ระดมสมองรับมือเปิดเสรีโคเนื้อโคนมไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474272

news_default

ระดมสมองรับมือเปิดเสรีโคเนื้อโคนมไทย

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นประธานเปิดประชุมสัมมนา “โครงการรับฟังความคิดเห็นเตรียมความพร้อมเปิดเสรีสินค้าโคนม และโคเนื้อของไทย (FTA)” พร้อมกล่าวว่า จากความตกลงการค้าเสรี (FTA)ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ มีกำหนดต้องเปิดตลาดโดยลดภาษีเหลือ 0% ในสินค้าหางนมเวย์ เนย ไขมันเนย เนยแข็ง และโคเนื้อ ในวันที่ 1 มกราคม 2564 และสินค้านมและครีม เครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่งและนมผงขาดมันเนยวันที่ 1 มกราคม 2568 จากการพิจารณาข้อตกลงดังกล่าวพบว่า อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดเจน ได้แก่ “อุตสาหกรรมโคนม-โคเนื้อ”ภาคการผลิตต้นน้ำของอุตสาหกรรมนมไทยจะได้รับผลกระทบจากการ เปิดเสรีอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมโคนมของออสเตรเลีย เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีโคประมาณ 3 ล้านตัว ผลิตน้ำนมได้ 10,326 ล้านตัน มีประสิทธิภาพผลิตสูง ขณะที่ไทยมีโคนม 441,487 ตัว ผลิตน้ำนมได้ 726,963 ตัน มีราคาน้ำนมดิบในประเทศสูงไม่สามารถแข่งขันกับราคาผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้า จากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในข้อตกลงออสเตรเลียขอให้ไทยเพิ่มการนำเข้านมผงเพิ่มขึ้นอีก 20% (70,000-80,000 ตันต่อปี) ส่งผลกับเกษตรกรทำให้ขายน้ำนมดิบยากขึ้น เพราะผู้ผลิตภายในประเทศจะหันไปใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้แทนน้ำนมดิบในประเทศพบกับภาวะล้นตลาดได้ในภาวะตลาดโลกโดยทั่วไปราคาน้ำนมดิบ 12.50 บาท และภายใต้สถานการปัจจุบันของระบบอุตสาหกรรมนมไทย ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มนำเข้านมผงจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากนมผงมีข้อดีของผู้แปรรูปทั้งในด้านคุณภาพและสะดวกสบาย จึงอาจทำให้การเปิดการค้าเสรีทำให้การนำเข้า “นม” มาแทนที่การผลิตน้ำนมดิบในประเทศ

“การเปิดเสรีการค้าโคเนื้อตามข้อตกลง FTA ไทย-ออสเตรเลีย ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อของไทยต้องปรับตัวมาก เนื่องจากคุณภาพยังสู้ต่างประเทศไม่ได้ ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังสูง การผลิต โคเนื้อคาดว่าจะได้รับผลกระทบด้านลดการผลิต เลิกการผลิต ดุลการค้าลดลง ราคาภายในประเทศลดลง มีการว่างงานเพิ่มขึ้น โดยสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าคือ เนื้อโค กระบือ ไม่มีกระดูกแช่แข็ง เนื้อโค กระบือ ไม่มีกระดูกสดหรือแช่เย็น ซึ่งปัจจุบันไทยเก็บภาษี นำเข้าร้อยละ 50 หากลดภาษีเหลือ 0 จะทำให้สินค้าดังกล่าวราคาถูกลง นำเข้ามากขึ้นและจะมีเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจำนวนประมาณ 1.4 ล้านครัวเรือน” ประธานสภาเกษตรกรฯ กล่าว

กรมชลฯพร้อมขับเคลื่อน‘โขงเลยชีมูล’ แก้ปัญหาภัยแล้งอีสานยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474274

news_default

กรมชลฯพร้อมขับเคลื่อน‘โขงเลยชีมูล’ แก้ปัญหาภัยแล้งอีสานยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานพร้อมบูรณาการกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ให้เป็นจริง เพื่อแก้ปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งในปัจจุบันภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ หรือ คิดเป็นร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร ทำให้ผลผลิตงการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต่ำกว่าผลผลิตของพื้นที่ชลประทานถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาดินเค็มถึง 10.48 ล้านไร่ จำเป็นต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ ทำให้รายได้ของคนอีสาน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน

สำหรับการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล เพื่อจัดหาและบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่การเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแรงโน้มถ่วง ขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำลังศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมโครงการระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2560 เป้าหมายเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ หากดำเนินการได้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด 27 อำเภอ ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาทระยะเตรียมการ 3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล จะแบ่งการดำเนินโครงการออกเป็น 5 ระยะถึงจะเต็มศักยภาพ ซึ่งจะมีการสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,273 กม. สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโดยผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ถึง 29,881 ล้าน
ลบ.ม.ต่อปี จะทำให้มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 33.57 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.73 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.84 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูแล้งได้อีก 11.15 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ในภาคการเกษตร 1.44 ล้านครัวเรือน หรือ 5.71 ล้านคน สร้างรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 85,672 บาท/ครัวเรือน/ปี ลดความเสี่ยงจากฝนตกล่าช้าและฝนทิ้งช่วง ส่งน้ำให้พื้นที่วิกฤติแห้งแล้งและส่งน้ำยากได้อย่างทั่วถึง

“ผลประโยชน์ที่ได้จากการพัฒนาตามโครงการนี้ จะทำให้ภาคอีสานมีคลองชลประทานขนาดใหญ่เพิ่มอีกหกสายวางตัวอยู่บนขอบเนินที่สูง มีน้ำไหลตลอดปี เป็นการฟื้นชีวิตลำน้ำธรรมชาติเกือบทุกสายในภาคอีสาน โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และพื้นที่ลุ่มน้ำเลยจุดเริ่มต้นของโครงการ นอกจากนี้ ยังจะแก้ปัญหาภัยแล้งปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474271

news_default

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยสภาพอากาศกลางวันร้อน แดดแรง กลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่พบได้ในระยะพัฒนาทางลำต้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก มักพบตัวหนอนฟักออกจากไข่กัดกินผิวใบส่วนต่างๆ ของพริกเป็นกลุ่ม หากหนอนโตขึ้นจะไปกัดกินทุกส่วนของพืช กรณีหนอนมีปริมาณมากขึ้นผลผลิตพริกเสียหาย และคุณภาพผลผลิตไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี และใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรไถตากดินและเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆ่าดักแด้เป็นการลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ วิธีกล ให้เกษตรกรเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้ ส่วนการใช้ชีววิธี ให้เกษตรกรใช้ระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย โดยให้ใช้สารจุลินทรีย์ เช่น เชื้อไวรัสหนอนกระทู้หอม (นิวคลีโอโพลิฮีโดรไวรัส)อาทิ DOA BIO V1 (กรมวิชาการเกษตร) หรือช่วงเย็นให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp.aizawai หรือ Bacillus thuringiensis subsp.kurstaki

หากพบการระบาดมาก ให้เกษตรกรใช้สารเคมีกำจัด โดยใช้สารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17%เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟีนาเพอร์
10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซีอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12%เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24%เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นซ้ำตามการระบาด และควรพ่นระยะที่หนอนมีขนาดเล็ก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง และควรใช้สารฆ่าแมลงสลับกลุ่ม ป้องกันการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้

เลาะรั้วเกษตร : ร่างใหม่..เรื่องใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474275

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ร่างใหม่..เรื่องใหม่

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อ 2-3 วันก่อนเข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร บังเอิญคลิกเข้าไปในเมนู รับฟังความคิดเห็น จึงพบว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ สำหรับผู้ผลิต และจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตร นั่นคือ ร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ…….” ซึ่งเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่เงียบมาก

พยายามค้นหาข่าวว่ามีการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้บ้างไหม ก็พบอยู่เพียงสื่อเดียว เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563แม้ในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรเองก็ไม่ได้ทำเครื่องหมายอะไรให้รู้ว่าเป็นเรื่องใหม่ หรือมีความสำคัญ ในเมนูรับฟังความคิดเห็นถ้าไม่คลิกเข้าไปดูก็จะไม่ทราบว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นเรื่องใด

