เกษตรฯลุย16จว.สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473605

news_default

เกษตรฯลุย16จว.สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลังพบว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ระบาด 56,138 ไร่ ใน 16 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี ซึ่งพื้นที่ระบาด คิดเป็นร้อยละ 0.67 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ 8.43 ล้านไร่ และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบดำเนินงานโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง  เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรลงพื้นที่ สำรวจชี้เป้าจุดระบาด กำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบ พาหะนำโรค พร้อมชดเชยรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันฯที่ได้รับผลกระทบอัตราชดเชยไร่ละ 3,000 บาท ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด ควบคุมการนำเข้าจากต่างประเทศและการขนย้ายท่อนพันธุ์ในประเทศ  รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเพื่อป้องกันกำจัดโรคใบด่าง

จากการลงพื้นที่ของสศก. โดยศูนย์ประเมินผลติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ในจ.ชลบุรี และฉะเชิงเทราระหว่างวันที่ 20-23 มกราคมพบว่า ขณะนี้ควบคุมสถานการณ์ระบาดใน 2 จังหวัดได้แล้ว โดยจ.ชลบุรี มีพื้นที่ปลูกมัน 162,860.75 ไร่ พบพื้นที่ระบาด 135 ไร่ ในอ.ศรีราชา เป็นพื้นที่ของเกษตรกร 8 ราย ขณะนี้ทำลายแล้ว 83 ไร่ ของเกษตรกร 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 62 ของพื้นที่ระบาด ส่วนการจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรจะพิจารณาอนุมัติเงินชดเชยโดยคณะอนุกรรมการฯระดับจังหวัด คาดว่าจะได้รับเงินชดเชยภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนพื้นที่ระบาดที่เหลืออยู่ในกระบวนการอนุมัติทำลายของคณะทำงานฯระดับอำเภอ  สำหรับจ.ฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ปลูกมัน 141,753 ไร่ พบพื้นที่ระบาด 1,115 ไร่ ในอ.สนามชัยเขตและอ.พนมสารคาม เป็นพื้นที่ของเกษตรกร 69 ราย โดยพื้นที่ระบาดทั้งหมดอยู่กระบวนการอนุมัติการทำลายของคณะทำงานฯระดับอำเภอ

ด้านนางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า ในส่วนจังหวัดที่เหลือ สศก. มีแผนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แก้ไขการระบาด โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม เตรียมลงพื้นที่จ.สระแก้วและนครราชสีมา ซึ่งมีพื้นที่ระบาดสูงและมีอาณาเขตติดต่อกับกัมพูชาและยังคงมีการระบาดของโรค ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการทราบข้อมูลโรคใบด่างมันสำปะหลัง หรือแจ้งสถานการณ์ในพื้นที่ ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตรทุกอำเภอในพื้นที่

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน..กันดินพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473619

news_default

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน..กันดินพัง

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ในไร่นาของผมมีวัชพืชขึ้นรกมาก จนกำจัดไม่ไหว มีบางคนแนะนำให้ปลูกพืชคลุมดิน ผมอยากทราบว่า พืชคลุมดินมีประโยชน์อะไรบ้าง ขอบคุณครับ

สายชล อินทร์สอน

อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

คำตอบ

พืชคลุมดินเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนขึ้นง่ายในดินทุกประเภท มีการเจริญเติบโตเร็วมาก มีกิ่งก้านสาขามาก มีรากช่วยยึดผิวดินกันดิน ไม่ให้พังทลายเวลามีฝนตกหนัก น้ำบ่าไหลหลาก หรือมีลมพัดแรงส่วนใหญ่พืชคลุมดินสามารถไถกลบลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้อีกด้วย พืชคลุมดินที่นิยมใช้ เป็นพืชตระกูลถั่วพืชตระกูลหญ้า เช่น หญ้าแฝก พืชอาหารสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

ประโยชน์พืชคลุมดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ

1. ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินได้ร่วงหล่นทับถมลงบนผิวดิน ก็จะผุพังรวมตัวกับดินช่วยเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์ต่อพืช และยังเพิ่มจำนวนไส้เดือนและจุลินทรีย์ในดิน ให้เป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป

2. ช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดิน พืชคลุมดิน จะส่งรากลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกกัดเซาะไปได้ง่าย เมื่อมีน้ำไหลแรง หรือฝนตกหนัก การทำสวนบนเนินลาดจึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน โดยปลูกพืชคลุมดินไว้ เช่น หญ้าแฝก ปลูกตามขั้นบันได จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดใหญ่ กระทบผิวดินโดยตรง ช่วยลดการชะล้างหน้าดินลงด้วย

3. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน หลังจากที่ฝนตกไปแล้ว พืชคลุมดินจะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ ช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดินจะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ

4. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้วัชพืช จะไม่มีโอกาสงอกได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีแสงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

5. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย พืชคลุมดินมีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน จะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนมีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะสารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียวซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น และสารนี้ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชเข้าแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

การคัดเลือกชนิดของพืชคลุมดิน ต้องเป็นพืชที่มีอายุหลายปี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องปลูกบ่อยครั้ง เป็นพืชที่มีรากแน่นแผ่สาขาออกไปได้มาก จะช่วยยึดเหนี่ยวเม็ดดินให้ติดกัน ไม่พังทลายได้ง่าย ควรเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแวดล้อม สามารถเจริญเติบโตได้ดี ทั้งกลางแจ้งและในร่ม เป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินได้ดี

นาย รัตวิ

เริ่มแล้วมาตรการปิดอ่าวไทย3เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473606

news_default

เริ่มแล้วมาตรการปิดอ่าวไทย3เดือน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2563 ที่ท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลาปากน้ำชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพรว่า จากผลการศึกษาวิจัยทางวิชาการของกรมประมงพบว่าพื้นที่ทะเลของจ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่สัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะปลาทู ซึ่งมีวงจรชีวิตในช่วงปิดอ่าวไทยตอนกลาง กรมประมงต้องดำเนินมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำป้องกันการใช้ทรัพยากรเกินกำลังการผลิตของธรรมชาติ  จึงกำหนดมาตรการทางกฎหมายขึ้น โดยประกาศใช้มาตรการปิดอ่าว  ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร บางส่วนของจ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 พ.ค.และต่อด้วยเขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเลและพื้นที่อ่าวประจวบฯ อีก 30 วันของทุกปี

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้เครื่องมือประมงบางชนิดของกลุ่มประมงขนาดเล็ก ซึ่งไม่กระทบมาตรการปิดอ่าวให้ใช้ทำประมงได้ ทำให้สัตว์น้ำได้รับการคุ้มครองไม่ถูกจับมาใช้ประโยชน์จนเกินสมควร เปิดโอกาสให้พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำได้วางไข่แพร่ขยายพันธุ์ และสัตว์น้ำวัยอ่อนได้เลี้ยงตัวเจริญเติบโต สานต่อวงจรชีวิตสัตว์น้ำให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไป

สำหรับพิธีประกาศปิดอ่าวฯมีการประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยขบวนเรือเจ้าหน้าที่เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ช่วงการประกาศใช้มาตรการ และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงทะเลจังหวัดชุมพร เพื่อให้ได้ไปเผยแพร่ขยายพันธุ์  นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ภาคเอกชน และชาวประมงตระหนักถึงการลดขยะทะเลจากภาคการประมงด้วย

“อิ้วเมี่ยน”กับตำนานกาแฟคั่วมือ”โรบัสต้า” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“อิ้วเมี่ยน”กับตำนานกาแฟคั่วมือ”โรบัสต้า”

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:39 น.
อิ้วเมี่ยน,เย้า,โรบัสต้า
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

“อิ้วเมี่ยน”จากยอดดอยสู่ด้ามขวานกับตำนานกาแฟคั่วมือ”โรบัสต้า”

ชาว“อิ้วเมี่ยน”เป็นชาวไทยภูเขาเผ่า”เย้า”ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากจ.กำแพงเพชรมาลงหลักปักฐานที่บ้านในกรัง หมู่ที่ 9 ตำบลจ.ป.ร.อำเภอกระบุรี จังหวัดระนองตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งนับว่าเป็นชาวไทยภูเขากลุ่มเดียวในภาคใต้ โดยยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไว้อย่างสมบูรณ์

