่อปี ทำให้ปริมาณในแม่น้ำ ลำห้วย และแหล่งน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำน้อยมาก โดยปริมาณในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 14 แห่งของจังหวัด ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42.93 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 37ของความจุฯ ทั้งนี้มีอ่างฯที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50% จำนวน 3 แห่ง ในขณะที่อ่างฯที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 50% มีถึง 11 แห่ง ส่วนอ่างฯขนาดเล็ก จำนวน 121 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 9.795 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 34% ของความจุอ่างฯ

ส่วนปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำเลย ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกันซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนระบายน้ำมาจากอ่างฯน้ำเลยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภูหลวง ลงสู่แม่น้ำเลยวันละ 70,941 ลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศ และเพื่อการอุปโภคบริโภค ขณะนึ้มีปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในอ่างฯจำนวน 21.531 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯ เพียงพอใช้ไปถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 อย่างแน่นอน

“แม้ปริมาณน้ำในอ่างฯแต่ละแห่งจะไม่มากนักแต่กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางมาตรการในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของทุกภาคส่วน จนถึงสิ้นฤดูแล้งปี 2563 รวมทั้งยังมีปริมาณมีสำรองใช้ในกรณีฝนมาล่าช้า หรือฝนทิ้งช่วงอีกด้วย เพียงแต่ประชาชน เกษตรกร และผู้ใช้น้ำในภาคส่วนต่าง จะต้องให้ความมือใช้น้ำอย่างประหยัดและให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ดร.ทองเปลวฯ กล่าว

ด้านนายเริงชัย รักอยู่ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเลย กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 10 เครื่อง รถบรรทุกน้ำขนาด6,000 ลิตร จำนวน 2 คัน เพื่อรองรับหากกรณีเกิดวิกฤตภัยแล้งอย่างรุนแรง และพร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที เพื่อให้ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้อยที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งรถบรรทุกน้ำเข้าเติมสระประปาองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำหมานสามารถสนับสนุนน้ำต้นทุนอุปโภคบริโภคชาวบ้านห้วยลวงไซ และบ้านไร่ม่วง ต.น้ำหมาน อ.เมือง ได้จำนวน 590 ครัวเรือน และเติมแท็งก์น้ำให้วัดชลธาราราม บ้านท่าแพ ต.เมือง และวัดถ้ำผาปู่ บ้านนาอ้อ ต.นาอ้อ พร้อมดำเนินการสูบน้ำจากแม่น้ำเลยที่บ้านขอนแดง เพื่อสนับสนุนน้ำดิบแก่การประปาเลย ประมาณวันละ 20,000 ลบ.ม.

สหกรณ์งัดมาตรการช่วยเหลือสมาชิก พลิกวิกฤติหนี้-รณรงค์ป้องกันไวรัสCOVID19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478896

news_default

สหกรณ์งัดมาตรการช่วยเหลือสมาชิก พลิกวิกฤติหนี้-รณรงค์ป้องกันไวรัสCOVID19

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการมาตรการช่วยเหลือสมาชิกพ้นวิกฤติภัยธรรมชาติ เพื่อระดมความคิดเห็นของประธานกรรมการบริหารกลุ่มสหกรณ์ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ โดยมี นายจรัญ พงษ์เผ่า ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 คณะกรรมการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมที่สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จ.พิษณุโลก

นายสมศักดิ์เปิดเผยหลังประชุมว่า สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เตรียมมาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้ง การระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ที่ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย เกษตรกรรายได้ลดลงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้ของสมาชิก โดยสหกรณ์ฯกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก ผ่านประธานกรรมการบริหารกลุ่มสหกรณ์ 259 คน เพื่อเร่งชี้แจงมาตรการความช่วยเหลือและทำความเข้าใจกับสมาชิก รับฟังปัญหาและพิจารณาขยายระยะเวลาส่งชำระหนี้ การเพิ่มมาตรการช่วยเหลือด้านราคารับซื้อผลผลิตเกษตร เปิดวงเงินสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยให้สมาชิกเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และแนวทางส่งเสริมอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

