โชว์ผลงาน‘พะเยาโมเดล’พัฒนาข้าวหอมมะลิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474058

news_default

โชว์ผลงาน‘พะเยาโมเดล’พัฒนาข้าวหอมมะลิ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯบูรณาการกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในจ.พะเยา ขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร “พะเยาโมเดล” นำร่องสินค้าข้าวหอมมะลิ ปีการผลิต 2562/2563 เป็นลำดับแรก เพื่อให้เกิดการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรในจ.พะเยา รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้สินค้าข้าวหอมมะลิและเพื่อพัฒนาให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดจนแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบาย“การตลาดนำการผลิต”ของกระทรวงเกษตรฯ สำหรับสถานการณ์ผลิตและการตลาดสินค้าข้าวหอมมะลิจ.พะเยา ปีการผลิต 2562/63มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี 638,079 ไร่ ครอบคลุม 9 อำเภอ ของจ.พะเยา มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ 419,164 ไร่ ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ ออกสู่ตลาด 151,900 ตัน ซึ่งจำนวนดังกล่าวบริหารจัดการการผลิตและการตลาด โดย 1) ข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่รับซื้อในโครงการ “พะเยาโมเดล” ภายใต้ตราสินค้า “ฮักพะเยา” โดยความร่วมมือระหว่าง บจก. ข้าว ซี.พี. กับสหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่ 8 แห่ง ร่วมกันเปิดจุดรับซื้อผลผลิตข้าวหอมมะลิจากเกษตรกร 15 จุด รับซื้อในราคา 18,000 บาท/ตัน ที่ความชื้น 15%ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 9 อำเภอ ของจ.พะเยา 72,594.38 ตัน มูลค่ารวม 949,162,133.44 บาท และเตรียมสานต่อโครงการในปี 2563 โดยขยายผลการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตครอบคลุมทั้งจังหวัด 2)ข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่รับซื้อและจำหน่ายผ่านสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ 24,918.19 ตัน มูลค่ารวม 295,463,148.00 บาท

“สำหรับในปี 2563 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯในจ.พะเยา ร่วมจัดทำแนวทางขับเคลื่อนในปีการผลิต 2563/64 โดย 1) กำหนดเป้าหมายบริหารจัดการผลิตและการตลาดข้าวหอมมะลิพะเยา ทั้งหมด (100%) ราคารับซื้อ 18,000 บาท/ตัน(ณ ความชื้น 15%) 2) ส่งเสริมการตลาดสินค้าอัตลักษณ์และขยายตลาดสินค้าข้าวหอมมะลิพะเยาภายใต้แบรนด์ “ฮักพะเยา” 3) เพิ่มบริการรถเกี่ยวข้าวและโรงสีข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร 4) สนับสนุนการไถกลบ ตอซังข้าว เพื่องดการเผาที่เป็นสาเหตุของ PM2.5 และการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว และ 5)วางแผน การเพาะปลูกให้เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและจัดระเบียบการเก็บเกี่ยวให้ใช้ประโยชน์ หลังรวบรวมจัดทำข้อมูลดังกล่าวเสร็จแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะหารือขับเคลื่อนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร “พะเยาโมเดล” และวางแผนการดำเนินงานในปีการผลิต 2563/64 ทั้งนี้ รูปแบบการบริหารจัดการผลิตและการตลาด ข้าวหอมมะลิพะเยา “พะเยาโมเดล” จะขยายผลไปสู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไป เป็นรูปแบบที่ไม่พึ่งพางบประมาณ ภาครัฐจำนวนมาก เนื่องจากใช้หลักตลาดนำการผลิต สร้างคุณค่าสินค้าเพิ่มจากอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่ซึ่งผู้บริโภคพึงพอใจ” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

‘พญาเสือ’บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474153

‘พญาเสือ’บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 20.57 น.

