กรมชลฯยันจ.เชียงใหม่ มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416190?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯยันจ.เชียงใหม่ มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอ

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:34 น.
กรมชลประทาน,เชียงใหม่
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

 ชป.ยัน จ.เชียงใหม่ มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอ

โครงการชลประทานเชียงใหม่ แจงปริมาณน้ำรวมทั้งจังหวัดอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ยืนยันน้ำอุปโภคบริโภคยังคงมีเพียงพอไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม นี้ ทั้งนี้ได้ทำการสำรองน้ำสำหรับประเพณีสงกรานต์ พร้อมชี้เป้าแหล่งน้ำสำรองสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า ทั้ง 25 อำเภอ แล้ว
ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำของจังหวัดเชียงใหม่ว่า ปัจจุบัน(11 ก.พ. 63) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง มีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 130 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่าง และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด มีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 73 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่าง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 12 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันประมาณ 29 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่าง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 117 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันประมาณ 36 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 52 ของความจุอ่าง
“ในส่วนของน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค กรมชลประทานขอยืนยันว่าน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาทั้งในตัวเมืองเชียงใหม่ และพื้นที่ในอำเภอต่างๆ มีเพียงพอใช้ได้ถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2563 สำหรับในเขตเมืองนั้นมีแก้มลิงเก็บกักน้ำไว้ราว 4 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสามารถสนับสนุนการผลิตน้ำประปาของตัวเมืองเชียงใหม่รวมถึงน้ำสำหรับสนับสนุนคูเมืองเชียงใหม่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 63 นี้ อีกทั้งได้จัดทำพิกัดแหล่งน้ำซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กโดยแยกเป็นรายอำเภอส่งให้ทางสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับสนับสนุนการดับไฟป่าในช่วงการเฝ้าระวังไฟป่าหมอกควัน ซึ่งแต่ละอำเภอสามารถขอข้อมูลได้ที่สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ”ทองเปลว กล่าว
ทั้งนี้กรมชลประทานสั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทำการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ให้พร้อมใช้งานได้อยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังได้มีการกำจัดวัชพืชบริเวณประตูระบายในแม่น้ำปิงไม่ให้กีดขวางทางน้ำ รวมถึงตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงาน หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 32 ในการขุดลอกสันดอนในแม่น้ำปิง บริเวณตำบลป่าแดด อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อช่วยระบายน้ำ ปริมาตร 20,000 ลบ.ม. ไปด้านท้ายประตูระบายน้ำ นอกจากนี้ยังได้มีการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบและตระหนักถึงคุณค่าของน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ประชาชนชาวเชียงใหม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

ไม่สนแล้ง ป้าวัย63 ปลูกมะเขือยาวรายได้วันละ 1,500 บาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416090?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม่สนแล้ง ป้าวัย63 ปลูกมะเขือยาวรายได้วันละ 1,500 บาท

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:29 น.
มะเขือขาว,ปราจีนบุรี
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

ไม่สนแล้ง ป้าวัย63 ปลูกมะเขือยาวรายได้วันละ 1,500 บาท

บนเส้นทางการทำมาหากิน ของคนเรานั้น หากมีพื้นที่ดินทำกิน –แหล่งน้ำ ขยันทำมากินแล้ว รับรองว่าบนแผ่นดินนี้ ไม่มีใครอดตาย! แน่นอน 

ผู้สื่อข่าวจ.ปราจีนบุรีลงพื้นที่พบ เกษตรกรหลายคนที่ยึดติดการทำเกษตรเลือกปลูกผักตามฤดูกาลและได้ผลเกินคาด มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย ปลูกเอง – ขายเอง เน้นปลูกผักปลอดสาร ยิ่งขายคล่องราคาก็ถูกกว่าท้องตลาด จนผลผลิตไม่พอขาย

โดยเฉพาะ“ป้าส้มลิ้ม แสงอรุณ” อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 386 ม.3 ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ปลูกผักหน้าแล้ง เพื่อง่ายแก่การขาย ไม่เน้นปลูกมาก ปลูกตามกำลัง ปลูกเป็นรุ่นๆ แบบทยอยปลูก 7 วัน/ครั้ง ปลูกรุ่นต่อไปในแต่ละรุ่นใช้พื้นที่แค่ 2 งาน และไม่เกิน 2 ไร่ ปลูกเว้นระยะในการปลูก ยิ่งทำง่ายทั้งรดน้ำและดูแล ตลอดจนส่งขายตามตลาดใกล้บ้าน

