กระทรวงเกษตรฯถือฤกษ์ดี 14ก.พ.วาเลนไทน์ ปล่อยคาราวานเกลือทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416754?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กระทรวงเกษตรฯถือฤกษ์ดี 14ก.พ.วาเลนไทน์ ปล่อยคาราวานเกลือทะเล

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:47 น.
เกลือทะเล,เพชรบุรี,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,งานกระจายสินค้าเกลือ,คาราวานเกลือทะเล
เปิดอ่าน 148 ครั้ง

กระทรวงเกษตรฯ ถือฤกษ์ดี 14 กุมภา วาเลนไทน์ คิกออฟปล่อยคาราวานเกลือทะเล เชื่อมตลาดจากสหกรณ์ผู้ผลิตสู่สหกรณ์ผู้ใช้ ส่งเสริมการขายกระจายทั่วประเทศ “อลงกรณ์” เผยเตรียมพบสภาอุตสาหกรรมพัฒนา แปรรูปเกลือสร้างมูลค่าเพิ่ม

วันที่ 14 ก.พ.2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย แถลงภายหลังเป็นประธานเปิด “งานกระจายสินค้าเกลือ ทะเลจากสหกรณ์ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค” ณ สำนักงานสหกรณ์การ เกษตรเกลือทะเลไทย เพชรบุรี จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมงาน อาทิ นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี , นายปราโมทย์ ยาใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายวิวัตห์ชัย พันธุ์วา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และสหกรณ์ชาวนาเกลือ ว่า

วันนี้(14 ก.พ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ได้จัดกิจกรรมปล่อยคาราวานรถบรรทุกเกลือทะเลที่สหกรณ์เกลือทะเลไทยเพชรบุรี ที่อำเภอบ้านแหลม ตามนโยบายระบายขายเกลือของสหกรณ์นาเกลือไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ โดยถือฤกษ์ดีวันแบ่งปันรักวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแรกของการส่งเกลือทะเล ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ประมาณการสั่งซื้อจากสหกรณ์ทั่วประเทศในล็อตแรก 2,000 ตัน โดยเริ่มขนวันแรก 300 ตัน จากเป้าหมายสั่งซื้อรวม 16,000 ตัน ซึ่งปัจจุบันมีเกลือที่ค้างอยู่ในยุ้งฉางสหกรณ์ จำนวน 25,000 ตัน และจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีกประมาณ 900,000 ตันในฤดูผลิตปี 2563

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตามนโยบายรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือ โดยมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์สร้างระบบสหกรณ์โมเดลเชื่อมสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้ใช้ช่วยระบายเกลือทะเลภายใต้แผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ

1. กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล ครัวเรือนละ 1 ถุง (ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท

2. ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จำนวน 120 แห่ง (ทั่วประเทศ) ช่วยกระจายเกลือทะเล

              และ 3. ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล ซึ่งมีสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือ รวมทั้งประเทศ จำนวน 18 แห่ง มีความพร้อมที่จะดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง จำนวน 11 แห่ง

นายอลงกรณ์ ยังกล่าวว่า นอกจากโมเดลระบบสหกรณ์ผู้ผลิตเชื่อมสหกรณ์ผู้ใช้แล้ว คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ยังได้ประชุมตกลงความร่วมมือในการพัฒนาและการตลาดเกลือทะเลกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อเดือนที่ผ่านมา และนัดประชุมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 18 มีนาคมที่จะถึงนี้

“อะตอมมิคนาโน”น้ำปุ๋ยจุลินทรีย์ อีกทางรอด”ภาคเกษตรไทย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 “อะตอมมิคนาโน”น้ำปุ๋ยจุลินทรีย์ อีกทางรอด”ภาคเกษตรไทย”

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:03 น.
อะตอมมิคนาโน
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

 “อะตอมมิคนาโน”น้ำปุ๋ยจุลินทรีย์ อีกทางรอด”ภาคเกษตรไทย”

ยุคนี้เหมือนเป็นยุคของคนรักสุขภาพ คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย อาหารการกินหรือแม้แต่การเกษตรกรรมที่เป็นจุดเริ่มต้นของอาหารต่าง ๆ ก็เริ่มปรับตัวจากการใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรมากขึ้น

