สศก.เผยสินค้าเกษตรไทยยังเติบโตในตลาดอาเซียน

สศก.เผยสินค้าเกษตรไทยยังเติบโตในตลาดอาเซียน

สศก.เผยสินค้าเกษตรไทยยังเติบโตในตลาดอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

ส่องทิศทางการค้าสินค้าเกษตรไทย สศก. เผย ยังคงเติบโตได้ดีในตลาดอาเซียนและตลาดโลก

วันนี้ (15 พ.ค.) นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01-24 รวมยางธรรมชาติ) ของไทยในตลาดโลก พบว่าไทยมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถรักษาตลาดส่งออกได้ สะท้อนจากมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก ปี 2567 ที่ผ่านมา จำนวน 2,528,839 ล้านบาท จำแนกเป็น มูลค่าส่งออก 1,801,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137,822 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.28 ในขณะที่มีมูลค่านำเข้า 727,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,912 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.24 ทั้งนี้ ไทยมีมูลค่าการค้ากับอาเซียน (23%) มากเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ จีน (21%) สหรัฐอเมริกา (9%) สหภาพยุโรป (9%) และญี่ปุ่น (7%)

สำหรับสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรของไทยในตลาดอาเซียน 9 ประเทศ (บรูไน อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว เมียนมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ เวียดนาม) ของปี 2567 พบว่า สินค้าเกษตรไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2566 ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 229,687 ล้านบาท โดยมีมูลค่าส่งออก 410,830 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 3.60 ในขณะที่การนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีมูลค่า 181,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 16.49

สินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ข้าว อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ มูลค่า 46,065 ล้านบาท (2) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ มูลค่า 38,211 ล้านบาท (3) น้ำ รวมถึงน้ำแร่ และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส มูลค่า 27,577 ล้านบาท (4) น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ มูลค่า 22,434 ล้านบาท และ (5) เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที นมถั่วเหลือง มูลค่า 19,022 ล้านบาท

สินค้าเกษตรนำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) มันสำปะหลังฝานหรือทำเป็นเพลเลต มูลค่า 21,622 ล้านบาท (2) ข้าวโพด ไม่ใช้สำหรับเพาะปลูก มูลค่า 19,430 ล้านบาท (3) อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม มูลค่า 18,764 ล้านบาท (4) เมล็ดกาแฟ (ไม่คั่ว) ไม่แยกคาเฟอีน มูลค่า 8,614 ล้านบาท และ (5) ผลไม้และลูกนัตอื่นๆ ที่ดิบหรือสุก โดยการนึ่งหรือต้ม แช่แข็ง หรือทำให้หวาน อาทิ สับปะรด ทุเรียน ลำไย มูลค่า 7,382 ล้านบาท

ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก 77,321 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.82 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางธรรมชาติ / ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่แช่แข็ง / อาหารสุนัขหรือแมว / ข้าว อาทิ ข้าวเจ้าขาวอื่น 5%   ข้าวเจ้าขาว 25% ข้าวเจ้าขาวหอมมะลิไทย 100% / น้ำมันปาล์มดิบ ไม่ดัดแปลงทางเคมี

รองลงมา คือ อินโดนีเซีย มีมูลค่าการส่งออก 68,428 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.66 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ข้าว อาทิ ข้าวเจ้าขาวอื่น 5% ข้าวเจ้าขาวหอมมะลิไทย 100% ข้าวเจ้าขาวหอมมะลิไทย 5% / น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ / สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง / ผลไม้สด อาทิ ลำไย มะขาม ลิ้นจี่ / อาหารสุนัขหรือแมว

อันดับ 3 คือ กัมพูชา มีมูลค่าการส่งออก 62,826 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15.29 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลละเอียด / เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่อัดลม นมถั่วเหลือง / น้ำรวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส / อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ ครีมเทียม กะทิสำเร็จรูป / ยางธรรมชาติ

