เกษตรฯจ้างงาน ขุดแหล่งเก็บน้ำสู้แล้ง ทดแทนรายได้ชาวนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477963

news_default

เกษตรฯจ้างงาน ขุดแหล่งเก็บน้ำสู้แล้ง ทดแทนรายได้ชาวนา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง สั่งกรมชลฯ ขุดลอกลำเหมืองพญาคำ ลุ่มน้ำปิง เดินหน้าจ้างเกษตรกร ปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำ รองรับช่วงฤดูฝน ช่วยเสริมรายได้ทดแทนการเสียโอกาสทำนาปรัง

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน พิจารณาแนวทางจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม รวมถึงปรับปรุงพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเดิม ให้มีประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น โดยมีมาตรการจ้างแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกร มีรายได้ทดแทนการเพาะปลูก ลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำทุกพื้นที่ และเตรียมรับน้ำช่วงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า รมว.เกษตรฯ สั่งการให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ในการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปิง ตอนบน โดยให้กรมชลประทานดำเนินการขุดลอกลำเหมืองพญาคำ ที่สภาพตื้นเขิน เพื่อช่วยเหลือราษฎร 6 ตำบล ในเขตพื้นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ รวมระยะทางกว่า 15 กิโลเมตร โดยสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ร่วมกับ สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ขุดลอกลำเหมืองพญาคำ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ดำเนินการขุดลอกลำเหมืองไปแล้วกว่า 10 กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 70

สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว สำนักงานชลประทานที่ 12 ทำการเปิดโครงการ จ้างแรงงานเกษตรกร เพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรที่เสียโอกาสจากการทำนาปรัง ปี 2563 ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของกรมชลประทาน สำหรับในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 150 ราย

“กรมชลประทาน เดินหน้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ โดยการจ้างแรงงานเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวอย่างทั่วถึง และยังคงสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุดเพื่อให้มีน้ำเพียงต่อตลอดฤดูแล้งนี้” นายทองเปลว กล่าว

กยท.จัดโครงการ’คืนน้ำยางกลับสู่ต้น’ ถ่ายทอดเทคโนโลยีป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477844

กยท.จัดโครงการ’คืนน้ำยางกลับสู่ต้น’ ถ่ายทอดเทคโนโลยีป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพารา

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 10.06 น.

กยท.จัดโครงการ”คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” ถ่ายทอดเทคโนโลยีป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพาราซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ เริ่มที่นราธิวาส จังหวัดซึ่งมีพื้นที่ระบาดมากที่สุด เร่งควบคุมไม่ให้ลุกลามจากภาคใต้ขึ้นมาสู่พื้นที่ตอนบนของประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 9 มีนาคมนี้ ทาง กทย.จะร่วมกับจังหวัดนราธิวาสจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตามโครงการ “คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” โดยจะแนะนำสารป้องกันกำจัดเชื้อรา สาธิตวิธีการฉีดพ่นทั้งบริเวณทรงพุ่มและพื้นสวนที่มีเชื้อราสะสมอยู่ พร้อมกันนี้จะมอบวัสดุอุปกรณ์อุดหนุนเกษตรกรและสถานบันเกษตรกรยางพาราได้แก่ เครื่องฉีดพ่นแรงดันสูงและวัสดุอุปกรณ์ป้องกันกำจัดเชื้อรา

นอกจากนั้น กยท.ยังกำหนดมาตรการเฝ้าระวังโรคใบร่วงในยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. Colletotrichum sp. และเชื้อราอื่นๆ ส่งใบร่วงรุนแรง ต้นโทรม ผลผลิตน้ำยางทยอยลดลง ถึงขั้นต้องหยุดกรีดยาง เชื้อรานี้แพร่ระบาดโดยลมหรือจากการเคลื่อนย้ายส่วนของต้นยางจึงป้องกันได้ยาก อาการของโรคปรากฏบนใบยางแก่ ลักษณะเป็นแผลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางส่วนใหญ่มากกว่า 0.5 เซนติเมตร ช่วงเริ่มแรกอาการบนผิวใบเป็นรอยสีเหลืองค่อนข้างกลม (chlorosis) และต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด พบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการของโรคจะรุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วันเพราะอากาศที่ชื้นและลมแรง นอกจากนี้ยังพบมีแผลลุกลามแห้งจากปลายยอด หากใบร่วงหลายครั้งอาจถึงขั้นยืนต้นแห้งตายได้ พื้นที่พบการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา มี 9 จังหวัดได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ 775,178.86 ไร่ มีเกษตรกรชาวสวนยาง ได้รับผลกระทบ 81,962 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563)