“อะตอมมิคนาโน” หรือจุลินทรีย์พลังสรรพสิ่ง คือจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีประโยชน์นำมาหมักให้เกิดการสร้างกรดอะมิโนย่อยสลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นโมเลกุลที่ง่ายต่อการดูดซึมของพืชและมีประโยชน์ด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ น้ำจุลินทรีย์สรรพสิ่งสามารถนำไปทำได้หลายอย่างเช่น หัวเชื้อปุ๋ยบำรุงพืช อาหารปลา อาหารสัตว์ บำบัดน้ำเสียน้ำเค็มและอื่น ๆ มากกว่า 400 อย่างได้แก่ก้อนสร้างโคลน ก้อนสุริยะจักรวาล ก้อนบำบัดน้ำเสีย ปุ๋ยสรรพสิ่งแห้งและจุลินทรีย์ตัวนี้ไม่ใช่อาหารพืชโดยตรงแต่จะสร้างพื้นฐานให้ดิน

    ทองดำ คำเหนือ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านดงเค็ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น เป็นคนหนึ่งที่นำเอาอะตอมมิคนาโนมาใช้ได้ผลดี จนบอกต่อให้ความรู้กับคนในชุมชน เนื่องจากเขาเองได้เข้าอบรมกับอาจารย์เสถียร ทองสวัสดิ์ ผู้เริ่มต้นการทำอะตอมมิคนาโน ที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงนำเรื่องนี้มาพัฒนาต่อที่อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่นและจัดตั้งกลุ่มเกษตรทางรอดขึ้นมาสอนเรื่องการทำปุ๋ยและมีการทดลองให้ประชาชนได้ปฎิบัติจริง

“น้ำจุลินทรีย์อะตอมมิคนาโนนี้สามารถทำเป็นหัวเชื้อปุ๋ยอินทรีย์ได้ดี เรามองว่าทำไมเกษตรกรจึงทำเกษตรไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็เลยได้มีโอกาสไปศึกษาเรื่องนี้ โดยมีนายอำเภอหนองสองห้องและผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นนายสมศักดิ์ จังตระกุล เป็นผู้สนับสนุน พอไปอบรมจึงคิดว่าเกษตรกรมีทางรอดอยู่จึงนำเรื่องนี้มาทำอย่างจริงจัง เมื่อได้ทดลองใช้ปุ๋ยสรรพสิ่งกับพืชเกษตรอย่าง อ้อย ข้าวนาอินทรีย์ เลี้ยงไก่ มาเป็นเวลา 1 ปีที่ทำมาถือว่าได้ผลตอบรับดี ถามว่าเป็นเกษตรทางรอดได้ไหม ตอบเลยว่าได้”ทองดำ กล่าว

นอกจากการสนับสนุนจากทางอำเภอแล้ว กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านดงเค็ง ยังได้รับความสนใจจากศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองสองห้องให้ไปขยายความรู้เรื่องอะตอมมิคนาโนสู่ระบบการศึกษาและให้ความรู้แก่ประชาชนด้วย

       สมชาติ สง่าภาคภูมิ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองสองห้อง กล่าวว่า เรื่องการทำเกษตรคือหัวใจหลักของเกษตรกรในพื้นที่ เกษตรทางรอดเป็นเกษตรอินทรีย์ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองเราเกิดอันตรายจากสารพิษในร่างกายมากที่สุด พอเห็นมีการจัดอบรมจึงให้ครูไปฝึกอบรมแล้วเห็นถึงความสำคัญ จึงนำเข้ามาในหลักสูตรให้ครู กศน.ได้นำมาสอนนักเรียนและประชาชน เมื่อทดลองใช้และได้ผลจริงทำให้เกษตรกรตื่นตัวกับโครงการอะตอมมิคนาโนปุ๋ยสรรพสิ่งมาก เพราะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้จริง ๆ

ด้าน วีระ ศรีมา นักศึกษากศน.ที่ได้ทดลองใช้ปุ๋ยสรรพสิ่ง อะตอมมิคนาโน กล่าวว่า รู้จักอะตอมมิคนาโนจากการเข้าอบรม ให้คำแนะนำทดลองใช้รู้สึกว่าดี เพราะเราเป็นคนที่สนใจในเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว ด้วยอะตอมมิคนาโนมันเป็นปุ๋ยอินทรีย์เอามาใส่ข้าวก็สวย ใส่ผักก็สวย เมล็ดข้าวไม่หักไม่แตก พอเทียบกับใช้ปุ๋ยอย่างอื่น

สำหรับใครที่สนใจเรียนรู้การทำอะตอมมิคนาโนน้ำสรรพสิ่ง สามารถติดต่อกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านดงเค็ง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น หรือศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองสองห้อง โทร 043-491181

       แนะวิธีการทำอะตอมมิคนาโนน้ำสรรพสิ่ง

สำหรับวิธีการทำอะตอมมิคนาโนน้ำสรรพสิ่ง มีอุปกรณ์ประกอบด้วย

1) ชุดทำน้ำสรรพสิ่ง 1ชุด ได้แก่ ก้อนหัวเชื้อสรรพสิ่ง 6 ก้อน , สรรพสิ่งผง , สรรพสิ่งน้ำ , นม

