พันธุ์ปลา 5 แสนตัวสร้างรายได้หน้าแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พันธุ์ปลา 5 แสนตัวสร้างรายได้หน้าแล้ง

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ปล่อยปลา,ประภัตร โพธสุธน,เชียงใหม่,พันธุ์ปลา,ข่าววันนี้,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 587 ครั้ง

ปล่อยพันธุ์ปลา 5 แสนตัว สร้างแหล่งอาหารและรายได้ให้ประชาชนในช่วงภัยแล้งจ.เชียงใหม่

17 กุมภาพันธ์ 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.กระทรวงเกษตรฯ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โครงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเสริมสร้างรายได้จากอาชีพประมงในช่วงฤดูแล้งณ แม่น้ำปิง บริเวณหน้าประตูระบายน้ำท่าวังตาล ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่

นายประภัตร กล่าวว่า จากรายงานล่าสุดสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำปิงตอนบนมีปริมาณเก็บกักน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและเขื่อนแม่กวงอุดมธารา น้อยกว่าปี 2562 และปริมาณฝนที่ตกสะสมเฉลี่ย ปี 2562 น้อยกว่า ปี 2561 ส่งผลต่อแผนการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และรายได้ของเกษตรกร

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จึงได้สั่งการให้กรมประมงดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ บริเวณฝายและประตูระบายน้ำต่างๆ ของลุ่มน้ำปิง ที่เป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มแหล่งอาหาร เสริมสร้างรายได้ ให้กับประชาชนและเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของ กรมประมง กรมชลประทาน และจังหวัดเชียงใหม่ ในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งสิ้นจำนวน 500,000 ตัว ประกอบด้วย ปลาตะเพียนขาว ปลาบ้า ปลาสร้อยขาว ปลากระแห และปลาตะเพียนทอง เพื่อเป็นแหล่งอาหาร และสร้างรายได้ให้เกษตรกรในช่วงภัยแล้งด้วย

‘ประภัตร’ประชุมปศุสัตว์ภาคเหนือตอนล่าง โครงการเกษตรสร้างชาติเสริมรายได้หน้าแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473599

‘ประภัตร’ประชุมปศุสัตว์ภาคเหนือตอนล่าง โครงการเกษตรสร้างชาติเสริมรายได้หน้าแล้ง

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.59 น.

17 กุมภาพันธ์ 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมซักซ้อมการปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมปศุสัตว์ กับ ธ.ก.ส. พร้อมด้วย นายไพบูรณ์ ณะบุตรจอม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายสุรพล ธัญญเจริญ ปศุสัตว์เขต 6  นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และนายสมบัติ ชื่นชม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดพิษณุโลก โดยมี สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด/ ปศุสัตว์อำเภอ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ทั้ง 9 จังหวัด เกษตรจังหวัด กรมชลประทาน รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดพิษณุโลก ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เข้าร่วม ณ ห้องประชุมพระพุทธชินราช ชั้น 7 ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

ที้งนี้นายประภัตร บอกว่า รัฐบาลนำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่เป็นผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ต่อเนื่องมาทั้งอุทกภัย และภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพ สร้างอาชีพทางเลือกใหม่ ที่มีศักยภาพทางด้านการตลาดรองรับ เช่น การเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งครม. ได้อนุมัติโครงการสินเชื่อให้ ธกส ในวงเงิน 50,000 ล้าน ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยล้านละหนึ่งร้อยบาทต่อปี โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน มีสมาชิกกลุ่มละ 10 คน โดยนายกฯ ได้เน้นย้ำว่าในการจัดตั้งกลุ่มนั้นจะต้องดึงเกษตรกรที่ด้อยโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ตลอดจนจะต้องมีคอกกลางหรือคนกลาง ที่จะมาทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตของแต่ละจังหวัด ทำการขึ้นทะเบียนโคทุกตัว รวมทั้งต้องได้ใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ในการตรวจโรค เพื่อให้เป็นระบบที่ได้มาตรฐาน ยกระดับของอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคในประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งคอกกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยพยุงและรักษาเสถียรภาพของราคาให้ผู้เลี้ยงโคไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางอีกด้วย