ขณะที่มาตรการเฝ้าระวังโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ทาง กยท ได้มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นที่ดำเนินการแล้วและกำลังดำเนินการคือ เร่งสำรวจและติดตามการแพร่ระบาดของโรค เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โดยการรับแจ้งและสำรวจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่  ร่วมกับใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ซึ่งจะมีการประเมินพื้นที่การระบาดของโรคจากการร่วงของใบในช่วงเวลาต่างๆ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคได้แก่ ข้อมูลพื้นที่การระบาด การตรวจสอบลักษณะ อาการของโรค คำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรคเบื้องต้น การแจ้งข้อมูลการพบโรคหรือข้อสงสัยได้แก่ อบรมให้ความรู้พนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้นำท้องถิ่น และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 3 ครั้ง ในจังหวัดนราธิวาส ตรัง และสุราษฎร์ธานี ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคผ่านทางเว็ปไซต์การยางแห่งประเทศไทย ช่องทางสื่อสารออนไลน์อื่นๆ รวมถึงให้ความรู้อาสาสมัครเกษตรจากทั่วประเทศของกรมส่งเสริมการเกษตร สาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการฉีดพ่นสารเคมีควบคุมและกำจัดเชื้อราใน 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ตรัง พังงา กระบี่ และสุราษฎร์ธานีนำร่องจังหวัดละ 300 ไร่ รวม 1,500 ไร่ ศึกษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุและกลไกการเข้าทำลาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการป้องกันกำจัดในพื้นที่เกิดโรคในสภาพแปลง ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล มาใช้เป็นแนวทางในการ บริหารจัดการโรค ทั้งหน่วยงานในประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรระหว่างประเทศเช่น สมาคมประเทศผู้ผลิตยาง ธรรมชาติ (ANRPC) สภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB)

โดยล่าสุด กยท.ตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคยางพาราประกอบด้วยพนักงานกยท. ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัย โดยทำหน้าที่บริหารจัดการ เกี่ยวกับโรคยางพาราทั้งระบบ ควบคุม กำกับ ติดตาม ประเมินผลการระบาดและผลกระทบจากโรคยางพารา แล้วให้รายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือ กยท. จัดสรรเงินอุดหนุนกองทุนพัฒนายาง ตามมาตรา 49 (3) ใน เพื่อจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์พ่นสาร ยาป้องกันกำจัดเชื้อราให้สถาบันเกษตรกรในจังหวัดนราธิวาสและตรังเป็นเงิน 1,189,600 บาท อีกทั้งประสานกรมวิชาการเกษตรในการศึกษาเชื้อสาเหตุ และเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายกล้ายาง และกิ่งตายางในแปลงขยายพันธุ์ยางเพื่อการค้าที่ปราศจากโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปสู่แหล่งอื่น

นายณกรณ์ บอกด้วยว่า ในระยะยาวจะวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยางต้านทานโรค กำหนดมาตรการเฝ้าระวัง เตือนภัยและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โดยการศึกษา แนวโน้มและทิศทางการระบาดของโรค วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของพื้นที่ระบาดของโรคกับสภาพภูมิอากาศ และติดตั้งเครื่องมือดักจับสปอร์ ป้องกันการเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงประมาณ 2,000,000 ไร่ด้วยการดูแลรักษาแปลงให้สะอาดและใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยาง ขยายผลการป้องกันกำจัดโรคให้ครอบคลุมพื้นที่โรคระบาดเพื่อไม่ให้ลุกลามจากภาคใต้ขึ้นมาสู่ภาคอื่นๆ ทางตอนบนของประเทศ

“โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราพบการแพร่ระบาดครั้งแรกอินโดนีเซีย เมื่อปี 2558 ต่อมาพบการระบาดในมาเลเซีย เมื่อปี 2560 การแพร่ระบาดของโรคได้ขยายวงกว้างขึ้นอย่าง รวดเร็วและต่อเนื่อง จนกระทั่งมีรายงานพบการแพร่ระบาดเข้ามายังพื้นที่ภาคใต้ของไทย ได้รับรายงานครั้งแรกเดือนกันยายน 2562 ในจังหวัดนราธิวาส จากการตรวจสอบใบยางพาราที่เป็นโรค การป้องกันกำจัด พ่นด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา แมนโคเซบ 2 – 3 ครั้ง สลับด้วยยาดูดซึมเช่น คาร์เบนดาซิม โพรพิเนป คลอโรธาโลนิล หรือเฮกซาโคนาโซล 1 ครั้ง ตามอัตราแนะนำ ส่วนใบที่เป็นโรคแล้วร่วงลงมาให้เก็บรวบรวมทำลายโดยฝังกลบหรือกองรวม โรยทับใบยางเป็นโรคด้วยปูนขาวหรือโดโลไมท์ให้ทั่ว หว่านตามด้วยยูเรียปริมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักปูนแล้วรดน้ำตาม ตลอดจนใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นยางให้แข็งแรง จะทำให้ต้นยางที่เป็นโรคแตกใบใหม่และปัองกันแปลงใกล้เคียงไม่ให้ติดโรคได้” นายณกรณ์ กล่าว

บทความพิเศษ : กษ.เดินหน้า‘ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์’ เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตภาคเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477348

บทความพิเศษ : กษ.เดินหน้า‘ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์’ เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของภาคการเกษตรไทยในยุคปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยในยุคนี้ ความสะดวกสบายถือเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ โดยทุกหมวดหมู่สินค้าทั้งของใช้อุปโภคและบริโภคล้วนมีสัดส่วนตลาดออนไลน์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อ่เนื่อง ดังนั้นการเตรียมพร้อมและส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตที่สามารถเสิร์ฟสินค้าเกษตรบนตลาดออนไลน์นั้นจึงถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมอย่างยิ่งทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรไทยได้ก้าวไปในโลกของการตลาดที่กว้างที่มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ณ สำนักบริหารคอมพิวเตอร์ ชั้น 3 Auditorium 306 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ว่า ปัจจุบันเทรนด์การค้าออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูงยิ่งขึ้น โดยการซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ซื้อผ่านระบบออนไลน์มากถึง 4 – 5 ล้านคน/วัน นับเป็นโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ของไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดทำโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ขึ้น ตามนโยบายตลาดนำการเกษตร โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ซึ่งมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ผสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ที่มีศักยภาพและมีชื่อเสียงอย่าง LAZADA ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่าวันละ 2 ล้านคน/วัน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพจากกลุ่มเกษตรกร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่ม Young Smart Farmer มีวัตุประสงค์หลัก คือ 1) เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรสามารถขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก 2) จัดอบรมเกษตรกรให้เป็นผู้ขายสินค้าเกษตรออนไลน์อย่างมืออาชีพ 3) สร้างการรับรู้นโยบายการตลาดนำการเกษตรด้วยการพัฒนาเกษตรกรมาเป็นผู้ค้าออนไลน์ และ 4) เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าเกษตรได้สะดวก ง่าย และได้บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ราคาดี ส่งตรงจากเกษตรกร

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า จากความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์อันดับหนึ่งของไทย มาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดในการขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะ Kick off เปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงการค้าสินค้าในปัจจุบัน ที่นิยมซื้อขายบนออนไลน์เพิ่มขึ้น มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน นอกจากนี้ในวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมฝึกอบกรมเกษตรกร 4 กลุ่มเป้าหมาย ที่มีความสนใจเข้าร่วม จำนวน 107 คน รวมถึงข้าราชการเข้าร่วมด้วย เพื่อให้ไปสอนขยายความรู้ต่ออีกกว่า 80 คน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับ LAZADA เป็นผู้สอนด้านการตลาดทั้งการนำสินค้าเกษตรขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพ และการเขียน Story ให้ดูน่าสนใจ รวมถึงการทำโปรโมชั่นสินค้าเกษตรของตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ไม่เพียงแค่ให้เกษตรกรขายเป็นเท่านั้น แต่เกษตรกรจะต้องขายได้ และมีเงินเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในอนาคตกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมมือกับ LAZADA และพันธมิตรในการขยายความร่วมมือกันโดยจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่จะพัฒนาไปสู่ Platform อื่นๆ ต่อไป โดยมุ่งหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีช่องการทางจำหน่ายที่กว้างขึ้น พร้อมทั้งจะดำเนินการฝึกอบรม สร้างองค์ความรู้ จัดอบรมให้กับเกษตรกรแปลงใหญ่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer รวมถึงเกษตรกรอื่นๆ นับเป็นความร่วมมือมิติใหม่ที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ การปลูก การแปรรูปให้ได้มาตรฐาน และ LAZADA ให้องค์ความรู้ด้านการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพการขายออนไลน์ให้กับเกษตรกร หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ของท่านได้