2) ถังขนาด 200 ลิตร

3) น้ำสะอาด 180 ลิตร

4) กากน้ำตาล 10 ลิตร

5) รำอ่อน 10 กิโลกรัม

เมื่อเตรียมอุปกรณ์ได้ครบแล้ว คนทุกอย่างให้เข้ากันแล้วหมักในถัง 200 ลิตร ประมาณ 7 – 15 วัน น้ำหมักสรรพสิ่งจะมีประสิทธิภาพดี และต้นทุนการผลิตประมาณ 2,000 – 3,000 บาท ถ้าเปรียบกับการซื้อปุ๋ยเคมีถือว่าคุ้มค่าและถูกกว่า

ส่วนการนำไปใช้ประโยชน์น้ำหมักอะตอมมิคนาโน สามารถใช้เป็นปุ๋ยบำรุงพืชผลได้ทุกชนิดและเมื่อจะใช้ฉีดพ่น ให้ใช้อัตราส่วนน้ำอะตอมมิคนาโน 100 มิลลิลิตร ( 1 ขวด ปลากระป๋อง ) ผสมน้ำสะอาด 20-25 ลิตร ฉีดพ่นเช้าหรือเย็น จะทำให้พืชมีการเจริญเติบโตดี ผลผลิตสูง และเป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและใช้ทำปุ๋ยหมักอินทรีย์คุณภาพสูง

สุดทึ่ง!!ภูมิปัญญาชาวบ้าน”เสวียนไม้ไผ่”ปราบฝุ่นพีเอ็ม 2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดทึ่ง!!ภูมิปัญญาชาวบ้าน”เสวียนไม้ไผ่”ปราบฝุ่นพีเอ็ม 2.5

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ฝุ่นพีเอ็ม25,ฝุ่นจิ๋ว,กรมอุทยานแห่งชาติ,ข่าววันนี้,เสวียนไม้ไผ่
เปิดอ่าน 1,316 ครั้ง

“เสวียนไม้ไผ่” สิ่งประดิษฐ์พื้นบ้าน ประสิทธิภาพมหัศจรรย์ ลดเชื้อเพลิง ลดการเผาขยะใบไม้ ลดฝุ่นละออง (PM 2.5)เพิ่มปุ๋ยให้ต้นไม้

14 กุมภาพันธ์ 2563  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าอุบลราชธานี ได้ทำเสวียนไม้ไผ่ ล้อมต้นไม้ เพื่อรณรงค์การใช้ประโยชน์จากใบไม้ มาเป็นปุ๋ยให้ กับต้นไม้ ลดการเผาขยะใบไม้ และฝุ่นละออง (PM 2.5) ตามนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้การทำเสวียนไม้ไผ่รอบโคนต้นไม้  ช่วยให้เราเก็บใบไม้แห้งใส่โคนต้นไม้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย  เมื่อมีการทำความสะอาดก็ให้นำใบไม้และเศษหญ้า มาใส่ไว้เพื่อให้กลายเป็นปุ๋ย โดยใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ราดลงไปในเสวียนควบคู่กับการรดน้ำต้นไม้ทุกวัน ซึ่งเมื่อใบไม้และเศษหญ้าที่อยู่ในเสวียน เมื่อถูกน้ำหมักจุลินทรีย์และน้ำเข้าไปผมแล้วก็จะกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้  เรียกได้ว่าเป็นการบริหารจัดการขยะ ควบคู่ไปกับการทำปุ๋ยจุลินทรีย์ และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างแท้จริง

พระมหากรุณาธิคุณ”ป่าเปียก”แนวพระราชดำริป้องกันไฟป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416686?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พระมหากรุณาธิคุณ”ป่าเปียก”แนวพระราชดำริป้องกันไฟป่า

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ป่าเปียก,พระราชดำริ,รัชกาลที่ 9,ในหลวง,ไฟป่า,ข่าววันนี้,ปิดทองหลังพระ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 345 ครั้ง

พระมหากรุณาธิคุณ”พระราชดำริป่าเปียก”แนวทางในการป้องกันปัญหาไฟป่า ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงคิดค้นขึ้น

14 กุมภาพันธ์ 2563 “พระราชดำริป่าเปียก” เกิดขึ้นเพื่อช่วยเป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาไฟป่า ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงคิดค้นขึ้น

 พระราชดำริป่าเปียก เกิดขึ้นเพื่อช่วยเป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาของไฟป่า ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงคิดค้นขึ้น โดยการนำเอาหลักการที่แสนง่ายดาย แต่ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล มาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายวิธีการประกอบกัน ได้ทรงพระราชทานวิธีการสร้าง “ป่าเปียก” เอาไว้ให้ประชาชนได้ดำเนินการตามพระราชดำริ 6 วิธีด้วยกัน ได้แก่