เข้าไปในเว็บไซต์ของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร จึงได้พบว่ามีการรับฟังความคิดเห็นเรื่องนี้อยู่ โดยใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่อยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์ ลงเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มกราคม เช่นเดียวกัน ตามปกติการรับฟังความคิดเห็นจะต้องใช้วิธีการจัดประชุม จึงจะได้ความคิดเห็นที่ชัดเจนตรวจสอบได้ เพราะจะเห็นหน้าค่าตาคนที่ร่วมประชุมกันอยู่ อาจจะมีข้อขัดแย้งบ้าง ไรบ้าง แต่ความเห็นที่ได้รับจากการประชุมค่อนข้างจะชัดเจน

การรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ เพิ่งมีมาในระยะหลัง ไม่แน่ใจว่าจะมีคนเข้าไปให้ความเห็นสักกี่คน ยิ่งถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง คนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นก็คงจะไม่ค่อยมีการอาศัยปากต่อปากบอกต่อๆ กัน ก็อาจจะพอได้บ้าง ในความเห็นส่วนตัวมองว่าการประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์อาจจะมีการเบี่ยงเบนเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่อยากให้เป็น..

แต่ในสถานการณ์ที่กรมวิชาการเกษตร ถูกตัดงบประมาณลงอย่างมากมายเช่นนี้ การรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์ ก็พอยอมรับได้เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ระยะเวลาการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพียง 16 วัน (28 มกราคม -12 กุมภาพันธ์ 2563) อาจจะน้อยเกินไป

ถึงวันนี้ ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้ว ผลการรับฟังความคิดเห็นเป็นเช่นไรยังไม่ทราบ…

อย่างไรก็ตาม ขอกล่าวถึงสาระสำคัญของ ร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับนี้พอสังเขป….ร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับนี้ ให้ยกเลิกความในหมวด 2 ของประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2547”

หมวดที่ 2 ว่าด้วย “หลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่ผลิตและเก็บรักษา” ฉบับเดิม ระบุเฉพาะ “วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือชนิดที่ 3” แต่ร่างประกาศฉบับใหม่ ใช้คำว่า “วัตถุอันตราย” เฉยๆ

ประกาศฉบับเดิม กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุอันตราย จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์และระบบ ที่มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิตผู้ใช้วัตถุอันตราย และสภาพแวดล้อม ต้องจัดให้มีมาตรการและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ผลิต หรือเก็บรักษาวัตถุอันตราย จัดให้มีผู้ควบคุมการผลิต จัดให้มีการบันทึกการผลิตวัตถุอันตรายแต่ละครั้งของการผลิต ผู้ผลิตต้องตรวจสอบสารสำคัญและส่วนประกอบของวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุ ฉลากที่ปิดบนภาชนะบรรจุ ต้องมีเอกสารแสดงกรรมวิธีผลิต และต้องรายงานเกี่ยวกับภาชนะบรรจุที่ใช้แล้ว รวมทั้งต้องมีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการกำจัดน้ำเสีย

ร่างประกาศฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุอันตรายจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสถานที่ผลิตวัตถุอันตราย ซึ่งประกอบด้วย สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สถานที่ต้องได้รับการรับรองระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ISO 9001 ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานจัดการสิ่งแวดล้อม ISO140001 และมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

อาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุอันตรายต้องมีลักษณะตรงตามที่กำหนด เช่น ต้องมีบันไดหนีไฟ ผนังเพดาน และหลังคาต้องเป็นวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดการลุกลามเมื่อเกิดไฟไหม้ มีการระบายอากาศที่เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ ต้องติดป้าย “วัตถุอันตราย” อักษรสีแดงบนพื้นขาว บริเวณทางเข้าอาคาร ในสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย ต้องติดป้ายแสดงชื่อวัตถุอันตราย และป้ายคำเตือนสำหรับผู้ปฎิบัติงาน