ฉก.พญาเสือ สนธิกำลังตรวจป่าห้วยกระซู่ หนองหญ้าปล้อง อช.แก่งกระจาน พบพื้นที่บุกรุกเผาป่า โค่นต้นไม้ กระจายทั่วพื้นที่ แจ้งความดำเนินคดีทันที 5 ราย

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 นายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนธิ กำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ เจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่ พบ.1 (แม่คะเมย)  เจ้าหน้าที่ บก.ปทส.จ.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จ.เพชรบุรี กว่า 30 นายร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าห้วยกระซู่ บ้านลิ้นช้าง หมู่ที่ 3 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้บุกรุกเข้าแผ้วถางทำลาย และทำให้ป่าเสื่อมสภาพ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ทุั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบมีการบุกรุก แผ้วถาง  เผาป่า โค่นต้นไม้ เพื่อเตรียมพื้นที่ที่จะปลูกพืชผลอาสินในพื้นที่ พบตอไม้ที่มีลักษณะใหม่ถูก ตัดโค่นกระจายอยู่ทั่วในพื้นที่ สภาพพื้นดินของพื้นที่ที่ถูกบุกรุกปกคลุมด้วยขี้เถ้าแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวผ่านการถูกเผามาไม่นาน รวบรวมข้อมูลทราบว่าพื้นที่ที่บุกรุก เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าใหม่หลังจากปี พ.ศ.2557 ชัดเจน โดยพื้นที่ที่ถูกบุกรุกดังกล่าวไม่เคยผ่านการทำประโยชน์มาแต่อย่างใด และบริเวณรอบข้างพบเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จำนวน 5 จุด

ตรวจสารบบข้อมูลการสำรวจรายชื่อราษฎรผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปรากฎผู้แจ้งครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ จุดตรวจสอบที่ 1 คือ นางศุกร์ ทองจอง ที่อยู่ หมู่ที่ 3 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 74  ตร.ว.,  พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 2 ของนางศุกร์ บุญยง ที่อยู่ หมู่ที่ 3  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง   เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 65  ตร.ว.,

พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 3 ของนางวินัย บุญอินทร์ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 25 ตร.ว. , พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 4 ของนางวินัย บุญอินทร์ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 92 ตร.ว. และพื้นที่จุดตรวจสอบที่  5 ของนายสิงห์ ทองสือ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง  เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 33 ตร.ว.

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งเอาผิดผู้แจ้งครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ทั้ง 5 ราย ฐานร่วมกันยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม ตามมาตรา 19 (1) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 , ร่วมกันเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์” ตามมาตรา 19 (6) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562, ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, ฐาน ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, และ ฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ม. 14 และ ม.31

พร้อมมอบให้ นายประพันธ์ จิตต์เทศ พนักงานพิทักษ์พิทักษ์ป่า ระดับ ส 3 บันทึกการตรวจยึดพื้นที่ พร้อมนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองหญ้าปล้อง เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474068

news_default

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.24 น.

อ่างทอง ชาวนาไม่เห็นด้วย แนวคิดทำใบขับขี่รถการเกษตร หลังจาก นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะให้เกษตรกร ทำใบขับขี่รถการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้  จากความชำนาญในวิชาชีพ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่บริเวณกลางทุ่งนา ในตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ชาวนาได้นั่งจับกลุ่มคุยกัน  หลังจากนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะให้เกษตรกร ทำใบขับขี่รถการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้  จากความชำนาญในวิชาชีพ โดยเบื้องต้นชาวนาไม่เห็นด้วย ที่จะให้ทำใบขับขี่รถการเกษตรโดยมองว่าจะทำให้เกษตรกรชาวนามีปัญหาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และมีการถูกจับปรับเปรียบเทียบเสียเงินทองหลังไม่มีใบอนุญาตขับขี่แล้วนำรถไถนาไปใช้งาน

ด้านนาย ทรงยศ มะกรูดทอง สมาชิกสภา เกษตรจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า แนวคิดในการการทำใบขับขี่รถไถนารถการเกษตร นั้นไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระให้แก่เกษตรกร ในการทำใบขับขี่มีค่าใช้จ่าย และรถไถนานั้นก็วิ่งอยู่ภายในนาอยู่แล้วชาวนาไม่ได้ใช้ขับขี่ไปทำธุระในท้องถนน ส่วนรถไถนาขนาดใหญ่ก็มีการบังคับทำใบขับขี่อยู่แล้ว