1) การจัดทำระบบป้องกันไฟไหม้ป่า โดยที่มีการใช้แนวคลองส่งน้ำและแนวพืชชนิดต่าง ๆ ไปปลูกที่บริเวณตามแนวคลองต่าง ๆ

2) การสร้างระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟของ ป่าเปียก โดยที่มีการอาศัยน้ำในชลประทานและน้ำฝนมาช่วย

3) การปลูกต้นไม้ที่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เพื่อใช้ครอบคลุมแนวร่องน้ำ ส่งผลทำให้บริเวณดังกล่าวนั้นเกิดความชุ่มชื้นอย่างทวีขึ้นและก็สามารถแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้างของร่องน้ำ ซึ่งจะส่งผลทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่าได้เป็นอย่างดี เพราะว่าไฟป่านั้นมักจะเกิดขึ้นง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น

4) การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นให้กับพื้นดิน หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Check Dam” เพื่อทำการปิดกั้นร่องน้ำ หรือ ลำธารขนาดเล็กเป็นระยะ ๆ เพื่อที่จะใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินเอาไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้ จะทำการซึมเข้าไปสะสมในดิน ช่วยทำให้ดินเกิดเป็นความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปทั้งสองด้านกลายเป็น “ป่าเปียก” 

5) การสูบน้ำเข้าไปในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วปล่อยน้ำลงมาทีละน้อยให้ค่อยๆ ไหลซึมลงดิน เพื่อช่วยเสริมการปลูกป่าบนพื้นที่สูงในรูป “ภูเขาป่า” ให้กลายเป็น “ป่าเปียก” ซึ่งสามารถป้องกันไฟป่าได้อีกด้วย

6) การปลูกต้นกล้วยในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นช่องว่างของป่า ประมาณ 2 เมตร หากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะปะทะต้นกล้วยซึ่งอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าพืชอื่น ทำให้ลดการสูญเสียน้ำลงไปได้มาก

7) การไม่เผาขยะ ไม่เผากิ่งไม้ ใบไม้ ต่าง ๆ บริเวณที่โล่งแจ้ง พร้อมกับวิธีการลดใช้ยวดยานพาหนะ เพื่อจะช่วยลดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง และในแต่ละพื้นที่ควรมีการจัดการและควบคุมปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการก่อสร้าง รวมไปถึงควันเสียที่เกิดมาจากโรงงานอุตสาหกรรมให้จริงจังกว่าที่ผ่านมา เป็นต้น

Cr: มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ
ขอบคุณข้อมูลจาก BLASTO ข่าวสาร ภัยธรรมชาติ สาเหตุ แนวทางแก้ไขปัญหาhttps://bit.ly/2FOaZYf

ภัยแล้งลามหนักระดมเครื่องสูบน้ำทำประปาประทังถึงฤดูฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ภัยแล้งลามหนักระดมเครื่องสูบน้ำทำประปาประทังถึงฤดูฝน

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,กรมชลประทาน,ขาดแคลนน้ำ,ข่าววันนี้,น้ำประปา
เปิดอ่าน 305 ครั้ง

แนวโน้มภัยแล้งลามหนักยาวนาน กรมชลฯระดมเครื่องจักรกล ช่วยเหลือประชาชน ขาดแคลนน้ำกินใช้ แนวโน้มภัยแล้งลามหนัก

14 กุมภาพันธ์ 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่มีแนวโน้มหรือกำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเร่งด่วน

อ่านข่าว  น่าห่วง…ตะวันออกใช้น้ำหนักมาก

มหาศาล ! ทุ่มกว่า 2.4 หมื่นล้านเพิ่มแหล่งน้ำทั่วประเทศ

ไม่แค่แล้ง ส่อฝนมาช้าเตรียมแผนจัดการลำน้ำปิง

โดยในขณะนี้สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้ให้การช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 5 จังหวัดด้วยการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือการอุปโภคบริโภคจำนวน 52 เครื่อง และยังได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้อีก 148 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 9 คัน และเครื่องจักรเครื่องมือต่าง ๆ พร้อมเข้าช่วยเหลือได้ทันที

สำหรับสถานการณ์น้ำในจังหวัดชัยภูมิ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ ปัจจุบัน (12 ก.พ. 63) มีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 42 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 4 ของความจุอ่าง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 9 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 34 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 36 ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 28 ล้าน ลบ.ม. พบว่ามีอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่าง อยู่จำนวน 7 แห่ง

