รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478993

news_default

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 22.00 น.

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน พร้อมตั้งWARROOMดำเนิน8มาตรการสำคัญ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม2563 หลายพื้นที่อาจมีผลกระทบรุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ศูนย์ภัยพิบัติและแก้ปัญหาด้านการเกษตรประเมินว่าช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมนั้น สถานการณ์ภัยแล้งอาจทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากฤดูฝนปี 2562 มีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อย ประกอบกับปัจจุบันปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำมีเพียงร้อยละ 22 ของความจุรวมทั้งหมด ทำให้พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ พื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทานมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 30 จังหวัด ประมาณ 370,000 ไร่ รวมถึงพื้นที่การเกษตรอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 จึงกำชับทุกหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังการใช้น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินมาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง โดยมี 8 มาตรการหลักได้แก่ เฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่สวน ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” , ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง บูรณาการโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร จัดกิจกรรมงานวันสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ พร้อมกันนี้ให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตรทั้งในระดับกรม เขต และจังหวัดเพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเร่งให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติดูแลรักษาพืช โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูแล้งนี้

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กำชับสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทั้ง 6 เขต และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างเคร่งครัดแล้วรายงานต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร เพื่อกำหนดแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

สิ่งสำคัญที่ รมว. เกษตรฯ กำชับ คือ ให้ข้อมูล/ความรู้/ข้อปฏิบัติ/คำแนะนำในการดูแลรักษาผลผลิตและชนิดพืชที่เกษตรกรเพาะปลูกตลอดช่วงฤดูแล้ง การให้น้ำพืชที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าผ่านสื่อ/ช่องทางต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาน้ำ เพื่อการเกษตรผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด (CoO) และระดับอำเภอ (OT) รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรกรณีประสบภัยพิบัติด้วย

‘ธรรมนัส’เมินปมหน้ากาก รุดเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ยันไม่กระทบตำแหน่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478977

‘ธรรมนัส’เมินปมหน้ากาก รุดเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ยันไม่กระทบตำแหน่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 19.36 น.

“ธรรมนัส”เมินปมหน้ากาก รุดเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ยันไม่กระทบตำแหน่ง เชื่อหวังดิสเครดิตการเมือง เร่งมอบที่สปก. ชงอัดฉีดกองทุนหมู่บ้านละ2แสน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 12 มีนาคม 2563 ที่คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 23 ประจำปี 2563 เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนอาชีพการเกษตร เป็นการรวมรวบแสดง เทคโนโลยีการเกษตรรูปแบบใหม่ เน้นลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ให้เกษตรกร มีอาชีพยั่งยืน ให้ประชาชน ได้ศึกษาพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยจัดต่อเนื่องมาทุกปี ปีนี้จัดขึ้นระหว่าง 9 – 15 มีนาคม 2563 ในครั้งนี้ มี นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม พร้อมด้วย นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนเกษตรกรร่วมงาน สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วย การจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย การจัดนิทรรศการ ส่งเสริมอาชีพการเกษตร การแสดงผลผลิตการเกษตรขึ้นชื่อ ไปจนถึงการประกวดผลผลิตทางการเกษตร และสีสันอาชีพการเกษตรมากมายให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเยี่ยมชม

ภายหลัง ช่วงบ่าย ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปที่หอประชุมโรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษดิ์ ต.ศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เพื่อประกอบพิธี มอบหนังสืออนุญาตเข้าทำกิน ในที่ดิน สปก.ตามนโยบายรัฐบาล ให้กับเกษตรกร ในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม และ อ.นาทม จำนวน 225 ราย จำนวน 1,305 ไร่ เพื่อทำประโยชน์ เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการเกษตร โดยในช่วงที่ผ่านมา จ.นครพนม มีการจัดสรรพื้นที่ สปก.4-01 จำนวน 378,515 ไร่ ดำเนินการมอบเอกสารสิทธิ์ไปแล้ว จำนวน  27,503 ราย รวม 30,697 แปลง รวมเนื้อที่ 352,509 ไร่ เหลือ เหลือจัดสรรได้ 26,006 ไร่ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 63

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีโอกาสลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเกษตรกร ในพื้นที่นครพนม ร่วมเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง เพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตร ที่สำคัญยังได้มีโอกาส ลงพื้นที่ไปมอบเอกสาร หนังสืออนุญาตทำกินในที่ดิน พื้นที่ สปก.ตามนโยบายรัฐบาล ให้เกษตรกรในพื้นมี่ อ.ศรีสงคราม อ.นาทม ถือเป็นนโยบายสำคัญ ที่รัฐบาล เร่งรัดแก้ไขให้ประชาชน มีที่ทำกิน หลังจากนี้ ตนจะเร่งผลักดัน เรื่องแก้กฎหมายเพิ่มมูลค่าให้เทียบเท่าโฉนดที่ดิน แต่ห้ามนำเอาไปจำหน่าย สามารถนำไปต่อยอด ในการเป็นหลักประกัน กับ ธกส.ในการกู้ยืม มาลงทุนสร้างอาชีพ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ คือ เตรียมจัดตั้ง กองทุน สปก.ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงขับเคลื่อนกับรัฐบาล สนับสนุนเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน ในรูปแบบการสร้างอาชีพ ไม่เน้นให้กู้ยืมเป็นเงิน ตั้งเป้าจะเพิ่มให้หมู่บ้านละ 2 แสนบาท ยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ในเร็วในเร็วๆ นี้