ด้าน น.ส.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ สศก.กล่าวถึงสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยในตลาดอาเซียน ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 พบว่ามีมูลค่าการค้าเท่ากับ 160,067 ล้านบาท จำแนกเป็น มูลค่าส่งออก 100,491 ล้านบาท มูลค่านำเข้า 59,576 ล้านบาท ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 40,915 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ มูลค่า 11,656 ล้านบาท (2) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ มูลค่า 9,910 ล้านบาท (3) น้ำ รวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส มูลค่า 6,355 ล้านบาท (4) เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที นมถั่วเหลือง มูลค่า 4,785 ล้านบาท และ (5) อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม มูลค่า 4,309 ล้านบาท และสินค้านำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่  (1) มันสำปะหลังฝานหรือทำเป็นเพลเลต มูลค่า 15,466 ล้านบาท (2) ข้าวโพด ไม่ใช้สำหรับเพาะปลูก มูลค่า 6,557 ล้านบาท (3) อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม มูลค่า 4,683 ล้านบาท (4) สิ่งสกัด หัวเชื้อ และสิ่งเข้มข้น อาทิ กาแฟสำเร็จรูป มูลค่า 2,744 ล้านบาท และ (5) มะพร้าวอื่นๆ อาทิ มะพร้าวอ่อน มูลค่า 2,230 ล้านบาท

ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก 17,442 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.34 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางธรรมชาติ / ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่แช่แข็ง / อาหารสุนัขหรือแมว / สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง / น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว

รองลงมา คือ อินโดนีเซีย มีมูลค่าการส่งออก 16,435 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.35 ของมูลค่า การส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาลดิบที่ได้จากอ้อยอื่นๆ / สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง / ผลไม้สด อาทิ ลำไย น้อยหน่า ชมพู่ ทับทิม / อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ ครีมเทียม อาหารปรุงแต่งสำหรับทารกหรือเด็กเล็ก / อาหารสุนัขหรือแมว

อันดับ 3 คือ กัมพูชา มีมูลค่าการส่งออก 16,237 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.16 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีตอื่นๆ อาทิ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว / เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอสที เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่อัดลม นมถั่วเหลือง / น้ำรวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลมที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส / อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ ครีมเทียม กะทิสำเร็จรูป / ซอสและของปรุงรสอื่นๆ อาทิ กะปิ น้ำมันหอย ซอสพริก

ทั้งนี้ สศก.ยังติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงมีแนวโน้มเป็นบวก ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอาเซียนยังคงเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในอนาคต อาทิ การดำเนินนโยบาย Make America Great Again ของสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงไทย ทำให้สินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทย   อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย นอกจากนี้ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเข้าไปครองส่วนแบ่งตลาดแทนที่จีน ในขณะเดียวกัน ต้องเฝ้าระวังสินค้าจากจีนที่อาจระบายมายังไทยมากขึ้น หรืออาจระบายไปตลาดอื่นที่เป็นคู่ค้าของไทย ส่งผลให้การแข่งขันกับสินค้าจีนในตลาดนั้นสูงขึ้น ทำให้ไทยอาจสูญเสียตลาดบางส่วนให้จีนได้ ดังนั้น ไทยจึงต้องรักษาและพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าในระดับสากล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกา ควบคุมการนำเข้าให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับด้านคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อป้องกันการลักลอบการนำเข้าสินค้า รวมถึงปรับกลยุทธ์ทางการค้าและการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีหรือการประกาศใช้นโยบายใหม่ๆ ของสหรัฐอเมริกา

015

ก.เกษตรฯเชิดชู7สหกรณ์ดีเด่นปี 2568

ก.เกษตรฯเชิดชู7สหกรณ์ดีเด่นปี 2568

ก.เกษตรฯเชิดชู7สหกรณ์ดีเด่นปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

วันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีสำคัญของประเทศไทย ซึ่งในปีนี้จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยในพิธีนี้จะมีการพระราชทานโล่รางวัลให้แก่ปราชญ์เกษตร, เกษตรกร,  สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ที่มีผลงานดีเด่นในภาคเกษตรกรรม พร้อมทั้งเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติ

วันนี้ (15 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปี 2568 นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดเลือก “สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ” จำนวน 7 แห่ง จากสหกรณ์ 11 ประเภท เพื่อเผยแพร่ผลงานของสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสหกรณ์ 7 แห่ง ที่มีผลงานโดดเด่น และได้รับการคัดเลือกเป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรปง จำกัด จ.พะเยา ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 2,300 คน โดยมีการพัฒนาโครงการที่สำคัญ เช่น การเสริมสร้างเครือข่ายผู้นำสหกรณ์และโครงการทายาทสหกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อลงทุนในอนาคต นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการและส่งเสริมการปลูกมะเขือพวงเพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิก

สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด จ.สมุทรสงคราม สหกรณ์ฯ ได้รับการยกย่องจากโครงการยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยในตลาดปลา และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สมาชิก นอกจากนี้ สหกรณ์ยังมีการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดปลา ยกระดับมาตรฐานตลาดปลา เพื่อพัฒนาสู่ศูนย์กลางสินค้าอาหารทะเลสดและแปรรูป

สหกรณ์โคนมเทพสถิต จำกัด จ.ชัยภูมิ สหกรณ์ฯ ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำนมโคและลดต้นทุนการดำเนินงาน ผ่านการสนับสนุนสมาชิกในการจัดหาแม่โคนมทดแทนและการใช้เทคโนโลยีในการบันทึกข้อมูลน้ำนม นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนโครงการลดต้นทุน อย่างเช่นการนำกระสอบอาหารสัตว์ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่

สหกรณ์ชาวสวนยางพาราภูผาหมอก จำกัด จ.ศรีสะเกษ สหกรณ์ฯ ได้รับการยกย่องจากผลงานโครงการก่อสร้างลานตากมาตรฐาน GMP ซึ่งเป็นเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีในกระบวนการผลิตเพื่อรวบรวมผลผลิตยางก้อนถ้วยนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง STR 20 ที่มีคุณภาพ และการพัฒนาอาชีพเสริมให้สมาชิก โดยมีการเลี้ยงไก่บ้านและวัวในสวนยางเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการพัฒนาระบบระบายน้ำที่สะอาด

ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด จ.พัทลุง มีจุดเด่นในการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สมาชิกที่มาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลพัทลุงและญาติผู้ป่วย มีบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้า พัฒนาระบบบริหารด้วยเทคโนโลยี ส่งเสริมรายได้สมาชิกผ่านการรับฝากขาย และจัดโครงการผลไม้สดตามฤดูกาลเพื่อสร้างความหลากหลายการให้บริการและเพิ่มยอดขาย

สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพังงา จำกัด จ.พังงา ถือเป็นสหกรณ์ฯ ตัวอย่างที่ดีในด้านการพัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลและการประชาสัมพันธ์ เพื่อยกระดับการบริการสมาชิก โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น CoopNetwork เพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มความสะดวกและโปร่งใสในการใช้งาน และมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสำคัญ “ปันน้ำดื่ม ปันน้ำใจ” โดยสหกรณ์ได้สนับสนุนน้ำดื่มภายใต้แบรนด์ “สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพังงา จำกัด” ให้แก่สมาชิกได้ดื่มน้ำสะอาด มีคุณภาพ เป็นขวัญกำลังใจให้สมาชิกตำรวจผู้ปฏิบัติงานเพื่อประชาชน และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ช่วยขยายระยะเวลางวดชำระหนี้ รวมถึง “โครงการกีฬาเชื่อมความสามัคคี” โครงการพบปะผู้เกษียณอายุราชการ ส่งเสริมสุขภาพ และ “โครงการสวัสดิการเด็กพิเศษ” เพื่อดูแลสมาชิกอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และชีวิตครอบครัว

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเขื่อนเพชรโค้งข่อย จำกัด จ.เพชรบุรี สหกรณ์ฯ มุ่งเน้นการพัฒนาอาชีพและการเสริมสร้างฐานข้อมูลสมาชิกเพื่อการบริการที่ดียิ่งขึ้น โครงการส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนและการพัฒนาตลาดออนไลน์เป็นสิ่งที่ช่วยสมาชิกเพิ่มรายได้จากการฝึกอบรมในหลายด้าน เช่น การทำขนมกล้วยหอม และการแปรรูปอาหาร

จากความสำเร็จของสหกรณ์หลากหลายประเภท จึงเห็นได้ว่าระบบสหกรณ์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก เป็นเครื่องมือเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกภาคส่วน ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและความมั่งคั่งได้อย่างเท่าเทียมกัน

015

‘นฤมล’นำ 2 รมช. Kick Off มอบ’โฉนดต้นยาง-ต้นไม้’ ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

'นฤมล'นำ 2 รมช. Kick Off มอบ'โฉนดต้นยาง-ต้นไม้' ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

‘นฤมล’นำ 2 รมช. Kick Off มอบ’โฉนดต้นยาง-ต้นไม้’ ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