ปั้นสินค้าประมงแปรรูปเสิร์ฟผ่านลาซาด้า ส่งตรงจากเกษตรกรผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477342

news_default

ปั้นสินค้าประมงแปรรูปเสิร์ฟผ่านลาซาด้า ส่งตรงจากเกษตรกรผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจัดทำโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ตามนโยบายตลาดนำการเกษตรขึ้น เพื่อพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่โดยเพิ่มทักษะทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการตลาดออนไลน์ เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กลุ่มเกษตรกรขยายช่องทางการตลาด และกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ โดยที่เกษตรกรสามารถกำหนดราคาสินค้าได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางรวมถึงผู้บริโภคก็จะได้เข้าถึงสินค้าเกษตรได้ง่าย บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ในราคาที่ดี ส่งตรงจากเกษตรกร

สำหรับโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ได้คัดเลือกสินค้าประมงแปรรูปจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่กรมประมงได้ดำเนินการส่งเสริมในด้านต่างๆ เข้าร่วมเป็นผู้ค้ากับทางบริษัทฯ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ จ๊อปลานิล จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ จ.ชลบุรี โดยผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.) และมาตรฐานฟาร์ม GAP 2. ผลิตภัณฑ์ ปลาสายไหมอบกรอบ, เมี่ยงปลาสายไหม จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเมี่ยงปลาสายไหม จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานจาก มาตรฐานของผลิตภัณฑ์องค์การอาหารและยา (อย.) และ OTOP 5 ดาว

นอกจากนี้ กรมประมงส่งกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมรับการอบรมและออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูปเพิ่มเติมอีก 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ประกอบการ
ผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ภูเก็ต และกลุ่มผู้เลี้ยงปลาดุกลำไทร จ.ปทุมธานี โดยกรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการผลักดันกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการดังc กล่าวนอกจากเพิ่ม
ช่องทางการค้าขายที่เหมาะสมแล้ว ยังช่วยผลักดันให้เกษตรกรไทยปรับตัวได้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้เรียบร้อยแล้ว “ตลาดออนไลน์” จะเข้ามาเป็นอีกช่องทางที่ช่วยทำให้ราคาสินค้าเกษตรไทยมีเสถียรภาพ เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาส่งผลให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น สร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรภาคประมงต่อไป

กยท.จับมือม.มหิดลลุยงานวิจัย พัฒนายางพาราเป็นสื่อการเรียนการสอนวงการแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477344

news_default

กยท.จับมือม.มหิดลลุยงานวิจัย พัฒนายางพาราเป็นสื่อการเรียนการสอนวงการแพทย์

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล (คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนายางพาราสู่แบบจำลองทางการแพทย์ ต่อยอดโมเดลผลิตภัณฑ์ยางพาราเป็นสื่อการเรียนการสอนในวงการแพทย์ หนุนเพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศ

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคายางพาราที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง รัฐบาลมีนโยบายด้านยางพาราที่สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงผลักดันให้เกิดการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ นโยบายใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ใช้ยางเป็นส่วนผสมทำถนน แปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 ได้มอบนโยบายบริหารงานแก่กยท. โดยเน้นบริหารจัดการและใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการสนับสนุนงานวิจัย ค้นคว้าทดลอง การสร้างนวัตกรรม สร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และช่องทางการใช้ เพื่อให้เกิดความต้องการนำยางพาราไปใช้เป็นวัสดุหรือองค์ประกอบของสินค้าอุปโภคต่างๆ

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.ในฐานะผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจาก กยท. กล่าวเสริมว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนายางพาราสู่แบบจำลองสื่อการเรียนการสอนทางการแพทย์ครั้งนี้ ก่อให้เกิดความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัยพัฒนา สร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทางการแพทย์ และต่อนักวิจัยในการพัฒนางานวิจัยสร้างเครือข่ายงานวิจัย อีกทั้ง ยังเป็นแนวทางเพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศด้วย

ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธราคณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในกระบวนการทำงานด้านวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์ร่วมมือกันพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆมาตลอด เพื่อสร้างเป็นนวัตกรรมผลงานสำหรับใช้ในผู้ป่วย ซึ่งคณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก อีกทั้งยังมุ่งมั่นพัฒนาสร้างแพทย์นวัตกรขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างผลงานนวัตกรรมกับองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์เข้าด้วยกัน

“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กับกยท.ครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและร่วมสร้างผลงานนวัตกรรมจากยางพาราสู่การแพทย์เป็นอย่างดี โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ”

เตรียมจัดงาน‘มหกรรมเกษตรสร้างชาติ’ เน้นรูปแบบOne Stop Service #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477345

news_default

เตรียมจัดงาน‘มหกรรมเกษตรสร้างชาติ’ เน้นรูปแบบOne Stop Service

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมหารือแนวทางจัดงานมหกรรมเกษตรสร้างชาติว่า เพื่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้ที่เหมาะสมในแต่ละชุมชนที่ประสบภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ำ ทำให้ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯจึงดำเนินโครงการเกษตรสร้างชาติ ส่งเสริมการผลิตด้านการเกษตร ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง โดยการสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 และมติคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2562 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย วงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี และจากการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่าง กระทรวงเกษตรฯกับ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2562 มีข้อตกลงครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มนำร่องโครงการเกษตรสร้างชาติ ในส่วนปศุสัตว์ไปแล้วในหลายจังหวัด

ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเกษตรสร้างชาติ เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมจัดงาน “มหกรรมเกษตรสร้างชาติ” โดยจะจัดให้มีศูนย์ถ่ายทอด ศูนย์เรียนรู้ที่มีเมนูอาชีพสำหรับเกษตรกรให้เลือกหลากหลาย มีตลาดรองรับแน่นอน มีการสัมมนา อบรม สาธิต รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในการเขียนแผนธุรกิจ เพื่อให้เป็นจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ณ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดเป็นทางการปลายเดือนมีนาคม สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมศูนย์เรียนรู้ด้านปศุสัตว์ อาทิ โค แพะ แกะ และไก่พื้นบ้านได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต้องจดวิสาหกิจชุมชนไม่น้อยกว่า 7 คน ที่ผ่านมาพบปัญหาว่าเกษตรกรหลายกลุ่มเขียนแผนธุรกิจไม่ผ่านเงื่อนไขธ.ก.ส. ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ดังนั้น จึงหารือร่วมกันถึงเงื่อนไขซึ่งปรับให้เหมาะสมและใช้พื้นที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี ซึ่งไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ตามที่เป็นกระแสข่าวเรื่องสถานที่จัดงานในขณะนี้และพร้อมเปิดให้ใช้พื้นที่ฟรีกว่า 100 ไร่ เนื่องจากมีความเหมาะสมและเป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรเชิงท่องเที่ยว โดยเปิดให้ทุกหน่วยงานจัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ด้านส่งเสริมตามโครงการเกษตรสร้างชาติทั้ง 4 ด้าน ในรูปแบบโมเดล ซึ่งการจัดงานมหกรรมเกษตรสร้างชาติครั้งนี้ จะเน้นรูปแบบ One Stop Service คือ เกษตรกรมาในงานนี้จะได้ทั้งความรู้และแหล่งเงินทุนในการส่งเสริมอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : สศก.แนะปลูก‘ไผ่รวก-มะม่วงหิมพานต์’ พืชศก.ทนแล้งปลูกง่ายให้ผลผลิตระยะยาวเพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477347

รายงานพิเศษ : สศก.แนะปลูก‘ไผ่รวก-มะม่วงหิมพานต์’ พืชศก.ทนแล้งปลูกง่ายให้ผลผลิตระยะยาวเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในจ.น่าน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบันว่า ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 44,642 ไร่ (ข้อมูล ณ 14 กุมภาพันธ์ 2563) และสถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เสี่ยง ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร เกษตรกรจึงควรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ทนทานภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งได้อีกทาง

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) เพื่อศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญในจ.น่าน พบว่า ไผ่รวกและมะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เนื่องจากเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้งใช้น้ำน้อย มีต้นทุนการผลิตต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง อีกทั้ง ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิด มีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้