อุปกรณ์การผลิต การผสมปรุงแต่งวัตถุอันตรายชนิดที่เป็นของเหลว ชนิดผง และชนิดเม็ด ต้องมีอุปกรณ์ตามที่กำหนดในประกาศ การแบ่งบรรจุวัตถุอันตรายทั้งชนิดเหลว ชนิดผงและชนิดเม็ดต้องปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศ ให้แยกเครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสารกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะ ห้ามใช้ผลิตสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น

มีการกำหนดวิธีการจัดการวัตถุดิบและลักษณะของภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ ผู้ผลิตวัตถุอันตรายชนิดจำกัดการใช้ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ นอกจากนี้การผลิตวัตถุอันตรายทุกชนิดต้องมีเอกสารแสดงกรรมวิธีการผลิตด้วย ข้อปฎิบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือผู้ผลิตต้องมีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมการจัดการน้ำเสีย และการจัดการข้อร้องเรียน

แทบจะเรียกได้ว่าร่างประกาศบับใหม่นี้ เป็นเรื่องใหม่เกือบทั้งหมด…ผู้ผลิต…ไหวไหม…

แว่นขยาย

‘ปารีณา’ฟัดไม่ปล่อย บุกร้องกรมป่าไม้ จี้สอบ’แม่ธนาธร’รุกป่าจอมบึงหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474344

news_default

‘ปารีณา’ฟัดไม่ปล่อย บุกร้องกรมป่าไม้ จี้สอบ’แม่ธนาธร’รุกป่าจอมบึงหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 18.38 น.

“ปารีณา”บุกยื่นหนังสือร้องเรียนถึงอธิบดีกรมป่าไม้ จี้สอบ”แม่ธนาธร”บุกรุกป่าจอมบึงหรือไม่ อ้างเป็นความผิดสำเร็จ ด้านรองอธิบดีกรมป่าไม้ เผยส่งจนท.เข้าตรวจสอบแล้ว พร้อมเรียกชี้แจงแนวแปลงที่ดิน ย้ำปฏิบัติทุกกรณีเป็นมาตรฐานเดียวกัน

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐเข้ายื่นหนังสือที่กรมป่าไม้ โดยในหนังสือระบุให้อธิบดีกรมป่าไม้ดำเนินการกรณีที่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดยกล่าวหาบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และเคยครอบครองที่ดินประเภท ภ.บ.ท. 5 และน.ส. 2 อย่างเปิดเผย โดยมีการจัดเวรยามเฝ้าที่ดินดังกล่าว แม้นางสมพรจะคืนที่ดินให้ชุมชนแล้ว แต่ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว นอกจากนี้ยังปรากฏว่า มีการตัดต้นไม้ในที่ดินตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เคยร้องเรียน จึงถามถึงแนวทางการดำเนินการของอธิบดีกรมป่าไม้ว่า เลือกปฏิบัติหรือไม่อย่างไร หากผลเป็นประการใด ขอให้แถลงให้ทราบ รวมทั้งทำเกิดความยุติธรรมด้วย

ด้านนายสมศักดิ์ สรรพโกศลกุล รองอธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้รับหนังสือจากน.ส. ปารีณากล่าวว่าจะนำหนังสือเสนอผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่า อธิบดีกรมป่าไม้สั่งให้คณะทำงานตรวจสอบข้อร้องเรียนและดำเนินการตามกฎหมายทุกกรณี อีกทั้งสั่งการให้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีนัดนางสมพรมานำชี้แปลงที่ดินและเก็บหลักฐานเพิ่ม ซึ่งศูนย์ป่าไม้ราชบุรีได้ส่งหนังสือไปถึงนางสมพรเมื่อวานนี้ (19 ก.พ.) แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่า นางสมพรมาหรือไม่ หากไม่มา เจ้าหน้าที่จะขอให้ผู้ใหญ่บ้านนำชี้เพื่อรังวัดและเก็บหลักฐานเพิ่มเติม ถ้ามีการกระทำจริงจะดำเนินการตามกฎหมาย ย้ำว่ากรมป่าไม้ก่อตั้งมา 123 ปีใช้มาตรฐานเดียว ไม่มีสองมาตรฐาน บิดเบือนกฎหมายไม่ได้ ถูกคือถูก ผิดคือผิด