สิ่งสำคัญในช่วงวิกฤติ ทั้งภาค เศรษฐกิจ ภัยแล้ง ราคาผลผลิตตกต่ำ ทางรัฐบาลกำลังดำเนินการวางแผนมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพให้เกษตรกร ด้วยการเร่งส่งเสริมอาชีพ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำนา ทำการเกษตรทุกรูปแบบ พัฒนาที่ดินขาดแคลนน้ำ ที่ได้รับมอบ ให้ทุกจังหวัด เข้าไปดูแลพัฒนาแหล่งน้ำ ดูแลพัฒนาที่ดิน ดูแลเรื่อง การตลาด ต้องทำการเกษตรรูปแบบใหม่ โดยการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่เข้าไปช่วยเหลือ ในนามรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ได้ฝากความห่วงใยชาวอีสาน ให้กับชับทุกจังหวัด ดูแลช่วยเหลือเกษตรกร เกี่ยวกับภัยแล้ง การพัฒนาแหล่งน้ำลำน้ำต่างๆ รวมถึงการหาทางป้องกันแก้ไขพายุลูกเห็บ ที่สร้างความเสียหาย ซึ่งตนได้หารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เริ่มทำปฏิบัติการฝนหลวงสลายเมฆ ที่เกิดพายุ ลดความเสียหาย ที่จะเกิดจากพายุฤดูร้อน เชื่อว่าจะช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเรื่อง ราคาสินค้าการเกษตร ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่า ทางรัฐบาลจะแก้ไขเร่งด่วน ให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือมีรายได้เพิ่มขึ้นแน่นอน ช่วงที่ผ่านมายอมรับเกิดความล่าช้า เนื่องจากสถานการณ์การเมือง แต่หลังจากนี้จะเดินหน้าได้

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ในเรื่องของปมหน้ากากอนามัยที่ตกเป็นข่าว ตนได้มอบหมายหน่วยงานเกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบดูแล ผิดว่าไปตามผิด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่กำกับดูแล จะเข้าไปตรวจสอบ ดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงการสอบสวนเอาผิด ผู้ที่ทำให้เสียหาย ทั้งนี้ ตนเชื่อว่า เป็นกระบวนการดิสเครดิตทางการเมือง แต่ตนเชื่อมั่นว่า ตนเป็นคนทำงานด้วยใจ ไม่มีปัญหากับทางรัฐบาล และยืนยันที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในการดูแลช่วยเหลือเกษตรกร มั่นใจไม่มีผลกับตำแหน่ง

ซอกแซกอาเซียน : 12 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478622

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในฉบับก่อนผมเล่าข้ามไปนิด คือร่ายยาวเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงย่างกุ้งและต่อไปเมืองพุกามเลย แต่จริงๆ แล้ว ระหว่างที่รอเครื่องบินต่อที่ย่างกุ้งนั้น เรามีเวลาที่สนามบินเกือบครึ่งวันเพราะเที่ยวบินไปพุกามที่เร็วกว่านั้นที่นั่งเต็มเราจองไม่ทัน เลยต้องรอเที่ยวบ่าย ด้วยความที่พวกเรากับทีมเจ้าหน้าที่กรมการเกษตรเมียนมามีความคุ้นเคยกันดีมาก น้องๆ หลายคนในแอปเตอร์เพิ่งมีโอกาสไปเยือนเมียนมาครั้งแรก ก็เลยร้องขอให้ผู้มารับพาออกไปชมเมืองไหว้พระในเมืองย่างกุ้ง เพราะมิฉะนั้นก็คงต้องนั่งๆ นอนๆ จับเจ่าอยู่ในสนามบิน ซึ่งทางเมียนมาก็ใจดีอย่างยิ่ง รับจัดให้ตามที่ขออย่างเต็มใจ