ไผ่รวก มีพื้นที่เพาะปลูก 18,983 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 16,010 ไร่ ผลผลิตรวม 14,232,890 ลำ/ปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอปัว ท่าวังผา สันติสุข และทุ่งช้าง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 5,503 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 3-4 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 889 ลำ/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,833 บาท/ไร่ หรือ 7.69 บาท/ลำ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 13.50 บาท/ลำ ลักษณะของไผ่ลวกทนแล้งได้ดี ปลูกง่ายในดินร่วนปนทราย ปลูกได้ตั้งแต่ที่ราบจนถึงภูเขาสูง 400 – 600 เมตร ต้องการปริมาณน้ำฝนเพียง 1,020 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิที่เหมาะสม 8.8 – 36 องศาเซลเซียส ซึ่งในช่วงปีแรกๆ ที่ไผ่ยังไม่ให้ผลผลิต เกษตรกรอาจปลูกพืชผัก สมุนไพร หรือพืชตระกูลถั่วแซมเพื่อเพิ่มรายได้ หรือปลูกควบคู่กับไม้ผลอื่นได้ด้วย ด้านการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายในลักษณะเหมาสวนให้พ่อค้าในท้องถิ่น อีกร้อยละ 10 จำหน่ายให้แก่พ่อค้าต่างจังหวัด เพื่อขนส่งไปยังผู้เลี้ยงฟาร์มหอยแมลงภู่ในภาคกลางและภาคใต้ เนื่องจากลำไม้ไผ่มีความยืดหยุ่น ทนกระแสคลื่นและลมทะเลได้ดี ปัจจุบันมีผู้ประกอบการโรงงานในอ.นาน้อย นำมาแปรรูปเป็นตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น เครื่องเรือน เครื่องจักรสาน วัสดุตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์

มะม่วงหิมพานต์ มีพื้นที่เพาะปลูก 23,090 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 13,554 ไร่ ผลผลิตรวม 6,573,690 กก./ปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ในอำเภอนาหมื่น แม่จริม เมืองน่าน และสันติสุข มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 10,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้ระยะยาว) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ให้ผลผลิตเป็นเมล็ดสดไม่กะเทาะเปลือกเฉลี่ย 485 กก./ไร่คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,107.50 บาท/ไร่ หรือ 16.72 บาท/กก. ราคาที่เกษตรกรขายได้ 36.50 บาท/กก. เป็นพืชอีกชนิดที่ทนแล้ง ปลูกง่ายในสภาพอากาศชื้นและอบอุ่น น้ำไม่ท่วมขัง ซึ่งช่วง 1-2 ปีแรก เกษตรกรอาจปลูกพืชไร่แซมเป็นการเพิ่มรายได้และกำจัดวัชพืช ด้านการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายให้พ่อค้าในท้องถิ่นและ อีกร้อยละ 10 จำหน่ายตรงให้โรงงานแปรรูปในจังหวัดแปรรูปเป็นเมล็ดกะเทาะเปลือกดิบและอบพร้อมรับประทาน ซึ่งปี 2565 โรงงานแปรรูปดังกล่าวมีแผนจะรับซื้อผลผลิตประมาณ 5,000 ตัน

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของจ.น่าน เป็นป่าและภูเขาสูง พืชเศรษฐกิจหลักคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยว และมักประสบปัญหาราคาตกต่ำ อีกทั้ง ยังประสบปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เกิดการชะล้างพังทลายส่งผลให้ผลิตภาพและรายได้ทางการเกษตรลดลง ดังนั้น นโยบาย หรือมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพืชเดิมให้เป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพืชทนแล้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานระดับพื้นที่ควรดำเนินการโดยด่วน โดยจ.น่านนับเป็นแหล่งผลิตไผ่ที่สำคัญของภาคเหนือ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ไผ่เพื่อส่งเสริมการปลูกในพื้นที่เสื่อมโทรม พื้นที่เกษตรกรรม เพื่อลดการทำลายป่า ป้องกันบรรเทาภัยธรรมชาติ ช่วยดูดซับคาร์บอนและลดภาวะโลกร้อน เช่นเดียวกับมะม่วงหิมพานต์ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่า ส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศได้ รวมถึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โดดเด่นเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวของจังหวัด กล่าวได้ว่า ไผ่และมะม่วงหิมพานต์ สามารถสร้างรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน และเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างสมดุลระบบนิเวศของจังหวัดน่านได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532-2658 หรือ e-mailzone2@oae.go.th

กรมปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังเข้ม! โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019ในสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477398

news_default

กรมปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังเข้ม! โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019ในสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 17.51 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีสื่อรายงานพบสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) ในฮ่องกง ตรวจพบเชื้อโคโรนาไวรัส เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากที่เจ้าของป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยล่าสุดวันที่ 4 มีนาคม 2563 ทางการฮ่องกง ได้ยืนยันว่าสุนัขตัวดังกล่าว ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) จริง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสนี้จากมนุษย์ไปสู่สัตว์ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กร มีความเห็นตรงกันว่าสุนัขตัวดังกล่าวได้ติดเชื้อจริง แต่เป็นการติดเชื้อในระดับต่ำ มีแนวโน้มเป็นการติดเชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่า สัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปสู่มนุษย์

กรมปศุสัตว์ ได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งจากข้อมูลในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานและรายงานว่าสัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สู่คนได้  ดังนั้น ผู้เลี้ยงสัตว์จึงไม่ควรกังวลว่าสัตว์เลี้ยง จะแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยกรมปศุสัตว์ มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง ดังนี้

1.ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง

2.ผู้ที่มีอาการป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับสัตว์เลี้ยง ควรให้บุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีเป็นผู้ดูแลสัตว์แทน

3.เจ้าของสัตว์เลี้ยง สามารถติดต่อปรึกษา หรือ ขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ และ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง หรือ โทร. สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-255-6888 และ application DLD 4.0

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้มีการดำเนินการเฝ้าระวังโรคโคโรนาไวรัส และไวรัสกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเฝ้าระวังโรคเมอร์ ซาร์ และอื่นๆ รวมทั้งจัดทำแผนการเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดโรคสัตว์ การดำเนินการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และกรมปศุสัตว์จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการเตรียมรับมือ และแก้ไขสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อลดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สังคม และความมั่นคงของประเทศต่อไป

มนัญญา!!ตอกบิดเบือน แบน3สารพิษ‘อก.’เบี้ยวรับรองมติ27พ.ย.62 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477366

news_default

มนัญญา!!ตอกบิดเบือน แบน3สารพิษ‘อก.’เบี้ยวรับรองมติ27พ.ย.62

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 16.47 น.

“มนัญญา”โต้ข่าวบิดเบือน แบน 3 สารพิษ แจงผ่านเพจยืนยันจุดยืนเดิม เผยกระทรวงอุตสาหกรรมไม่กล้ารับรองมติ 27 พ.ย. 62

ตามที่มีสื่อมวลชนรายงานว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) ยอมรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้จำกัดการใช้ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีประกาศมีผลบังคับใช้แล้วนั้น

ขอชี้แจงให้ทราบว่า ในฐานะเป็นผู้ผลักดันนโยบายแบน พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสมาตั้งแต่ต้น ถึงวันนี้ยังคงยืนยันเจตนาเดิม ให้แบน 3 สารพิษอย่างเปิดเผยต่อไป แม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม(นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) เป็นประธานได้กลับมติคณะกรรมการวันที่ 22 ตุลาคม 2562  ที่ให้แบนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 3 ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 มติใหม่เป็น ให้แบนเฉพาะ พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสให้มีผลบังคับวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซตยกเลิกแบน ให้จำกัดการใช้แทนก็ตาม

จนถึงวันนี้เกือบ 4 เดือนแล้วกระทรวงอุตสาหกรรมยังมิได้มีประกาศให้มติวันที่ 27 พฤศจิกายน2562 มีผลบังคับใช้ จึงมีเพียงมติวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เท่านั้นที่มีผลบังคับใช้

ดังนั้นในฐานะเป็นรัฐมนตรีที่กำกับกรมวิชาการเกษตร จึงสั่งให้กรมวิชาการเกษตรในช่วงที่รอประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมใหม่ให้เร่งดำเนินการตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องที่เกี่ยวกับการจำกัดการใช้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเพราะถึงฤดูกาลที่เกษตรกรต้องใช้สารเคมีแล้วข้อเท็จจริงมีแค่นี้เอง

จึงขอความกรุณาทุกท่านทราบว่าเจตนารมณ์เดิม ที่ผลักดันนโยบายให้แบน พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ยังคงดำเนินการต่อไป อย่างเปิดเผยอยู่ในกรอบของกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อรักษาสุขภาพและชีวิตของเกษตรกรและประชาชนและเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

