ผวาโควิด-19ทุบตลาดผลไม้ส่งออก มนัญญาสั่งใช้สหกรณ์ขยายช่องทางจำหน่ายสู่ผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476879

news_default

ผวาโควิด-19ทุบตลาดผลไม้ส่งออก มนัญญาสั่งใช้สหกรณ์ขยายช่องทางจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19ระบาดหนักในจีนและหลายประเทศทั่วโลกขณะนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปจีน โดยเฉพาะผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุดและลำไย ซึ่งแต่ละปีจีนสั่งซื้อผลไม้เหล่านี้จากไทยจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ย้อนหลัง 3 ปี (2560-2562) 3 ประเทศหลักที่สั่งซื้อผลไม้ของไทย ได้แต่ จีน ฮ่องกงและเวียดนาม รวม 1,324,637 ตัน ในจำนวนนี้ส่งออกไปจีน 570,833 ตัน

ปี 2563 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณผลไม้ออกสู่ตลาด รวม 3,072,591 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกองและลิ้นจี่ และเมื่อนำผลผลิต 3 ชนิดสำคัญ คือ ทุเรียน ลำไย มังคุด รวมกันจะมีปริมาณมากกว่า 84% ของปริมาณผลไม้ทั้งประเทศ ถ้าไม่มีมาตรการรองรับ ผลผลิตที่ไม่สามารถส่งออกได้จะกระจุกตัวกลับมาสู่ตลาดในประเทศ ทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำและเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนขณะเดียวกัน มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ 104 แห่งใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 95,321 ราย ปริมาณรวบรวมผลไม้ปี 2562 ที่ผ่านมา 32,242.53 ตัน มูลค่า 966.173 ล้านบาท และมีการส่งออกผลผลิตทุเรียน มังคุด และลำไย ไปจีน 12,251.16 ตัน มูลค่า 572.45 ล้านบาท

“มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิค-19 เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้การระบายผลผลิตออกจากพื้นที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวและล้นตลาด โดยจะใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเป็นกลไกระบายผลไม้สู่ตลาดทุกพื้นที่และเข้าถึงผู้บริโภค ในราคาเป็นธรรม โดยสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตผลไม้รวบรวมและกระจายผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าและสหกรณ์ขนาดใหญ่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน – กันยายน เบื้องต้นตั้งเป้าหมายกระจายผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ 80,000 ตัน แบ่งเป็นทุเรียน 40,00 ตัน มังคุด 20,000 ตัน และลำไย 20,000 ตัน” รมช.มนัญญา กล่าว

นอกจากนี้ จะขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ วงเงิน 414.20 ล้านบาท โดยให้สหกรณ์ต้นทางและสหกรณ์ปลายทางใช้เป็นค่าบริหารจัดการผลไม้เพื่อกระจายผลไม้สู่ผู้บริโภคในพื้นที่ และจะจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ในจังหวัดใหญ่ รวม 16 จังหวัดและระดับอำเภอ 824 อำเภอ และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลไม้จากเกษตรกรในฤดูกาล ปี 2563

ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิค-19 โดยการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2563 จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไม่ให้ตกต่ำ คิดเป็นมูลค่า 1,760 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 7,644.071 ล้านบาท หรือ 18.45 เท่าของการลงทุนจากภาครัฐ

กรมพัฒนาที่ดินเร่งฟื้นนาร้าง สร้างงานเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรนราธิวาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476874

news_default

กรมพัฒนาที่ดินเร่งฟื้นนาร้าง สร้างงานเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรนราธิวาส

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจราชการพื้นที่บ้านตะปังอ.ศาลาใหม่ จ.นราธิวาส ว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมพัฒนาที่ดินจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่นาร้าง เพื่อฟื้นฟูให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ โดยสนับสนุนให้อนุรักษ์ดินและน้ำ จัดการดินใช้วัสดุปรับปรุงดิน เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีทางเลือกประกอบอาชีพ สร้างรายได้ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจโดยพื้นที่บ้านตะปัง ม.2 ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 135 ราย พื้นที่ดำเนินการ 705 ไร่

“คุณภาพดินที่บ้านตะปังนั้น เป็นชุดดินตากใบ ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายแป้งหรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งหรือดินร่วนปนดินเหนียว ทำให้มีปฏิกิริยาเป็นกรดจัดมาก โดยมีค่า pH4.5 ทางกรมพัฒนาที่ดินจึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่นาร้าง เพื่อให้ทางเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันและพืชอาหารสัตว์ โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ใช้ปูนโดโลไมท์ อัตรา 500 กก/ไร่ ร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา60 กก/ต้น พร้อมทั้งใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมด้วย พบว่าดินมีไส้เดือนเพิ่มขึ้น และทำให้มีผลผลิตเฉลี่ย 3 ตัน/ไร่/ปี” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ปูนโดโลไมท์จะช่วยปรับค่ากรด-ด่างของดิน ในดินที่มีสภาพเป็นกรด คือ ค่ากรด-ด่าง (พีเอช, pH) น้อยกว่า5.0 จะส่งผลให้ธาตุอาหารที่อยู่ในดินหรือจากการใส่ปุ๋ย ละลายออกมาได้ไม่ดี ทำให้รากพืชดูดไปใช้ได้น้อย หรือมีความเป็นประโยชน์ต่ำ พบว่าถ้าค่า pH ของดินเท่ากับ 5.0 ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของต้นพืชจะเหลือเพียง 46% และในปี 2561 ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปูนโดโลไมท์อัตรา 500 กก./ไร่ ตามค่าวิเคราะห์ดิน พบว่าในปี2562 ดินมี pH เพิ่มขึ้นจาก 4.5 เป็น 5.0 พร้อมทั้งในพื้นที่บ้านตะปังเป็นที่ตั้งวิสาหกิจชุมชน (กลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์) ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงใช้เองภายในสมาชิก และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรที่สนใจ โดยปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 74 ราย