ปัจจุบันมีชาวอิ่วเมี่ยนอาศัยอยู่ 19 ครัวเรือน มีจำนวนสมาชิก 77 คน โดยมีนายเฉงโจว แซ่ฟุ้ง(ลูกค้าธ.ก.ส.สาขาปากจั่น)เป็นผู้นำชาวอิ่วเมี่ยนประกอบอาชีพทำสวนกาแฟและสวนผลไม้ มีเนื้อที่รวมกว่า 350 ไร่ ในปี 2557 ชาวอิ่วเมี่ยนได้รู้จักกับ”สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์”หรือก้อง กาแฟ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟคั่วมือและท่องเที่ยวเชิงเกษตร(ก้อง วัลเลย์)

      “สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์”หรือก้อง กาแฟ

โดยเขาได้ให้ความรู้ในกระบวนการผลิตกาแฟคุณภาพ ทำให้ชาวอิ่วเมี่ยนมีความสนใจและได้ร่วมกันผลิตกาแฟคุณภาพนับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันสามารถผลิตกาแฟคุณภาพได้ปีละ 3,000 กิดลกรัม ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของชาวอิ่วเมี่ยนยังคงรักษาขนมธรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะในโอกาสงานสำคัญ ๆ จะมีการแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าชาวไทยภูเขาที่มีอกลักษณ์โดดเด่นในด้านรูปทรงและการปักเย็บลวดลายด้วยมือที่ปราณีตงดงาม ทั้งยังประดับด้วยเครื่องเงินเพิ่มความแปลกตาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับชุมชนชาวอิ่วเมี่ยนบ้านในกรังเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับชาวอิ้วเมี่ยน หรือ เย้า มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในประเทศจีนแถบแม่น้ำแยงซี “เมี่ยน” เป็นชื่อที่ทางราชการตั้งให้ หรือบางครั้งจะเรียกว่า “อิ้วเมี่ยน” แปลว่า มนุษย์ ได้รับการจัดให้อยู่ในเชื้อชาติ มองโกลอยด์ คือ อยู่ในตระกูลจีนธิเบต บรรพชนได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ราบรอบทะเลสาปตงถิง แถบแม่น้ำแยงซี ยอมอ่อนน้อมให้ชนชาติผู้ปกครองรัฐ และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การบังคับกดขี่ของรัฐ จึงได้ทำการอพยพเข้าไปในป่าลึกบนภูเขาสูง ได้ตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านด้วยมือของเขาเอง เพื่อปกป้องเสรีภาพจึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง คำเรียกนี้ี้ถูกยกเลิกไปเหลือแต่คำว่า “เย้า” เท่านั้น  ปัจจุบันชาวเมี่ยนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า อ.ปง จ.พะเยา

กรมชลฯ เร่งแก้ปัญหาขาดน้ำจืด-น้ำเค็มรุกลุ่มทะเลสาบสงขลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417440?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯ เร่งแก้ปัญหาขาดน้ำจืด-น้ำเค็มรุกลุ่มทะเลสาบสงขลา

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:10 น.
เร่งแก้ปัญหา,ขาดน้ำจืด,น้ำเค็มรุก,ลุ่มทะเลสาบสงขลา,เฉลิมชัย,ข่าววันนี้,กรมชลฯ
เปิดอ่าน 37 ครั้ง

“เฉลิมชัย” สั่ง กรมชลฯ เร่งแก้ปัญหาขาดน้ำจืด น้ำเค็มรุกเรื้อรัง ลุ่มทะเลสาบสงขลา หลังชาวบ้านเรียกร้องสร้างประตูกั้นน้ำเค็มเรื้อรังมากกว่า 40 ปี กระทบหนักเศรษฐกิจภาคใต้

  นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นน้ำเค็มทะเลสาบสงขลา ช่วยเหลือพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ในการหารือ ได้ชี้แจงถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 40 ปีทั้งเชิงอนุรักษ์และเชิงการพัฒนา โดยเฉพาะโครงการทำแนวคันกั้นน้ำเค็มนั้น ที่ผ่านมากรมชลฯได้มีการศึกษาความเหมาะสมร่วมกับรัฐบาลเนเธอแลนด์ไว้ตั้งแต่ปี 2514 หาแนวที่เหมาะสม แต่ขณะนั้นคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาไม่เห็นด้วย จนต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกโครงการปี 2549 และให้พิจารณาหาทางเลือกอื่นร่วม ทั้งการปรับเปลี่ยนอาชีพหรือการส่งเสริมการเกษตรใช้น้ำน้อยกับเกษตรกรในพื้นที่

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

กรมชลประทาน เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก แก้แล้งอีอีซี

กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย

ทั้งนี้ การศึกษาโครงการคันกั้นน้ำเค็มทะเลสาบสงขลา เดิมเสนอไว้ 3 แห่ง คือ SiteA เกาะใหญ่-แหลมจองถนน SiteB เกาะโคป-ปากพะยูน SiteC ปากรอ ต่อมาในปี 2527 ถึงปี 2548 ได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการมาโดยตลอด ผลการศึกษาและสำรวจ พบว่า โครงการก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มบริเวณ SiteA มีความเหมาะสมที่สุดรองลงมาคือ SiteC

ต่อมาในปี 2553 – 2555 กรมชลฯดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในด้านต่างๆ และได้เสนอโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ ปัจจุบันโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ คืบหน้าแล้ว  60 %

“กรมชลฯได้รับข้อสั่งการของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ลงพื้นที่เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ให้เร่งแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนเพื่อใช้เก็บน้ำในฤดูฝนที่จะถึง โดยการเพิ่มศักยภาพเก็บน้ำจืดในพื้นที่ ที่สามารถทำได้ทันที โดยกรมชลฯมีแผนขุดลอกคลองในพื้นที่ชลประทานอยู่ในพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 และแผนงานเพิ่มเติมปี 63 จำนวน 61 สายคลอง สามารถรองรับน้ำและเก็บน้ำได้อีกประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) สำหรับระยะกลางจะสำรวจออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำ ขยายคลองให้กว้างขึ้น รวมทั้งแก้มลิง ตระพัง นอกเขตพื้นที่ชลประทาน คาดว่าจะมีน้ำจากแหล่งเหล่านี้เพิ่มอีกประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ซึ่งหากจำเป็นต้องซื้อที่ดินก็ให้ดำเนินการได้ตามที่ รมว.เกษตรฯได้มีบัญชาไว้ ส่วนในระยะยาวจะมีการสำรวจแหล่งน้ำเพิ่มและระบบควบคุมน้ำเชื่อมแหล่งน้ำในทะเลสาบ แต่กรณีข้อเสนอใหม่ทำประตูกั้นน้ำเค็มเป็นเรื่องที่ต้องหารือกับฝ่ายนโยบายและประชาชน โดยจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการก่อสร้างอย่างรอบด้านและครอบคลุมในทุกมิติต่อไป” นายประพิศ กล่าว

ด้านนายถาวร แซ่อิ้ว กรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้านเกษตรกรรม กล่าวว่า ประชาชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลากว่า 300 คนได้ยื่นหนังสือต่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อให้มีการศึกษาการทำคันกั้นน้ำเค็มขึ้นมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากประชาชนเริ่มเจอน้ำเค็มรุกซ้ำซาก หลังจากเคยยุติไป แต่ปัจจุบันคนในพื้นที่เห็นแล้วว่าเกิดปัญหาน้ำเค็มรุกจริงโดยเฉพาะใน 3 ปีที่ผ่านมากระทบต่อประชาชน จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา รวมกว่า 5 แสนไร่ เสียหายต่อเศรษฐกิจปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาทเพราะน้ำเค็มรุกถึงทะเลน้อย และพรุควนเคร็ง กระทบพื้นที่เกษตร นาข้าวในระโนด ความเค็มเมื่อ 14 ก.พ.63  สูงถึง 8 กรัมต่อลิตร ซึ่งเครือข่ายจึงอยากให้รัฐมองเห็นความทุกข์กับการเจอน้ำเค็มในระดับนี้จึงได้ยื่นหนังสือต่อภาครัฐ