ขณะนี้จังหวัดชัยภูมิได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว จำนวน 16 อำเภอ 1,645 หมู่บ้าน สำหรับพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบสำหรับการผลิตประปามี 2 สาขา ได้แก่ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาภูเขียว และการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเกษตรสมบูรณ์ กรมชลประทาน จึงวางแผนจัดสรรน้ำจากเขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนห้วยกุ่ม ลงแม่น้ำพรม-เชิญ เพื่อเติมน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา

ทั้งนี้ นอกจากเร่งให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว ยังเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ลดการสูบน้ำไปใช้ในกิจกรรมอื่น เนื่องจากมีปริมาณน้ำที่จำกัดสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคเท่านั้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนอย่างไม่ขาดแคลน

“กำชับเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานทั่วประเทศให้มีความพร้อมทั้งทางด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังคน ที่จะเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอย่างทันท่วงที เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำอุปโภคบริโภคไม่ขาด ตามนโยบายของรัฐบาล” นายทองเปลว กล่าว

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ อธิบดีกรมชลประทาน สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังคน ให้พร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ตลอดเวลา สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน จึงสั่งการให้สำนักเครื่องจักรกลทั่วประเทศ ปฏิบัติตามนโยบายของท่านอธิบดีกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ

ทั้งนี้สำนักเครื่องจักรกล ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 16 x 12 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่ตำบลจันทิมา อำเภอลานกระบือ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ โดยทำการสูบน้ำจากคลองชลประทาน ส่งไปยังอ่างเก็บน้ำสำหรับใช้ผลิตน้ำประปาให้กับ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร 

นอกจากนี้ยังสนับสนุนรถบรรทุกน้ำ ขาด 6,000 ลิตร และรถบรรทุก 10 ล้อ ติดเครน เพื่อนำน้ำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนกว่า 70 หลังคาเรือน ในพื้นที่บ้านบุ่งผลำ หมู่ 7 ตำบลน้ำกุ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนในพื้นที่

อีกทั้ง ได้น้ำเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าทำการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงการขุดลอกคลอง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำได้มากขึ้น เพื่อให้การลำเลียงน้ำไปช่วยสนับสนุนแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาในพื้นที่ต่างๆ ได้เต็มศักยภาพ อาทิ บริเวณแม่น้ำน้อย จังหวัดพระนครศีอยุทธยา บริเวณคลองระบายน้ำที่ 10 พื้นที่ตำบลหนองโรง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี บริเวณคลองระพีพัฒน์แยกใต้ พื้นที่ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ คลอง 13 สาย กลาง พื้นที่ตำบลพืชอุดม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี บริเวณคลองมหาสวัสดิ์ พื้นที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม บริเวณคลองบางเหลง พื้นที่ตำบลท้องลำเจียก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ได้นำเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังคน เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนในด้านการสนับสนุนน้ำผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคให้เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

ธ.ก.ส. เตือนระวังหลอกโอนเงินร่วมเครือข่ายธุรกิจชุมชนสร้างไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416691?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธ.ก.ส. เตือนระวังหลอกโอนเงินร่วมเครือข่ายธุรกิจชุมชนสร้างไทย

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 21:16 น.
ธกส,เตือนระวัง,หลอกโอนเงิน,ร่วมเครือข่ายธุรกิจ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 97 ครั้ง

ธ.ก.ส. เตือนระวังแอบอ้างให้โอนเงินเข้าร่วมเครือข่ายธุรกิจชุมชนสร้างไทย ย้ำโครงการนี้เป็นการค้นหาและเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนที่มีศักยภาพมาพัฒนายกระดับต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชน

 นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการในฐานะโฆษกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากกรณีสื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ข้อมูลการชักชวนให้เข้าร่วมเครือข่ายธุรกิจชุมชนสร้างไทย และให้โอนเงินเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกนั้น ธ.ก.ส.ขอแจ้งว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และขอให้เกษตรกรลูกค้าและประชาชนทั่วไปอย่าหลงเชื่อ หรือโอนเงินไปให้เด็ดขาด

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ธ.ก.ส. ยกหนี้ลูกค้าผู้กู้เสียชีวิต เหตุกราดยิงโคราช

ธ.ก.ส. จัดแคมเปญ เงินออมมั่งมี รับเทศกาลตรุษจีน

สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.เกษตรมั่นคง 3 ลุ้นสูงสุด 20 ล้าน