อย่างไรก็ตามล่าสุด ได้รับข้อมูลจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนว่าขณะนี้ มีความพยายามของผู้ซื้อที่จะกดราคารับซื้อโคขุนของเกษตรกรจากพ่อค้าคนกลาง ดังนั้นจึงได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ออกมาตรการหรือสนับสนุนให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ชมรม หรือสมาคมผู้ขุนโคในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยกันดูแล ในด้านการผลิตและการจำหน่ายผลผลิตของมวลสมาชิก ให้มีการซื้อขายอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ราคาโคเนื้อมีชีวิต กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 100 บาท

ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์เขต 6 มีพื้นที่รับผิดชอบ 9 จังหวัด ได้แก่ จ.กำแพงเพชร จ.ตาก จ.นครสวรรค์ จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก จ.เพชรบูรณ์ จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ และ จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั้งสิ้น 35,123 ราย โค 479,976 ตัว แบ่งเป็น 1.โคเนื้อ (โคพันธุ์, โคลูกผสม) 14,225 ราย 192,266 ตัว 2.โคขุน 1,241 ราย 15,337 ตัว และ 3.โคพื้นเมือง 19,657 ราย 272,373 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ 7,735 ราย 87,862 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 1,891 ราย 64,396 ตัว และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง 301,164 ราย 11,394,322 ตัว ที่สำคัญ เป็นพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการขุนโค ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เกษตรกรนิยมเลี้ยงโคขุนกันอย่างแพร่หลาย

เอสซีจี-มูลนิธิอุทกพัฒน์ จัดโครงการ‘ร้อยใจ108ชุมชนรอดภัยแล้ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473376

news_default

เอสซีจี-มูลนิธิอุทกพัฒน์ จัดโครงการ‘ร้อยใจ108ชุมชนรอดภัยแล้ง’

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษมวัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจีเปิดเผยว่า จากการที่เอสซีจีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) มาตั้งแต่ปี 2558 สนับสนุนชุมชนที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากให้บริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ด้วยการพึ่งพาตนเองใน 9 พื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยให้มีน้ำสำรองกว่า 16 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนกว่า 6,700 ครัวเรือน มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคและการเกษตร ด้วยเล็งเห็นว่าปัญหาภัยแล้งปีนี้รุนแรงมากที่สุดในรอบ 40 ปี และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยิ่ง เอสซีจี จึงร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. และสยามคูโบต้า จัดโครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสเอสซีจีครบรอบ 108 ปี ในปี 2564 ส่งเสริม 108 ชุมชนที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก แต่มีความสามัคคี เข้มแข็ง พร้อมเรียนรู้การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ให้วางแผนจัดการน้ำด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งได้ด้วยตนเองตลอดกระบวนการโดยใช้เวลา 2 ปี ภายใต้งบประมาณ 30 ล้านบาทและมีชุมชนแกนนำของอุทกพัฒน์ฯ รวมทั้งเอสซีจีร่วมเป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ชุมชนรอดพ้นวิกฤติและไม่ประสบภัยแล้งอีกต่อไปพร้อมได้รับความช่วยเหลือจากกำลังพลกองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ร่วมสำรวจและพัฒนาพื้นที่ประสบภัยแล้งด้วย

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยแม้จะมีฝนตกเฉลี่ย 7-8 แสนล้านลบ.ม.ต่อปี ซึ่งเพียงพออุปโภคบริโภคและการเกษตรของประชาชน แต่หลายภาคส่วนยังขาดองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ดังนั้น จึงต้องเก็บกักน้ำในช่วง 3-4 เดือน ที่มีน้ำ ให้พอใช้ในอีก 9 เดือนที่เหลือ เพื่อแก้ภัยแล้งได้สำเร็จ และคนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบริหารจัดการน้ำ ให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี ดังนั้น ชุมชนที่จะแก้ปัญหาภัยแล้งได้ ต้องเข้มแข็ง มีความรู้และความสามัคคี มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้เคียงหาที่กักเก็บน้ำ โดยอาจปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้น้ำ และใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำกระจายน้ำสู่ชุมชน เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม GPS และโซลาร์ฟาร์มเพื่อประหยัดไฟฟ้า ถ้าทุกคนช่วยกันจะข้ามผ่านวิกฤติภัยแล้งและมีน้ำกินน้ำใช้ อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