ถึงขั้นใช้รถกระจายเสียงป่าวประกาศห้ามเด็ดขาดอย่าทำนาปรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417427?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ถึงขั้นใช้รถกระจายเสียงป่าวประกาศห้ามเด็ดขาดอย่าทำนาปรัง

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำ,ภัยแล้ง,สูบน้ำ,ฉะเชิงเทรา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 543 ครั้ง

กรมชลฯเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ภัยแล้งทั่วประเทศ เตือนงดทำนาปรัง พร้อมเปิดสายด่วน 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

18 กุมภาพันธ์ 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้งกรมชลประทานได้ให้การช่วยเหลือเต็มที่โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคล่าสุดในพื้นที่ จ. เชียงใหม่

ล่าสุด ส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำรถบรรทุกน้ำขนาด 12,000 ลิตร เข้าไปบริการแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ณ บริเวณวัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา ได้สนับสนุนรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร เพื่อแจกจ่ายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค บริเวณวัดประศาสน์โสภณ (วัดบางกรูด) หมู่ 1 ตำบลท่าพลับ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่จังหวัดอ่างทอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร ได้ใช้รถกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ณ บริเวณคลองส่งน้ำ 1 ขวา เพื่อขอความร่วมมือเกษตรกรลดทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งนี้ เนื่องจากน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน อีกทั้งได้ติดตามการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศบริเวณหน้าวัดวังน้ำเย็น ร่วมกับประมงจังหวัดอ่างทอง และผู้นำชุมชนในพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้กรมชลประทาน มีศูนย์บริการประชาชนอยู่ทั่วประเทศที่พร้อมเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ทันทีโดยสามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

ภารกิจหนักอึ้งรอบด้าน”เฉลิมชัย”ชงเพิ่มกำลังพลฝนหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417423?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ภารกิจหนักอึ้งรอบด้าน”เฉลิมชัย”ชงเพิ่มกำลังพลฝนหลวง

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ฝนหลวง,กรมฝนหลวงและการบินเกษตร,กำลังพล,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,เขื่อน
เปิดอ่าน 436 ครั้ง

“เฉลิมชัย”ชงบิ๊กตู่ ไฟเขียวเพิ่มเครื่องบิน กำลังพล ฝนหลวง รับภารกิจมากขึ้นรอบด้าน พร้อมสดุดีให้ชาวฝนหลวง ทำงานปิดทองหลังพระ เริ่มปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งแล้ว17ก.พ.พร้อมกันทั่วประเทศ

18 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า ตามที่สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 มีแนวโน้มที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ส่งผลกระทบเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อทำการเกษตร  

รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่มีปริมาณน้ำน้อยในขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในฐานะหน่วยงานดูแลบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้รวดเร็วมากขึ้น จากปกติที่มีการเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงในวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี มาเป็นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563

โดยได้น้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วย

ที่ผ่านมาได้ตั้งหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วปฏิบัติงานทุกวัน หากสภาพอากาศพร้อมขึ้นบินทันที เพื่อช่วยสร้างความชุ่มชื้น ขณะนี้เกือบทุกพื้นที่ ประสบปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งกรมฝนหลวงฯได้เข้าร่วมบูรณาทำงานแก้ไขปัญหากับทุกหน่วยงาน ในหลากหลายภารกิจทั้งบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 การเผาป่า หมอกควัน เผาเศษซากวัชพืช แม้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ภูกระดึง ได้ให้ฝนหลวงได้เข้าร่วมดับไฟด้วย

ได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรี ถึงภารกิจที่เพิ่มมากขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวนโดยท่านนายกฯกำลังพิจารณา เพิ่มเครื่องบิน กำลังพล เพื่อการปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจมากขึ้น รวมถึงสนธิกำลังกับ กองทัพไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภาคประชาชน และอาสาสมัครฝนหลวง ซึ่งฝนหลวงทำงานทุกวันทุกเวลาที่มีโอกาส