ทั้งนี้ โครงการธุรกิจชุมชนสร้างไทยเป็นนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งรูปแบบการดำเนินงาน เริ่มจากการค้นหาและเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนที่มีศักยภาพนำมาพัฒนาและต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชน ทั้งด้านอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และบริการที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่า ได้แก่ การผลิต รวบรวม แปรรูป ท่องเที่ยวชุมชน และการตลาด มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรของชุมชนเป็นหลักและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม งานวิจัยและงบประมาณในการเข้ามาช่วยพัฒนา

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่จะดำเนินโครงการ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชน ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร Smart Farmer และ SMAEs ที่เป็นหัวขบวน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติดังกล่าว สามารถติดต่อขอใช้บริการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย รายละเอียดของโครงการต่างๆ ติดต่อสอบถามได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 02 555 0555 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากพบเห็นการกระทําความผิดในลักษณะดังกล่าว ธนาคารจะดําเนินการเอาผิด ตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

กรมชลประทาน เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก แก้แล้งอีอีซี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416583?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลประทาน เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก แก้แล้งอีอีซี

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,อีอีซี,น้ำ,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,ผันน้ำ
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

กรมชล วางแผนบริหารจัดการน้ำตะวันออกเข้มข้น วางโครงการต่อเนื่องเกือบ 20 ปี บริหารน้ำสมบูรณ์ เพราะเป็นศูนย์กลางผลิตผลไม้ เขตอุตสาหกรรม

13 กุมภาพันธ์ 2563 โครงข่ายน้ำเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ  โดยในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้มีการวางโครงการต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี เพี่อให้ระบบบริหารน้ำสมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางผลิตผลไม้หรือฮับผลไม้และเขตอุตสาหกรรม

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลยังได้มีนโยบายโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)  เป็นพื้นที่ภาคการผลิตสำคัญของประเทศ  ปี 2563 เมื่อแล้งติดลำดับ 2 ในรอบ 40  ปี โครงข่ายน้ำที่มีการพัฒนามาต่อเนื่องแม้จะยังไม่สมบูรณ์100%  จากข้อจำกัดหลายด้าน จึงถูกใช้บริหารจัดการปัญหาขาดแคลนน้ำ  ปีนี้จะได้เห็นการเวียนสลับหมุนวนน้ำในแต่ละอ่างเพื่อเติมเต็มกันและกัน ด้วยพันธกิจแล้งนี้ทุกฝ่ายต้องรอด

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน  กล่าวว่า กรมชลฯได้วางแผนบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีปัญหาขาดแคลนน้ำหรือแย่งน้ำระหว่างภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเหมือนในอดีต  ในการทำงานจะมีการตกลงร่วมกันของผู้ใช้น้ำทั้งหมด มีการตั้งคณะทำงานใน KEY MAN WARROOM ซึ่งเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนประชุมทุก 15 วัน  ดังนั้นการบริหารน้ำภาคตะวันออกจึงเป็นไปตามข้อห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรและสหกรณ์   โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)  จะต้องไม่ขาดแคลนน้ำ และประชาชนในภูมิภาคจะต้องมีน้ำอุปโภค บริโภค

“ขอยืนยันว่ากรมชลประทานจะดูแลและบริหารจัดการน้ำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะน้ำอุปโภค บริโภค จะไม่ขาดแคลน และจะไม่ให้กระทบต่อพื้นที่อีอีซี เพราะตระหนักดีว่าเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ  ในขณะที่ภาคการเกษตร ได้มีการจัดสรรน้ำไว้ให้ตามที่มีการตกลงร่วมกันแล้ว“

นายสุชาติ  เจริญศรี  รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายบริหาร เปิดเผยว่า  พื้นที่อีอีซี  3 จังหวัด คือฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง  มีความต้องการใช้น้ำในฤดูแล้งรวม  430 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ปีนี้มีปริมาณน้ำประมาณ 410 ล้านลบ.ม. ยังขาดอีกประมาณ 20 ล้านลบ.ม.เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจึงต้องจัดหาปริมาณน้ำส่วนที่ขาดอีกทั้งต้องสำรองเพื่อกรณีฝนทิ้งช่วงถึง มิ.ย.2563 กรมได้หารือร่วมกับทุกหน่วยจนที่สุดสามารถลงนามข้อตกลงกับกลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำคลองวังโตนดเพื่อขอผันน้ำข้ามลุ่มตามกฎหมายใหม่

โดยจะผันจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จ.จันทบุรีมาเติมที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง จำนวน  10 ล้านลบ.ม. โดยจะผันวันที่ 1-25 มี.ค. ซึ่งอ่างประแสร์เป็นอ่างหลักส่งน้ำให้เขตอีอีซี  ปัจจุบันอ่างคลองประแกดมีความจุ 60 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำใช้การได้ประมาณ   40-50  ล้านลบ.ม. ในพื้นที่จะใช้ประมาณ  15-20  ล้านลบ.ม.  จึงมีน้ำที่จะนำมาช่วยเหลืออีอีซีได้ แต่ระหว่างผันหากปริมาณน้ำกระทบต่ออ่างจะหยุดทันที