หากต้องทำใบขับขี่ขึ้นมาจริงๆนั้น จะทำให้ชาวนา ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปทำใบขับขี่ และหากผู้ที่ใบขับขี่รถไถนาหว่านข้าวแล้วเรียกร้องราคาเพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายก็ตกอยู่กับชาวนา และหากไม่ยอมทำแล้วนำรถของตนเองมาทำการไถนาแล้วโดนร้องเรียนว่าไม่มีใบอนุญาตขับขี่ มีการถูกเปรียบเทียบปรับคล้ายงานจราจรรถยนต์ คงมีชาวนาถูกจับเสียเงินทองในการลงทุนทำนาเพิ่มขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473814

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“อลงกรณ์” ปล่อยคาราวานรถบรรทุกเกลือทะเล หวังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกลือตกต่ำ พบปริมาณเกลือทะเลยังค้างสต๊อกในยุ้งฉาง และกำลังจะออกสู่ตลาดอีก 9 แสนตัน มอบกรมส่งเสริมสหกรณ์ใช้กลไกสหกรณ์เร่งระบายเกลือสู่ตลาด ประสานเครือข่ายสหกรณ์ทุกจังหวัดเป็นช่องทางกระจายเกลือสู่ผู้บริโภค พร้อมประสานองค์การสะพานปลาเชื่อมโยงผู้ประกอบการด้านประมงรับซื้อเกลือทะเลจากสหกรณ์เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสินค้าประมงด้วย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยรถคาราวานเกลือทะเล 500 ตัน ณ สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายวิวัตห์ชัย พันธุ์วา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และเครือข่ายขบวนการสหกรณ์ ร่วมพิธีดังกล่าว ซึ่งกิจกรรมปล่อยคาราวานสินค้าเกลือทะเล เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการกระจายสินค้าเกลือทะเลจากสหกรณ์ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายเกลือทะเลสู่ตลาด โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือแก้ปัญหาเกลือทะเลค้างสต๊อกในยุ้งฉางและเกลือทะเลที่กำลังออกสู่ตลาดในฤดูกาลผลิต 2562/2563 หลังตรวจพบว่าปัจจุบันมีเกลือที่ยังค้างในยุ้งฉางสหกรณ์ 25,000 ตัน และคาดว่ากำลังจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีก ประมาณ 900,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางช่วยเหลือสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือทะเลในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาครและสมุทรสงคราม โดยวางแผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ 1) กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ 800 แห่ง โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล 1 ครัวเรือน 1 ถุง(ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท 2) ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) 120 แห่งทั่วประทศ ช่วยนำเกลือทะเลไปจำหน่าย เป้าหมายแห่งละ 10 ตัน 3) ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อเกลือทะเล เนื่องจากสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือทั่วประเทศ 18 แห่ง มีความพร้อมดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง ที่ต้องการใช้เกลือเป็นวัตถุดิบรักษาคุณภาพสินค้าประมง 11 แห่ง โดยขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับแจ้งยอดการสั่งซื้อเกลือจากสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว 1,500 ตัน รวมมูลค่า 8,250,000 บาท

สำหรับผลดำเนินงานที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานขอความร่วมมือสหกรณ์ผู้ซื้อเกลือ โดยประสานสำนักงานสหกรณ์จังหวัดให้ขอความร่วมมือสหกรณ์/สมาชิกแต่ละรายช่วยซื้อเกลือทะเล ประสานสหกรณ์ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ภายในจังหวัด ขอความร่วมมือช่วยกระจายสินค้าเกลือทะเล รวมทั้งประสานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล นอกจากนี้ ยังประสานสหกรณ์ผู้ผลิต/จำหน่ายเกลือ ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ ผู้แทนสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด และผู้แทนสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เพื่อร่วมวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งลงพื้นที่สำรวจสินค้าเกลือทะเล ณ สหกรณ์การเกษตรนาเกลือเพชรบุรี จำกัด จ.เพชรบุรี และสหกรณ์กรุงเทพจำกัด จ.สมุทรสาคร ซักซ้อมแนวทางเตรียมความพร้อมของสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือ เพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเกลือทะเลไปใช้ผลิตสินค้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ คุณคฑาวุท บุญมา ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด โทรศัพท์ 08-1015-5739 และ 0-3270-6232

เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473809

news_default

เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 ที่ประชุมพิจารณาแนวทางความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วนในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรไทยในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ทำแผนส่งเสริมปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อน ตลอดจนศึกษาปัญหาการผลิตและจัดทำแผนส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทอง เพื่อส่งออกของจ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีความต้องการสูง และยังได้ให้โควต้าส่งออกกล้วยหอมทองแก่ประเทศไทยด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่เกษตรกร จะพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐานต่อไป และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนเจรจาการค้าสินค้าเกษตร สำหรับส่งออกกล้วยหอมทองและอินทผลัม รวมถึงจัดทำแผนประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์และสรรพคุณของผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในประเทศ (Thai First)

ด้านน.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่นำร่องจ.กาญจนบุรี เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อน พบว่ากาญจนบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นลำดับ 2 ของประเทศ โดยเกษตรกรจะรวมกลุ่มจำหน่ายผลผลิตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรเคยประสบปัญหาโรคจากเชื้อรา ทำให้ลำต้นเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรเลิกเพาะปลูกจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริม และฟื้นฟูการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ เนื่องจากเกษตรกรพร้อมด้านองค์ความรู้ในการผลิตอยู่แล้ว ประกอบกับตลาดยังต้องการ คาดว่าเกษตรกรจะเพิ่มการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ส่วนข้าวโพดฝักอ่อน มีพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจะมีผู้รวบรวมทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อจัดหาเมล็ดพันธุ์ แรงงานในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต และขนส่ง แต่ในปัจจุบันพบการระบาดของหนอนเจาะลำต้น จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ในการกำจัดและป้องกันการระบาด รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งศึกษาความเหมาะสมและจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับพื้นที่นำร่องในจังหวัดกาญจนบุรี โดยกำหนดปริมาณความต้องการ พื้นที่ส่งเสริม กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย และแนวทางการรับซื้อที่ชัดเจน เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473812

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อากาศปีนี้แปรปรวนค่อนข้างสูง ช่วงนี้นอกจากจะไม่มีฝนแล้ว อากาศยังแห้ง และมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับการเตรียมเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน แต่ก็ยังมีฝนตกปรอยๆลงบางพื้นที่ ทำให้อุณหภูมิกลับลดลงมาอีก สลับไปมา สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่สวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้หลักของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาจากดอกไปเป็นผล ชาวสวนจึงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาผลไม้ในช่วงเวลานี้อย่างใกล้ชิด หวังว่าการติดผลน่าจะอยู่ในระดับที่เป็นที่พอใจของชาวสวน โดยปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในช่วงเวลานี้สำหรับการออกดอกติดผลของไม้ผล คือ น้ำแต่ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นใจ อากาศช่วงนี้กลับแห้ง แล้ง มีแดดจัด ไม่มีฝนมาช่วยแต่อย่างใด แหล่งน้ำในธรรมชาติก็เริ่มแห้งขอด ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์ราคาของไม้ผลค่อนข้างสูง ให้ผลตอบแทนแก่ชาวสวนเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาของการสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติให้ได้ จึงเกิดภาวะแสวงหาแหล่งน้ำทุกวิธีทาง ทั้งจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง อ่างเก็บน้ำ ฝายเก็บน้ำต่างๆ เพื่อนำน้ำมาให้กับไม้ผลในสวนของแต่ละราย บางแห่งถึงขั้นต้องซื้อน้ำมารดต้นไม้กันแล้ว สนนราคาต่อคันรถราว 700 บาท ชาวสวนก็ต้องยอม เพื่อให้ไม้ผลติดดอกออกผลได้ตามที่หวัง