“ฝากสื่อช่วยกระจายภารกิจ ฝนหลวง ให้ประชาชนรับรู้ จะเข้าใจรัฐบาล เราไม่ได้ทอดทิ้งใคร เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มกำลังความสามารถในการแก้ไขภัยแล้งมาเร็ว จากปกติจะเปิดปฏิบัติการฝนหลวงประมาณเดือนมี.ค.ปีนี้มีวิกฤติ เปิดการบินตั้งแต่เดือนก.พ.ฝนอาจจะตกไม่มาก สร้างความชุ่มชื้นให้แผ่นดินได้ ผมขอสดุดี การทุ่มเทของกรมฝนหลวงเพื่อประชาชน ถือว่าเป็นการทำงานปิดทองหลังพระ มาหลาย10ปี ”

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่าสำหรับในปี 2563 มีแผนปฏิบัติการประจำปีตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำ 5 ภูมิภาค จำนวน 7 ศูนย์ ประกอบด้วย หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 11 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ โดยมีฐานเติมสารฝนหลวง 5 ฐาน เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือให้ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ 77 จังหวัด ตามแผนการดัดแปรสภาพอากาศ

ทั้งนี้ดังนี้ 1) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 2 กุมภาพันธ์ 2563 ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอ และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ PM2.5 ใช้อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 6 ลำ

2) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในระหว่างวันที่ 3 – 16 กุมภาพันธ์ 2563 ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอ และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ PM2.5 ใช้อากาศยานรวมทั้งหมด 12 ลำ ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 8 ลำ และอากาศยานของกองทัพอากาศ จำนวน 4 ลำ และ

3) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป รวมจำนวน 11 หน่วยปฏิบัติการ ที่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และสุราษฎร์ธานี ใช้อากาศยานอากาศยานรวมทั้งหมด 29 ลำ ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 22 ลำ อากาศยานของกองทัพอากาศ จำนวน 6 ลำ และอากาศยานของกองทัพบก จำนวน 1 ลำ โดยเปิดฐานเติมสารฝนหลวง จำนวน 5 ฐาน ที่ จ.ตาก ลพบุรี สกลนคร จันทบุรี และสงขลา (หาดใหญ่)

ไม่ธรรมดาสองพืชมูลค่าสูงดันรายได้กระฉูด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม่ธรรมดาสองพืชมูลค่าสูงดันรายได้กระฉูด

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,หน่อไม้ฝรั่ง,ข้าวโพดฝักอ่อน,ข่าววันนี้,เกษตร,กาญจนบุรี,สำนักงาน
เปิดอ่าน 224 ครั้ง

เกษตรฯ จับมือ สภาหอการค้า นำร่องเมืองกาญจน์ดัน ‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’ พืชมูลค่าสูง สร้างรายได้เกษตรกร

18 กุมภาพันธ์ 2563 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ประชุมได้มีการพิจารณาแนวทางความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วนในการพัฒนาการเกษตร

อ่านข่าว  แล้งนี้ต้องรอดไม้ดอกไม้ประดับเลี้ยงง่ายแถมรายได้อย่างงาม 
น่าห่วง…ตะวันออกใช้น้ำหนักมาก

อยากได้เงินล้านต้องปลูกถั่วเหลืองฝักสด น้ำน้อย ราคาดีมีตลาด

“ต้องปรับตัว”อีคอมเมิร์ซยกระดับเกษตรรุ่นใหม่สู่ออนไลน์

รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรไทยในตลาดต่างประเทศ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ การส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงเพื่อสร้างรายได้ (Cash Crop) เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน กล้วยหอมทอง กาแฟ โกโก้ อินทผลัม กุ้ง และถั่วลิสง เป็นต้น

ในการนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อน ตลอดจนศึกษาปัญหาการผลิตและจัดทำแผนส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีความต้องการสูง และยังได้ให้โควต้าการส่งออกกล้วยหอมทองแก่ประเทศไทยอีกด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่เกษตรกร จะสามารถพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐานต่อไป

มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการเจรจาการค้าสินค้าเกษตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีนสำหรับการส่งออกกล้วยหอมทองและอินทผลัม รวมถึงจัดทำแผนประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์และสรรพคุณของผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในประเทศ (Thai First)