ทั้งนี้ อธิบดีกรมป่าไม้ได้สั่งการให้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีแจ้งแก่นางสมพรให้นำชี้แปลงที่ดินในการครอบครอง ท้องที่หมู่ที่14 ต. รางบัว อ. จอมบึงตามที่ได้รับการร้องเรียนว่า เป็นที่ดินซึ่งมีหลักฐานตามกฎหมายหรือไม่ หลักฐานประเภทใดเนื้อที่เท่าไร รวมทั้งจะตรวจสอบว่า เป็นการบุกรุกครอบครองที่ดินรัฐโดยผิดกฎหมายหรือไม่ โดยขอให้นางสมพรนำหลักฐานมาแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในการนี้ได้นำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งแจ้งหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมตรวจสอบด้วยแล้ว

ล่าสุดศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) รายงานว่า นางสมพร ให้ผู้รับมอบอำนาจเข้าพบพนักงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัด นายกอบต. รางบัว กำนัน และผู้ใหญ่บ้านที่อบต.​รางบัว โดยนำเอกสารสิทธิ์ที่ดินมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ รวม 77 แปลง เนื้อที่ 3098 ไร่ 1 งาน 27 ตารางว่า  แบ่งเป็นโฉนดจำนวน 1 แปลง น.ส. 3 ก จำนวน 55 แปลง น.ส 3. จำนวน 14 แปลง และน.ส.2 จำนวน 7 แปลง อีกทั้งยืนยันว่า จะนำชี้ขอบเขตพื้นที่ถือครองตามที่กรมป่าไม้แจ้งมา

เกษตรฯชงอาเซียนเพิ่มปริมาณสำรอง‘ข้าวฉุกเฉิน’ รองรับภัยพิบัติ-โรคระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474256

เกษตรฯชงอาเซียนเพิ่มปริมาณสำรอง‘ข้าวฉุกเฉิน’ รองรับภัยพิบัติ-โรคระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.02 น.

เกษตรฯชงอาเซียนเพิ่มปริมาณสำรอง‘ข้าวฉุกเฉิน’ รองรับภัยพิบัติ-โรคระบาด

20 กุมภาพันธ์ 2563 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนประชุมคณะมนตรีองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) Council) หรือคณะมนตรีแอปเทอร์ ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยที่ประชุมทบทวนปริมาณข้าวสำรองให้เหมาะสมกับความต้องการการบริโภคในภาวะวิกฤติ

ทั้งนี้ ไทยเสนอให้คณะมนตรีแอปเทอร์พิจารณาเพิ่มปริมาณข้าวสำรองในประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามในรูปสัญญา (Earmarked Stock) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมทั้งโรคระบาดในคน พืช และสัตว์ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เช่น การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โรคอหิวาต์อัฟริกาในสุกร (African Swine Fever) การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall Army worm)  ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert Locust) นอกจากนี้ยังมีภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้แก่ ภัยแล้ง พายุไต้ฝุ่น เป็นต้น ตลอดจนปริมาณความต้องการบริโภคตามจำนวนประชากรในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นด้วย

ปัจจุบันมีปริมาณข้าวสำรองรวมของภูมิภาคในการซื้อขายข้าวเพียง 7.87 แสนตัน จากการใช้ตัวเลขราคาอ้างอิงมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว ไทยในฐานะประเทศผู้ขายข้าว (Supplying Country) อย่างต่อเนื่อง ยินดีร่วมสนับสนุนข้าวสำรองเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และมาเลเซียบริจาคข้าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 24,000 ตันแก่ผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติและบรรเทาความยากจนในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา เมียนมา และไทย มากถึง 3,745,228 คน และหากรวมโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือได้เพิ่มเป็น 4,016,687 คน ดังนั้นการเพิ่มปริมาณข้าวสำรองในประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามจะนำไปสู่ความมั่นคงอาหารและสร้างสมดุลราคาข้าวให้มีเสถียรภาพได้อย่างแน่นอน