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476878

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองสัปดาห์ก่อน ผมได้เดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศใช้คำว่า Young Smart Farmer ที่จังหวัดสมุทรสงครามรายหนึ่ง เกษตรกรรายนี้ทำการเกษตรต่อยอดจากรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ที่ทำมาก่อน จากสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ของตนเองและญาติพี่น้องร่วมกันเพื่อนบ้านใกล้เคียง เดิมทีเมื่อผลผลิตออกมามาก ราคาก็มีปัญหาตามมา แต่ด้วยวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาดังกล่าวจึงสามารถจัดการได้ โดยส่วนตัวผมรู้สึกชื่นชมกับวิธีการของน้อง Young Smart Farmer รายนี้มาก และเบิกบานใจที่ยังเห็นอนาคตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตร ที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำการเกษตรที่มองทั้งระบบ สามารถอยู่รอดในอาชีพและสร้างความมั่นคงในชีวิตได้

แนวทางการดำเนินการของสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่แห่งนี้ ตัดแนวคิดการขายผลสดออกไป เนื่องจากไม่สามารถเพิ่มมูลค่าและมีโอกาสเกิดปัญหาด้านราคาได้ดังนั้น จึงนำทรัพยากรอื่นๆ ของครอบครัวที่มีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ใช้บริเวณบ้านซึ่งอยู่ติดกับริมแม่น้ำ พัฒนาให้เป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของลูกค้าได้ด้วย พัฒนาบรรจุภัณฑ์ เรื่องราวของผลผลิต การนำชมสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ขยายกลุ่มลูกค้าจากปากต่อปาก เข้าสู่การเติบโตของฐานลูกค้าที่เชื่อมโยงกันทางสังคมโซเซียล และสื่อต่างๆ จนล่าสุดที่ผมได้เข้าไปเยี่ยม ต้องขยายพื้นที่สร้างอาคารใหม่ เพื่อใช้เป็นอาคารสาธิตและให้ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเจ้าของสวนกับผู้สนใจอื่นๆ ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ในการทำงานมากขึ้น เห็นว่าผลผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการนำมาแปรรูปจำหน่าย จนต้องขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก การทำการเกษตรแบบครบวงจรด้วยการพัฒนาตนเองตลอดเวลา วิเคราะห์สภาพปัญหา แสวงหาช่องทางและโอกาส บนฐานทรัพยากรที่ตนมีอยู่ ค่อยๆ เติบโตและเรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้อาชีพการเกษตรมีความยั่งยืน นับว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของการพัฒนาที่ก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

สัปดาห์ต่อมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ครั้งนี้ได้พบปะกับเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่หลายราย และสังเกตพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ห่างๆ เข้าใจได้ว่าแต่ละคนต่างก็มีวิถีทางในการทำงานที่แตกต่างกัน มีเป้าหมายในการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ภารกิจหลักที่ต้องดำเนินการคือการเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร รวมถึงพัฒนาเกษตรกรให้ทำอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหมายรวมถึงการร่วมมือระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องจับจูงกันไปให้ถึงเป้าหมาย ยิ่งในยุคสังคมดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำอย่างไรกับบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการผลิตของตนเอง ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะการลองผิดลองถูกคือการเพิ่มต้นทุนดีๆนี่เอง ภาระเหล่านั้นไม่ควรเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่มีเจ้าหน้าที่รัฐประกบอยู่ในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดของเกษตรกรที่แท้จริง

ในขณะที่เกษตรกรขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาอาชีพของตนเอง มองกลับมายังเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับหัวขบวนที่ขาดความเข้าใจในเนื้องานที่แท้จริง ขาดมือทำงานที่มีศักยภาพและเชี่ยวชาญในงาน ลงมาถึงท้ายขบวนที่ห่างไกลจากเรือกสวนไร่นา มุ่งแต่แสวงหาช่องทางในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน โดยลืมภารกิจหลักของตนเองที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติราชการ ใช้เวลาหมดไปกับการเข้าหาเจ้านาย ติดตามเจ้านาย มากกว่าการเข้าหาเกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ ต้องค้นคว้าหาข้อมูลแสวงหาแหล่งความรู้ แสวงหาหนทางรอดในการทำการเกษตรด้วยตนเอง พัฒนาตนเองจนกลายเป็น Young Smart หรือ Smart Farmer ให้เจ้าหน้าที่มาปักป้ายให้รางวัล กลายเป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ไป ลักษณะแบบนี้มีให้เห็นบ่อยๆ ขึ้นกับว่าเจ้านายคนไหนจะรู้เท่าทันหรือไม่ ยิ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการด้วยช่องทางดังกล่าว ยิ่งสร้างภาพจำที่ไม่ถูกต้องให้กับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่เฝ้ามองอยู่ เห็นรุ่นพี่ทำแล้วเจริญเติบโตได้จะเอาเป็นเยี่ยงอย่างเสีย กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำหากหวังเจริญเติบโตในอาชีพราชการ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ต้องทำของเจ้าหน้าที่คือการจับมือทำงานกับเกษตรกร ซึ่งตัวเจ้าหน้าที่เองต้องพัฒนาตนเองให้ Smart เพียงพอที่จะไปจับมือกับเกษตรกรเหล่านั้น ไม่ใช่ให้เกษตรกรจูงเจ้าหน้าที่ไป หรือบางรายถึงขั้นสะบัดมือเจ้าหน้าที่ทิ้ง ขอเดินไปคนเดียวสบายดีกว่า ด้วยความใส่ใจที่ต่างกัน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ศูนย์ฯพลังสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ชุมชนต้นแบบเกษตรยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476881