“รมว.นฤมล”นำ 2 รมช. Kick Off มอบ“โฉนดต้นยาง-ต้นไม้”ยกระดับต้นไม้เป็นสินทรัพย์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมปูทางซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้เกษตรกรไทย 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน Kick Off มอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดเชื่อมโยงไปยัง 144 จุดทั่วประเทศ 

กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการภายใต้เป้าหมายของการพัฒนาศักยภาพต้นไม้และต้นยางพาราให้เป็นสินทรัพย์ ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันในระบบสินเชื่อ เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการเงินต่าง ๆ ยกระดับมูลค่าที่ดิน และหนุนเสริมการสร้างรายได้อื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การประกอบการเนื้อไม้ และกิจกรรมคาร์บอนเครดิต เป็นต้น ซึ่ง ส.ป.ก. และ กยท. ได้มีการศึกษาและกำหนดขั้นตอน วิธีปฏิบัติ รวมทั้งพัฒนาระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำความรู้ ประสบการณ์ และนวัตกรรมเทคโนโลยี มาประยุกต์ในการขับเคลื่อนนโยบาย 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯตั้งเป้าที่จะออกโฉนดต้นยางพาราในพื้นที่สวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย จำนวน 11.17 ล้านไร่ ตามแผน 2 ปี หลังจากให้ไปดูแลพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน เพื่อจะสามารถออกโฉนดต้นยางได้ จนครบทั้ง 22 ล้านไร่ทั่วประเทศเกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยางอย่างยืน ซึ่งโฉนดสวนยางนั้นจะเพิ่มมูลค่าให้กับต้นยางอย่างน้อยเฉลี่ยประมาณไร่ละ 27,000 บาท ถ้าออกโฉนดต้นยางได้ครบ 22 ล้านไร่ จะทำให้ต้นยางมีมูลค่ารวมถึง 500,000-600,000 ล้านบาท 

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดที่จะทำโครงการนี้ขึ้นมาให้กับเกษตรกร ต่อเนื่องจากที่ดิน ส.ป.ก.เป็นการสร้างคุณค่าให้เพิ่มขึ้นไม่เฉพาะต้นยางพารา แต่รวมไปถึงต้นไม้ทั้ง 58 ชนิด โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเอกสารรับรองการมีอยู่ของต้นไม้และต้นยางพารา แต่เป็นการเปิดประตูให้ต้นไม้และต้นยางพารา กลายเป็นทรัพย์สินที่ใช้การได้ ทั้งในฐานะหลักทรัพย์เพื่อขอสินเชื่อ หรือทรัพย์ที่มีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมไปถึงสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ตนขอประชาสัมพันธ์โครงการดี ๆ ให้เกษตรกรทั่วประเทศช่วยกันบอกต่อและชักชวนกันมาขึ้นทะเบียน เพื่อที่เราจะได้เดินหน้าแจกโฉนดให้ครบตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ตนต้องขอบคุณเกษตรกรและผู้บริหารทุกๆท่านของกระทรวงเกษตรฯที่ร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้เกิดเรื่องดี ๆ ในวันนี้ขึ้นมาได้ และขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรไทยทุกท่านด้วย

ด้านนายอิทธิ กล่าวว่า วันนี้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องไปโค่นต้นยางหรือต้นไม้ต่างๆ เพราะพวกมันกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง โครงการที่เกิดขึ้นในวันนี้จะทำให้ต้นไม้ที่อยู่บนที่ดินของเกษตรกรมีมูลค่ามหาศาลในอีก 20 ปีข้างหน้า เกษตรกรไทยทุกคนกำลังจะกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับหลายสิบล้าน สิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส วางเอาไว้ให้พวกเราเดินต่อจากท่านเป็นการมองการณ์ไกล ลว่าหากให้แต่ที่ดินอย่างเดียวก็จะไม่มีมูลค่าเท่ากับเพิ่มมูลค่าให้ต้นไม้ที่อยู่บนที่ดินที่สามารถนำไปต่อยอดได้ 

“วันนี้สิ่งที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเดินหน้าทำให้สำเร็จในทุกๆโครงการที่วางเป้าหมายเอาไว้ เพื่อชีวิตของพวกเราทุกคนครอบครัวเกษตรจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเราขอแสดงความยินดีให้กับเกษตรกรทุกรายที่วันนี้จะได้รับมอบโฉนดต้นยางพาราและต้นไม้”นายอิทธิ กล่าว