ทางการเมียนมาต้องใช้รถยนต์ถึง 2 คัน พาพวกเราออกไปชมเมือง เพราะมีกระเป๋าใบใหญ่ติดตัวกันทุกคน จุดที่จะไปชมก็คือเจดีย์ชเวดากอง อันโด่งดังนั่นเอง พูดถึงรถยนต์เมียนมา นึกขึ้นได้ว่าจะเล่ามาหลายครา แต่ลืมไป คือ จะเรียนท่านผู้อ่านว่า ปกติการวิ่งรถของเขาตรงข้ามกับของเรา คือเขาวิ่งชิดขวาเหมือน สปป.ลาว แต่ด้วยเหตุที่รถยนต์เมียนมามีทั้งที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านขวาและอยู่ด้านซ้ายปะปนกันจนไม่ทราบว่าแบบไหนจะมากกว่ากัน พนักงานขับรถยนต์เมียนมาจึงน่าจะมีทักษะการขับรถที่เยี่ยมยอดมาก เพราะถ้าต้องวิ่งรถฝั่งขวาของถนนขณะที่พวงมาลัยรถก็อยู่ทางด้านขวา เวลาจะแซง คนขับลำบากมากเนื่องจากมองไม่เห็นรถสวนมา ต้องมีอีกคนหนึ่งนั่งคู่ด้านซ้ายมือคนขับคอยมองให้และบอกสัญญาณ ผมคุยกับเจ้าหน้าที่เมียนมาที่รู้ เขาบอกว่าทางการเมียนมากำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจว่า ตกลงจะเดินรถด้านไหนดีกว่ากันคาราคาซังมาจนบัดนี้เพราะยังตกลงกันไม่ได้ แต่เท่าที่ผมนั่งรถหลวงเมียนมา ส่วนมากได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น จึงมักจะเป็นรถพวงมาลัยเหมือนบ้านเราทั้งนั้น น่าปวดหัวชะมัด

ผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับเส้นทางในย่างกุ้ง เห็นแล้วจำได้อยู่บ้าง (แต่ถ้าให้นำทางก็คงไปไม่ถูก) เพราะไปบ่อย ที่เจดีย์ชเวดากองเวลาไปถึงยังเป็นช่วงเช้าอยู่ แนะนำว่าหากใครต้องการไปชม ควรไปช่วงนี้ครับ เพราะถ้าท่านไปในช่วงบ่าย จะมีแสงแดดจัดและพื้นรับแดดมานานตั้งแต่เช้า ท่านเข้าวัดในเมียนมาทุกแห่งต้องปราศจากรองเท้าทุกชนิด ดังนั้นช่วงเวลาบ่าย จึงไม่เหมาะสมแก่การเดินด้วยประการทั้งปวงครับ แต่กระนั้น พุทธศาสนิกชนชาวเมียนมาทุกคนค่อนข้างจะศรัทธาในพระศาสนามาก ช่วงไหนของวันเราก็จะพบกับผู้คนมาเคารพสักการะเจดีย์หุ้มทององค์นี้อย่างไม่ขาดสาย และอีกอย่างที่ผมสังเกต คือ การทำบุญบริจาคเงิน ทุกศาสนสถานทั้งที่มีพระสงฆ์และไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำ จะมีตู้รับบริจาคตั้งอยู่เต็มไปหมด และทุกตู้ก็มักจะมีแบงก์ธนบัตรบริจาคอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว แถวๆ พุกามก็มีตู้และเงินบริจาคอยู่มากมายเช่นกัน มีวัดหนึ่งมีป้ายเขียนแสดงยอดเงินที่ได้จากการบริจาคทั้งปีของ ปี 2019 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าเมื่อคำนวนเป็นเงินไทยแล้ว เท่ากับ 30 ล้านบาท เลยทีเดียว

พวกเราใช้เวลาที่เจดีย์ชเวดากองนานพอสมควร เพราะกว้างใหญ่มากกว่าจะเดินได้รอบองค์ ผมเล่าให้คณะคนไทยให้ทราบว่าภาษาเมียนมา “ชเว” (Swe) แปลว่า ทอง ในเมียนมาคนเขาชอบทองมากๆ เลย เพราะไปที่ไหนๆ ก็พบคำนี้ สมัยปลายก่อนที่จะสิ้นสุดรัฐบาลทหารเมียนมา มีนายพลผู้นำคนหนึ่งที่เป็นคนตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปตั้งใหม่ที่เนปิดอว์ ชื่อนายพล ตาน ฉ่วย หนังสือพิมพ์บ้านเราเรียก ฉ่วย แต่ความเป็นจริงแล้วคือ ชเว ที่แปลว่าทองนั่นแหละครับ

หลังจากเดินรอบเจดีย์ขอพรขอบุญรวมทั้งบนบานกันถ้วนหน้าแล้ว เจ้าหน้าที่เมียนมาก็พาพวกเรามารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านหนึ่งที่มีลูกค้าเยอะมาก ผมเคยไปกินมาหลายครั้งจากการนำของเจ้าหน้าที่กรมการเกษตร เป็นอาหารพื้นบ้านรสชาติเมียนมาแท้ ผมจำได้ว่าเคยเขียนเรื่องอาหารเมียนมาไปตอนสองตอนนานมาแล้ว ตอนนั้นอ้างคำพูดของเพื่อผู้มาประชุมว่ารวมทั้งความรู้สึกของผมเองที่ยังใหม่ๆ อยู่กับอาหารเมียนมาว่ามันเลี่ยนๆ รสชาติกลางๆ ไม่ไปทางใดทางหนึ่งสักอย่างแต่ตอนนี้ผมเริ่มเปลี่ยนความรู้สึกใหม่แล้ว ขอกลับคำว่าอาหารเมียนมาหลายอย่างที่กินแล้วน่าจะโอเคเลยนะ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปศุสัตว์เฝ้าระวังไวรัสโควิด-19 ในสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478619

news_default

ปศุสัตว์เฝ้าระวังไวรัสโควิด-19 ในสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อรายงานพบสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน(Pomeranian) ในฮ่องกง ตรวจพบเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 หลังเจ้าของป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19โดยล่าสุดวันที่ 4 มีนาคม 2563 ทางการฮ่องกงยืนยันว่าสุนัขตัวดังกล่าว ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) จริงซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสนี้จากมนุษย์ไปสู่สัตว์ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรมีความเห็นตรงกันว่า สุนัขตัวดังกล่าวติดเชื้อจริง แต่เป็นการติดเชื้อระดับต่ำ มีแนวโน้มเป็นการติดเชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่า สัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปสู่มนุษย์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันยังไม่มีหลักฐาน และรายงานว่า สัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 สู่คนได้ ดังนั้น ผู้เลี้ยงสัตว์จึงไม่ควรกังวลว่าสัตว์เลี้ยงจะแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 โดยกรมปศุสัตว์มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง 3 ประการ ดังนี้

ประการแรก ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง ประการที่สอง ผู้ที่มีอาการป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับสัตว์เลี้ยงควรให้บุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีเป็นผู้ดูแลสัตว์แทน และประการสุดท้าย เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อปรึกษา หรือขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง หรือโทร.สายด่วนกรมปศุสัตว์ 06-3255-6888 และ application DLD 4.0

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ดำเนินการเฝ้าระวังโรคโคโรนาไวรัส และไวรัสกลุ่มอื่นๆที่เป็นโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เฝ้าระวังโรคเมอร์ซาร์ และอื่นๆ รวมทั้งจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดโรคสัตว์ การดำเนินการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19โดยกรมปศุสัตว์จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการเตรียมรับมือและแก้ไขสถานการณ์ การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อลดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สังคม และความมั่นคงของประเทศต่อไป”

วางมาตรการเข้มฝ่าวิกฤติน้ำน้อย3จว.EEC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478621

news_default

วางมาตรการเข้มฝ่าวิกฤติน้ำน้อย3จว.EEC

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานบูรณาการจับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการเข้มรับมือสถานการณ์เสี่ยงขาดแคลนน้ำและรักษาเสถียรภาพความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC วอนทุกฝ่ายให้น้ำอย่างประหยัด มั่นใจมีน้ำเพียงพอแม้ฝนจะมาช้าหลังเดือนมิถุนายน 2563

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2563 ภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา ว่า ในส่วนจ.ระยองมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่ใช้การได้้รวม 58.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำเพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง 30 มิถุนายน 2563 และเหลือน้ำใช้การอีกประมาณ 8.0 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสำรองน้ำกรณีฝนตกช้ากว่าเดือนมิถุนายนมีมาตรการคือ เชื่อมเส้นท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ กับท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์- อ่างฯหนองปลาไหลมาลงอ่างฯหนองปลาไหล สูบผันน้ำวันละ 0.5 ล้านลบ.ม. โดยเริ่มสูบน้ำตั้งแต่ 31 มกราคมที่ผ่านมาแล้ว พร้อมแบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกด ระบายลงคลองวังโตนด และใช้ระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ เพิ่มน้ำต้นทุน 10 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่วันที่ 1-31 มีนาคม 2563 และสูบผันน้ำจากอ่างฯ คลองใหญ่ มาลงอ่างฯหนองปลาไหล เพื่อรวมปริมาณน้ำมาใช้ในอ่างหนองปลาไหล 3 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่ 29 กุมภาพันธ์ 2563

นอกจากนี้ จะวางท่อในคลองน้ำแดงต่อจากด้านท้ายท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์ – อ่างฯคลองใหญ่ เพื่อเพิ่มปริมาณการสูบผันน้ำจากอ่างฯประแสร์วันละ 150,000 ลบ.ม. รวมทั้งจะสูบน้ำกลับคลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปริมาณน้ำรวมประมาณ 10 ล้าน ลบม. ซ่อมแซมระบบสูบกลับวัดละหารไร่ (แม่น้ำระยอง) เติมอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำระยองวันละ 100,000 ลบ.ม. และ 7. สูบใช้น้ำคลองน้ำหู เมื่อมีฝนตก เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหล วันละ 50,000 ลบ.ม.

สำหรับจ.ชลบุรีมีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างฯหลัก เพื่อใช้ผลิตน้ำประปาและใช้ในภาคอุตสาหกรรม 31.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง เดือนมิถุนายน ขาดน้ำประมาณ -7.1 ล้านลบ.ม.ได้วางมาตรการรองรับคือ ประสานเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินเอกชน เสริมเข้าในระบบของการประปา และของบริษัท East Waterขุดลอกคลองหลวง เพื่อระบายน้ำจากอ่างฯคลองหลวง มาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระได้ 3 ล้านลบ.ม.พร้อมทำการสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเพิ่มปริมาณน้ำอ่างฯ

ส่วนจ.ฉะเชิงเทรา (ฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง) มีปริมาณต้นทุนจากอ่างฯหลัก 45.3 ล้านลบ.ม. เพียงพอใช้ในกิจกรรมต่างๆจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน และยังสำรองกรณีฝนตกล่าช้าอีก 30 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาเสถียรภาพสูงสุดให้น้ำในพื้นที่ EEC ไม่เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำ จึงมีมาตรการเพิ่มเติมในฤดูแล้งปีนี้ โดยรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดใช้น้ำทุกภาคให้ได้ 10%ให้โรงไฟฟ้าเอกชนในจ.ระยอง ชลบุรี หยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น เพื่อลดใช้น้ำหล่อเย็น รวมทั้งจะควบคุมการสูบน้ำไม่ให้เกินจำนวนที่ในแผนที่กำหนดรายวัน และให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา เตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่จากอ่างฯห้วยตู้ 1,2และ อ่างฯมาบฟักทอง 1,2 รวม 3 ล้านลบ.ม. ถ้าดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้ดังกล่าวจะมีน้ำเพียงพอถึงเดือนมิถุนายนและมีสำรองกรณีฝนมาล่าช้าแน่นอน

หนุนเกษตรกรราชบุรีปลูกถั่วลิสง ลดความเสี่ยงภัยแล้ง-ให้ผลตอบแทนสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478620

news_default

หนุนเกษตรกรราชบุรีปลูกถั่วลิสง ลดความเสี่ยงภัยแล้ง-ให้ผลตอบแทนสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่ และคาดว่ายังมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไป เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร โดยปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าวนาปรังตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และยังช่วยตัดวงจรชีวิตของโรคและแมลงศัตรูข้าว ซึ่งพืชทางเลือกที่น่าสนใจ เหมาะสมต่อการปลูกช่วงฤดูแล้งคือ ถั่วลิสง เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย ให้ผลตอบแทนสูง และตลาดยังต้องการต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ลงพื้นที่จ.ราชบุรี เพื่อสำรวจต้นทุนการผลิตถั่วลิสงพบว่า พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอ.บ้านลาด และเขาย้อย ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสม เนื่องจากอยู่ในเขตชลประทาน มีแหล่งรับซื้ออยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเกษตรกรมีความชำนาญในการปลูก โดยมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 600 – 700 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 486 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 290,000-340,000 กก./ปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 80-110 วัน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,370 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 3,410-4,388 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 20-22 บาท/กก. ในขณะที่การปลูกข้าวนาปรัง ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 305.47 บาท/ไร่ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการปลูกถั่วลิสงให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการปลูกข้าวนาปรัง

สำหรับการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่เกษตรจำหน่ายให้โรงต้มถั่วที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ 6 โรง ซึ่งต้องการถั่วลิสงตลอดทั้งปี แต่ผลผลิตในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้โรงต้มถั่วดังกล่าว รับซื้อถั่วลิสงจากภาคเหนือ และมีการนำเข้าจากประเทศเมียนมา จึงนับเป็นโอกาสดีที่เกษตรกรในพื้นที่จะหันมาปลูกถั่วลิสงทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง เพื่อเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งได้อีกทางหนึ่ง

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกถั่วลิสง มีขั้นตอนดูแลที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ตั้งแต่พรวนดินเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของผลผลิต การใช้ปุ๋ยเร่งดอกและเมล็ด รวมทั้งการใช้น้ำ ซึ่งเกษตรกรควรบริหารจัดการด้านแรงงาน โดยการรวมกลุ่มการผลิต หรือการ “เอาแรง”ในพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและปัญหาด้านแรงงานได้ ดังนั้น เกษตรกรควรวางแผนเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมเพียงพอต่อการผลิต และควรมีการบำรุง ดูแลรักษาที่ดีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้ง ควรเฝ้าระวังโรคแมลงกินใบและฝักถั่วลิสงที่จะสร้างความเสียหายให้ผลผลิตได้ ทั้งนี้ หากเกษตรกรสนใจข้อมูลการผลิตถั่วลิสงของจังหวัดราชบุรี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.10 โทร. 0-3233-7951 หรืออีเมล zone10@oae.go.th

ป่าไม้ลุยสอบเพิม ที่ดินฉาว‘แม่ธนาธร’ พื้นที่3พันไร่ที่ราชบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478738

news_default

ป่าไม้ลุยสอบเพิม ที่ดินฉาว‘แม่ธนาธร’ พื้นที่3พันไร่ที่ราชบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อธิบดีกรมป่าไม้ สั่งเจ้าหน้าที่ลุยตรวจที่ดิน“แม่ธนาธร”เพิ่ม ในพื้นที่ 3,098 ไร่ที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่าได้มาโดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมไล่บี้ฟันปมพบโรงเลื่อยไม้ ที่ดินสวนผึ้งโยง‘ทวี ไกรคุปต์’เพื่อหาหลักฐานใครเกี่ยวข้องกระทำผิด เพื่อจับกุมดำเนินคดีบ้าง

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า สั่งการให้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีเข้าตรวจสอบที่ดินในครอบครองของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ อ.จอมบึง จ. ราชบุรีเพิ่มเติม จากที่เข้าตรวจสอบรังวัดไปแล้วครั้งหนึ่ง ตามการนำชี้ของผู้แทนนางสมพร ซึ่งปรากฏว่าครอบครองพื้นที่ 3,098 ไร่ 1 งาน 27.3 ตาราวา โดยผู้ถือครองให้ผู้แทนนำเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแสดงเป็นสำเนาเอกสารตามกฎหมายที่ดิน 77 แปลงประกอบด้วย โฉนดที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 43 ไร่ 64.3 ตารางวา น.ส.3ก 55 แปลง เนื้อที่ 2,012 ไร่ 2 งาน นส.3 จำนวน 14 แปลง เนื้อที่ 694 ไร่ 2 งาน 63 ตาราวา และน.ส.2 จำนวน 7 แปลง เนื้อที่ 350 ไร่

ทั้งนี้ ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี ประสานฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนมาร่วมตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 12 มีนาคม ตามที่ น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสือที่กรมป่าไม้ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ขอให้กรมป่าไม้ ดำเนินการตามกฎหมายต่อนางสมพร ซึ่งบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และเคยครอบครองที่ดินประเภท ภ.บ.ท. 5 และน.ส. 2

“แม้ปัจจุบันส่งมอบให้ชุมชน แต่ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว อีกทั้ง ยังมีการตัดต้นไม้หลายไร่ในที่ดินดังกล่าว โดยศูนย์ป่าไม้ราชบุรี จะตรวจสอบพื้นที่ข้างเคียงกับที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ พร้อมทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที”ฮธิบดีกรมป่าไม้ย้ำ

ส่วนกรณีที่ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีแจ้งความต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้ง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ว่าพบการบุกรุกถือครองพื้นที่ป่าที่หมู่ 9 ต. ท่าเคย อ. สวนผึ้ง 5 แปลง เนื้อที่รวม 392 ไร่ 3 งาน32 ตารางวา ซึ่งนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น(คปต.)ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายทวี ไกรคุปต์ บิดาน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้งไว้นั้น เจ้าหน้าที่พบโรงเลื่อยไม้ในพื้นที่ป่าไม้ จึงแจ้งความฐาน ตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 84 ทั้งนี้ ต้องร่วมกับพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานว่าใครคือผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดบ้าง เพื่อจับกุมและดำเนินคดี สำหรับจระเข้ในบ่อเลี้ยง 3 บ่อไม่ได้ตรวจยึดเป็นของกลางในคดีเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นการกระทำความผิด แต่การที่ผู้ครอบครองจระเข้จะเข้าไปให้อาหารนั้น ต้องขออนุญาตต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากเป็นพื้นที่ตรวจยึดดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นจะมีการเข้าไปให้อาหารหรือผู้ใดเป็นคนเข้าไปต้องสอบถามจากพนักงานสอบสว

ก.เกษตรฯพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หนุนเกษตรกรผลิต’หน้ากากผ้าไหม’สู้ภัยโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478707

ก.เกษตรฯพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หนุนเกษตรกรผลิต’หน้ากากผ้าไหม’สู้ภัยโควิด-19

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 19.07 น.

กระทรวงเกษตรฯ หนุนเกษตรกรผลิต “หน้ากากผ้าไหม” สู้ภัยฝุ่น PM 2.5 และโควิด-19 ชี้คุณสมบัติพิเศษเพียบ ทั้งระบายความร้อนได้ดี กรองฝุ่น ลดความเสี่ยงติดเชื้อ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และโควิด-19 การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่เกิดขึ้นขณะนี้ โดยข้อมูลล่าสุด (10 มี.ค.63) ประเทศไทยมีผู้ป่วยแล้ว 53 ราย จากการที่ประชาชนต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้หลายภาคส่วนต่างหาทางรับมือในการป้องกันและแพร่ระบาด โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงให้กรมหม่อนไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถในพื้นที่ทั้ง 21 ศูนย์ ได้ดำเนินการส่งเสริมการผลิตหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้จังหวัดต่างๆ และประชาชนได้ทำหน้ากากอนามัยใช้เอง

“หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมที่ได้ส่งเสริมให้ผลิตขึ้นนั้น มีจุดเด่นหลายประการโดยเฉพาะเมื่อใช้แล้วสามารถซักและนำมาใช้ได้อีก อีกทั้งสามารถกรองฝุ่นและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ และเมื่ออากาศเย็น ผ้าไหมก็จะช่วยให้ความอบอุ่นอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อยืนยันถึงคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อโรคของหน้ากากอนามัยผ้าไหมนี้” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมจะดำเนินการในทุกจังหวัด เช่น จ.สุรินทร์ ซึ่งมีการทอผ้าไหมประมาณ 1,400 หมู่บ้าน จากจำนวนทั้งหมด 2,128 หมู่บ้าน จึงมีนโยบายรณรงค์ให้ชาวสุรินทร์ทำหน้ากากอนามัยจากผ้าไหม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าไหมสุรินทร์ เพิ่มรายได้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าไหม และเตรียมการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในสภาพซบเซาทั้งโลก ในส่วนของ จ.สระบุรี ได้ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ต.ตลาดน้อย อ.บ้านหม้อ ทำการผลิตหน้ากากอนามัยจากผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติที่ผ่านการรับรองเป็นผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ไม่ตกสี

นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ขณะนี้หน้ากากผ้าไหม จ.สุรินทร์ที่ผลิตมีด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบที่ 1 มี 3 ชั้น ชั้นที่ 1 ด้านนอกเป็นผ้าไหม ชั้นที่ 2 ผ้ากรองเชื้อ ชั้นที่ 3 ด้านในเป็นผ้าสาลู แบบที่ 2 มี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ด้านนอกเป็นผ้าไหม ชั้นที่ 2 ด้านในเป็นผ้าสาลู มีเปิดช่องตรงกลางระหว่างผ้าชั้นนอกกับชั้นใน ให้สามารถสอดแผ่นกรองได้ และเมื่อเร็วๆ นี้ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งได้เสด็จมาที่เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน เรือนจำกลางสุรินทร์ จ.สุรินทร์  เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ส่วน จ.สระบุรี มี 2 แบบคือ แบบที่ 1 ผ้าฝ้ายลายไทย และ แบบที่ 2 มี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ด้านนอกเป็นผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ ชั้นที่ 2 ด้านในเป็นผ้าสาลู

“ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำหน้ากากอนามัยจากผ้าไหมไปแสดงในงานเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พร้อมแจกให้ผู้มาร่วมงาน จำนวน 200 ชิ้น ปรากฎว่าได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างดี และเพื่อช่วยเหลือประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีแผนจะแจกจ่ายอีกจำนวน 300 ชิ้น ในงาน Field Day เริ่มต้นฤดูกาลผลิต และงานคลินิกเกษตรกร ที่จะจัดขึ้นภายในเดือนมีนาคมนี้” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

ดีเดย์พรุ่งนี้!ป่าไม้ลุยตรวจที่ดิน‘แม่ธนาธร’เพิ่ม ไล่บี้ฟันปมพบ‘โรงเลื่อยไม้’ที่ดินโยง‘ทวี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478556

news_default

ดีเดย์พรุ่งนี้!ป่าไม้ลุยตรวจที่ดิน‘แม่ธนาธร’เพิ่ม ไล่บี้ฟันปมพบ‘โรงเลื่อยไม้’ที่ดินโยง‘ทวี’

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 12.37 น.

ดีเดย์พรุ่งนี้!ป่าไม้ลุยตรวจที่ดิน‘แม่ธนาธร’เพิ่ม ไล่บี้ฟันปมพบ‘โรงเลื่อยไม้’ที่ดินโยง‘ทวี’

11 มีนาคม 2563 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีเข้าตรวจสอบที่ดินในครอบครองของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพิ่มเติม​จากที่เข้าตรวจสอบรังวัดไปแล้วครั้งหนึ่ง ตามการนำชี้ของผู้แทนนางสมพรซึ่งปรากฏว่าครอบครองพื้นที่ 3,098 ไร่ 1 งาน 27.3 ตาราวา โดยผู้ถือครองให้ผู้แทนนำเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแสดงเป็นสำเนาเอกสารตามกฎหมายที่ดิน 77 แปลง ประกอบด้วย โฉนดที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 43 ไร่ 64.3 ตารางวา น.ส.3ก 55 แปลง เนื้อที่ 2,012 ไร่  2 งาน นส.3 จำนวน 14 แปลง เนื้อที่ 694 ไร่  2 งาน 63 ตาราวา และน.ส.2 จำนวน 7 แปลง เนื้อที่ 350 ไร่

ทั้งนี้ ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีประสานฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนมาร่วมตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (12 มีนาคม 2563) ตามที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสือที่กรมป่าไม้ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขอให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามกฎหมายต่อนางสมพร อ้างว่าบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และเคยครอบครองที่ดินประเภท ภ.บ.ท. 5 และน.ส.2 แม้ปัจจุบันส่งมอบให้ชุมชน แต่ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว อีกทั้งยังมีการตัดต้นไม้หลายไร่ในที่ดินดังกล่าว โดยศูนย์ป่าไม้ราชบุรีจะตรวจสอบพื้นที่ข้างเคียงกับที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ พร้อม​ทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

ส่วนกรณีที่ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีแจ้งความต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้ง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่า พบการบุกรุกถือครองพื้นที่ป่าที่หมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง 5 แปลง เนื้อที่รวม 392 ไร่​ 3 งาน​32 ตาราง​วา ซึ่งนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น (คปต.) ร้องทุกข์กล่าวโทษนายทวี ไกรคุปต์ บิดา น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้งไว้นั้น เจ้าหน้าที่​พบโรงเลื่อยไม้ในพื้นที่​ป่าไม้​จึงแจ้งความฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 84 ทั้งนี้ ต้องร่วมกับพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานว่าใครคือผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดบ้าง เพื่อจับกุมและดำเนินคดี

สำหรับจระเข้ในบ่อเลี้ยง 3 บ่อไม่ได้ตรวจยึดเป็นของกลางในคดีเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ หรือมีไว้เป็นการกระทำความผิด แต่การที่ผู้ครอบครองจระเข้จะเข้าไปให้อาหารนั้น ต้องขออนุญาตต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากเป็นพื้นที่ตรวจยึดดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น​จะมีการเข้าไปให้อาหารหรือผู้ใดเป็นคนเข้าไปต้องสอบถามจากพนักงานสอบสวน

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478380

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว แดดจัดมาก แต่บางพื้นที่อาจประสบปัญหาพายุฤดูร้อน สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินได้ กระนั้นก็ตามสิ่งที่สร้างความตระหนกและเป็นกังวัลในวงกว้าง เรียกได้ว่าเป็นปัญหาของโลกที่รุนแรงมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ลองเชิงกันอยู่ ปัญหานี้คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ Covid-19 ที่ขณะนี้ลุกลามไปกว่าครึ่งโลก และไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้เมื่อใดความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเราเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายระดับโลกกันเลยทีเดียว ประเทศไทยของเรา ถึงแม้ว่าจะเริ่มตั้งรับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา และกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความรุนแรงของการระบาด มองดูว่าภาคการเกษตรไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดแล้วอาหารยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีพของคนเรา ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือภาวะที่วิกฤติฉุกเฉิน โดยที่ภาคการเกษตรนับว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของวัตถุดิบอาหาร ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปหรือบริหารจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค

หากจะตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบหรือไม่คำตอบคงมีได้หลายมุมมองที่เชื่อมโยงสู่ภาคการเกษตร เพราะเกษตรกรเองก็เป็น 1 ใน 70 ล้านคนของประเทศไทยเรา ที่จะต้องเฝ้าระวัง และป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นๆ แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นความตื่นตัว ความตระหนักรู้ และการป้องกันตนเอง อาจมีไม่เท่ากับผู้คนในกลุ่มอาชีพอื่น เนื่องจากตัวเกษตรกรมองว่าตนเองไม่มีความเสี่ยงในการติดไวรัสดังกล่าว เพราะอยู่ในเรือกสวนไร่นา อากาศร้อน ถ่ายเทสะดวก ไม่ได้เข้าไปอยู่กับกลุ่มคนที่แออัด ไม่ได้เดินทางออกนอกพื้นที่ของตนเอง จึงเห็นว่าโอกาสจะติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจึงมีไม่มาก แต่ถ้ามองว่าเกษตรกรก็ยังต้องใช้บริการสาธารณะต่างๆ ร่วมกันผู้คนในอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ตลาดสด ร้านสะดวกซื้อต่างๆ หรือ การเข้าไปซื้อของในร้านค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ในแหล่งชุมชนทั่วไปปะปนกับผู้คนอื่นๆ ความเสี่ยงก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรที่จะให้ความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้และสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบด้วย เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือ เป็นผู้แพร่เชื้อเสียเอง

หากมองผลกระทบต่ออาชีพการเกษตร หลายฝ่ายเกรงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร เมื่อผลิตออกมาแล้วไม่มีตลาดจำหน่าย เพราะความต้องการลดน้อยลง ชาวสวนผลไม้เองเริ่มวิตกว่าตลาดใหญ่ๆ เช่น จีน จะยังคงรับซื้อผลไม้จากไทยหรือไม่ และหากยังคงซื้ออยู่ปริมาณการซื้อ-ขายยังจะเป็นไปในทิศทางเดิมหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวสวนผลไม้ที่ผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด ขณะที่เกษตรกรชาวสวนผักที่ผลิตส่งขาย Modern Trade ต่างๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อลดลง ส่งผลให้พืชผักที่เกษตรกรเคยส่งขายได้เต็มจำนวน ต้องส่งขาย Modern Trade ได้บางส่วนเท่านั้น ทั้งที่ฤดูแล้งเป็นฤดูที่ผักมีราคาแพง และการวางแผนการผลิตของชาวสวนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย จากเดิมที่วางแผนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมาสะดุดลงในช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่ง การทำความสะอาด การบรรจุ หรือแม้แต่การขนส่งถึงมือผู้บริโภค หากบุคลากรในห่วงโซ่ทั้งหมดมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และมีมาตรฐานในการป้องกันเชื้อไวรัสชนิดนี้ เพิ่มขึ้นมาในกระบวนการผลิตด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้า ผู้บริโภคเองต้องระมัดระวังตัวด้วยเช่นกัน ขอให้ยึดหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ไว้ คือ ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลางใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปอยู่ในเขตชุมชน ผู้คนแออัด สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อลงไปได้ การรับรู้ข่าวสารต่างๆ ขอให้ตระหนักไว้ แต่อย่าสร้างความตระหนกให้เกิดขึ้น เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเหตุการณ์เข้าไปอีก หากผลผลิตที่เกษตรกรผลิตออกมาขายไม่ได้ ราคาตกต่ำ จากที่ยากจนอยู่แล้ว จะยิ่งสร้างปัญหาขึ้นไปอีก ช่วงเวลาเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเข้าใจกันและช่วยเหลือกันมากกว่า

สมชาย ชาญณรงค์กุล