รายงานพิเศษ : ศูนย์ฯพลังสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ชุมชนต้นแบบเกษตรยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สยามคูโบต้า เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

สยามคูโบต้า ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านตอนิมิตร เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร แห่งแรกในภาคเหนือ ถือเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โชว์จุดเด่นผู้นำผลิตเมล็ดพันธุ์พืช ชูระบบ KUBOTA (Agri) Solutions ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้ามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย จึงได้ดำเนินนโยบายเพื่อตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงทางอาหาร ด้านการศึกษา ด้าน
สิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 สยามคูโบต้ามุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง จึงเกิดเป็น “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร นำไปสู่การช่วยเกษตรกรลดต้นทุน  เพิ่มผลผลิตในการทำการเกษตร  ส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าทั้งสิ้นจำนวน 3 แห่ง ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดศรีสะเกษ 2 แห่งและจังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง ซึ่งสยามคูโบต้าให้การส่งเสริมกิจกรรมใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทำให้ทั้ง 3 ศูนย์ฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สำหรับในปีนี้ สยามคูโบต้าจึงเดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ณ ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นศูนย์เรียนรู้แห่งที่สี่และยังเป็นแห่งแรกในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบ ซึ่งได้นำระบบ KUBOTA (Agri) Solutionsการจัดการเกษตรกรรมครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้ามาใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร เป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โดยมีความโดดเด่นด้านมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพในระดับประเทศ และยังมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรภายในชุมชนด้วยระบบการรวมกลุ่ม สามารถแก้ปัญหาด้านการเกษตรแบบครบวงจรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีแผนเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าที่มีความพร้อมอีกแห่งของภาคเหนือ ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้” นายสมศักดิ์ กล่าว

นางสาวณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ ผู้จัดการส่วนอาวุโส-สื่อสารองค์กร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความกินดีอยู่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนในพื้นที่ต่อไป

ด้าน นายสุนทร จำรูญ ประธานกลุ่มตอนิมิตรเปิดเผยว่า กลุ่มตอนิมิตรผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ทั้งข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองและพืชผัก และได้รับการยอมรับว่าสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีเด่นในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายคือ “พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เรียนรู้เทคนิคและวิธีการทำเกษตรสมัยใหม่ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้” ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากสยามคูโบต้าในเรื่องความรู้ด้านเกษตร การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างรายได้เพิ่ม และร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข้ง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น”

วิจารณ์แซ่ดก.เกษตรฯ ‘ประภัตร’เรียกถกด่วน เตรียมใช้‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476813

news_default

วิจารณ์แซ่ดก.เกษตรฯ ‘ประภัตร’เรียกถกด่วน เตรียมใช้‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 15.11 น.

วิจารณ์แซ่ดก.เกษตรฯ ‘ประภัตร’เรียกถกด่วน เตรียมใช้‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ

3 มีนาคม 2563 รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งว่า ได้มีเอกสารถูกเผยแพร่ไปทั่วกระทรวงเกษตรฯ และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการกระทรวงเกษตรฯในวงกว้าง โดยเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือราชการ ลงวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่ลงนามโดยนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เรื่องขอเชิญประชุมการจัดงานมหกรรมเกษตรสร้างชาติ ซึ่งหนังสือได้ส่งถึงปลัดกระทรวงฯ และอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เชิญประชุมในวันพุธที่ 4 มีนาคม นี้ เวลา 14.00 น. ณ กระทรวงเกษตรฯ

หนังสือฉบับดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้ “ด้วย หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี แจ้งว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการเกษตรสร้างชาติ ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ำ และผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้ที่เหมาะสมในแต่ละชุมชน โดยเน้นให้แต่ละหน่วยงานจัดทำศูนย์เรียนรู้และสาธิตการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ เช่น

1. ด้านพืช ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

2. ด้านประมง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ

3. ด้านปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ แพะ และสัตว์ปีก

4. ด้านการตลาด การแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลผลิต

โดยมีแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ร้อยละ 0.01 ต่อปี)  ตามโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย สินเชื่อเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมถึงสินเชื่ออื่นๆ จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ในฐานะศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรเชิงท่องเที่ยว ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท พี.พี. แอนด์พี ทรานสปอร์ต จำกัด มีความพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธ.ก.ส. และหน่วยงานอื่น ในการใช้สถานที่สำหรับการจัด “งานมหกรรมเกษตรสร้างชาติ” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการแก่เกษตรและผู้สนใจผ่านศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ในหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยในรูปแบบต่างๆ ตลอดทั้งปี

เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเกษตรสร้างชาติ ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลสัมฤทธิ์ผล จึงขอเชิญท่านเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัด “งานมหกรรมเกษตรสร้างชาติ” ในวันพุธที่ 4 มีนาคม 2563 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์”

อย่างไรก็ตาม หนังสือเชิญประชุมดังกล่าว ได้ถูกข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ตั้งข้อสังเกตว่า 1.เหตุใด นายประภัตร ถึงได้เลือกใช้ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี เป็นสถานที่จัดงาน ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ของเอกชน และเป็นที่ทราบกันดีใน จ.สุพรรณบุรี และสังคมวงกว้าง ว่า หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย หรือหมู่บ้านควายนั้นเป็นของใคร