ซอกแซกอาเซียน : 20 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474062

566101

ซอกแซกอาเซียน : 20 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องของการยกเว้นภาษีอากรที่ถูกระบุไว้ในกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ฉบับนี้ ที่สำคัญอีกเรื่องซึ่งอาจเป็นที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจของคนทำงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป หรือรองผู้จัดการทั่วไปของสำนักเลขานุการแอปเตอร์บางท่าน คือ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ หมายถึงเงินเดือนรายได้ต่างๆ ที่ผู้จัดการทั่วไป หรือรองผู้จัดการทั่วไปได้รับ กฎหมายกำหนดให้ไม่ต้องนำไปคำนวณเพื่อชำระภาษีสรรพากรครับ ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวนี้องค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน ฟังดูแล้วน่ารื่นรมย์ทีเดียวสำหรับบางท่านที่อยากจะได้รับเงินรายได้ทั้งหมดแบบเป็นกอบเป็นกำ แต่ที่ไม่ถูกใจบางคนก็เดาเอาว่า เขาอาจจะมีสปิริตอยากจะจ่ายภาษีเพื่อช่วยชาติบ้านเมืองแต่ขาดโอกาสไป ทั้งนี้เพราะโดยทั่วไปตามที่กฎหมายไทยกำหนด คนสัญชาติไทยทุกคนที่มีรายได้ประจำมีหน้าที่เสียภาษี เรื่องนี้คนที่รับราชการมาย่อมทราบดี เพราะเงินเดือนที่ได้รับมาตลอดระยะเวลาการทำงานนั้นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายเสียภาษีให้แก่รัฐ แม้แต่ตอนที่พ้นวัยทำงาน เกษียณอายุแล้ว ได้รับบำเหน็จบำนาญ ก็ยังต้องถูกตามไปเก็บภาษีอีก จนในที่สุดต้องหาวิธีลดภาษีโดยการหันไปซื้อกองทุนต่างๆ ก็น่าเห็นใจทีเดียวครับสำหรับมนุษย์เงินเดือน

แต่ตรงกันข้ามคนที่ทำงานผู้บริหารในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์กลับบอกว่าไม่ต้องเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคล ผมในฐานะคนไทยตอนแรกๆ ก็เสียใจครับที่เข้าใจว่าคงไม่ได้ทำหน้าที่พลเมืองไทยที่ดี เพราะทุกวันนี้มีรายได้จากบำนาญเดิมก็เสียภาษีอยู่ราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อนำมารวมกับเงินเดือนที่ได้จากแอปเตอร์ กลายเป็นว่าปีๆ หนึ่งคำนวณแล้วเสียภาษีต่ำกว่าขั้นสูงสูงเพียงขั้นเดียว (สูงสุด 37 เปอร์เซ็นต์) คิดไปว่าคงผิดหวังช่วยชาติในส่วนนี้ แต่ที่ไหนได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีนั้น กฎหมายแอปเตอร์ข้างต้นระบุไว้ในวรรคสุดท้ายว่า “บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย” ซึ่งหมายถึงการไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดานั้น ใช้เฉพาะกรณีที่ได้ผู้จัดการทั่วไป หรือรองผู้จัดการทั่วไปที่เป็นคนต่างชาติเท่านั้น (แต่มีข้อกำหนดแอปเตอร์อีกส่วนหนึ่งที่จำกัดเฉพาะคนสัญชาติอาเซียนบวกสามเท่านั้นที่สามารถสมัครเป็นเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ได้) สรุปแล้วเลยกระผมเลยรอดตัวไป คือได้มีโอกาสชำระภาษีให้แก่ชาติบ้านเมืองเหมือนเดิมครับ แล้วก็แบบเป็นกอบเป็นกำเสียด้วยนะ..มีคนหมั่นไส้หรือเปล่า???