ด้านนายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่าตลอด 41 ปีที่สยามคูโบต้าอยู่เคียงข้างเกษตรกรไทย ทำให้เราเห็นผลกระทบของภัยแล้งที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรมาต่อเนื่อง หากเกษตรกรไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่ดีจะทำให้การเพาะปลูกยากขึ้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้ สยามคูโบต้าเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตรและอะกริโซลูชันเกษตรครบวงจร หรือ KAS จึงสนับสนุนความรู้และการขุดแหล่งน้ำด้วยรถขุดขนาดเล็กคูโบต้า หวังว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนครั้งนี้จะช่วยให้ชุมชนมีสระน้ำที่ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและรายได้มั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเกษตรกรรมของประเทศไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกยั่งยืนโดยชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ติดต่อได้ที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โทร.08-6626-6233 หรือ อีเมล agro@hii.or.th

กรมชลฯเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473371

news_default

กรมชลฯเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พันธกิจที่กรมชลประทานยังคงยึดเป็นแนวทางดำเนินงานปี 2563 คือ พัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เกิดความสมดุล ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานทั้งสิ้น 33.79 ล้านไร่ มีแหล่งเก็บน้ำความจุรวม 82,457.46 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในปี 2563 นี้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 0.18 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำ 199.54 ล้านลบ.ม.และภายในปี 2570 จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานไปที่ 17.95 ล้านไร่ เพิ่มความสามารถเก็บน้ำอีก 13,243 ล้านลบ.ม. ดังนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทาน 50.24 ล้านไร่ และเก็บน้ำได้ 95,007 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ กรมชลฯร่วมบริหารจัดการน้ำกับทุกภาคส่วนเพื่อให้มีน้ำเพียงพอทั่วถึงเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันบรรเทาภัยจากน้ำอย่างเหมาะสม รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการภายในปี 2579” โดยมุ่งให้ทรัพยากรน้ำมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นประเทศพัฒนาต่อไปได้

“กรมชลฯตระหนักถึงความสำคัญความจำเป็นต้องขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุ จึงกำหนดแนวทาง RID No.1 ขึ้น โดยในปีแรก (3 มกราคม 2561) เป็นการกำหนดทิศทางให้บุคลากรมีแนวทางเดินเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ ปีถัดมาจึงเริ่มพัฒนาศักยภาพคน เครื่องมือและเทคโนโลยี ผลสัมฤทธิ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น กรมชลประทานสามารถขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้มากกว่า 70 โครงการ ภายใน 1 ปี ขยายผลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ไปแล้วทุกจังหวัดทั่วประเทศ และปีที่ 3 กรมชลประทานจะมุ่งสนับสนุนความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่พิเศษ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (Eastern Economic Corridor EEC)เนื่องจากหากไม่เตรียมความพร้อม ความต้องการใช้น้ำจะมาชนกับปริมาณน้ำที่กักเก็บ ซึ่งเราสามารถลดความเสี่ยงตรงนี้ได้” ดร.ทองเปลว กล่าว

ขณะเดียวกัน ในปี 2563 จะได้เห็นปฏิบัติการช่วยเหลือกันระหว่างลุ่มน้ำและกรมชลประทานจะสนับสนุนกิจกรรมกระจายน้ำที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public PrivatePartnership : PPP)

สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำเกิดประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำขนาดเล็กที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลบริหารจัดการคูคลองแต่ละสายมีสมาชิกกลุ่มละไม่เกิน 20 คน ซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 50,000 กลุ่มทั่วประเทศ ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งที่ช่วยดูแลการใช้น้ำให้เป็นไปตามกติกา ดูแลรักษาเครื่องมือชลประทาน กรมชลฯจะส่งเสริมเครือข่ายเหล่านี้ให้เข้มแข็งมากขึ้น