เมื่อพิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำฝนของจังหวัดจันทบุรี พบว่า จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนและจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ แต่ต้องมาประสบปัญหาภาวะแห้งแล้งในช่วงสำคัญของไม้ผล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด รุนแรงถึงระดับที่จังหวัดต้องประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือ และเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปไม่กี่เดือนในช่วงฤดูฝน จังหวัดก็เพิ่งจะประกาศประสบอุทุกภัย น้ำหลากจากภูเขาท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งเรือกสวนและที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งกันไปมา ฤดูฝนน้ำมากจนน้ำท่วม พอเข้าสู่ฤดูแล้งน้ำกลับมาแห้งขอดไปจนไม่พอใช้

เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมตามสวนต่างๆผมสังเกตเห็นว่าชาวสวนจันทบุรีมีการจัดการสวนแบบใช้ประโยชน์ในพื้นที่ครบทุกตารางเมตร สามารถวางแถวปลูกไม้ผลได้แบบไม่มีพื้นที่เหลือให้แทรกอย่างอื่นลงไปได้ และส่วนใหญ่ จะไม่มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตนเอง เพื่อที่จะกักเก็บน้ำในฤดูฝนมาใช้ในฤดูแล้ง ทั้งๆที่ชาวสวนเข้าใจดีว่าทำสวนต้องใช้น้ำ ไม่สามารถทำสวนโดยไม่มีน้ำอย่างเพียงพอได้ แต่ชาวสวนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมที่จะสละพื้นที่ของตนเองทำแหล่งกักเก็บน้ำแต่พยายามปลูกไม้ผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาไม้ผลสูงมาก โดยเฉพาะทุเรียน จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากจนน่าตกใจ โดยไม่มีการเตรียมการเรื่องน้ำไว้อย่างเพียงพอ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ผมได้คุยกับกลุ่ม Young Smart Farmer ในพื้นที่จันทบุรี เล่าให้ฟังว่า แหล่งกักเก็บน้ำดิบของทางราชการที่จะนำไปใช้ทำน้ำประปา เมื่อปล่อยผ่านคลองส่งน้ำไปผ่านพื้นที่ของชาวสวนซึ่งเป็นชาวสวนรายใหญ่ที่มีพื้นที่หลายร้อยไร่ บางรายถึงกับนำโดรนขึ้นบินสำรวจ แล้วทำการขุดสระดึงน้ำที่ปล่อยมานี้ มากักเก็บในพื้นที่สระที่ตนขุดไว้ เพื่อนำมาใช้ในสวนของตนเอง กลุ่ม Young Smart Farmer เรียกการทำการเกษตรในลักษณะนี้ว่า เป็นการทำการเกษตรที่ไร้จริยธรรมของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข กลายเป็นการยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมการเกษตร ประเด็นนี้หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมได้

สถานการณ์การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างไม่หยุดยั้ง มีนายทุนเข้ามาลงทุนในกิจการดังกล่าว ในลักษณะของแปลงขนาดใหญ่ เป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้คำนึงถึงแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้ในสวนของตน อนาคตเราคงไม่ได้เห็นเฉพาะปัญหาการแย่งน้ำของชาวนา ปัญหาการแย่งน้ำของชาวสวนก็คงไม่ยิ่งห ย่นไปกว่ากัน หากไม่มีการเตรียมการทำความเข้าใจและวางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุเรียนในยุคทุเรียนบูมออกผลก็น่าจะไม่เกิน 4-5 ปีนี้ ผลผลิตที่ออกมาจะมีการจัดการอย่างไร จะเกิดเหตุปิดถนนด้วยทุเรียนหรือไม่ ในวันนี้ผู้ใหญ่ของจันทุบรีท่านหนึ่งถึงกับทำนายว่า อีก 4 ปี จะต้องได้รับประทานทุเรียนฟรีที่เมืองจันท์ เพราะผลผลิตจะล้นเกินความต้องการ และประเด็นราคาตกต่ำก็คงหนีไม่พ้น ผมเองก็ได้แต่หวังว่าคงมีทางออกสักทาง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473811