ด้านนายอัครา กล่าวว่า จริงๆตนไม่ได้กำกับดูแลการยางหรือ ส.ป.ก.แต่ด้วยความที่พวกเรา 3 พี่น้องรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯไปไหนไปกัน แยกกันไม่ได้ จึงขอให้กำลังใจกับเกษตรกร ว่าที่มหาเศรษฐีทุกท่าน

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงาน Kick Off การมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพาราในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้ผลการดำเนินงานนโยบายโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา โดยมีการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารารวมจำนวนกว่า 11,620 ฉบับ นอกจากนี้ ยังได้มีพิธีลงนามแสดงเจตจำนงระหว่าง ธ.ก.ส. , ส.ป.ก. และ กยท. ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นแหล่งทุนใหม่สำหรับเกษตรกร พร้อมจัดกิจกรรมมอบต้นไม้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและการเริ่มต้นผลักดันนโยบายด้วย

‘อธิบดีกรมชลประทาน’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมชลประทาน'บันทึกเทปถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมชลประทาน’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมชลประทาน ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2568 เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

– 006
 

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'อธิบดีกรมฝนหลวง'บันทึกเทปถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

– 006

‘กรมการข้าว’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

'กรมการข้าว'บันทึกเทปถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘กรมการข้าว’บันทึกเทปถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.54 น.

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2568 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

– 006

‘รมว.นฤมล’จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

'รมว.นฤมล'จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

‘รมว.นฤมล’จับมือผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.25 น.

“รมว.นฤมล”เผย หลังร่วมนายกฯ พบผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ ย้ำ Fruit Board คุมเข้มสินค้าให้มีมาตรฐาน ผ่าน 3 มาตรการ พร้อมเพิ่มช่องทาง e-Commerce ช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจัดกิจกรรมนายกรัฐมนตรีพบปะผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ช่วงฤดูกาลผลไม้ ปี 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้คุมเข้มคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย โดยดำเนินการผ่านคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ซึ่งได้บริหารจัดการผลไม้ฤดูการผลิต ปี 2568 เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยผลิตผลไม้ คุณภาพได้มาตรฐานสู่ตลาดสากล ผ่าน 3 มาตรการ คือ

 มาตรการที่ 1 ส่งเสริมการปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิตผลไม้ โดยการยกระดับคุณภาพ บรรเทาและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการผลิตระดับสวน ตามมาตรการ GAP รวมถึงบริหารจัดการสภาพอากาศ ธาตุอาหาร น้ำ โรค แมลงศัตรูพืช 

มาตรการที่ 2 เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม กำกับคุณภาพมาตรฐานสุขอนามัยพืช ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แปลงผลิต ล้ง ตลอดจนกระบวนการส่งออก กระจายตัวของผลผลิต โดยบริหารจัดการยืดระยะเวลาการออกผลสู่ตลาดนานขึ้น ทำให้ตลาดไม่กระจุกตัว มีข้อมูลในการวางแผนที่แม่นยำขึ้น ช่วยบริหารตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

มาตรการที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาดสินค้าผลไม้ เน้นการทำงานแบบบูรณาการโดยคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคีเกษตรกร ภายใต้ 7 มาตรการ 25 แผนงาน ซึ่งได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมามีแผนติดตามและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน ที่กำลังจะออกผลผลิตสู่ท้องตลาด ได้แก่ เตรียมการบริหารจัดการน้ำ การควบคุมผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ป้องกันการสวมสิทธิ์ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องปฏิบัติการตรวจรับรองผล การสุ่มตรวจคุณภาพผลไม้อย่างเข้มข้น การส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรเตรียมการรับมือภัยแล้งและพายุฤดูร้อน (Climate Change) และประชาสัมพันธ์ให้เกิดการบริโภคผลไม้ในประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างแดนและข้ามแดน เป็นต้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังดำเนินการผ่าน 5 แนวทาง ได้แก่ แนวทาง 1 บริหารจัดการผลผลิตโดยวางแผนการกระจายตัวของผลผลิต ใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการ ยืดระยะเวลาการออกผล  ทำให้ตลาดไม่กระจุกตัว ส่งผลให้ผลผลิตภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่เกิดการกระจุกตัว แนวทาง 2 ควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงปลูก ยกระดับมาตรฐาน GAP สำหรับทุเรียน ตั้งจุดบริการตรวจก่อนตัด ป้องกันทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด แนวทาง 3 การบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกร เพิ่มบทบาทแปลงใหญ่และสหกรณ์ในการควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิต แนวทาง 4 การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จัดเกรดผลไม้ สำหรับผลผลิตที่ตกเกรด นำไปแปรรูป เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น ฟรีซดราย หรือนำไปสกัดทางเภสัชกรรม แนวทาง 5 การเพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมช่องทาง e-Commerce สำหรับเกษตรกร 