สหกรณ์ฯเปิดช่องทางสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางรับฟังปัญหาและการสื่อสารให้สมาชิกสหกรณ์รับรู้ข้อมูลข่าวสารงานบริการของสหกรณ์ได้รวดเร็วมากขึ้นพร้อมทั้ง ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกสหกรณ์เตรียมป้องกันเฝ้าระวังการติดเชื้อจากโรคโควิด-19 (COVID-19) โดยสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จัดสรรเงินทุนสาธารณะประโยชน์จัดซื้อหน้ากากอานามัย แจกให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไปที่ขาดแคลนหน้ากากอานามัยไว้ใช้อีกด้วย

ประพัฒน์ห่วงเกษตรกรเผชิญวิกฤติ แนะเตรียมแผนรับภัยแล้ง-โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478894

news_default

ประพัฒน์ห่วงเกษตรกรเผชิญวิกฤติ แนะเตรียมแผนรับภัยแล้ง-โควิด-19

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่า น่าเป็นห่วงมาก ทั้งเรื่องภัยแล้ง ที่เคยเตือนเกษตรกรให้เตรียมแผนรับมือตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนปี 2562 ด้วยมองว่าจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรมากที่สุดและเชื่อมั่นว่าจะมาบ่อยและถี่ขึ้น ซึ่งปีนี้หนักหน่วง ขอให้เกษตรกรใช้โอกาสนี้เตรียมการรองรับระยะยาว เช่น เตรียมสระหรือบ่อน้ำในไร่/นา/สวนปรับโครงสร้างการผลิต หากิจกรรมสร้างรายได้เสริม เช่น หากทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และอื่นๆอาจเสริมด้วยการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย สมุนไพร ระหว่างร่องพืชหลัก หรือปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงแพะ แกะ วัว กระบือ ไก่พื้นเมืองเพราะภาคปศุสัตว์เป็นกิจกรรมที่ใช้น้ำน้อย ส่วนเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลอัดฉีดให้ ขอให้ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดและให้อยู่ในกระเป๋านานที่สุด เพราะคาดไม่ได้ว่าฝนแรกจะมาเมื่อไหร่สถานการณ์จะลุกลามและยืดยาวนานแค่ไหน รวมทั้งขณะนี้สถานการณ์การลุกลามของไวรัส COVID-19 แนวโน้มจะลามไปทั่วโลก เกษตรกรมีผลกระทบ 2 ด้านคือ การกลับมาของลูก/หลาน/ญาติ ที่ไปเรียน/ทำงานในประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้วเดินทางกลับมาเยี่ยมหรือกลับบ้าน ต้องมีวินัยในการดูแลเป็นอย่างมาก แยกออกจากกลุ่มคนในครอบครัว พื้นที่มีคนเยอะควรหลีกเลี่ยง/ละเว้น ด้านผลกระทบเศรษฐกิจ ประเทศคู่ค้าจะสั่งสินค้าเกษตรลดลงมาก ส่วนราคาในประเทศไทยจะถูกแรงกดดันจากการส่งออกน้อยลงและตกค้างแนวโน้มราคาจะตกต่ำ หากอยู่ในภาคผลิตอาหารผลกระทบไม่น่าห่วงมาก เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ หากอยู่ในภาคส่งออกจะมีผลกระทบมากที่สุด ณ ช่วงเวลาแบบนี้เกษตรกรจึงควรหันมาทบทวน เตรียมการสำหรับตนเองและครอบครัว ซื้อให้น้อยที่สุดและเก็บเม็ดเงินให้มากและนานที่สุด เตรียมศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาการเกษตรของตนให้ทันสมัย ลดความเสี่ยงให้น้อยลง

“วิกฤติคราวนี้หากปรับโครงสร้างการผลิตพื้นที่ตัวเองได้ถือเป็นโอกาสใหม่ที่สร้างอนาคตใหม่ให้ชีวิตของท่านเอง ให้กำลังใจทุกท่านขอให้มีสติและดูแลตัวเองดีๆ” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว

เกษตรแถวหน้า : สินค้าเกษตรกับตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478897

screenshot-13-1

เกษตรแถวหน้า : สินค้าเกษตรกับตลาดออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันนี้การซื้อขายออนไลน์กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมาก จะซื้ออะไรหรือขายอะไรก็อยู่ที่ปลายนิ้วสัมผัส ไม่ต้องเดินทางไปถึงร้านค้าหรือแหล่งผลิต แหล่งจำหน่ายกันให้เสียเวลา จนกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางของเกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อได้รับความสะดวกสบาย สามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรและแปรรูปได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงใช้ปลายนิ้วเลื่อนดูรายการสินค้าและกดสั่งสินค้าได้ทันที จะว่าไปแล้ว ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรือน่าตื่นเต้นมากนัก เพราะได้เริ่มทำกันมานานในกลุ่มเกษตรกรหัวสมัยใหม่ หัวก้าวหน้า หรือที่เรียกกันว่าYoung Smart Farmer และภาพรวมถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามมอง เพราะตลาดกลุ่มนี้กำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูง มีจำนวนผู้ซื้อผ่านระบบออนไลน์มากถึง 4 – 5 ล้านคน/วันเลยทีเดียว แต่ก็เชื่อว่ายังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าถึงตลาดกลุ่มนี้ ดังนั้น การเสริมเขี้ยวเล็บให้เกษตรกรเป็นนักขายออนไลน์มืออาชีพจึงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันผลักดัน

หลายวันก่อน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดโครงการดีๆนั่นคือ โครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ขนทัพหน่วยงานต่างๆ นำเกษตรกรมาติวเข้ม ปั้นสู่นักขายออนไลน์บนแพลทฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง LAZADA ที่มีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่าวันละ 2 ล้านคน ตอกย้ำตลาดนำการเกษตร พร้อมกับย้ำว่า ต่อไปเกษตรกรจะไม่ใช่แค่ขายเป็น แต่ต้องขายได้ เพิ่มเงินเข้าประเป๋าด้วย ซึ่งโครงการนี้ จะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ โดยในเบื้องต้น ได้คัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพจากกลุ่มเกษตรกร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่ม Young Smart Farmer โดยมีทีมงานมืออาชีพจาก LAZADA เป็นผู้สอนฟรีทุกอย่าง ทั้งด้านการตลาด การนำสินค้าเกษตรขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพ และการเขียน Story ให้ดูน่าสนใจ รวมถึงการทำโปรโมชั่นสินค้าเกษตรของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรขายสินค้าได้หรือไม่ได้ด้วย เพราะแม้ว่าของจะดีแค่ไหนแต่หากไม่มีวิธีนำเสนอ ไม่มี Story ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จัก ขายยากเหมือนกันนะ เกษตรกรออนไลน์จึงจะต้องหาจุดเด่นของสินค้าของเราว่าแตกต่างหรือโดดเด่นกว่าของเจ้าอื่นอย่างไร ต้องมีการจัดแพ็คเกจ (Packaging) ที่ดึงดูดใจ รูปภาพสวยดึงดูด มีรายละเอียดสินค้าที่ชัดเจน แต่เหนือสิ่งอื่นใด สินค้าที่เกษตรกรจะนำไปขายบนแพลทฟอร์มสินค้าออนไลน์ คือเรื่องของคุณภาพ สินค้าที่มีคุณภาพ เมื่อขายได้แล้วในครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งที่ 2 ที่ 3 ตามมา

ผมได้มีโอกาสเดินดูตัวอย่างสินค้าที่เกษตรกรนำมาจัดแสดงในวันเปิดโครงการ ภาพรวมส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่น่าสนใจ มีความหลากหลาย มี Story ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเภทอาหารพร้อมทาน ยิ่งชูเรื่องสุขภาพด้วยแล้ว ผมนี่สนใจเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสชิม ถือว่ารสชาติใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าสินค้าแปรรูป หัตถกรรม หรือของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันก็มีให้เลือกไม่น้อย ซึ่งผู้สนใจที่อยากอุดหนุนสินค้าพรีเมี่ยมที่ผลิตโดยเกษตรกรไทย สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ที่แพลทฟอร์มของ LAZADA ได้เลยตั้งแต่วันนี้ หรือจะเป็นในส่วนของไปรษณีย์ไทย ก็ได้มีสินค้าของเกษตรกรวางขายในแพลตฟอร์ม https://www.thailandpostmart.com/ มาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยม กว่า 28 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 25 ล้านบาทเลยทีเดียว

การสร้างตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตรในรูปแบบใหม่ๆ เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เกษตรกรยุคใหม่จะต้องไม่ใช่แค่ผลิตได้ แต่ต้องขายเป็นและขายได้ด้วย

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย