รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำก่อนเข้าฤดูฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478384

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำก่อนเข้าฤดูฝน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อีกไม่ถึง 2 เดือนฤดูแล้งก็จะผ่านพ้นไป และเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม 2563 แต่ในปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าฝนอาจจะมาล่าช้ายาวไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 และจะมีฝนทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม 2563 อีกด้วย ซึ่งอาจจะทำให้วิกฤติภัยแล้งมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการวางแผนบริหารจัดการน้ำจึงต้องวางแผนอย่างรอบครอบ และปฏิบัติให้ได้ตามแผนที่วางไว้

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศล่าสุด ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 มีปริมาณรวมกันทั่วประเทศ 41,059 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยในจำนวนนี้เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 17,312 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 33 เท่านั้น น้อยกว่าช่่วงเดียวกันของปี 2562 ถึง 9,216 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ หากแยกเป็นรายภูมิภาคแล้ว ภาคกลางจะมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยที่สุด โดยเหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 292 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 17 เท่านั้น ส่วนภาคเหนือ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,546 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 19 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 2,604 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ภาคตะวันออก เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 659 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ส่วนภาคตะวันตก ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 6,617ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 49 เช่นเดียวกับภาคใต้เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,595 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 51

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการบริการจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีการควบคุมให้เป็นไปตามที่วางไว้ โดยผลการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 11,416 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของแผนจัดสรรน้ํา เฉพาะในส่วนของลุ่มเจ้าพระยา ใช้น้ําไปแล้ว 3,136 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 70 ของแผนจัดสรรน้ํา ส่วนการปลูกพืชในฤดูแล้ง วางแผนให้ปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศรวม 2.83 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 4.13 ล้านไร่ หรือ เกินกว่าแผนที่วางไว้ร้อยละ 145.86 โดยพืชฤดูแล้งที่ปลูกมากที่สุดคือข้าวนาปรัง ทั้งนี้เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาซึ่งไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน แต่จากการสำรวจพบว่ามีการเพาะปลูกพืชนอกแผนฯ ไปแล้วประมาณ 1.95 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.91 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามไม่กระทบต่อแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มากเป็นพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนหนองปลาไหล และเขื่อนประแสร์ โดยจะเน้นส่งน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเท่านั้น

สำหรับในเริื่องคุณภาพน้ำนั้น กรมชลประทานได้ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ําอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยค่าความเค็มอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 ค่าความเค็ม ณ ปากคลองสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดที่การประปานครหลวง นำน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา อยู่ที่ 0.31 กรัมต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับการผลิตน้ำประปา ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร ทำให้การประปานครหลวงต้องหยุดสูบน้ำในบางช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำจึงมีมติเห็นชอบแผนการจัดการน้ำให้กรมชลประทานเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 500 ล้านลบ.ม. รวมเป็น 1,000 ล้านลบ.ม. โดยผันน้ำผ่านแม่น้ำท่าจีนทางคลองท่าสาร-บางปลา และคลองจระเข้สามพัน ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวนอกจากจะสามารถไล่ลิ่มความเค็มที่ค้างอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสามารถนำน้ำมาผลิตน้ำประปาได้แล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรสวนผลไม้ สวนกล้วยไม้ไม้ยืนต้นนำน้ำไปรดแปลงได้ เกิดเสถียรภาพต่อผู้ใช้น้ำในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑลอีกด้วย

พร้อมทั้งให้มีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันประมาณวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก

ในช่วงฤดูแล้งปัญหาไฟป่า เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากอากาศที่แห้งทำให้ไฟฟ้าลุกลามอย่างรวดเร็ว กรมชลประทานได้สนับสนุนทั้งสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และบุคลากร ร่วมปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ นครนายก ตราด เลย เป็นต้น พร้อมทั้งใช้แหล่งน้ำของกรมชลประทานในการดับไฟป่า ลดการลุกลาม ลดปัญหาหมอกควันอีกด้วย

“กรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งทั่วประเทศจำนวน 1,935 เครื่อง ในปัจจุบันติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือตามพื้นที่ต่างๆ รวม 46 จังหวัด จำนวน 342 เครื่อง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 13 จังหวัด รวม 69 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด รวม 94 เครื่อง ภาคกลาง 11 จังหวัด รวม 119 เครื่อง ภาคตะวันออก 7 จังหวัด รวม 36 เครื่อง ภาคตะวันตก 1 จังหวัด รวม 3 เครื่อง และภาคใต้ 3 จังหวัด รวม 23 เครื่อง พร้อมกันนี้ ยังได้จัดเตรียมรถยนต์บรรทุกน้ำรวมทั้งสิ้น 106 คัน ส่งไปสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำ จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้าที่จะมาถึงนี้” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

แต่ถ้าหากฝนมาล่าช้า หรือ ฝนทิ้งช่วง อย่างที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้จะมีน้ำต้นทุนเพียงพอกับความต้องการใช้ในภาคส่วนต่างๆหรือไม่ ?

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งนั้น ได้มีการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย โดยปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้รวม 26,666 ล้าน ลบ.ม. ได้มีการวางแผนการจัดสรรน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/2563 (ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563) จำนวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. ตามลําดับความสําคัญ ดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,006 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 7874ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรมรวม 519 ล้าน ลบ.ม.

โดยในส่วนนี้เป็นการจัดสรรเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา 4,500 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 3,000 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 250 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนป่าสัก 250 ล้าน ลบ.ม. และ ผันน้ำมาจากลุ่มน้ําแม่กลอง 1,000 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นเพื่ออุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศและ อื่นๆ 2,700 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 135ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ยังมีปริมาณสำรองที่จะใช้ช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 รวมทั้งประเทศอีกกว่า 11,340 ล้านลบ.ม. ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้จะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน แต่ทุกภาคส่วนต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ดังนั้นวิกฤติภัยแล้งปีนี้ภายใต้ความร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง…..น่าจะผ่านได้

กยท.มอบเงินจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงฯ สารจำกัดเชื้อราช่วยชาวสวนยางนราธิวาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478382

news_default

กยท.มอบเงินจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงฯ สารจำกัดเชื้อราช่วยชาวสวนยางนราธิวาส

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน จ.นราธิวาส โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ร่วมมอบเงินสนับสนุนจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ฯ และสารป้องกันและจำกัดเชื้อราแก่ชาวสวนยาง จ.นราธิวาส พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้แก่ชาวสวนยางกว่า 200 คน ณ ห้องประชุมวิภา วังศิริกุล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลยางพาราทั้งระบบครบวงจร และดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง เมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราใน 10 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะจ.นราธิวาส มีการระบาดมากที่สุด ประมาณ700,000 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตน้ำยางลดลงจนต้องหยุดกรีดยาง ทำให้ เกษตรกรขาดรายได้ เกิดความไม่มั่นคงในอาชีพทำสวนยางพารา จึงเป็นหน้าที่ของกยท.ร่วมกับทุกภาคส่วนช่วยแก้ปัญหาการระบาด สร้างความรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคดังกล่าว รวมถึงช่วยสนับสนุนภาคเกษตรกร เพื่อป้องกันและกำจัดโรคนี้

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการ กยท.ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงาน “คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” ภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราครั้งนี้ มีการมอบเงินสนับสนุนเพื่อจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ และสารป้องกันและจำกัดเชื้อรา ให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางใน จ.นราธิวาส มีมูลค่ารวม 945,450 บาทพร้อมทั้งให้ความรู้บรรยายการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ “คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” นอกจากนี้ กยท.ยังจัดคลินิกยางเคลื่อนที่ให้ความรู้และคำแนะนำในการดูแลสวนยางพารา การเสวนาประสบการณ์และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบความผิดปกติในสวนยางไม่มั่นใจว่าติดโรคใบร่วงชนิดใหม่ฯ หรือไม่ แจ้งเจ้าหน้าที่ กยท. ในพื้นที่ใกล้เคียงให้เข้าไปตรวจสอบ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยยางสงขลา โทร 0-7458-6616 และศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี โทร 0-7729-7763

ปลุกกระแสแปลงใหญ่อ้อยอัจฉริยะลดเผาพื้นที่เกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478381

news_default

ปลุกกระแสแปลงใหญ่อ้อยอัจฉริยะลดเผาพื้นที่เกษตร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเปิดงาน รณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตร-ตัดอ้อยสดลดมลพิษ ที่บ้านหนองผักหนาม ต.ตาหลังใน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ว่า หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง เป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯยกระดับการแก้ปัญหา เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เกิดขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากการเผาในพื้นที่เกษตร ทำให้เกิดหมอกควันฝุ่นละออง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเกษตรกร ทำให้ดินเสื่อมโทรม ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตลดลง การแก้ไขโดยให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงปัญหา รวมถึง แสดงนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะลดปัญหามลพิษ เป็นการแก้ไขในระยะยาว ทั้งปัญหาแรงงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า การรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตรดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรตระหนักเข้าใจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายชุมชนปลอดการเผาได้กว่า 1,600 แห่ง เพื่อเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ควบคู่กับการส่งเสริมแนวทางการเกษตรยั่งยืน ใช้เศษวัสดุทางการเกษตร นำมาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ทำปุ๋ยหมัก ผลิตพลังงานทดแทน การเพาะเห็ด ซึ่งมีเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้กว่า 17,000 ราย แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของเกษตรกรที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการแสดงนวัตกรรมในแปลงใหญ่อ้อยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนโดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯ เพราะการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เครื่องจักรกลตัดอ้อยแทนการเผา ให้เกษตรกรเรียนรู้ปรับระบบการปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการจริง เพื่อลดปัญหาการเผาก่อนเก็บเกี่ยว โดยแบ่งการเรียนรู้เป็น 4 สถานีได้แก่ 1.สถานีการเตรียมดิน ปลูก และบำรุงรักษา 2. สถานีบำรุงรักษาตออ้อย 3. สถานีการตัดอ้อยสดด้วยรถตัดอ้อย และจัดการเศษวัสดุด้วยเครื่องม้วนใบอ้อย 4. สถานีสำรวจและจัดทำแผนที่การเจริญเติบโต และการพ่นสารป้องกันและกำจัดวัชพืช ด้วยโดรน มีเกษตรกรในจ.สระแก้ว ร่วมงานกว่า 500 คน

เข้มแผนบริหารลุ่มเจ้าพระยาในภาวะน้ำน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478106

news_default

เข้มแผนบริหารลุ่มเจ้าพระยาในภาวะน้ำน้อย

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาว่า ปริมาณน้ำของ 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ล่าสุด มีปริมาณน้ำที่ใช้งาานได้ 3,150 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หริือร้อยละ 17 ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ซึ่งกรมฯได้ควบการระบายน้ำของทั้ง 4 เขื่อนหลักดังกล่าว ในอัตรารวมกันวันละ 18 ล้านลบ.ม. ไปจนสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563 โดจะยังคงบริหารจัดการน้ำ ในภาวะน้ำน้อยให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บกัก สำรองน้ำให้ได้มากที่สุดในเวลาเดียวกัน

สำหรับการระบายน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาขณะนี้ ระบายน้ำ จากเขื่อนเจ้าพระยาอัตรา 70-100 ลบ.ม. ต่อวินาที ระบายน้ำจากท้ายเขื่อนพระรามหก อัตรา 5-15 ลบ.ม.ต่อวินาที จากสถานีสูบน้ำสีหนาท 2 ระบายน้ำในอัตรา 30 ลบ.ม.ต่อวินาที จากสถานีสูบน้ำบางบัวทองในอัตรา 18.75 ลบ.ม.ต่อวินาที และทางฝั่งลุ่มน้ำแม่กลอง ระบายน้ำจากประตูสองพี่น้องในอัตรา 30 ลบ.ม.ต่อวินาที และจากประตูระบายน้ำบางปลาในอัตรา 35 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยน้ำที่อยู่ในระบบทั้งหมดมุ่งช่วยสร้างความมั่นคงแก่การอุปโภคบริโภค รักษาเสถียรภาพของคลองส่งน้ำ และผลักดันน้ำเค็มเป็นหลัก

สำหรับผลการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งของลุ่มเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ได้ใช้่น้ำไปแล้ว 3,112 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของแผนจัดสรรน้ํา ทั้งนี้ ลุ่มเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำไว้รวม 4,500 ลาน ลบ.ม. แยกเป็นการอุปโภค-บริโภค 1,150 ลาน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,835 ลาน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยผลักดันน้ำเค็มและรักษาระบบนิเวศ
ในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูแล้งอีก 1,000 ล้าน ลบ.ม.

“กรมชลประทาน เดินหน้าควบคุมการบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นไปตามแผนฯที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำ และมีน้ำใช้เพียงพอทุกพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯรวมทั้งเพื่อรักษาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้น้ำตามแผนที่วางไว้ และใช้น้ำประหยัดที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในอนาคต ซึ่งหากการบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามที่วางแผนไว้ จะมีน้ำพออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศไปจนถึงฤดูฝนแน่นอน”อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