ให้มีการจัดทำข้อมูลสินค้าเกษตรเด่นที่มีศักยภาพประจำจังหวัดเพื่อสนับสนุนให้เป็นสินค้าเด่นในจังหวัด และนำมาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรสำคัญในระดับพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเกษตรผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการเกษตรไปสู่สังคมและเกษตรกร ให้มากขึ้น

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่นำร่องจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ  เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อน พบว่า จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นลำดับ 2 ของประเทศ โดยเกษตรกรจะรวมกลุ่มในการจำหน่ายผลผลิตให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเกษตรกรเคยประสบปัญหาโรคจากเชื้อราทำให้ลำต้นได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรเลิกเพาะปลูกเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น จึงต้องการให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการส่งเสริม และฟื้นฟูการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ เนื่องจากเกษตรกรมีความพร้อมด้านองค์ความรู้ในการผลิตอยู่แล้ว ประกอบกับตลาดยังมีความต้องการ จึงคาดว่าเกษตรกรจะสามารถเพิ่มการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ดังกล่าวได้

ส่วนข้าวโพดฝักอ่อน มีพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจะมีผู้รวบรวมทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อจัดหาเมล็ดพันธุ์ แรงงานในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต และขนส่ง แต่ในปัจจุบันพบการระบาดของหนอนเจาะลำต้น จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ในการกำจัดและป้องกันการระบาด รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเร่งศึกษาความเหมาะสมและจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับพื้นที่นำร่องในจังหวัดกาญจนบุรี โดยกำหนดปริมาณความต้องการ พื้นที่ส่งเสริม กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย และแนวทางการรับซื้อที่ชัดเจน เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

“ตั๊น จิตภัสร์”ร่วมรับฟังปัญหา เตรียมรับมือช่วยภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417374?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

    “ตั๊น จิตภัสร์”ร่วมรับฟังปัญหา เตรียมรับมือช่วยภัยแล้ง

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:05 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน,จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

    “ตั๊น จิตภัสร์”ร่วมรับฟังปัญหา เตรียมพร้อมรับมือช่วยภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.63 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเป็นประธานในพิธีรับมอบปีกฝนหลวงพิเศษ พระราชทาน และพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งประจำปี 2563 พร้อมด้วย นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และคณะทำงานฯ ณ สนามบินนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ พร้อมได้ตรวจแถวชุดปฏิบัติการฝนหลวง 8 ชุด และคล้องพวงมาลัยให้กับผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 7 ภูมิภาค เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน จากนั้นได้ปล่อยขบวนคาราวานเครื่องบินฝนหลวงออกปฏิบัติการ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ตามที่สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 มีแนวโน้มที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ส่งผลกระทบเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อทำการเกษตร รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำน้อยในขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ

จึงได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในฐานะหน่วยงานดูแลบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้รวดเร็วมากขึ้น พร้อมได้น้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วย

ด้านนางสาวจิตภัสร์กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ด้วยความห่วงใยในปัญหาภัยแล้งที่กำลังใกล้จะเข้ามาถึง ตนจึงได้เดินทางมาพร้อมกับคณะ รับฟังปัญหาของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร เพื่อที่จะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงในการนำเรื่องราวร้องทุกข์ เข้าไปหารือในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

กฟผ.–ทส.–GIZ ชูความสำเร็จกองทุน RAC NAMA #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417270?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

  กฟผ.–ทส.–GIZ ชูความสำเร็จกองทุน RAC NAMA

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:19 น.
RAC NAMA
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

  กฟผ.–ทส.–GIZ ชูความสำเร็จกองทุน RAC NAMA

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประกาศความสำเร็จของกองทุน RAC NAMA ผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นของประเทศไทย จำนวน 9 ราย หันมาใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมช่างฯ จำนวน 8 แห่งทั่วประเทศ โดยมีครูต้นแบบที่ผ่านการอบรมแล้วกว่า 150 คน


นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

17 กุมภาพันธ์ 2563 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน “Green Cooling Revolution: RAC NAMA Fund and the Future of Thai Industry” โดยมี นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ.  นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย นางมาร์กาเร็ต ทังก์ อุปทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง          การส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญต่อนโยบายการลดใช้สารทำความเย็นที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน พร้อมส่งเสริมการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ ซึ่งมีค่าศักยภาพการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) ในระดับต่ำ

โดยผสมผสานรูปแบบการสร้างโอกาสทางธุรกิจ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ร่วมกับการจัดการปัญหาทางสิ่งแวดล้อม การลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 20 – 25 ภายในปีพ.ศ. 2573  ตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) พร้อมกันนี้ขอแสดงความขอบคุณรัฐบาลเยอรมัน รัฐบาลอังกฤษ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ได้เสริมสร้างความร่วมมือ และสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันนำมาซึ่งผลสำเร็จของกองทุนฯ
นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ในฐานะผู้รับทุนในนามรัฐบาลไทย ได้ร่วมกับ GIZ ดำเนินโครงการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นของประเทศไทยสู่การใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย กฟผ. ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุน RAC NAMA
มาตั้งแต่ปี 2560 จำนวน 8.3 ล้านยูโร (ประมาณ 300 ล้านบาท) เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็นธรรมชาติ ทั้งด้าน การผลิต การบริโภค และภาคบริการ โดยในระยะเวลากว่า 2 ปี กฟผ. ได้สนับสนุนเงินทุนผ่านมาตรการทางการเงินต่างๆ ได้แก่ 1) เงินสนับสนุนกระตุ้นการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค จำนวนกว่า 10 ล้านบาท

สำหรับสินค้าที่ออกสู่ตลาดแล้ว ทำให้สามารถกระตุ้นยอดการซื้อตู้เย็นที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติได้กว่า 15,000 เครื่อง และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 1.1 ล้านหน่วยต่อปี 2) เงินสนับสนุนระยะสั้นปลอดดอกเบี้ย ระยะเวลา 1 ปี ให้กับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นไทยเพื่อช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินในการลงทุนสำหรับการปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปสู่การใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็นธรรมชาติ จำนวน 52 ล้านบาท 3) เงินอุดหนุนแบบให้เปล่าให้กับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นไทย สำหรับการปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปสู่การใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็นธรรมชาติ จำนวนกว่า 90 ล้านบาท 4) เงินอุดหนุนสำหรับการจัดหาอุปกรณ์สำหรับฝึกอบรมและจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม 8 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 15 ล้านบาท และ 5) เงินสนับสนุนปลอดดอกเบี้ยสำหรับการดำเนินงานมาตรการทางการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายของเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น จำนวนกว่า 155 ล้านบาท
รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีนี้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็นธรรมชาติจะเริ่มออกสู่ตลาดในประเทศ โดยคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์กว่า 100,000 เครื่อง และจะมีส่วนแบ่งการตลาด กว่าร้อยละ 50 ในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปยังตลาดภูมิภาคยุโรปและประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้คาดว่าปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดจนถึงปี 2573 จะสามารถช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้สูงถึง 3,500 ล้านหน่วยต่อปี
นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศเยอรมนีเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรม วิศวกรรมและเทคโนโลยีของโลก ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ประเทศเยอรมนีมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในการคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยประเทศไทยและเยอรมนีได้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อรับมือกับปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมามากกว่า 10 ปี ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมการทำความเย็นของประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของโลก ประเทศเยอรมนีจึงภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยีสีเขียว รวมถึงประสบการณ์และองค์ความรู้จากการดำเนินงานของกองทุน RAC NAMA ซึ่งควรได้รับการถ่ายทอดไปยังประเทศอื่น ๆ ด้วย
นางมาร์กาเร็ต ทังก์ อุปทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า กองทุน RAC NAMA ถือเป็นกองทุนแรกของประเทศไทยที่มีการพัฒนากลไกการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษและเยอรมนีผ่านกองทุน NAMA Facility ในการดำเนินโครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นของประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการปรับปรุงเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนที่วางไว้ และผลสำเร็จของกองทุน RAC NAMA แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้แสดงเจตจำนงไว้ต่อประชาคมโลก