‘ ธรรมนัส’เดินหน้าจัดสรรสิทธิ์ที่ดินส.ป.ก.ให้ครบ 40 ล้านไร่ ภายในปี69 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477351

news_default

‘ ธรรมนัส’เดินหน้าจัดสรรสิทธิ์ที่ดินส.ป.ก.ให้ครบ 40 ล้านไร่ ภายในปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 16.11 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานวันสถาปนาสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ครบ 45 ปี โดยมอบนโยบายให้ผู้บริหารและข้าราชการว่า แนวคิดการทำงานของส.ป.ก. เพื่อเกษตรกรที่ต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแนวคิด “ศาสตร์พระราชานำให้อยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข” ดังนั้นเมื่อมอบหนังสืออนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำกินแล้ว ต้องช่วยเหลือเรื่องการประกอบอาชีพตามนโยบายการตลาดนำการเกษตรของกระทรวงฯ เพื่อให้เกษตรกรประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนและมีรายได้มั่นคง

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกร โดยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ พร้อมพระบรมราโชบายเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ดังนั้นการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงเป็นงานที่มีความสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรทั้งเรื่องที่ดินทำกินและแหล่งน้ำ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีหลายท่านติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

ที่ผ่านมา ส.ป.ก. จัดสรรสิทธิ์ให้เกษตรกรเข้าทำกินแล้วกว่า 36 ล้านไร่ จากนี้ไปต้องเข้าไปจัดทำระบบสาธารณูปโภคให้สมบูรณ์ พร้อมส่งเสริมอาชีพ โดยหาตลาดให้ เพราะถ้าไม่มีตลาดรองรับ เกษตรกรจะขายผลผลิตไม่ได้จึงยากจนเหมือนเดิม มีแนวคิดจะนำองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรรม (อ.ต. ก.) มาเปิดตลาดอ.ต.ก. ประจำทุกจังหวัดให้เป็นแหล่งรวบรวมและจำหน่ายสินค้าเกษตรของกลุ่มเกษตรกรซึ่งรวมตัวกันทำเกษตรกรรมในรูปแบบแปลงใหญ่หรือสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ส.ป.ก.

“ตั้งแต่เป็นรมช. เกษตรฯ ที่กำกับดูแลส.ป.ก. ได้เร่งรัดจัดสรรที่ส.ป.ก. ให้เกษตรกรแล้วกว่า 500,000 ไร่ ใน 45 จังหวัด จะจัดสรรสิทธิให้แก่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามพ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ให้ครบ 40 ล้านไร่ ต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนของคนยากจนให้มีที่อยู่ที่ทำกินได้อย่างครบวงจร ดังนั้นพื้นที่ถือครองไม่ถูกต้องจะยึดคืนทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นนักการเมือง ผู้มีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ตราบใดที่ยังกำกับดูแลอยู่ ไม่ต้องเกรงกลัว  ให้ทำตามกฎหมายอย่างเข้มงวด นำพื้นที่คืนมาสู่ผู้ยากไร้ เป้าหมายต่อไปคือ จะจัดสรรพื้นที่ส.ป.ก. เพิ่มขึ้น ให้แล้วเสร็จในปี 2569” ร.อ. ธรรมนัส กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก. รับมอบที่ดินป่าเสื่อมโทรมจากกรมป่าไม้ทั้งสิ้น 40.13 ล้านไร่เพื่อกันเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน แล้วจัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำกินเฉลี่ยปีละ 63,000 ราย พื้นที่ประมาณ 500,000 ไร่ต่อปี รวมที่จัดสรรแล้วกว่า 36.2  ล้านไร่ มีเป้าหมายที่จะต้องจัดสรรให้เกษตรกรใน 72 จังหวัด 716 อำเภอ 3,720 ตำบล จึงยังเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้จัดสรรอีกประมาณ 3.9 ล้านกว่าไร่ โดยมีผู้ขึ้นทะเบียนรอรับการจัดสรรสิทธิ์ 400,000 กว่าราย

พื้นที่ที่ยังเหลือไม่ได้จัดสรรสิทธิ์นั้น ส่วนหนึ่งยังไม่ได้รังวัดซึ่งจะจัดทำแผนงานและงบประมาณเข้าดำเนินการอย่างเร่งด่วน รวมทั้งจะต้องแก้ปัญหาการซื้อขายเปลี่ยนมือและการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ให้ได้

สำหรับงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 45 ปีจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 – 17.00 น. ที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการรายภาคทั้ง 4 ภาค มีการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ร้านค้าวิสาหกิจชุมชนจากเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศมากกว่า 300 รายการ