สภาเกษตรกรเมืองจันท์ชง4แผนแก้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478107

news_default

สภาเกษตรกรเมืองจันท์ชง4แผนแก้แล้ง

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธีระ วงษ์เจริญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์แล้งขณะนี้ต้องยอมรับว่า ภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ทำเกษตรทุกด้าน จ.จันทบุรีขึ้นชื่อเรื่องเมืองผลไม้ขณะนี้ ต้นลำไยกำลังยืนต้นตาย ที่กำลังตามมาคือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ถึงแม้ค่าเฉลี่ยปริมาณฝน3,200 มิลลิเมตร/ปี แต่ในบางพื้นที่ เช่น อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว ซึ่งมีสวนลำไยค่อนข้างมากเป็นพื้นที่มีปริมาณฝนน้อย ถึงแม้มีอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธแต่ระบบกระจายน้ำยังไม่สมบูรณ์ รวมทั้งขยายพื้นที่ทำเกษตรปริมาณน้ำจึงไม่เพียงพอ ขณะนี้ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยประทังต้นลำไยของเกษตรกรอยู่รอดให้ได้ก่อนและจังหวัดควรประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ จากนั้นจึงเริ่มแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธโครงการ 1 ไปสู่โครงการ 3 จะแบ่งปันน้ำกันอย่างไร ต้องให้เกษตรกร ประชาชนหารือร่วมกันเพื่อให้ทุกคนรอดให้ได้ คาดว่าภายในระยะช่วงสิ้นเดือนต้นลำไยต้องรอด เพราะหากเริ่มปลูกใหม่ต้องรอเติบโต 3-6 ปี จึงจะได้ผลผลิต

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีลงไปดูพื้นที่ทั้งหมดแล้วว่าที่จะกระจายน้ำเข้าไปช่วยให้ต้นลำไยเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งระยะแรกต้องไม่หวังผลผลิต เกษตรกรต้องตัดใบ เพื่อลดการคายน้ำรวมทั้งผลทิ้งให้หมดพร้อมคลุมโคนต้น เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในดิน ป้องกันความชื้นระเหย

“ไม่เชื่อว่าความแห้งแล้งจะมีแค่เดือนสองเดือนถ้านาน 3 เดือน หรือกว่านั้นเราอาจตายไปพร้อมกับเขาก็ได้ ฉะนั้นเกษตรกรต้องหาแหล่งน้ำมาเพิ่มเติมในพื้นที่เกษตรให้ได้ ทุกวันนี้เรามองการพัฒนาอุตสาหกรรมมากกว่าการเกษตรไปแล้วและสภาเกษตรกรคงยอมไม่ได้ หากปล่อยให้เกษตรกรล้มตายไปแล้วหันไปเชิดชูภาคอุตสาหกรรมให้เติบโต เพื่อให้ได้เงินเข้าประเทศมากๆ เป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด”นายธีระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เสนอแนวทางไปยังจ.จันทบุรี ให้ชาวสวนทุกส่วนขณะนี้ต้องมีแหล่งน้ำสำรองของตัวเองอย่างน้อย 10% ของสวนต้องปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ซับความชื้นอย่างน้อย 10% ของทุกสวน ทำระบบกระจายน้ำคลองส่งน้ำให้ทั่วถึง ซึ่งทำได้เลยไม่ต้องรอการออกแบบ เงินทุนปลอดดอกเบี้ย 3 ปีเพื่อให้เกษตรกรขุดสระน้ำในพื้นที่ 10% ของสวนจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยปกติ

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน… ทางเลือกทางรอดของเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478104

news_default

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน… ทางเลือกทางรอดของเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเกษตรแบบผสมผสานด้วยครับ ขอบคุณครับ

นฤดล แสนภูคำทอง

อ.เมือง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

การทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นวิธีทำการเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์หลายๆชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิตหนึ่งไปใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร เป็นรูปแบบการเกษตรประเภททำเพื่อพอกินพอใช้ ทำโดยสมาชิกในครัวเรือน พอมีเหลือจึงขาย เกษตรกรสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียง

หลักการและเงื่อนไขของเกษตรผสมผสานมีหลักการสำคัญ  2 ประการคือ

1. กิจกรรมที่เกิดมีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป และกิจกรรมการเกษตรทั้งสองชนิดนี้ ต้องทำในเวลาและสถานที่เดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าให้เกิดกำไรสูงสุด

2. กิจกรรมเหล่านี้ เกิดการเกื้อกูลกันอย่างต่อเนื่องกิจกรรมเกื้อกูลกันระหว่างพืชกับพืช พืชกับปลาสัตว์กับปลา พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ซึ่งลักษณะการเกื้อกูลกันของระบบเกษตรผสมผสาน จึงทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ลดความเสี่ยง ประหยัด และลดการพึ่งพิงจากปัจจัยภายนอก

รูปแบบการเกษตรผสมผสานมีรูปแบบการผลิตที่ประกอบด้วยชนิดและขนาดของกิจกรรมการผลิตในไร่นาจะแตกต่างกันไปมี 3 รูปแบบ คือ

1. การผสมผสานโดยยึดพืชเป็นหลัก รายได้จากพืชจะเป็นรายได้หลักของครัวเรือน ส่วนรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ เช่น ปลา และเลี้ยงสัตว์ จะเป็นรายได้รอง

2.การผสมผสานโดยยึดสัตว์เป็นหลัก จะได้รายได้หลักจากสัตว์เลี้ยง ส่วนรายได้จากพืชและปลาจะเป็นรายได้รอง

3.การผสมผสานโดยยึดปลาเป็นหลักรายได้หลักมากจากการเลี้ยงปลา ส่วนรายได้จากพืชและสัตว์จะเป็นรายได้รอง

ข้อดีของการเกษตรผสมผสานคือ

1. ช่วยการลดความเสี่ยง และความไม่แน่นอนของรายได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้สม่ำเสมอช่วยให้เกิดมีการประหยัด ทำให้ค่าใช้จ่ายในไร่นาลดลง มีรายได้สุทธิเพิ่มมากขึ้นช่วยลดการพึ่งพิงจากปัจจัยภายนอกทุกด้าน

2. ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร หรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีรวมถึงการใช้สารธรรมชาติหรือศัตรูธรรมชาติมาทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ปราศจาการปนเปื้อนของสารเคมีและมีสุขอนามัยตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

3. ช่วยให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี ช่วยลดการว่างงานตามฤดูกาล มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวและลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานและการอพยพแรงงานเข้าสู่เมือง

เกษตรผสมผสานได้ให้ความสำคัญในเรื่อง การสร้างความหลากหลายของพืช สัตว์และทรัพยากร โดยมีการใช้ประโยชน์เกื้อกูลกันระหว่างกิจกรรม การใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด การใช้วัสดุหรือพืชคลุมดิน การปลูกพืชหลายระดับ มีแหล่งน้ำในไร่นา เหล่านี้ เป็นทางเลือกทางรอดของเกษตรกร

นาย รัตวิ

ก.เกษตรฯลุยตั้งศูนย์AICทั่วปท. เล็งยกระดับไทยติดท็อปเทนผู้ส่งออกอาหารโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477917

news_default

ก.เกษตรฯลุยตั้งศูนย์AICทั่วปท. เล็งยกระดับไทยติดท็อปเทนผู้ส่งออกอาหารโลก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธี ลงนามบันทึกความร่วมมือการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC)ว่า การตั้งศูนย์ AIC เกิดขึ้นตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้ภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก โดยตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่อันดับท็อปเทนของโลก ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร หรือ GDP ในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัว 2-3%

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร จากตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยไปตลาดโลกช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 มีมูลค่าถึง 1,091,510 ล้านบาท แบ่งออกเป็น กลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ 266,758.87 ล้าน จีน 227,486.22 ล้านบาท ญี่ปุ่น 129,883.14 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 105,150.19 ล้านบาท สหภาพยุโรป 27 ประเทศ 91,377.70 ล้านบาท และอื่นๆ 270,853.96 ล้านบาท โดยสินค้าที่ส่งออกเพิ่มได้แก่ ผลไม้และผลิตภัณฑ์ ยางพารา ข้าวและผลิตภัณฑ์ ปลาและผลิตภัณฑ์ เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญอีกประการคือ ไทยยังได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศต่างๆ จากความตกลงเขตการค้าเสรีของไทยภายใต้กรอบเจรจาต่างๆ อีกด้วย เช่น กลุ่มอาเซียนไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 144,838 ล้านบาท จีนไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 112,843 ล้านบาท และออสเตรเลีย ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 5,207 ล้านบาท เป็นต้น

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม จากผลดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯพบการพัฒนาภาคเกษตรท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพการผลิต การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมนี้ดำเนินการภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 มีที่ปรึกษารมว.เกษตรฯเป็นประธานเพื่อพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุนส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตร อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกร สนับสนุน Smart Farmer รวมถึง Young Smart Farmer ในแต่ละจังหวัด และผลักดันงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการวิจัย การพัฒนา การลงทุน การแปรรูป และการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์

“แนวทางขับเคลื่อนของศูนย์ AIC มุ่งเน้นส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยี โดยรวบรวมช่างเกษตร ปราชญ์เกษตร ที่เป็นเกษตรกรต้นแบบใช้เทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เน้นจัดการพื้นที่แปลงใหญ่ ดึงกลุ่ม Young Smart Farmer เข้าร่วมเสริมสร้างองค์ความรู้ทั้งด้าน e-commerce การสร้าง Story และ Packaging รวมถึงมาตรการกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกรไทยมีองค์ความรู้และมีเครือข่ายที่ดี เพื่อพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 อย่างครบวงจร”นายเฉลิมชัย