ที่พูดมายาวเลยนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตำแหน่งผู้บริหาร หมายถึง General Manager (GM) กับ Deputy GM นะครับ ไม่รวมเจ้าหน้าที่หรือสต๊าฟธรรมดาที่ทำงานในแอปเตอร์ที่มีอยู่ประมาณ 10 คน ที่ทุกคนจะต้องเสียภาษีตามกฎหมายทั่วไป แม้ว่าจะเป็นคนต่างชาติก็ตาม

อย่างไรก็ดี มีอีกตำแหน่งหนึ่งที่แอปเตอร์กำหนดไว้ให้สามารถมีได้ คือ ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ หรือ Expert ซึ่งได้แก่นักวิชาการระดับสูงของประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่ประสงค์จะมาช่วยงาน โดยการออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากประเทศผู้สนับสนุน ปัจจุบันตั้งแต่เริ่มตั้งแอปเตอร์มา หรืออาจก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ เรามีผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประเทศญี่ปุ่นครับ มีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ซึ่งสังกัดกะทรวงเกษตรป่าไม้และประมง นั่งอยู่ในออฟฟิศแอปเตอร์ตลอดเวลาทุกวันนี้ โดยเขามีระยะเวลาประจำอยู่กำหนดโดยประเทศเขาคนละ 2 ปี ก็น่าอิจฉาครับด้วยความที่มาจากประเทศผู้มั่งคั่ง นอกจากเงินเดือนที่สูงลิ่วได้พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนเดิมในญี่ปุ่น เขายังได้เงินค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์เช่ารถประจำตำแหน่ง พร้อมคนขับ และอื่นๆ อีกจำนวนมากเท่และอู้ฟู่กว่าคนที่เป็น GM เสียอีกครับ ตอนนี้เห็นว่าทางเกาหลีใต้ และจีนก็กำลังสนใจที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำแอปเตอร์บ้าง ถ้าส่งมาจริงทีนี่ละก้อ คงแข่งกันเท่จนตัว GM กลายเป็นมดไปอย่างแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นท่านนี้ ไม่ได้รับการคุ้มครองยกเว้นภาษีรายได้ส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติข้างต้น แต่เขามีข้อตกลงระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นว่าด้วยการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ก็เลยได้สิทธิ์ไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับสรรพากรไทยเช่นเดียวกันครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กษ.เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474056

news_default

กษ.เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ตามที่สถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 มีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปีและคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ส่งผลเกิดขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค น้ำทำเกษตร รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯมอบให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการฝนหลวงแก้ปัญหาภัยแล้งให้รวดเร็วขึ้นจากปกติเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี มาเป็นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โดยน้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งให้เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วประเทศ รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้ระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2563 มีแผนปฏิบัติการประจำปีตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์- 31 ตุลาคม 2563ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำ 5 ภูมิภาค7 ศูนย์ ประกอบด้วย หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ โดยมีฐานเติมสารฝนหลวง 5 ฐาน เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ 77 จังหวัด ตามแผนการดัดแปรสภาพอากาศดังนี้ 1) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอ และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ PM2.5 ใช้อากาศยานของกรมฝนหลวงฯ 6 ลำ 2) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงระหว่างวันที่ 3 – 16 กุมภาพันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอ และบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ใช้อากาศยานรวม 12 ลำ ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร 8 ลำ และอากาศยานของกองทัพอากาศ 4 ลำ และ 3) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป รวม 11 หน่วยปฏิบัติการที่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ อุบลราชธานีระยอง ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และสุราษฎร์ธานี ใช้อากาศยานอากาศยานทั้งหมด 29 ลำ โดยเปิดฐานเติมสารฝนหลวง 5 ฐานที่ จ.ตาก ลพบุรี สกลนคร จันทบุรี และสงขลา (หาดใหญ่)