news_default

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ลักษณะอากาศประเทศไทยจะเผชิญฝนแล้งตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน โดยปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3 – 5% ดังนั้น จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนเตรียมรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัด โดยไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผนที่กำหนด พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรโดยใช้แนวทางตามศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจและประเมินเบื้องต้น คาดว่าพื้นที่ไม้ผลเสี่ยงนอกเขตชลประทานมี 30 จังหวัด 207 อำเภอ 1,068 ตำบล พื้นที่รวม 374,978 ไร่ ซึ่งตรงกับฤดูกาลของผลไม้ภาคตะวันออกและภาคเหนือ คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย หากไม้ผลได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อไม้ผลทั้งในปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องดูแลสวนไม้ผลเป็นพิเศษ โดยช่วงภัยแล้งจำเป็นต้องจัดการสวนของตนเองให้ต้นไม้อยู่รอดผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้เกษตรกรมีข้อแนะนำการดูแลไม้ผล ดังนี้

1. การให้น้ำควรให้แบบประหยัดที่สุด คือ ให้น้ำต้นไม้ผล ภายในบริเวณรัศมีทรงพุ่มเท่านั้น ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็กจะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าใช้สายยาง ให้น้ำครั้งน้อยๆ แต่บ่อยครั้งเปลี่ยนช่วงให้น้ำเป็นกลางคืน เพื่อให้พืชลดการระเหยน้ำจากการถูกแดดเผา 2.ใช้วัสดุคลุมดิน โดยคลุมจากโคนต้นไม้ผลจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม วัสดุที่ใช้ ได้แก่ ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ผล ใบตองแห้ง ทางมะพร้าว กาบมะพร้าว หญ้าแห้ง จะช่วยชะลออัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินให้ช้าลง กรณีต้นไม้เล็กควรใช้วัสดุช่วยในการพรางแสง เพื่อลดความเข้มแสง หากต้นยังเล็กจะต้องพรางแสงช่วยด้วย

3.การตัดแต่งกิ่ง ไม้ผลที่เก็บเกี่ยวช่วงต้นฤดูแล้ง ให้ทรงพุ่มโปร่ง ลดการระเหยน้ำทางใบ สำหรับไม้ผลบางชนิด เช่น ทุเรียน หากประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจทำให้ต้นโทรมและถึงตายได้ หรือมังคุดที่ติดผลแล้ว หากขาดแคลนน้ำผลจะมีขนาดเล็ก ก้นผลจีบ คุณภาพไม่ดีต้องรีบทำการตัดทิ้งให้หมด4.การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง และใช้เศษวัสดุที่แห้งแล้วมาคลุมโคนต้นไม้ผล 5.การจัดหาแหล่งน้ำ ควรปรับปรุงบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ และสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงมาเก็บกักไว้ สำหรับสวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ทะเล จำเป็นต้องกักน้ำจืดไว้ป้องกันน้ำเค็มที่จะเข้ามาในสวน

6.ไม่ควรใสปุ๋ยช่วงแล้ง หากน้ำไม่พอ เป็นการไปกระตุ้นการเจริญเติบโต ให้แตกใบอ่อนช่วงแล้งน้ำน้อย จะทำให้พืชมีน้ำไม่พอใช้มากขึ้น ส่งผลทำให้ต้นเหี่ยวเฉาและตายได้7. การทำแนวกันไฟรอบสวน ควรกำจัดวัชพืชภายในบริเวณสวนไม้ผลให้โล่งเตียนทันทีหลังหมดสิ้นฤดูฝน ป้องกันไฟไหม้สวน หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473810

news_default

เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกถึงระยะติดผลอ่อนโดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน จะส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็นหงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์ แนวทางป้องกันแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนใบอ่อน ดอก และยอดอ่อนหากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1ตัวต่อ 4 ดอก (0.25 ตัวต่อดอก) หรือ 1 ตัวต่อยอดหรือผลอ่อน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอลอัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสาร อะซีทามิพริด 20% เอสพีอัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟสามารถต้านทานสารฆ่าแมลงได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473797

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.24 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จังหวัดปราจีนบุรี

18 กุมภาพันธ์ 2563 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จังหวัดปราจีนบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2563 ณ พื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี (นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล) นายอำเภอนาดี (นายนพดล งามเหลือ) นายอำเภอกบินทร์บุรี (นายวัลลภ ประวัติวงศ์) ปศุสัตว์เขต 2 (นายพนม มีศิริพันธุ์) ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี (นายวรากร จิตรหลัง) คณะกรรมการโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องเกษตรผู้เลี้ยงสัตว์

การดำเนินงานโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เป็นงานสนองพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วัตถุประสงค์เพื่อการบริการประชาชนชาวไทย ให้มีความอยู่ดีกินดีโดยถ้วนหน้าและเสมอภาคกัน เป็นการแบ่งเบาพระราชกรณียกิจอีกทางหนึ่ง สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ อยู่ห่างไกลและขาดโอกาส โครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เพื่อให้บริการตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ให้แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกร เพื่อควบคุมป้องกันโรคระบาดทั้งจากสัตว์สู่สัตว์ และโรคสัตว์สู่คนไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดไปในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยพัฒนาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น

ทั้งนี้ เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการของสัตวแพทย์ไทย และบุคลากรทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของวิชาชีพสัตวแพทย์และวิชาชีพอื่นๆ ต่างผนึกกำลังในการใช้เทคโนโลยี และวิทยาการอันทันสมัยของแขนงต่างๆ เพื่อบริการประชาชนให้ได้ผลสำเร็จตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นความโชคดีของเกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะได้รับการบริการจากบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีน้ำใจดีงาม ที่จะได้มาช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยของสัตว์และบรรเทาความทุกข์ร้อนของทุกท่าน

การปฏิบัติงาน มีการบริการประกอบด้วย การรักษาสัตว์ การตรวจสุขภาพ การถ่ายพยาธิให้กับโค กระบือ แพะ แกะ และสุกร การฉีดวัคซีน การผ่าตัดทำหมันให้สุนัขและแมว การผสมเทียม การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักเรียนและเกษตรกรในหลักสูตรที่ตรงความต้องการในพื้นที่ ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์และการจัดการฟาร์ม โรคพิษสุนัขบ้า การตัดแต่งและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การจำหน่ายเนื้อสัตว์ การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การเสวนาปัญหาปศุสัตว์ การสาธิตและการปฏิบัติการทำหญ้าหมักฟางหมัก การทำแร่ธาตุก้อนและการจัดทำแปลงหญ้าพระราชทาน และการให้คำปรึกษาแนะนำด้านสุขภาพสัตว์ และอาหารสัตว์

ทั้งนี้ เพื่อให้สัตว์ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง ลดการสูญเสียสัตว์อันเนื่องมาจากอาการเจ็บป่วย ลดการแพร่กระจายของโรคระบาดสัตว์ รวมถึงโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ให้เกษตรกรมีความรู้และสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการดูแลรักษาสัตว์ป่วยเบื้องต้น และช่วยพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ของประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนของอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อน‘โครงการโขง เลย ชี มูล’ แก้วิกฤติอีสานแล้งอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473621

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อน‘โครงการโขง เลย ชี มูล’ แก้วิกฤติอีสานแล้งอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ฤดูฝนอาจมาล่าช้ายาวไปถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้วิกฤติภัยแล้งยาวนานและรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การวางแผนบริหารจัดการน้ำจึงต้องทำอย่างรอบคอบ และปฏิบัติให้ได้ สถานการณฺ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นปีนี้ ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งปีนี้ต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา และภัยแล้งขณะนี้

เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยมาก โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อยู่ในขั้นวิกฤติปริมาณน้ำที่ใช้งาน ณ วันที่ 31 มกราคม 2563 ติดลบไป 131 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ -7.08% ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ต้องงดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด จัดสรรเพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น เช่นเดียวกับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เหลือเพียง 7 ล้านลบ.ม. หรือ 5.51% เขื่อนลำพระเพลิงจ.นครราชสีมา เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 17.84 ล้านลบ.ม. หรือ 11.61% เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 62.97 ล้านลบ.ม. หรือ 23.50% และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 18.56 ล้านลบ.ม. หรือ 10.43%

จะมีเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ และเขื่อนสิริธร จ.อุบลราชธานี เท่านั้นที่ปีนี้ปริมาณน้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเขื่ือนลำปาว กรมชลประทานผันน้ำมาช่วยสนับสนุนการผลิตประปาเมืองมหาสารคาม เพื่อลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ ล่าสุด เขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 1,143.48 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 57.75 ของปริมาณการกักเก็บ ส่วนเขื่อนสิริธรมีปริมาณน้ำ 1,520.15 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 77.32 ของปริมาณการกักเก็บ

สำหรับการแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืนของภาคอีสาน ค่อนข้างยากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง พื้นที่เหมาะสมสร้างอ่างเก็บน้ำมีน้อย แต่ใช่ว่าการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันกรมดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งหลายโครงการ ทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำโขง ล่าสุดมีการสำรวจพื้นที่ที่พัฒนาโครงการขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นฝาย แก้มลิง ประตูระบายน้ำ กระจายตามลุ่มน้ำต่างๆ ลักษณะคล้ายๆถาดขนมครก อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงการขนาดเล็กจะแก้ปัญหาได้ในพื้นที่แคบๆเท่านั้น ถ้าปีไหนฝนตกน้อย หรือฝนทิ้งช่วงนาน ปริมาณที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น ยังจำเป็นต้องมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่มารองรับด้วย

ภัยแล้งปีนี้ มีเสียงจากคนอีสานพูดว่า….ถ้าโครงการโขง-เลย-ชี-มูล เป็นจริง ปัญหาภัยขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่วิกฤติแน่นอน เพราะถ้าจะนำน้ำโขงเข้ามาใช้ประโยชน์จะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำลังศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมได้ศึกษาความเหมาะสมโครงการระยะที่ 1 เสร็จแล้วเมื่อปี 2560 วัตถุประสงค์เพื่อจัดหาบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่การเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแรงโน้มถ่วง

“กรมชลประทานพร้อมบูรณาการร่วมกับสทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการโขง-เลย-ชี-มูลให้เป็นจริง เพื่อแก้ปัญหาน้ำได้ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต่ำกว่าผลผลิตของพื้นที่ชลประทานถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาดินเค็มถึง 10.48 ล้านไร่อีกด้วย จำเป็นต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ ซึ่งหากเพียงพอแล้ว รายได้ของคนอีสานจะเพิ่มขึ้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแน่นอน” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ที่ จ.เลย เนื่องจากมีค่าลงทุนสูงมาก จึงต้องแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โครงการระยะที่ 1 ที่กรมศึกษา มีเป้าหมายส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด 27 อำเภอ ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาท ระยะเตรียมการ3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)

เขื่อนอุบลรัตน์ ปีนี้น้ำแห้งขอดมีปริมาณน้ำเหลือเพียงแค่ 450 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำที่ติดก้นอ่างฯเท่านั้น ทั้งที่เขื่อนแห่งนี้จุระดับกักเก็บถึง 2,431 ล้าน ลบ.ม. และมีความจุสูงสุด 4,640 ล้าน ลบ.ม. จึงยังมีพื้นว่างที่จะเติมน้ำได้อีกจำนวนมาก หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลากมาเติมไว้ ปัญหาขาดแคลนน้ำจะไม่เกิดขึ้น และยังจะมีน้ำไปเติมเต็มให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่รัฐบาลได้เร่งสำรวจเพื่อก่อสร้างอีกด้วย ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล หากจะพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ก็จะสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,273 กม. สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโดยผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ถึง 29,881 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ทำให้มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 33.57 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.73 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.84 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งส่งน้ำให้ได้ 11.15 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ในภาคการเกษตร 1.44 ล้านครัวเรือน หรือ 5.71 ล้านคน สร้างรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 85,672 บาท/ครัวเรือน/ปี ลดความเสี่ยงจากฝนตกล่าช้าและฝนทิ้งช่วง สามารถส่งน้ำให้พื้นที่วิกฤติแห้งแล้งและส่งน้ำยากได้อย่างทั่วถึง

บทเรียนจากภัยแล้งครั้งนี้ น่าจะเป็นอีกแรงที่จะผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ให้เป็นจริง อีสานจะได้เขียวขจี มั่นคง
มั่งคง ยั่งยืนเสียที….