ผันแม่กลองเติมเจ้าพระยาเพิ่มอีก500ล้านคิว กรมชลฯคุมเข้มคุณภาพน้ำกทม.-ปริมณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477918

news_default

ผันแม่กลองเติมเจ้าพระยาเพิ่มอีก500ล้านคิว กรมชลฯคุมเข้มคุณภาพน้ำกทม.-ปริมณฑล

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานปรับแผนรับมือภัยแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพิ่มปริมาณผันน้ำจากลุ่มแม่กลองช่วยเสริมเป็น 1,000 ล้านลบ.ม. จนถึงสิ้นเม.ย. หวังเพิ่มเสถียรภาพให้คุณภาพน้ำบริเวณลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างนำไปผลิตน้ำประปาให้ประชาชนใน กทม. และปริมณฑล ไล่ลิ่มความเค็ม รวมทั้งรักษาคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับไม้ผล ไม้ยืนต้น

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ตามที่กรมวางแผนจัดสรรน้ำให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 30 เมษายน 2563 แต่เนื่องจากน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในฤดูแล้ง 2562/2563 มีจำกัด ประกอบกับน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาไกลจากปากอ่าวไทยถึงสถานีสูบน้ำสำแล ขณะที่ปริมาณน้ำจืดบริเวณปากอ่าวมีไม่มากพอจะหน่วงน้ำเค็ม บางจังหวะวัดค่าความเค็มได้เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร ทำให้การประปานครหลวงต้องหยุดสูบน้ำบางช่วงเวลา นอกจากนี้ มวลน้ำที่ส่งมาจำนวนหนึ่งสูญหายไประหว่างทาง ลดทอนประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพน้ำ ดังนั้น คณะทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำ จึงมีมติเห็นชอบแผนการจัดการน้ำให้กรมชลประทานเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 500 ล้านลบ.ม.รวมเป็น 1,000 ล้านลบ.ม. เมื่อ 30 มกราคมที่ผ่านมา

“การเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 500 ล้านลบ.ม. ผ่านแม่น้ำท่าจีนโดยคลองท่าสาร-บางปลา และคลองจระเข้สามพัน จะเพิ่มความเชื่อมโยงและต่อเนื่องในการควบคุมคุณภาพน้ำและค่าความเค็มตั้งแต่ลุ่มน้ำท่าจีน คลองพระพิมล คลองพระยาบันลือ คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน คลองภาษีเจริญ ช่วยให้ประชาชนทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแหล่งน้ำต้นทุนคุณภาพดีนำไปใช้ผลิตเพื่ออุปโภคบริโภค ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ตลอดสายน้ำที่กรมชลประทานได้ส่งผ่านมา และไล่ลิ่มความเค็มที่ค้างอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เกษตรกรสวนผลไม้ กล้วยไม้ ไม้ยืนต้นนำน้ำไปรดแปลงได้ เกิดเสถียรภาพต่อผู้ใช้น้ำในเขต กทม.และปริมณฑล ปัจจุบันกรมชลประทานควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ดี และช่วงน้ำทะเลหนุนสูงควบคุมน้ำไม่ให้มีค่าความเค็มเกินค่าวิกฤต หรือเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นที่สุด” ดร.ทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ ในการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองดังกล่าว จะไม่กระทบการใช้น้ำภายในลุ่มน้ำแม่กลอง เนื่องจากปีนี้ลุ่มน้ำแม่กลองมีปริมาณน้ำค่อนข้างสมบูรณ์เพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้ โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งวางแผนใช้น้ำจากทั้ง 2 เขื่อนรวมกัน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 -30 มิถุนายน 2563 ไว้ 6,100 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่วันที่ 1 มกราคม มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ประมาณ 8,800 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น ลุ่มน้ำแม่กลองใช้น้ำได้ตามปกติ แม้จะแบ่งปันน้ำไปช่วยลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็ตาม

“การลำเลียงน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเพิ่มให้ลุ่มเจ้าพระยา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการควบคุมการผลิตน้ำประปาให้ประชาชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จึงขอความร่วมมือเกษตรกรที่อยู่ริมคลองที่ชลประทานใช้ผันน้ำมางดนำน้ำไปเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนมีนาคม 2563 – เมษายน 2563 ที่นอกจากน้ำทะเลจะหนุนสูง 2 ครั้งต่อเดือนแล้ว สภาพอากาศที่ร้อนยิ่งเพิ่มอัตราสูญเสียน้ำระหว่างลำเลียง หากดึงน้ำไปใช้การเกษตรที่ต้องใช้น้ำเยอะจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อผลิตน้ำประปา ส่งผลกระทบในวงกว้าง” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