ด้าน นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขาคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปี 2568 ที่มีจำนวน 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 2.78 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 22% 

โดย ลำไย ในภาคเหนือ ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 1.64 ล้านตัน และลำไยในภาคตะวันออกคาดว่าปริมาณผลผลิต 2.1 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 60% ในเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน 

มะม่วง ในภาคเหนือ ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 1.08 แสนตัน โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุด 50% ในเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนมะม่วงในภาคตะวันออกคาดว่าปริมาณผลผลิต 33,000 ตัน และออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 60% ในเดือนพฤษภาคม

ทุเรียน ในภาคตะวันออก ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 8.71 แสนตัน โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 55% ในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน และทุเรียนในภาคใต้คาดว่าปริมาณผลผลิต 7 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 70% ในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 

มังคุด ในภาคตะวันออก ปี 2568 คาดว่ามีปริมาณ 2.58 แสนตัน โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 70% ในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน และทุเรียนในภาคใต้คาดว่าปริมาณผลผลิต 1.47 แสนตัน และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดถึง 50% ในเดือนสิงหาคม 

ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในปีนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณผลผลิตน้อย จึงทำให้ได้พักต้นสะสมอาหาร สภาพต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกติดผลได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศหนาวเย็น เอื้ออำนวยต่อการออกดอกและติดผล โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด ประกอบกับทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรกเพิ่มขึ้น จำนวน 72,908 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.69

‘คลองหยาโมเดล’สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

'คลองหยาโมเดล'สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

‘คลองหยาโมเดล’สู่เกษตรครบวงจรต้นแบบ ยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นระดับชาติ ประจำปี 2568 ว่า กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา จังหวัดกระบี่ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศระดับประเทศ และได้รับพระราชทานรางวัล “สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568” จาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพิธีวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดของกลุ่มฯ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

จากแนวคิด “บริหารน้ำชุมชนสู่ความยั่งยืน” กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา ได้มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเกษตรกรรมครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชน ภายใต้แนวทาง “ดินดี น้ำดี สิ่งแวดล้อมดี ใส่ใจดี และอิ่มอร่อยสุขภาพดี” โดยวางผังพื้นที่เพาะปลูกตามลักษณะภูมิประเทศ ประสานกับระบบส่งน้ำชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และสามารถใช้น้ำได้อย่างประหยัดสูงสุด

ทั้งนี้ กลุ่มบริหารการใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองหยา ได้แบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนต้นน้ำสำหรับปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด และลองกอง, โซนกลางน้ำสำหรับปลูกข้าวและพืชผัก และโซนปลายน้ำที่ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลานิล กบ และตะพาบน้ำ รวมถึงแปลงเกษตรต้นแบบที่ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน อีกทั้งยังมีการคำนวณ “ผลิตภาพน้ำ (Water Productivity)” พบว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยจากการใช้น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร อยู่ที่ 123 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และตอกย้ำถึงบทบาทของกลุ่มฯ ในการเป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

– 006

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

กรมประมง-เร่งเสริมศักยภาพ ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมประมงจับมือภาคเอกชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘เสริมศักยภาพการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง เพื่อขยายการผลิตและรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ พร้อมลดการจับม้าน้ำจากธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล จังหวัดสตูล เป็นที่ตั้งของโครงการเพาะเลี้ยงม้าน้ำที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มต้นจากการวิจัยและทดลองเพาะเลี้ยงม้าน้ำเพื่อรักษาพันธุ์และเพิ่มปริมาณจากแหล่งธรรมชาติที่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา หลังจากนั้นจึงมีการขยายผลไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์