สหกรณ์แพะ-แกะอุบลฯฯตั้งเป้า เพิ่มพ่อแม่พันธุ์เพิ่มรายได้สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473373

news_default

สหกรณ์แพะ-แกะอุบลฯฯตั้งเป้า เพิ่มพ่อแม่พันธุ์เพิ่มรายได้สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุพจน์ วัฒนวิเชียร สหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์แพะแกะและปศุสัตว์อุบลราชธานี จำกัด ณ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรอุบลราชธานีจํากัด อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานีมีการรับซื้อ – ขาย แพะแกะจากสมาชิกที่นำมาจำหน่าย 19 คน รวมจำนวนแพะ แกะ 92 ตัว มูลค่าการซื้อขาย 218,000 บาท แก่พ่อค้าจากเวียดนามที่มารับซื้อ โดยสหกรณ์เป็นคนจัดหาการตลาด และดูแลการซื้อ–ขายเพื่อให้บริการสมาชิก นอกจากนี้สหกรณ์ยังให้เงินกู้แก่สมาชิกและจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แพะ 5 ตัว มูลค่า 30,000 บาท แก่สมาชิกเพื่อนำไปเลี้ยง ขยายพันธุ์เพื่อนำกลับมาจำหน่ายให้สหกรณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้สมาชิกและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หญ้าแก่สมาชิก เพื่อนำไปปลูกเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ สำหรับการซื้อขายแพะและแกะนั้น สหกรณ์จะซื้อ-ขาย เดือนละ 1 ครั้ง กำลังการผลิตของสมาชิกอยู่ที่ 100 ตัวต่อเดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่ต้องการ 300 ตัวต่อสัปดาห์ สหกรณ์จึงมีเป้าหมายเพิ่มพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แพะ แกะ จากเดิมสมาชิกมีอยู่ประมาณ 1,500 ตัว เป็น 4,500 ตัว เพื่อให้ได้ผลผลิตเพื่อจำหน่าย300 ตัวต่อเดือน

ชายคาพระพิรุณ : 17 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473375

586851

ชายคาพระพิรุณ : 17 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรในวงกว้าง ซึ่งจากการสำรวจของกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า ฤดูแล้งปีการผลิต 2562/63 เป็นปีที่มีน้ำน้อย แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งตามศักยภาพน้ำ จำนวน 7.21 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 52 ของปีที่ผ่านมา (จำนวน 13.95 ล้านไร่)ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่ได้เพาะปลูกพืช และทำให้เกษตรกรขาดรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบางพื้นที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมถึงการเกิดน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้แก่พืชได้ นายอาชว์ชัยชาญเลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงออกมาแจ้งเตือนให้เกษตรกรปรับตัวรับมืออย่างต่อเนื่อง และได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในทุกด้าน โดยกำหนด 8 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์ฤดูแล้ง ปี 2562/63 ประกอบด้วย

1. การเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน 9 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ราชบุรี และฉะเชิงเทรา ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนข่าวสาร สถานการณ์แล้ง การขาดแคลนน้ำเยี่ยมเยียน ติดตามให้คำแนะนำทางวิชาการในการดูแลรักษาสวน การให้น้ำ ลดการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันความเค็มสร้างความเสียหายแก่พืช แนะนำให้เกษตรกรรักษาความชื้นในแปลง เช่น ลอกดินเลนในร่องสวนมาปิดบนแปลงหรือโคนต้น การใช้วัสดุคลุมดินช่วยให้ประหยัดน้ำ และการตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น 2. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกด้านเพื่อรับมือภัยแล้ง

3.โครงการบูรณาการกิจกรรมและความร่วมมือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เป็นการบูรณาการโครงการ/กิจกรรม ปี 2563 ในรูปแบบการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง เช่น หัตถกรรม การแปรรูปผลผลิตเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน การอบรมให้ความรู้การปรับตัวในภาวะแล้ง และพิจารณาต่อยอดโครงการตามความต้องการของชุมชนเดิม เป็นต้น ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่พืชฤดูแล้งที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทาน 20 จังหวัด พื้นที่ไม้ผลนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร 30 จังหวัด และพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ จะมีการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบสถานการณ์ การติดตามเยี่ยมเยียน และแนะนำข้อควรปฏิบัติให้แก่เกษตรกร ได้แก่การไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผน การใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าคำแนะนำการดูแลรักษาสวนไม้ผล เช่น การใช้วิธีเขตกรรม รวมทั้งประสานการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่จะให้การสนับสนุนแหล่งน้ำ

4. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2563 ดำเนินการช่วงเดือน พ.ย. 2562-พ.ค. 2563 ใน 24 จังหวัด โดยส่งเสริมและขยายผลพื้นที่การปลูกพืชหลากหลายและใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งทดแทนการทำนาปรัง และเชื่อมโยงกับระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สนับสนุนการเชื่อมโยงตลาด จัดทำแปลงเรียนรู้ พัฒนาความรู้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร 5.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562) ดำเนินการใน 39 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยและดำเนินการในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 โดยสนับสนุนเป็นเงินเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ ซึ่ง ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรสำหรับการปลูกพืช ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกษตรกร 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 245 บาทและถั่วเขียว เกษตรกร 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท

6. โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2562/63 ดำเนินการช่วงเดือน ธ.ค. 2562-พ.ค. 2563 ใน 27 จังหวัด โดยส่งเสริมความรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาอย่างถูกต้องให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 เชื่อมโยงการตลาดเครือข่ายผู้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ให้เกิดการกระจายการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูแล้งเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้นทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ 7.การถ่ายทอดความรู้และการจัดวันสาธิตในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร
(ศพก.) ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เป็นการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ให้กับเกษตรกรในพื้นที่แล้งทั่วประเทศครอบคลุม 882 ศพก.โดยปรับหลักสูตร ปรับรูปแบบกิจกรรม เพิ่มองค์ความรู้และเนื้อหาจากเดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยแล้ง เช่น การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าการดูแลรักษาพืชด้วยวิธีเขตกรรม การประกอบอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ในช่วงฤดูแล้ง (แปรรูป, หัตถกรรม) เป็นต้น

8. โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด โดยบูรณาการหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปให้บริการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ณ จุดที่มีปัญหาและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งจะจัดเจ้าหน้าที่ องค์ความรู้ เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่และประชาสัมพันธ์นัดหมายเกษตรกรมารับบริการ โดยปรับรูปแบบการให้บริการเข้าไปแก้ปัญหาเน้นหนักการรับมือกับสถานการณ์แล้ง และวิธีการปรับตัว รวมทั้งความช่วยเหลือต่างๆ เช่น เทคนิคการใช้น้ำอย่างประหยัด ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การรักษาความชื้นในแปลง การป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงฤดูแล้ง หน่วยงานภาครัฐออกมาแจ้งเตือนและวางแนวทางรับมือไว้แล้ว หากเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลหรือแจ้งขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านได้เลยครับ

สภาเกษตรฯจับมือสสส.ขับเคลื่อน สร้างเครือข่ายผลิตอาหารปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473374

news_default

สภาเกษตรฯจับมือสสส.ขับเคลื่อน สร้างเครือข่ายผลิตอาหารปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำประเทศสู่ผู้ผลิตภาคเกษตรมุ่งเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัย การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลการเกษตร นำมาวิเคราะห์ จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการผลิตอาหารปลอดภัยด้วยเครือข่ายของชุมชนเอง เป้าหมายกระจายพื้นที่ 4 ภาคทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดได้จัดทำบันทึกข้อตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และพัทลุงไปแล้ว และล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 ที่จังหวัดสุโขทัยได้จัดทำโครงการ “ขับเคลื่อนสุโขทัยเมืองเกษตรคุณธรรม” เพื่อให้เกษตรกรจังหวัดสุโขทัยมีจิตสำนึกในการผลิตอาหารปลอดภัยในระบบการจัดการเกษตรเพื่อสุขภาวะชุมชน นำมาซึ่งผู้ผลิตปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย และเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมชุมชนท้องถิ่น เป้าหมายต่อไปคือจังหวัดลพบุรี และเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มเติมไปยังจังหวัดเชียงใหม่ กาฬสินธุ์ ตรัง และราชบุรี เพื่อขับเคลื่อนเรื่องของอาหารปลอดภัยจากผู้ผลิตส่งต่อยังผู้บริโภคด้วยองค์ความรู้ในการผลิต การบริโภค ตลาดท้องถิ่น ให้เข้มแข็งพอ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังตลาดนอกชุมชน คาดหวังให้เกิดเกษตรกรรมยั่งยืนบนความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ด้านน.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สสส.มีหน้าที่จุดประกาย กระตุ้น สานและเสริมพลัง เมื่อร่วมมือกับสภาเกษตรกรจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่แล้วจะสร้างระบบเกษตรกรรมให้ดีขึ้นตอบสนองและสอดคล้องกับนโยบายจังหวัดและนโยบายของประเทศ โดยเกษตรกรในพื้นที่ต้องเป็นเจ้าภาพหลัก เปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาร่วมพัฒนาเป็นพื้นที่ปฏิบัติการจริง ภาคเกษตรต้องมีกลไกขับเคลื่อนระบบเกษตร สสส.ร่วมสนับสนุนสร้างจังหวะก้าวให้เกษตรกรมีอาชีพที่ดีรายได้ดีสู่ประชาชนผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี ภายใต้การขับเคลื่อนนี้สสส.จะสนับสนุนสภาเกษตรกรจังหวัดด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีและงบประมาณเพื่อให้ระบบเกษตรกรรมในระดับตำบลดีขึ้นตามแผนพัฒนาเกษตรกรรมตำบลของสภาเกษตรกร อันนำสู่การสร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตต่อไป

สุโขทัยหนุนปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชใช้น้ำน้อยเสริมรายได้ช่วงแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473439

สุโขทัยหนุนปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชใช้น้ำน้อยเสริมรายได้ช่วงแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 21.00 น.

16 กุมภาพันธ์ 2563 นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดงานรณรงค์และประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่ว บริเวณแปลงปลูกถั่วเขียว หมู่ 1 ต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีเกษตรกรร่วมงานกว่า 200 ราย

ภายในงานมีการจัดฐานเรียนรู้ให้เกษตรกรเข้าไปศึกษาเรียนรู้จากนิทรรศการ และรับการอบรมจากหน่วยงานราชการ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วแบบครบวงจร จำนวน 4 จุด ได้แก่ 1) เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ 2) การเตรียมดินและปรับปรุงดินให้เหมาะสมในการปลูกพืชตระกูลถั่ว 3) การสำรวจและป้องกันกำจัดศัตรูพืชตระกูลถั่ว 4) การเก็บเกี่ยวและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชตระกูลถั่วเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะถั่วเขียวเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยในการเพาะปลูก ต้นทุนการผลิตต่ำ และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องจากในปัจจุบันผลผลิตถั่วเขียวไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด พื้นที่ปลูกพืชตระกูลถั่วในประเทศลดลง ปริมาณผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย จึงทำให้มีการนำเข้าพืชตระกูลถั่วจากต่างประเทศจำนวนมาก

ปัจจุบันสุโขทัยมีพื้นที่ปลูกถั่วเขียวรวม 32,004 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ 476,875 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยได้ส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่วในช่วงฤดูแล้งมาโดยตลอด เป็นพืชที่สามารถปลูกทดแทนข้าวนาปรังเพื่อลดปริมาณผลผลิตข้าวในประเทศ ซึ่งเป็นการเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี

ธ.ก.ส. ชูธุรกิจชุมชนสร้างไทย ฐานพัฒนาเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417100?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธ.ก.ส. ชูธุรกิจชุมชนสร้างไทย ฐานพัฒนาเศรษฐกิจ

16 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:10 น.
ธกส,ชูธุรกิจชุมชน,สร้างไทย,พัฒนาเศรษฐกิจ,ธนาคาร,พัฒนาชนบท,เศรษฐกิจฐานราก,ชนบท,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

ธ.ก.ส. เปิดศักราชใหม่ ปี 2563 สู่การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน มุ่งสนับสนุนพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชนบท เพิ่มยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพองค์กรและชุมชนแบบบูรณาการผ่านโครงการธุรกิจชุมชนสร้างไทย

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. เป็นธนาคารที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรและภาคเกษตรมายาวนาน และยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชนบท รวมถึงการเพิ่มยุทธศาสตร์ของธนาคารจากเดิม 5 ยุทธศาสตร์ คือ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ธ.ก.ส. ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก

ธ.ก.ส. เตือนระวังหลอกโอนเงินร่วมเครือข่ายธุรกิจชุมชนสร้างไทย

สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.เกษตรมั่นคง 3 ลุ้นสูงสุด 20 ล้าน

ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาการบริการทางการเงินครบวงจรและทันสมัย ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มขีดความสามารถขององค์กรและบุคลากรรองรับภารกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 3 บริหารจัดการรายได้รวมและต้นทุนรวมให้สมดุลและมีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างและพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร SMAEs ยุทธศาสตร์ที่ 5 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรรายย่อย ด้วยกลไก Smart Farmer ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร SMAEs และสถาบันเกษตรกร และเพิ่มยุทธศาสตร์ที่ 6 คือ พัฒนาศักยภาพองค์กรและชุมชนแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งธนาคารได้กำหนดเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุมชนร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเสริมสร้างและพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลที่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากประชารัฐสร้างไทย ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการธุรกิจชุมชนสร้างไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ทั้งในกิจกรรมการผลิต กิจกรรมการซื้อ-ขายผลผลิต การแปรรูป และการบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม โดยใช้ทรัพยากรของชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม โดยมีโมเดลในการขับเคลื่อนที่เริ่มต้นจากการค้นหา ศึกษาความต้องการของชุมชน ปัญหา แนวทางพัฒนาแก้ไข โอกาสและศักยภาพของชุมชน

จากนั้นจึงเริ่มสร้างความเข้มแข็ง โดยยึดหลักตลาดนำการผลิตและมีการกำหนดแผนธุรกิจที่ชัดเจน ผสานความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นต้น ในการให้ความรู้ สนับสนุนเทคโนโลยีนวัตกรรม งานวิจัย และงบประมาณ อีกทั้ง ธ.ก.ส. ยังช่วยสนับสนุนสินเชื่อให้กับ Smart Farmer ผู้ประกอบการ SMEs เกษตร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตร เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก มีภูมิคุ้มกัน มีรายได้ สวัสดิการสังคม และโอกาสทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น

ด้านการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. จะมีการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อจัดตั้งหน่วยงานที่ขับเคลื่อนโครงการนี้โดยตรง และจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจชุมชนทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเป็นศูนย์กลางผสานความร่วมมือจากเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคมและภาคประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย วงเงิน 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดเพียงร้อยละ 0.01 ต่อปี ระยะเวลาโครงการ 3 ปี และสินเชื่ออื่นๆ ตามแผนธุรกิจที่เหมาะสมตามความต้องการของแต่ละชุมชน เพื่อใช้ในการลงทุนและพัฒนา ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย คือ กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มเกษตรกร สถาบันการเงินประชาชน วิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจชุมชน Smart Farmer SMEs เกษตรที่เป็นหัวขบวน และสหกรณ์การเกษตร ทั้งนี้ ยังมุ่งสร้างและพัฒนา Smart Farmer ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำการเกษตร ปีละ 100,000 ราย และส่งเสริมการเติบโตของ SME เกษตร ให้เป็นหัวขบวน ปีละ 10,000 ราย ตลอดจนปรับเปลี่ยนภารกิจที่ทำร่วมกับกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเดิมธนาคารเป็นเพียงผู้ให้บริการและสนับสนุนสินเชื่อมาเป็นการทำแผนแม่บทชุมชนร่วมกับกองทุนหมู่บ้าน เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้ชัดเจนและเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

สำหรับการสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดระนองนั้น มีตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของ “ก้องวัลเลย์” ซึ่งเป็นหัวขบวนในการนำเมล็ดกาแฟจากหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมบ้านในกรัง วิสาหกิจชุมชนบ้านสองแพรก กลุ่มอิ่วเมี่ยน คุณธวัช คนหลัก และจากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ระนอง จำกัด (สกต.ระนอง) เป็นต้น มาทำเป็นกาแฟคั่วบด มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และในส่วนของ สกต.ระนอง ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนสินเชื่อกว่า 20 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตกาแฟ และผลไม้ชนิดอื่นๆ จากเกษตรกรรายย่อยและชุมชน ส่งขายให้กับผู้ผลิต รายใหญ่ที่ต้องการนำผลผลิตทางการเกษตรไปแปรรูป