2. ผลประโยชน์จากการจัดงาน “มหกรรมเกษตรสร้างชาติ” ที่กระทรวงเกษตรฯจะได้รับการจากการจัดงานนั้น จะมาจากส่วนใดเพราะเข้าไปทำในพื้นที่ของเอกชน ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ เพราะในหนังสือเชิญประชุม มีการระบุว่า จะมีการจัดงานในหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยในรูปแบบต่างๆ ตลอดทั้งปี

กรมชลฯสั่งเกาะติดสถานการณ์ไฟป่า จัดหาแหล่งน้ำ-รถบรรทุกร่วมสกัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476645

news_default

กรมชลฯสั่งเกาะติดสถานการณ์ไฟป่า จัดหาแหล่งน้ำ-รถบรรทุกร่วมสกัด

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง บางพื้นที่มีลมกรรโชกแรงส่งผลให้เกิดปัญหาไฟไหม้ป่าในหลายพื้นที่ กรมชลประทานร่วมเฝ้าระวังติดตาม (Monitoring) สถานการณ์ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เกิดเหตุและใกล้เคียงให้เตรียมพร้อมจัดเตรียมกำลังคน เครื่องจักรเครื่องมือเพื่อเข้าสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ด้านนายวสันต์ พรหมดีสาร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครนายก กล่าวว่า จากเหตุไฟไหม้ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ช่วงวันที่เริ่มเกิดเหตุ (22-23 กุมภาพันธ์) สภาพอากาศหนาวเย็น มีลมกรรโชกแรง ทำให้ไฟลามย้อนจาก จ.สระบุรี มาถึงอ.บ้านนา จ.นครนายก ในการนี้กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัดระดมรถขนน้ำ 8 คัน ลำเลียงน้ำเข้าช่วยสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า จนบรรเทาเหตุไฟไหม้ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีพื้นที่ไฟไหม้ประปราย และเนื่องจากที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่เขา มีป่าไผ่หนาแน่นและไม้ไผ่เมื่อโดนไฟไหม้จะเกิดการแตกกระจาย สะเก็ดไฟกระเด็นออกไปได้ไกลทำให้ไฟบางส่วนลามไหม้ไปทาง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งกรมชลประทานเตรียมความพร้อมสนับสนุนปฏิบัติการด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ 20 คน รถยนต์บรรทุกน้ำ 8 คันที่พร้อมออกปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง

“ในเขตจังหวัดนครนายกยังมีอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่ช่วยสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากอ่างเก็บน้ำทั้ง3 แห่ง ตั้งอยู่ที่ราบเชิงเขา ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทำให้เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้เวลาไม่นานในการลำเลียงน้ำจากอ่างฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริไปยังจุดไฟไหม้” นายวสันต์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 3แห่งดังกล่าวยังอยู่เกณฑ์พอใช้ คือ อ่างเก็บน้ำทรายทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีน้ำ 1.27 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ63.8 ของความจุ 2 ล้านลบ.ม., อ่างฯ คลองโบดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีน้ำ 1.37ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุ 4.25 ล้านลบ.ม. และอ่างฯ ห้วยปรืออันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีน้ำ 3.03 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 34.26 ล้านลบ.ม. ของความจุ 8.87 ล้านลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์น้ำใน จ.นครนายกขณะนี้ ผู้ใช้น้ำยังคงใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้ตามปกติ โครงการชลประทานนครนายกบริหารจัดการน้ำตามหลักปฏิบัติของกรมชลประทาน เตรียมสำรองน้ำไว้ให้กับทุกกิจกรรมจนกว่าจะถึงฤดูฝน และขอความร่วมมือจากประชาชนใช้น้ำในแต่ละกิจกรรมอย่างประหยัด ตามกติกา เนื่องจากอาจมีเหตุจำเป็นต้องใช้น้ำเร่งด่วนนอกเหนือจากกิจกรรมปกติ เช่น ดับไฟป่าในครั้งนี้ได้และขอให้ปฏิบัติตามประกาศ ประชาสัมพันธ์ของทางภาครัฐ มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในภาพรวม

“กรมชลประทานเล็งเห็นความสำคัญที่จะลดความสูญเสียจากไฟไหม้ป่า เราได้Monitoring ทั้งสถานการณ์น้ำและไฟป่าอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสนับสนุนน้ำต้นทุนเพื่อช่วยดับไฟ อีกทั้งยังมีอาสาสมัครชลประทานช่วยแจ้งเหตุ หรือประสานชุมชนเพื่อเข้าระงับเหตุพร้อมหน่วยงานอีกหลายแห่งที่กำลังเร่งเข้าสร้างแนวกันไฟ ประชาชนทั่วไปสามารถเป็นหนึ่งแรงสนับสนุนบรรเทาเหตุการณ์ไฟไหม้ได้ด้วยการประหยัดน้ำดังที่เรียน” ผอ.โครงการชลประทานนครนายก กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมสมาชิก ปลูกพริกซอสส่งขายโรงงานรับซื้อราคาประกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476649

รายงานพิเศษ : สหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมสมาชิก ปลูกพริกซอสส่งขายโรงงานรับซื้อราคาประกัน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร การส่งเสริมอาชีพที่จะช่วยสร้างรายได้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้ ซึ่งสหกรณ์ต้องเพิ่มบทบาทการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก สนับสนุนให้ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการและสหกรณ์ ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต พร้อมประสานตลาดปลายทางมารับซื้อในราคาที่เป็นธรรม

นางสาวไพรินทร์ สุขเล็ก สหกรณ์จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่าทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสร้างรายได้ปลดหนี้ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ โดยร่วมมือกันสามฝ่ายทั้งภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่จังหวัดพิจิตร และภาคเอกชนคือบริษัทศราวุฒิการเกษตร ซึ่งเป็นเอกชนที่รับซื้อพริกซอสป้อนโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ทำโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกพริกซอสเพื่อเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ โดยมีสหกรณ์ 3 แห่งเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด สมาชิก 82 ราย พื้นที่ปลูกพริกซอส 212 ไร่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด สมาชิก 17 ราย พื้นที่ 36 ไร่และสหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด สมาชิก 10 ราย พื้นที่ 19 ไร่

ก่อนเริ่มโครงการ สหกรณ์จะคัดเลือกสมาชิกที่มีความพร้อม สหกรณ์จะสนับสนุนเงินทุนและปัจจัยการผลิตและควบคุมคุณภาพ โดยบริษัทผู้รับซื้อจะส่งเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรเข้ามาให้ความรู้ในการเพาะปลูกพริก ตั้งแต่เตรียมแปลงปลูก ด้วยการปรับหน้าดินแล้วยกร่อง ใช้ระบบน้ำหยดวางท่อฝังในดินบริเวณโคนต้นพริก จากนั้นจึงเตรียมเพาะต้นกล้า การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษาไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ระหว่างการเพาะปลูก ซึ่งต้องใช้เวลา 3 เดือน จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และใช้ระบบน้ำหยดต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 25,000 บาท/ไร่ซึ่งฤดูกาลผลิต ที่เหมาะสมกับการปลูกคือตั้งแต่เดือนกันยายน – ตุลาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 รุ่นใน 1 ฤดูกาลผลิต โดยจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนธันวาคม จนถึงเมษายนของทุกปี และพริกซอสเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เหมาะสำหรับการปลูกหลังฤดูทำนา แต่ละปีเอกชนต้องการพริกเป็นวัตถุดิบผลิตซอสประมาณ 2 ล้านกิโลกรัม ซึ่งการส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ปลูกพริกเพื่อสร้างรายได้ ทางเอกชนจะใช้ระบบ Contact Farming ทำข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าและรับซื้อในราคาประกัน พริกพันธุ์ศรีสุดารับซื้อ 14 บาท/กก. ส่วนพันธุ์ซุปเปอร์ฮอท รับซื้อ 33 บาท/กก. ผลผลิตพริกเฉลี่ยประมาณ 5,000 – 12,00 กก./ไร่ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายพริก 56,000 บาท/ปี หรือ 140,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต ซึ่งนับว่ารายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับการทำนาจากเดิมที่เกษตรกรทำนาปลูกข้าวนาปี ปีละ 1 ครั้ง หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนาเกษตรกรจะออกไปรับจ้างทั่วไป ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน ทั้งกู้เงินจากสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกและกู้หนี้นอกระบบ เมื่อเกษตรกรมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ก็กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ มีหนี้ค้างชำระของสมาชิกจำนวนมาก ส่งผลต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ด้วย แต่เมื่อมีโครงการส่งเสริมการปลูกพริกสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์นี้เข้ามา ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงมากขึ้นและยังมีเงินเหลือพอส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์

ด้านนายอัครวินท์ เกษวิริยะการ ประธานสหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ได้ประชุมสมาชิกเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดประกอบอาชีพ ปลูกพืชผักที่ตลาดต้องการเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการที่ปลูกแต่ข้าวอย่างเดียวมาตลอด และเมื่อสหกรณ์เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกพริกซอสกับทางสหกรณ์จังหวัดพิจิตรและบริษัทเอกชน ได้วางแผนในการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารับซื้อพริกทุกเมล็ดที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เกษตรกรมั่นใจที่จะลองหันมาปลูกพริกส่งให้สหกรณ์รวบรวมและขายกับบริษัทเอกชน ซึ่งทำแล้วคุ้มกับการลงทุน ความเป็นอยู่ของสมาชิกดีขึ้น มีผลกำไรและรายได้เพิ่มขึ้น ทยอยใช้หนี้คืนสหกรณ์ได้ครบทุกราย เป็นโครงการที่ช่วยปลดล็อก หนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างดี และโครงการส่งเสริมปลูกพริก นอกเหนือจากการเกษตรกรที่มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้ชาวบ้านในชุมชนด้วย เพราะเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว จะจ้างแรงงานในพื้นที่เป็นคนเก็บพริกและเด็ดขั้วพริก โดยให้ค่าจ้างกก.ละ 2 บาท แต่ละวันชาวบ้านจะมีรายได้จากการเก็บพริกเฉลี่ย 300- 400 บาท

อนาคตสหกรณ์ยังมีแผนขยายการส่งเสริมสมาชิกปลูกพืชผักชนิดอื่นที่ตลาดต้องการ ทั้งกะหล่ำปลี มะเขือยาว มะเขือพวง โดยวางแผนการผลิตลงมือปลูกในเดือนมิถุนายน เพื่อเก็บผลผลิตเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม จากนั้นเมื่อตัดกะหล่ำปลีเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเลี้ยงปลูกแขนงอีก 20 วัน ก็จะตัดแขนงขายได้อีก จากนั้นเดือนสิงหาคม สหกรณ์จะเริ่มประชุมสมาชิก เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกพริกซอสต่อทันที ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ สหกรณ์และเอกชน ในการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นกว่าเดิมแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสหกรณ์ เมื่อหันกลับมาทำธุรกิจการรวบรวมผลผลิตการเกษตรเป็นภารกิจหลัก และดูแลเกษตรกรตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงจัดหาตลาดมารับซื้อ นอกจากจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกดีขึ้นจากเดิมแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของสมาชิกที่มีต่อสหกรณ์กลับคืนมาอีกด้วย

รักษ์เกษตร : ยิ่งลาดชันสูง…ยิ่งต้องปลูกหญ้าแฝก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476648

news_default

รักษ์เกษตร : ยิ่งลาดชันสูง…ยิ่งต้องปลูกหญ้าแฝก

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยู่ทางภาคเหนือครับจะพบปัญหาการชะล้างหน้าดิน ขอทราบวิธีปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ภูเขาสูง เพื่อป้องกันการถูกชะล้างด้วยครับ

สุนทร สุนทรพิพิธพงศ์

อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คำตอบ หญ้าแฝก เป็นพืชในตระกูลหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ มีลักษณะการเติบโตเป็นกอที่หนาแน่น แตกกออย่างรวดเร็ว ในแต่ละกอจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 30 เซนติเมตร มีลำต้นสูงประมาณ 50-150 เซนติเมตร มีใบแคบ ค่อนข้างแข็ง มีความกว้างประมาณ 0.80 เซนติเมตร และยาวประมาณ 75  เซนติเมตร

วิธีการและรูปแบบการปลูกหญ้าแฝก ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ เกษตรกรสามารถเลือกใช้รูปแบบใดได้ตามความเหมาะสม ดังนี้

1. พื้นที่ที่มีความลาดชันสูงบนพื้นที่ในแถบภาคเหนือและภาคใต้ ที่มีความลาดชัน เกษตรกรนิยมปลูกไม้ผล หรือไม้ยืนต้น โดยจะปลูกบนคันคูรับน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดิน ซึ่งมักจะประสบปัญหาคันดินที่สร้างไว้ถูกน้ำฝนกัดเซาะพังทลายเสียหายเป็นประจำ วิธีง่ายๆ ในการป้องกันความเสียหาย ได้แก่ การปลูกหญ้าแฝกให้เป็นแนวรั้วบริเวณคันคูขอบเขา หรือริมขั้นบันไดดินด้านนอก ซึ่งจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดินให้ได้อย่างยาวนานอีกด้วย มีวิธีการดังนี้

1) การตรียมพันธุ์หญ้าแฝกให้เตรียมหน่อพันธุ์ ที่ชำไว้ในถุงพลาสติกสีดำ ขนาด 2 นิ้ว X 6 นิ้ว

2) การเตรียมดิน ให้ทำคันคูน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดิน และเตรียมดินบริเวณขอบคันดิน ไว้สำหรับปลูกหญ้าแฝก โดยการพรวนดินให้ละเอียดเป็นแนวชิดขอบคันด้านนอกใส่ปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้ทั่ว เพื่อให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตได้ดี

3) การปลูกหญ้าแฝก ให้นำกล้าหญ้าแฝกที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วลงปลูก ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างระหว่างโคนต้น 10 เซนติเมตร กลบดินให้
แน่น ควรปลูกในขณะที่ดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่

4) การดูแลรักษา หญ้าแฝกเป็นพืชที่ไม่ต้องมีการดูแลรักษาที่มากนักแต่เพื่อให้ได้ผลดี ในระยะแรกหลังปลูก ควรตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ และปลูกซ่อมทันที เมื่อพบต้นที่ตายไป หลังจากปลูกเมื่ออายุได้  3 เดือน ควรตัดยอดหรือใบให้เหลือความสูง ประมาณ 10 เซนติเมตร  จะทำให้หญ้าแฝกแตกกอเรียงชิดกันได้เร็วยิ่งขึ้น   ควรระวังและกำจัดวัชพืชพวกไม้เถา ซึ่งจะเลื้อยพันและคลุมหญ้าแฝกทำให้หญ้าแฝกไม่เจริญเติบโต

เมื่อหญ้าแฝกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะได้รั้วหญ้าแฝกที่อัดกันแน่น ช่วยป้องกันการไหลบ่าของน้ำฝน และทำให้น้ำฝนไหลซึมลงสู่ดินได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่วนรากของหญ้าแฝกที่หยั่งลึก และสานกันแน่นเป็นกำแพงอยู่ใต้ดิน ก็จะช่วยกักเก็บดูดซับความชื้นไว้ในดินได้อย่างยาวนานและช่วยในการยึดเกาะดินไม่ให้คันคูขอบเขา หรือคันขั้นบันไดดินเสียหายอีกด้วย

ทั้งนี้ พันธุ์หญ้าแฝกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถติดต่อขอรับได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่าน นะครับ

‘นาย รัตวิ’

เกษตรฯเร่งสืบสานรักษาต่อยอด บูรณาการทุกภาคีขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476646

news_default

เกษตรฯเร่งสืบสานรักษาต่อยอด บูรณาการทุกภาคีขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรฯมอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) จัดการสัมมนาแนวทางขับเคลื่อนบูรณาการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตรในวันนี้ เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯได้รับทราบและเข้าใจแนวทางขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายในการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา มีแผนงานโครงการตามพระราชดำริภายใต้กระทรวงเกษตรฯ มากกว่า 3,500 โครงการ ซึ่งเป็นการพัฒนาด้านแหล่งน้ำกว่า 3,000 โครงการ และงานพัฒนาด้านการเกษตรและการส่งเสริมอาชีพกว่า500 โครงการ โดยการสัมมนาครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งขยายผลการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวพระราชดำริให้นำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะภาคเกษตรรองรับวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจได้ดี จะเห็นได้จากสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือผลกระทบไวรัสโควิด-19 ต่อพนักงานหรือแรงงานจากภาคธุรกิจหลายแห่งต้องกลับสู่ภูมิลำเนาไปประกอบอาชีพด้านเกษตร นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังนำนโยบาย Eat Thai First เพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารไทย สินค้าเกษตรไทยให้ยืนหนึ่ง อันเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนตามแนวพระราชดำริในการพัฒนาภาคเกษตรไทยร่วมกัน