ในส่วนน้ำที่ยังขาดอีก  10 ล้านลบ.ม.จะมาจาก ที่ประชุมคีย์แมนวอร์รูม ขอความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรม และการประปาทุกสาขา ลดการใช้น้ำลงกว่า  10 %  ปัจจุบันการใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่กรมชลฯวางไว้  และในส่วนของบริษัท อีสวอเตอร์ ซึ่งเป็นเอกชนที่ผลิตน้ำป้อนภาคอุตสาหกรรม ปรับปรุงระบบน้ำดังนี้ ให้หาแหล่งน้ำดิบสำรองประมาณ  18 ล้านลบ.ม. ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีแล้ว และให้ปรับปรุงระบบ-สูบกลับวัดละหารไร่ เพื่อเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล วันละ 100,000 – 150,000 ลบ.ม. ให้ปรับปรุงระบบสูบกลับคลองสะพานเพื่อเติมอ่างประแสร์อีก 10 ล้านลบ.ม.ให้เสร็จภายในเดือนม.ค. – ก.พ. นี้

เร่งเชื่อมท่อประแสร์-คลองใหญ่  และเชื่อมท่อประแสร์-หนองปลาไหล ให้แล้วเสร็จภายในเดือนม.ค. เพื่อลดการสูญเสียน้ำประมาณ 10-20 ล้านลบ.ม. สำหรับการประปาส่วนภูมิภาคที่ไม่สามารถนำน้ำจากอ่างคลองหลวงมาใช้แทนน้ำที่ขาดจากอ่างบางพระนั้น อธิบดีกรมชลฯสั่งการให้มีการขุดลอกคลองและระบายน้ำจากอ่างคลองหลวงมาที่สถานีสูบน้ำพานทอง ระยะทาง 60 กิโลเมตร เพื่อสูบมาเก็บที่อ่างบางพระประมาณ  10 ล้านลบ.ม.

นายสุชาติ ทิ้งท้ายว่าจากการเชื่อมโยงน้ำโครงข่ายน้ำ ก็คาดว่าจะทำให้มีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้ ประกอบกับในช่วงเดือนเม.ย.- มิ.ย.นี้คาดว่าจะมีฝนในช่วงเปลี่ยนฤดูคาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างอีกประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม. จึงมั่นใจได้ว่าจะมีปริมาณน้ำเพียงพอจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563  ตามที่ฝ่ายนโยบายต้องการ   โดยกรมชลประทานจะทำทุกทางเพื่อให้ประชาชนผ่านแล้งนี้ไปให้ได้

เร่งล้างสต๊อกเกลือทะเลก่อนล้นทะลักตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416478?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เร่งล้างสต๊อกเกลือทะเลก่อนล้นทะลักตลาด

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
เกลือ,สต๊อก,เกลือทะเล,กระทรวงเกษตร,ข่าววันนี้,อลงกรณ์ พลบุตร
เปิดอ่าน 443 ครั้ง

เกษตรฯเร่งเคลียร์เกลือทะเลค้างสต๊อคในยุ้งฉางและที่กำลังออกสู่ตลาด หลังประสบปัญหาล้นตลาด เตรียม Kick off คาราวานจัดส่งสินค้า 14 กุมภาพันธ์นี้ ยอดซื้อจากสหกรณ์ทะลุ 1,500 ตัน

13 กุมภาพันธ์ 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือ

ทั้งนี้เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลค้างสต๊อคในยุ้งฉางและเกลือทะเลที่กำลังออกสู่ตลาดในฤดูกาลผลิต 2562/2563 โดยมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์วางแผนการระบายเกลือทะเล ซึ่งปัจจุบันมีเกลือที่ค้างอยู่ในยุ้งฉางสหกรณ์ จำนวน 25,000 ตัน และคาดว่ากำลังจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีก ประมาณ 900,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วางแผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ 1) กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล ครัวเรือนละ 1 ถุง (ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท 2) ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จำนวน 120 แห่ง (ทั่วประทศ) ช่วยกระจายเกลือทะเล และ 3) ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล ซึ่งมีสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือ รวมทั้งประเทศ จำนวน 18 แห่ง มีความพร้อมที่จะดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง จำนวน 11 แห่ง