นอกจากนี้ยังมีชุมชนท่องเที่ยวเกาะพยาม ที่ใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติที่งดงามของชุมชนมาจัดทำโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการจัดทำโฮมสเตย์ และนำผลผลิตทางการเกษตรของชุมชน เช่น กาหยูหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ มาแปรรูปเป็นสินค้าพร้อมรับประทานและเป็นของฝาก ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง

“อโกลนีมา”เหนือคำว่าปลูกเลี้ยงประดับ ตอน1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416426?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“อโกลนีมา”เหนือคำว่าปลูกเลี้ยงประดับ ตอน1

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:25 น.
อโกลนีมา,ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 1,530 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

   “อโกลนีมา” (Aglaonema) ชื่อที่นิยมเรียกกันทั่วไปจนกลายเป็นชื่อที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งในไม้ประดับ ที่แต่เดิมเรามักเรียกไม้ที่อยู่ในสกุลนี้ว่า “เขียวหมื่นปี” หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “แก้วกาญจนา” ด้วยอาจเป็นเพราะว่า ไม้ในกลุ่มสกุลนี้มีความเป็นมาในเรื่องราวตามวิถีที่ทรงคุณค่า และมีระยะเวลายาวนานต่อเนื่องมาในระดับหนึ่ง

ซึ่งชื่อดังกล่าวนั้นมีรากศัพท์มาจากคำสองคำในภาษากรีกมารวมกัน ซึ่งประกอบด้วยคำว่า aglaos อันมีความหมายว่า สว่างสดใส และคำว่า nema ที่มีความหมายว่า เส้น โดยได้นำคำทั้งสองมารวมกันให้สื่อความหมายถึงลวดลาย และเอกลักษณ์ที่มองเห็นได้จากไม้ในสกุลนี้นั่นเอง

หลายทศวรรษมาแล้วชนิดพันธุ์ของ อโกลนีมา ได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่เพียงเเต่จะมีการทำให้เกิดลูกไม้ใหม่ๆ แค่เพียงเท่านั้น หากแต่สิ่งที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมากลับมีคุณค่าอีกมากมายหลายๆ ประเด็นไปจนถึงสิ่งที่นอกเหนือจากการจับต้องได้ก็มีให้เห็นอยู่ด้วยเช่นกัน

แต่ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนคือทางด้านเศรษฐกิจที่ต่างมีการผลิต อโกลนีมา ออกมาสู่ระบบการตลาดตามรูปแบบอุตสาหกรรมที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ ให้ได้ตอบสนองต่อระบบการค้าตามแผนที่ตั้งไว้ หรือจะเป็นการผลิตของคนอีกบางกลุ่มเพื่องานอดิเรกที่เริ่มต้นทำตามเส้นทางของความสุขและเกิดขึ้นตามความชอบเป็นส่วนตัวจนกลายเป็นความท้าทายของการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่มีนอกเหนือจากงานหลัก

โดยต่างไปจากอาชีพที่ทำอยู่จนได้ต้นขยายใหม่ๆ หลากหลายออกไปล้อตามแม่พันธุ์ที่ถูกจัดวางไว้แล้วจนถึงขั้นการสร้างงานสร้างรายได้ในสายของห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยเริ่มต้นพื้นฐานของการจ้างงานให้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ โดยมีกิจกรรมทั้งสองฟากฝั่งที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีที่ต่างต้องทำหน้าที่ของตน

นอกเหนือจากระบบการผลิตที่มีศักยภาพจะช่วยตอบโจทย์ที่ชัดเจนทางเศรษฐกิจให้มีโอกาส และสามารถขับเคลื่อนได้ตามระบบแล้ว คุณค่าของไม้ชนิดนี้ยังได้ต่อเชื่อมไปในเรื่องของการนำไปใช้เพื่อการจัดประดับตกแต่งอาคารสถานที่ให้ได้เกื้อกูลต่อสภาพแวดล้อม และที่อยู่อาศัยที่ทุกวันนี้แทบจะปฏิเสธไม่ได้ถึงความต้องเอาใจใส่ และในบางกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลให้สภาวะแวดล้อมได้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยอันเหตุเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรที่ขาดความพอดีแถมยังมีผลของสิ่งแวดล้อมที่ถูกบริหารจัดการแบบไม่ถูกวิธีด้วยเพราะความเคยชิน