บทความพิเศษ : เกษตรกรเฮสหกรณ์เชียงใหม่หนุนปลูกมันฝรั่งป้อนบิ๊กซี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477920

บทความพิเศษ : เกษตรกรเฮสหกรณ์เชียงใหม่หนุนปลูกมันฝรั่งป้อนบิ๊กซี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายจณภพ กาญจนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายพงษ์ชัย วงษ์เมตตา ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์2 อำเภอพร้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงปลูกมันฝรั่งและร่วมในการเจรจาการค้าเพื่อซื้อขายมันฝรั่ง ระหว่าง สหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด กับห้างบิ๊กซี ในการซื้อขายมันฝรั่ง ซึ่งมันฝรั่งจะใช้เวลาปลูก120 วัน ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน- มกราคมและจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ -มีนาคม ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตปี 2563 ทางสหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด ได้เปิดจุดการรวบรวมผลผลิตมันฝรั่งจากสมาชิกสหกรณ์ฯ และเกษตรกรในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกมันฝรั่ง โดยสนับสนุนหัวพันธุ์มันฝรั่งปัจจัยการผลิต และเงินทุนเพื่อการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร และมีการวางแผนการผลิตร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เพื่อให้ได้คุณภาพและที่ปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและในปีนี้นับเป็นปีแรกที่สหกรณ์ได้เชื่อมโยงตลาดกับห้างโมเดินเทรดกับบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์ โดยมีสหกรณ์เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตและเจรจาเรื่องราคารับซื้อ

ในปีนี้ พื้นที่เพาะปลูกมันฝรั่งของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ รวมกว่า 680 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ3 ตัน ทางสหกรณ์คาดการณ์ว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ตัน ดังนั้น เพื่อเป็นการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด และสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่จึงได้มีแนวทางในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สหกรณ์ฯจึงได้มีการเจรจาเชื่อมโยงการตลาดกับห้างบิ๊กซี เพื่อเข้ามารับซื้อมันฝรั่งจากสหกรณ์ฯ โดยทางห้างบิ๊กซี ได้ตอบรับในการวางแผนการตลาดมันฝรั่งร่วมกับสหกรณ์ฯ และกำหนดราคารับซื้อมันฝรั่งเกรด OAB ราคากิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคาที่สร้างความพึงพอใจแก่เกษตรกร

ทั้งนี้ การทำข้อตกลงซื้อขายมันฝรั่งร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับห้างบิ๊กซีทางสหกรณ์รวบรวมผลผลิตเพื่อส่งจะดำเนินการส่งผลผลิตให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคาร และวันพฤหัสบดี โดยผลผลิตที่ส่งจำหน่าย เป็นเกรด OAB และเริ่มจำหน่ายรอบแรกในวันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2563 จำนวน 150 ตะกร้า รวม 2,700 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 48,700 บาท และนอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้ส่งจำหน่ายผลผลิตให้กับสุวรรณามันฝรั่งห้องเย็นแม่โจ้ซึ่งได้ทำสัญญาซื้อขายในการส่งจำหน่ายผลผลิต วันละ 10,000 กิโลกรัม โดยบริษัท สุวรรณาห้องเย็นแม่โจ้รับซื้อมันฝรั่งคละทุกเกรด ในราคา 13.50 บาทต่อกิโลกรัม และรับซื้อจนสิ้นฤดูกาล ซึ่งปัจจุบันทางสหกรณ์ฯได้จำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพให้กับบริษัทแล้วกว่า 80,000 กิโลกรัมเป็นเงินกว่า 1,200,000 บาท และคาดว่าการจำหน่ายผลผลิตในปีนี้จะทำรายได้ให้กับสหกรณ์ฯไม่น้อยกว่า 19 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