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานขอความร่วมมือสหกรณ์ผู้ซื้อเกลือ ประสานสำนักงานสหกรณ์จังหวัดให้ขอความร่วมมือสหกรณ์/สมาชิกแต่ละรายช่วยซื้อเกลือทะเล ประสานสหกรณ์ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ภายในจังหวัด ขอความร่วมมือช่วยกระจายสินค้าเกลือทะเล ประสานองค์การสะพานปลา

โดยขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล เพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ได้กำหนดการจัดงานกิจกรรมปล่อยคาราวานสินค้าเกลือทะเล โดยมีกำหนด (kick off) เริ่มจัดส่งสินค้าในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ที่จะถึงนี้ ขณะที่ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.พ. 63) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับแจ้งยอดการสั่งซื้อจากสหกรณ์ทั่วประเทศ จำนวนซื้อ รวมปริมาณทั้งหมด 1,500 ตัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 8,250,000 บาท

ชัด ๆ ปริมาณน้ำเหลือในเขื่อนเห็นแล้วน่าตกใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416474?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชัด ๆ ปริมาณน้ำเหลือในเขื่อนเห็นแล้วน่าตกใจ

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำ,ปริมาณน้ำ,เขื่อน,ลุ่มเจ้าพระยา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 3,064 ครั้ง

กรมชลฯเผยตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขนาดกลางทั่วประเทศ 400 กว่าแห่งปริมาณน้ำรวม 43,400 ล้าน ลบ.ม.น้ำใช้การได้ 19,600 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 38 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาน้ำต้นทุนต่ำกว่าปกติ

13 กุมภาพันธ์ 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.พ. 63)

โดยมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 43,428 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 19,650 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 38 สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 10,262 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,566 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 20

ส่วนผลการจัดสรรน้ำหน้าแล้งปี 2562 ทั้งประเทศ ขณะนี้พบว่ามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 9,086 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 51 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,600 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 65 อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์น้ำในปัจจุบันนั้น ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ กรมชลประทาน จึงได้ทำการผันน้ำบางส่วนจากแม่น้ำแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อใช้ในการอุปโภค–บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็ม

พร้อมประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตรงดสูบน้ำ พร้อมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ให้ปฏิบัติตามมาตรการการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงหน้าแล้ง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด

กรมชลเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416383?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:16 น.
กรมชลประทาน,หาดใหญ่
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

กรมชลเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่  หลังสำนักงบฯไฟเขียวให้กรมสานต่อ มั่นใจปี  63 เมืองหาดใหญ่รอดพ้นน้ำท่วม

กรมชลเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่  หลังสำนักงบฯไฟเขียวให้กรมสานต่อ มั่นใจปี  63 เมืองหาดใหญ่รอดพ้นน้ำท่วม

    นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายก่อสร้าง

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายก่อสร้าง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้เร่งก่อสร้างโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา  ภายหลังจากที่งานก่อสร้างบางส่วนเกิดความล่าช้าจากปัญหาผู้รับจ้างทิ้งงาน ซึ่งกรมชลฯ ได้ดำเนินการตามกระบวนการบริหารสัญญา ตามระเบียบข้อกฎหมายตลอดจนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อจะเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  โดยสำนักงบประมาณพิจารณาและอนุมัติให้กรมชลฯดำเนินการเอง   จากนี้กรมชลฯจะมีการติดตามงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้งานแล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้

“ ขณะนี้กรมได้เริ่มสูบน้ำจากคลอง ร.1 ตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค. เมื่อคลองแห้งจะได้เดินหน้าก่อสร้างสถานีสูบน้ำบางหยีและประตูระบายน้ำบางหยี 2 ทันที  เมื่องานก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำได้ร่วม 1,200  ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และระหว่างดำเนินการ คลองยังมีศักยภาพในการระบายน้ำได้ในอัตรา 1,000  ลบ.ม.ต่อวินาที หากกรณีเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จะสามารถบรรเทาภัยให้กับประชาชนลดความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่นับหมื่นล้านได้ จากอดีตที่มีอุทกภัยในตัวเมืองหาดใหญ่ต่อเนื่องมาหลายปี  ตั้งแต่ปี  2531  เป็นต้นมา  “ นายประพิศกล่าว

ทั้งนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) ประกอบด้วยการปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากเดิมระบายน้ำได้ 465  ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200   ลบ.ม.ต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465    ลบ.ม.ต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม.ต่อวินาที

โดยผลการดำเนินงานปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 พร้อมอาคารประกอบ มีความคืบหน้าไปกว่า 70% ปัจจุบัน ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ได้ก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จ สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 นอกจากนั้น ได้ทำการปรับปรุงโดยขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร เป็น 70 เมตร ก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่า  80%  ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 1,000  ลบ.ม.ต่อวินาที