ชูอาหารไทยยืนหนึ่งลดผลกระทบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474057

news_default

ชูอาหารไทยยืนหนึ่งลดผลกระทบโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ส่งผลกระทบระยะสั้นต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนลดลง โดยเฉพาะผักผลไม้ อาทิ กล้วยหอม ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ ถ้าสถานการณ์การระบาดเพิ่มระดับความรุนแรงและยาวนาน อาจยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้นต่อการส่งออก เนื่องจากไทยส่งผลไม้ไปจีนมากถึงร้อยละ 80 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงขอเชิญชวนและรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตร ตามนโยบายเกษตร/อาหารไทยยืนหนึ่ง (Eat Thai First) รวมทั้งส่งเสริมการใช้กล้วยไม้ในประเทศเพื่อร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำช่วงสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19แล้ว ยังส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วน สนับสนุนผัก ผลไม้ไทย บริการตามสถานที่ต่างๆ อาทิ เสิร์ฟให้ผู้ป่วยโรงพยาบาล อาหารสำหรับเด็กในโรงเรียน จำหน่ายในร้านอาหาร รีสอร์ท โรงแรม และเสิร์ฟบริการในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน หรือซื้อเป็นของฝาก ขณะนี้ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯบริการผลไม้ไทยในงานประชุม อบรมและสัมมนา ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าผัก ผลไม้ไทยมีให้เลือกหลากหลายทั้งสินค้า GAP เกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรอัตลักษณ์ ซึ่งราคาไม่แพงและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ สร้างภูมิคุ้มกันให้สุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี และนอกจากกลุ่มผัก ผลไม้แล้ว ไทยยังเป็นครัวของโลกด้านเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ด้วยมาตรฐานผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพรับรองภายใต้ตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ทั้งเนื้อไก่ เนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อเป็ด และไข่สด และสินค้า ผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้คุณภาพ โอกาสนี้ กระทรวงเกษตรฯขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย เพื่อก้าวสู่อาหารไทยยืนหนึ่ง หรือEat Thai First ไปด้วยกัน

น้อมนำพระราชดำริแก้ปัญหาลุ่มยม กรมชลฯการันตีน้ำพอใช้ถึงหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474059

news_default

น้อมนำพระราชดำริแก้ปัญหาลุ่มยม กรมชลฯการันตีน้ำพอใช้ถึงหน้าฝน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการต้นทุนที่มีอยู่ให้พอใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ประชาชนต้องร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัด ล่าสุดสถานการณ์ในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 42,773 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 56 เป็นปริมาณน้ำใช้การได้19,003 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ส่วนลุ่มเจ้าพระยาปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,131 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,435 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 เท่านั้น แต่ก็ยังเป็นไปตามแผนที่กรมชลประทานกำหนดไว้

สำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นทุกลุ่มน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยากรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มเจ้าพระยาต่อเนื่อง โดยเฉพาะลุ่มน้ำยมซึ่งไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่นั้น ได้ศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำยมทุกด้าน ทั้งนี้ แผนปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและจัดการน้ำหลาก ปัจจุบันกรมดำเนินการหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการปรับปรุงก่อสร้างระบบชลประทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง และน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากในจ.สุโขทัย เช่น โครงการบางระกำโมเดล รวมทั้งยังปรับปรุงคลองหกบาท ซึ่งคลองระบายน้ำเดิมทางด้าน
ฝั่งซ้ายของแม่น้ำยมและคลองยม-น่านที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้นแต่ยังกักน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเกือบทุกปี เป็นน้ำต้นทุนให้ราษฎรในเขตพื้นที่โครงการชลประทานและใกล้เคียง มีน้ำไว้ใช้ด้านเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 7,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท

ส่วนแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลางนั้น กรมน้อมนำพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2525 ความตอนหนึ่งว่า “…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”

ที่ผ่านมากรมชลประทานนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำยมพบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดที่เหมาะสมมีศักยภาพที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำได้ 22 แห่ง ความจุระดับกักเก็บน้ำรวมกัน 380 ล้าน ลบ.ม. ล่าสุดกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่บ้านปิน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา มีความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้านลบ.ม. ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานฯติดตามขับเคลื่อน เร่งบูรณาการดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564

“เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรเขตชลประทานได้ถึง 28,000 ไร่ มีราษฎรได้ประโยชน์ 7,520 ครัวเรือน และยังส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จ.แพร่ ช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือน นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าได้อีก 6.34 ล้านหน่วย/ปี”อธิบดีกรมชลประทานกล่าว