ชายคาพระพิรุณ : 9 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477915

586851

ชายคาพระพิรุณ : 9 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดห้องให้ตัวแทนสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ซึ่งนำโดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเข้าพบ เพื่อหารือต่อกรณีแบน 3 สาร โดยทางตัวแทนเกษตรกร มองว่ามาตรการยกเลิกสารพาราควอต แต่ให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จะสร้างความเสียหายต่อระดับผลผลิต และระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างมหาศาล จึงได้ยื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อประกอบด้วย 1.ให้พิจารณาเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชนในการพัฒนาและยกระดับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ “จีเอพี” เพื่อให้เกิดการเพาะปลูกและได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานปลอดภัย เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก 2.เนื่องจากสารเคมีด้านการเกษตร ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร จึงขอเสนอให้พิจารณาส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมเกษตรอย่างทั่วถึง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรชนิดต่างๆ ตามมาตรฐานจีเอพีอย่างถูกวิธี ซึ่งการดำเนินการตามแนวทางจีเอพีอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานหาเลี้ยงชีพของเกษตรกร ขอให้ส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ แม้แต่การวิจัยสารเคมีตัวใหม่ๆ อย่าไปปิดกั้น หรือห้ามไม่ให้มีสารใหม่ๆ เข้ามาขายในประเทศ เพราะมันคือเทคโนโลยี และหากมีการระบาดของโรค แมลงชนิดใหม่ๆ เกษตรกรจะได้มีตัวเลือก ท้ายที่สุดเกษตรกรผู้ใช้จะเป็นผู้เลือกเองตามประสิทธิภาพ ราคา 3.สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร อย่างไรก็ตามสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยขอเสนอให้พิจารณาผลักดันนโยบายดังกล่าวตามความเหมาะสมของวิธีการเพาะปลูกและสภาพพื้นที่เกษตรกรรมในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งความพร้อมของเกษตรกรผู้ปลูกพืชในแต่ละชนิด ในกรณีที่ยังไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรหรือนวัตกรรมอื่นๆ มาทดแทนได้ ควรส่งเสริมให้เกษตรมีศักยภาพในการใช้สารเคมีด้านการเกษตรตามมาตรฐานจีเอพี ควรเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงปัจจัยทางการผลิตในระดับต้นทุนที่ยอมรับได้

4.ประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีทางการเกษตรยังมีข้อถกเถียง และข้อโต้แย้งทางวิชาการในหลากหลายมิติที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยจึงขอเสนอให้พิจารณาสรรหาแนวทางที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรในชนบทและผู้บริโภคในเมือง ทำให้เกษตรกรดำรงชีวิตอยู่ได้ ทั้งนี้ การเร่งรัดให้มีการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรโดยไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน จะก่อให้เกิดภาระต่อเกษตรกรไทยอย่างมหาศาล จนกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ 5.เนื่องจากมาตรการจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสมีผลบังคับใช้มานับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2562 จวบจนปัจจุบัน แต่เกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบการใช้สารเคมีทั้งสามชนิดอย่างถูกวิธี จึงไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาลเพาะปลูกอันใกล้นี้ จึงขอเสนอให้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเปิดการฝึกอบรมทั่วประเทศเป็นการเร่งด่วนมิฉะนั้น อาจเกิดสภาวะความโกลาหลในภาคการเกษตร ซ้ำเติมเกษตรกรผู้กำลังประสบภัยแล้ง และอาจเกิดภาวะตลาดมืดของสารเคมีซึ่งทำลายระบบมาตรฐานจีเอพีของประเทศไทย 6.สารพาราควอตเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการจัดการวัชพืช ซึ่งไม่มีสารทดแทนหรือวิธีการทดแทนที่มีประสิทธิภาพ ในระดับต้นทุนที่เกษตรกรยอมรับได้ นอกจากนี้ สารไกลโฟเซตก็ไม่สามารถทดแทนสารพาราควอตได้ เนื่องด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงดังนั้น มาตรการยกเลิกสารพาราควอต แต่ให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จะสร้างความเสียหายต่อระดับผลผลิต และระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างมหาศาล จึงขอให้ พิจารณาคงไว้ซึ่งมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอต และมีการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างถูกต้องตามมาตรฐานจีเอพีที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยยอมรับ

ในที่ประชุม รมช.มนัญญา ได้ยืนยันกับตัวแทนเกษตรกรว่า จะยึดมติ 23.พ.ค.61 เพื่อเดินหน้าจำกัดการใช้ 3 สารต่อไป ซึ่งดูแล้วเรื่องนี้ ยังยาวและต้องติดตามกันต่อไป เพราะแม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ที่มี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้กลับมติคณะกรรมการวันที่ 22 ต.ค. 2562 ที่ให้แบน 3 สาร และในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 มติใหม่ ให้แบนเฉพาะพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยให้มีผลบังคับวันที่ 1 มิ.ย. 2563 ส่วนไกลโฟเซต ยกเลิกแบน แต่ให้จำกัดการใช้แทนก็ตาม แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ขุนเกษตรา