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า สศก.รับมอบหมายให้ติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อใช้เป็นข้อมูลแนวทางประกอบการขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายเป็นต้นแบบขยายผลไปในชุมชนใกล้เคียงและพื้นที่อื่นต่อเนื่อง เช่น โครงการเกษตรวิชญา โครงการศูนย์ภูฟ้าฯ โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ นอกจากนี้ สศก. จะเชื่อมโยงข้อมูลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในมิติต่างๆ เช่น รายละเอียดโครงการ ผลติดตามและประเมินผลโครงการเข้าเป็นส่วนหนึ่งใน Big Data ด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนโครงการต่อไป ดังนั้นการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นอีกเวทีสำคัญ ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทุกหน่วยงานได้รับความรู้ ความเข้าใจแนวทางขับเคลื่อนหลากหลายมิติ และรับทราบกรอบแนวทางติดตามโครงการก่อให้เกิดความร่วมมือปฏิบัติงานเกิดผลสัมฤทธิ์ขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นอย่างกว้างขวางต่อไป ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ในทุกมิติของเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

บทเรียนจากวิกฤติ”อีสานแล้ง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

บทเรียนจากวิกฤติ”อีสานแล้ง”

3 มีนาคม 2563 – 03:59 น.
โขงเลยชีมูล
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

บทเรียนจากวิกฤติ”อีสานแล้ง”  อีกแรงขับเคลื่อน”โขง เลย ชี มูล”

จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่าปีนี้อาจแล้งยาว  ทำให้ฤดูฝนล่าช้ายาวไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ส่งผลให้วิกฤตภัยแล้งปีนี้มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี ดังนั้นการวางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุน จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ และปฏิบัติให้ได้ตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ครอบคลุมเกิดทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน

ผังโครงการโขง เลย ชี มูล
โดยเฉพาะภาคอีสานที่ปีนี้ต้องเผชิญกับทั้งภาวะน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา และภาวะภัยแล้งยาวในขณะนี้ ทำให้เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยมาก โดยเฉพาะการจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำโขงชีมูลอยู่ในขั้นวิกฤติ ทั้ปริมาณน้ำที่ใช้งาน ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ติดลบไป -195 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ต้องงดการปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด จัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น
สำหรับการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนของภาคอีสาน ค่อนข้างจะยากกว่าภูมิภาคอื่น    เนื่องด้วยลักษณะภูมิ ประเทศเป็นที่ราบสูง ทำให้มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำมีน้อย พื้นที่ที่เหมาะสมจะอยู่บริเวณต้นน้ำด้านทิศตะวันตก แต่กลับเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกน้อย และยังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงค่อนข้างนานอีกด้วย ในขณะที่ด้านทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำโขงเป็นที่ราบลุ่มมีฝนตกชุก แต่กลับมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำน้อยมาก และมักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำอย่างเช่นในฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่จ.อุบลราชธานี
แต่ใช่ว่า การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งหลายโครงการ ทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำโขง ล่าสุดได้มีการสำรวจพื้นที่ที่พัฒนาโครงการขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นฝาย แก้มลิง ประตูระบายน้ำ กระจายตามลุ่มน้ำต่าง ๆ ในลักษณะคล้าย ๆ ถาดขนมครก
อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงการขนาดเล็กจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในพื้นที่แคบ ๆ เท่านั้น และถ้าปีไหนฝนตกน้อย หรือฝนทิ้งช่วงนาน ๆ ปริมาณที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่มารองรับด้วย
ภัยแล้งปีนี้ มีเสียงจากคนอีสานพูดว่า….ถ้าโครงการโขง-เลย-ชี-มูล เป็นจริง ปัญหาภัยขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่วิกฤตอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากสามารถที่จะนำน้ำโขงเข้ามาใช้ประโยชน์จะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                             เฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน
“กรมชลประทานพร้อมที่จะบูรณาการร่วมกับสทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนิน โครงการโขง-เลย-ชี-มูล ให้เป็นจริง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในปัจจุบันภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ หรือ คิดเป็นร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต่ำกว่าผลผลิตของพื้นที่ชลประทานถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้ยังประสบปัญหาดินเค็มถึง 10.48 ล้านไร่อีกด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ ซึ่งหากมีความเพียงพอแล้ว รายได้ของคนอีสานก็จะเพิ่มขึ้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน”
              เฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวยืนยันถึงการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูลว่าขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังดำเนินการการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กรมชลปะทานได้ได้ศึกษาความเหมาะสมโครงการในระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาและบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่การเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแรงโน้มถ่วง
สำหรับ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ที่จ.เลย เนื่องจากมีค่าลงทุนสูงมาก จึงต้องแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โครงการระยะที่ 1 ที่กรมชลประทานได้ศึกษา มีเป้าหมายเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด 27 อำเภอ ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาท ระยะเตรียมการ 3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)
“เขื่อนอุบลรัตน์ ปีนี้น้ำแห้งขอดมีปริมาณน้ำเหลือเพียงแค่ 450 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำที่ติดก้นอ่างฯเท่านั้นเอง ทั้งๆที่เขื่อนแห่งนี้มีความจุในระดับกักเก็บถึง 2,431 ล้าน ลบ.ม. และมีความจุสูงสุด 4,640 ล้าน ลบ.ม. จึงยังมีพื้นว่างที่จะเติมน้ำได้อีกจำนวนมาก หากสามารถน้ำจากแม่น้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลากมาเติมไว้ ปัญหาขาดแคลนน้ำก็จะไม่เกิดขึ้น และยังจะมีน้ำไปเติมเต็มให้กับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่รัฐบาลได้เร่งสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างอีกด้วย ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน”
กระนั้นก็ตามสำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล หากจะพัฒนาให้เต็มศักยภาพก็จะมีการสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจำนวน 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,273 กม. สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโดยการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ถึง 29,881 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี จะทำให้มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 33.57 ล้านไร่
โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.73 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.84 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งสามารถส่งน้ำให้ได้ 11.15 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ในภาคการเกษตร 1.44 ล้านครัวเรือนหรือ 5.71 ล้านคน สร้างรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 85,672 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ลดความเสี่ยงจากฝนตกล่าช้าและฝนทิ้งช่วง สามารถส่งน้ำให้พื้นที่วิกฤตแห้งแล้งและส่งน้ำยากได้อย่างทั่วถึง
“ผลประโยชน์ที่ได้จากการพัฒนาตามโครงการนี้จะทำให้ภาคอีสานมีคลองชลประทานขนาดใหญ่เพิ่มอีกหกสายที่วางตัวอยู่บนขอบเนินที่สูง มีน้ำไหลตลอดปี และเป็นการฟื้นชีวิตลำน้ำธรรมชาติเกือบทุกสายในภาคอีสาน โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และพื้นที่ลุ่มน้ำเลยจุดเริ่มต้นของโครงการ”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวทิ้งท้าย