‘ม้าน้ำ’ ถือเป็นสัตว์น้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับความนิยมในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ม้าน้ำถูกนำไปใช้ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นสัตว์น้ำสวยงาม บริโภคในตำรับยา และทำเป็นเครื่องประดับหรือของที่ระลึก ทำให้ม้าน้ำมีมูลค่าสูงในตลาดโลก แม้จะเป็นสัตว์ที่มีการจับในธรรมชาติ แต่กรมประมงได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพาะเลี้ยงม้าน้ำมาเป็นระยะเวลานาน โดยขณะนี้สามารถเพาะเลี้ยงม้าน้ำได้ถึง 3 ชนิด ได้แก่ ม้าน้ำหนาม ม้าน้ำดำ และม้าน้ำสามจุด

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า  ทางกรมประมงได้จัดโครงการอบรมหลักสูตร ‘การเพาะเลี้ยงม้าน้ำเพื่อเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง’ ณ บารารีสอร์ทและศูนย์วิจัยฯ จังหวัดสตูล ที่ผ่านมา  โดยมีเกษตรกรจาก 5 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต และสตูล เข้าร่วมอบรมจำนวน 40 คน เพื่อเพิ่มทักษะในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ และการแปรรูปม้าน้ำให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง

‘การอบรมในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตม้าน้ำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและลดการจับจากธรรมชาติ ซึ่งม้าน้ำถูกจัดให้เป็นสัตว์น้ำในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญาไซเตส ที่จำกัดการจับและการส่งออกจากแหล่งธรรมชาติ’

การอบรมประกอบด้วยเนื้อหาหลักสูตรเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ การแปรรูปม้าน้ำให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง รวมถึงการขนส่งและการตลาดเพื่อการจำหน่ายและส่งออกม้าน้ำ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจากกรมประมงและภาคเอกชนให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาดูงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้จากกระบวนการจริง และขยายผลความสำเร็จสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้ายว่า ‘เรามั่นใจว่า การขยายกำลังการผลิตม้าน้ำในเชิงพาณิชย์จะช่วยเสริมสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และสามารถรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ซึ่งม้าน้ำเป็นที่ต้องการสูง’

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างให้ความเห็นว่า การเพาะเลี้ยงม้าน้ำสามารถเป็นอาชีพเสริมที่ทำควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทอื่น เช่น สาหร่ายหรือกุ้งทะเล โดยเฉพาะ นายวศินะ รุ่งเรือง อายุ 31 ปี เจ้าของ ‘วศินะฟาร์ม’ จังหวัดสตูล กล่าวว่า ‘ผมเห็นว่า การเลี้ยงม้าน้ำจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้เสริม เพราะมันไม่ยุ่งยากมาก มีการจัดเตรียมอาหารให้ม้าน้ำ และสามารถเลี้ยงควบคู่กับการปลูกสาหร่ายที่ฟาร์มของเราอยู่แล้ว สำหรับปัญหากฎหมายก็อยากมาศึกษาเพื่อให้ทำได้ถูกต้องตามระเบียบ เราเชื่อว่า ม้าน้ำจะเป็นสินค้าส่งออกที่สามารถสร้างมูลค่าสูงให้กับประเทศได้’

นางฐิติพร ทิ้งท้ายว่า ‘โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ม้าน้ำในธรรมชาติและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว ทำให้ม้าน้ำกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูงทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทยในอนาคต’

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

– พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้าได้ 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนา จะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินน้ำ หญ้าและเหล้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง –

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพลับพลาที่ประทับเพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

โอกาสนี้ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ นายวัฒนา มังธิสาร นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และ นางสาวอมรรัตน์ แขวงโสภา ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ร่วมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. (นายวัฒนา มังธิสาร) ปฏิบัติหน้าที่เป็นคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา และผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ปฏิบัติหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเทพี

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐาน เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย

การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 – 08.09 น. ผู้ทำหน้าที่ พระยาแรกนา คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย และคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 ราย ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง

สำหรับผลการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์ ผลการเสี่ยงทายผ้านุ่งแต่งกาย และพระโคกินเลี้ยง ในปี พ.ศ.2568 นี้ พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน หยิบได้ผ้านุ่ง 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนา จะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

ผลการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค พระโคกินน้ำ หญ้า และเหล้า ซึ่งผลเสี่ยงทายกล่าวว่า ถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ในโอกาสเดียวกันนี้ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติและปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จำนวน 38 ราย ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกด้วย

– 006