สร้าง”ฝายชะลอลำน้ำชุมชน”แก้แล้งอีสานยั่งยืน 

     ภาคภูมิ ปุผมาศ ผู้ทรงคุณวุฒิจ.อุดรธานีและกรรมการลุ่มน้ำโขงอีสานกล่าวเห็นด้วยในการก่อสร้างโครงการโขงเลยชีมูล เนื่องจากเป็นการดึงน้ำมาจากแม่น้ำโขงเพื่อมาเติมเต็มในเขื่อนต่าง ๆ ภาคอีสานเพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนสำรองไว้ในฤดูแล้ง เหตุเพราะว่าประเทศไทยไม่มีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขง การดึงน้ำมาใช้จึงเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เส้นทางน้ำไหลผ่านจะต้องได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวด้วย
“ที่จริงโครงการนี้มีมานานแล้วและเป็นโครงการที่คนอีสานอยากได้มาก ๆ แต่ที่สำคัญกว่านั้นรัฐต้องให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในทุกกระบวนการก่อสร้าง ถามว่ามีการต่อต้านไม๊คงไม่มี เรพาะทุกคนอยากได้ อยากให้เกิดโดยเร็ว แต่สิ่งที่เขาเป้นห่วงเมื่อเกิดแล้ว ประชาชนที่อยู่ในเส้นทางผ่านจะต้องได้รับผลประโยชน์จากน้ำดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ใกล้เกลือกินด่าง ชาวบ้านบริเวณนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการแต่อย่างใด”
เขากล่าวต่อว่าโขงเลยชีมูลนั้นถือเป็นโครงการระยะยาวที่มาช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน แต่ในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการสร้างฝายขนาดเล็กกั้นลำน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน โดยมีระยะห่าง1-2 กิดลเมตรต่อหนึ่งฝายเก็บกักน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผืนดิน ซึ่งชาวบ้านก็ใช้วิธีการนี้มานานแล้ว โดยการจัดการกันเองของคนในชุมชนหรือหมู่บ้านไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือดูแลแต่อย่างใด
ส่วนการขุดบ่อขนมครกตามชุมชน หมู่บ้านหรือริมลำน้ำก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการเก็บกักน้ำ แต่ก็มีปัญหาในการบางพื้นที่ก็เป็นดินเค็มหรือบางพืน้ที่ก็เก็บกักน้ำไม่อยู่ทำให้เกิดปัญหาต้องเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนตัวยังเชื่อว่าการใช้วิธีจากภูมิปัญญาที่มีมาเป็นร้อย ๆ ปีของชาวบ้านด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำตามลำน้ำธรรมชาติต่าง ๆ จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดและใช้งบประมาณไม่มากด้วย ที่สำคัญต้องให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วม บริหารจัดการกันเองภายในชุมชน จึงจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำแล้งในภาคอีสานที่ยั่งยืน
“โครงการใหญ่ ๆ โครงการตามนโยบายในระยะยาวของรัฐบาลก็ให้รีบลงมา แต่โครงการเฉพาะหน้า สร้างฝายกั้นลำน้ำเป็นระยะ ๆ ประมาณ 1-2 กิโลเมตรต่อหนึ่งฝายน่าจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาน้ำที่ดีที่สุดในภาคอีสาน เพราะวิธีนี้ชาวบ้านเขาทำกันมานานเป็นร้อยๆ ปีแล้วก็ได้ผลนะ”กรรมการลุ่มน้ำโขงอีสานกล่าวย้ำ