ป้าส้มลิ้ม แม้จะอายุมากแล้วและลูกๆไม่อยากให้ทำงานแต่ก็ยังทำ เพราะว่าต้องกินต้องใช้ทุกวัน ยังไม่ต้องพึ่งลูกๆ โดยเลือกปลูกมะเขือยาวเนื่องจากเห็นว่า มะเขือยาว เป็นพืชที่ดูแลไม่ยาก ปลูกง่าย ราคาค่อนข้างดี โดยเลือกสายพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพมาปลูก แค่ซื้อเมล็ดพันธุ์จากท้องตลาดมาเพาะลงดิน

ก่อนที่จะนำต้นมะเขือยาวลงมาปลูก จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไปช่วยด้วย เมื่อต้นโตก็ถอนออกปลูกระยะแถวห่าง 50 ซม.ต้นห่าง 30 ซม.ยกร่องสูง 25 ซม.รดน้ำใช้น้ำจากบ่อบาดาลที่ขุดไว้ในสวน ต่อท่อเมนไว้ปล่อยน้ำใส่ร่องแปลง 25-30 วัน มะเขือก็จะเริ่มออกลูก ใส่ปุ๋ยคอก ขณะปลูกรดน้ำวันเว้นวัน ข้อดีของการปลูกมะเขือยาวหน้าแล้งคือ แมลงจะไม่กวน ผลยาวและใหญ่มาก ข้อสำคัญต้องหมั่นเด็ดใบทิ้งบ้างไม่ให้แบ่งอาหารกิน

ป้าส้มลิ้มเล่าว่ามะเขือยาว จะเริ่มเก็บได้เมื่ออายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง ป้าส้มลิ้มจะเก็บมะเขือยาวตั้งแต่เช้ากับลูกๆที่มาช่วยดูแล พอเราตัดไปเรื่อยๆ มันก็จะแตกกิ่งใหม่ เราก็จะได้ผลมาตัดขายได้เรื่อยๆ พร้อมกันนั้น ตนเองมีหน้าที่ขาย หลังจากเก็บผลผลิตครั้งละ45-50 กก. มะเขือยาว เป็นพืชที่ราคาไม่ค่อยเคลื่อนไหว ราคาค่อนข้างนิ่ง ราคาขาย กก.ละ20 บาท ทั้งขนาดใหญ่ และเล็กปนกัน เป็น ลูกๆ ก็แบ่งขาย ในราคาลูกละ 5 บาท กับ 7 บาท (เล็ก-ใหญ่) ขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางก็จะช่วยในเรื่องของการถูกกดราคาได้ค่อนข้างมาก มีรายได้ในครัวเรือน วันละ 1,500 บาท คิดเป็นรายเดือนราว50,000 -60,000 บาท/เดือน นับว่าเป็นเงินไม่น้อยเลย

การทำเกษตรตอนแก่ ก็ไม่ใช่ปัญหาของป้าส้มลิ้ม แม้จะเก็บผักใส่รถไสเข็นจากสวนเดินมาขายที่ตลาดนัด ระยะทาง 2 กม.ไม่ใช่ปัญหาเลยเป็นการออกกำลังในตัวอีกทางหนึ่ง ไม่รู้สึกเหนื่อย ยิ่งเห็นเงินทำให้มีแรงทำงานต่อไป การทำเกษตรจึงเป็นงานอิสระที่เขาบอกว่าทำแล้วมีความสุข เพราะสามารถเป็นผู้กำหนดเรื่องเวลาการทำงานได้ ถ้าอยากมีรายได้มากก็สามารถทำให้มีผลผลิตที่มากขึ้น ถึงเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่ากับแรงที่ลงทุนไป

สหกรณ์สานต่อ”อาชีพพระราชทาน”ให้ทุนเรียนฟรีทายาทเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416046?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สหกรณ์สานต่อ”อาชีพพระราชทาน”ให้ทุนเรียนฟรีทายาทเกษตรกร

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:35 น.
สหกรณ์โคนม,กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

สหกรณ์สานต่อ”อาชีพพระราชทาน” ให้ทุนเรียนฟรีทายาทสมาชิกเลี้ยงโคนม

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่ง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ควมตอนหนึ่งว่า

“ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนม และมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้สานต่อแนวพระราชดำริโดยหารือร่วมกับสถาบันการศึกษา ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสัตวแพทย์หรือสัตวบาลให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมตั้งแต่ปี 2561 ในการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 99 แห่ง และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากถึง 36 แห่ง โดยในปี 2563 กรมสงเสริมสหกรณ์ จึงได้ขยายความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้าเรียนต่อ เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยมีการเปิดสอนคณะสัตวศาสตร์ เพี่อให้ผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าว นำความรู้กลับมาพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัว และเข้าไปทำงานในสหกรณ์โคนมที่พ่อแม่ตนเองสังกัด

       พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันสหกรณ์โคนมยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มโคนมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของอาชีพการเลี้ยงโคนม ดังนั้น ผู้ที่ได้รับทุนด้านสัตวบาลก็จะสามารถกลับไปสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมของครอบครัวและคอยให้คำแนะนำแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ในพื้นที่ด้วย

             พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวถึงโครงการความร่วมมือทางสถาบันการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมว่าการเลี้ยงโคนมนั้น เป็นอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณจากดอกผลกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีให้กับบุตร หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร เพื่อจะได้นำความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาพัฒนาฟาร์มและการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์โคนม กลับมาประกอบอาชีพต่อในฟาร์มโคนมของครอบครัว หรือกลับไปทำงานให้กับสหกรณ์โคนมที่ให้ทุนการศึกษา เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้าและมีความเข้มแข็งในอนาคต

สำหรับปีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรรระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี คือปีการศึกษา 2563 – 2565 โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม จัดทำกรอบการดำเนินงาน ระเบียบ ขั้นตอนในการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม และได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ (MOU) กับมหาวิทยาลัยมหาสารคามเมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ โดยมีรศ. ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมในการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ณ ห้องประชุมเสรี – สมพร ทรัพยสาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จ.นครปฐมด้วย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 55-65 ปี และมีความต้องการที่อยากให้ลูกหลานกลับมา สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันในส่วนของสหกรณ์โคนมก็ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาส่งเสริมให้กับฟาร์มโคนมของสมาชิก กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนม จำเป็นต้องสร้างคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์ เข้ามาสานต่ออาชีพและเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต

“ขณะนี้มีผู้สนใจสมัครขอรับทุนแล้ว 15 ราย และคาดว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับจากสมาชิกสหกรณ์และลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเป็นอย่างมาก การทำข้อตกลงกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ทุนแก่บุตรหลายสมาชิกสหกรณ์ได้เข้าเรียนต่อปริญญาตรี เพื่อร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมของภาคสหกรณ์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือจะไม่จบแค่ 3 ปีเท่านั้น กรมฯพร้อมจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาและสานต่อโครงการนี้ต่อไปในอนาคตเพื่อให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ได้มีโอกาสเรียนต่อ และอาจจะมีการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำไปแนะนำแก่สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมต่อไป”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและน่าสนับสนุน ถือว่าเป็นมิติใหม่ในการที่จะส่งเสริมให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ได้มีความรู้และเข้าใจอาชีพการทำเกษตรเพิ่มขึ้น โดยทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีทั้งคณะสัตวแพทย์ วิทยาศาสตร์บัณฑิต และสัตวศาสตร์ หากต้องการโควตาเรียนต่อให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ ทางมหาวิทยาลัยพร้อมดูแลให้เป็นพิเศษ และก็เชื่อมั่นว่า ถ้าบุตรหลานของเกษตรกรมาเรียนที่นี่ เราจะดูแลให้เขาจบไปเป็นบัณฑิตที่ดีแล้วกลับไปช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องไม่ใช่เฉพาะครอบครัวเขา แต่รวมถึงเกษตรกรอื่น ๆ ในพื้นที่และสมาชิกของสหกรณ์ที่เขาสังกัดอยู่ด้วย

นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามพร้อมให้ความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเท่านั้น แต่พร้อมจะให้ความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องการพัฒนาภาคการเกษตรและส่งเสริมถึงเกษตรกรให้ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมที่มีความประสงค์ขอเข้ารับทุนการศึกษาต่อในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการเลี้ยงโคนม สามารถสมัครขอรับทุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยคุณสมบัติของผู้ขอรับทุนจะต้องเป็นบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมหรือบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกมีอาชีพเลี้ยงโคนม จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี มีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ โทรศัพท์ 0 2669 4577 หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรมฯได้มีข้อกำหนดสำหรับผู้รับทุนดังกล่าว เมื่อจบการศึกษาแล้วจะต้องกลับไปทำงานในสหกรณ์โคนมต้นสังกัด ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจะได้นำความรู้และเทคโนโลยีกลับไปพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมให้มีมาตรฐาน สามารถผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค รวมถึงมีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยง โคนมให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป

“ธรรมนัส”มอบหนังสืออนุญาตที่ทำกินส.ป.ก. 4-01 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415989?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ธรรมนัส”มอบหนังสืออนุญาตที่ทำกินส.ป.ก. 4-01

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:21 น.
สปก4-01
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

“ธรรมนัส” มอบหนังสืออนุญาตที่ทำกิน ส.ป.ก. 4-01

รมช.กระทรวงเกษตรฯ เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่พร้อมมอบหนังสืออนุญาต ส.ป.ก. 4-01 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้มีที่ทำกินพร้อมองค์ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ

   ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มอบแหล่งน้ำไร่นานอกเขตชลประทาน มอบสารชีวภัณฑ์และเมล็ดพันธุ์ผัก แก่เกษตรกร และเป็นสักขีพยานในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การซื้อขายมันสำปะหลังตามคุณภาพผลผลิต ปีการผลิต 2562/63 ระหว่างกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กับ ผู้ประกอบการ ณ แปลงเกษตรกร นางเดือนเพ็ญ เสาศิริ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการเตรียมความพร้อมในการเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกัน รวมทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

ทั้งนี้ภายในงานยังมีการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) โดยในส่วนของพื้นที่เขตดําเนินการปฏิรูปที่ดินอําเภอเทพสถิต มีเนื้อที่ทั้งหมด 337,855 ไร่ ดําเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว26,078 ราย 30,986 แปลง เนื้อที่ 322,122 ไร่ และในวันนี้จะมอบหนังสืออนุญาต ส.ป.ก. 4-01 แก่เกษตรกรจํานวน 150 ราย 21 แปลง จํานวน 1,905 ไร่ เกษตรกรในพื้นที่นั้นยังประสบปัญหาภัยแล้ง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ พืชผลราคาตกต่ำ เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ดอนภูเขา อีกทั้งปัญหาการถือครองที่ดินของเกษตรกรยังไม่ทั่วถึง ดังนั้นต้องเริ่มต้นจากการกระจายสิทธิในที่ดินทํากินให้เกษตรกร การนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาพัฒนาองค์ความรู้ เกิดการรวมกลุ่ม และสร้างเครือข่ายในการผลิต ยกระดับราคาและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรและเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพต่อไป

ร้อยเอก ธรรมนัสกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อประโยชน์และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องเกษตรกร ทางกระทรวงเกษตรฯจึงมีนโยบายในการมอบหนังสืออนุญาต ส.ป.ก.4-01 เพื่อให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ซึ่งหากสามารถทำให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

รัฐปล่อยกู้ 5 หมื่นล้านดอกเบี้ย 0.01% ช่วยกลุ่มผู้ค้าโค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

รัฐปล่อยกู้ 5 หมื่นล้านดอกเบี้ย 0.01% ช่วยกลุ่มผู้ค้าโค

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:48 น.
กลุ่มผู้ค้าโค,หมอระวี,รัฐปล่อยกู้,ผู้ประกอบการ,เนื้อชำแหละ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

“หมอระวี” เผย คุยแก้ปัญหาผู้ประกอบการค้าเนื้อชำแหละ เห็นพ้องทุกฝ่าย รัฐ ปล่อยกู้วงเงิน 5 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 0.01% เผยมีมาตรการคุมนำเข้า-ส่งออก ให้เกิดสมดุลรายได้คนเลี้ยง-ราคาต่อผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2563 – นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงปัญหาโคกระบือ ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบอาชีพค้าเนื้อชำแหละและฟาร์มโคขุนว่า เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรมที่มีนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นประธานได้เชิญตนนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าชำแหละเนื้อขายเข้าร่วมปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน สุดท้ายได้ข้อสรุปที่เห็นด้วยกันทุกฝ่าย คือ รัฐบาลสนับสนุนเกษตรไทยให้หันมาเลี้ยงโค โดยรัฐบาลจะให้งบ 50,000 ล้านบาท ผ่าน  ธ.ก.ส. ซึ่ง ธ.ก.ส.จะให้เกษตรกรกู้อัตราดอกเบี้ย 0.01% เท่านั้น

นพ.ระวี กล่าวว่า เกษตรกรที่จะเลี้ยงโคขุน จะมีบริษัทที่จะมาเซ็นสัญญาซื้อล่วงหน้าในราคามากกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ราคาปัจจุบัน  105 -107 บาทต่อกิโลกรัม ประมาณรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน 8,000 – 10,000 บาทต่อตัว ระยะเวลาขุนโคประมาณ 4 เดือน และจะมีระบบประกันชีวิตโคขุนทุกตัว อัตรา 200 กว่าบาทต่อตัว ถ้าโคขุนเกิดตาย เกษตรกรจะได้รับการชดเชยไม่ขาดทุน รัฐบาลจะคอยควบคุมการนำเข้าและส่งออก โค กระบือให้เหมาะสม อาจจะมีการปิดเปิด เป็นระยะๆ ให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค และราคาเนื้อสำหรับบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ โดยห้ามส่งออกวัวตัวเมียและลูกวัว ,ห้ามส่งออกโคขุนที่น้ำหนักน้อยกว่า 450 กิโลกรัมต่อตัว เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรไทยมากที่สุดก่อนส่งออก ในขั้นต้นรัฐบาลเจรจาส่งโคขุนไปจีน 250,000 ตัว ผ่านพรมแดนลาว ในส่วนของการควบคุมการนำเข้าส่วนมากจะมีการนำเข้าผ่านทางพรมแดนไทย-พม่า โดยวัวนำเข้าส่วนมากจะผอม น้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัมต่อตัว ซึ่งเหมาะที่จะนำเข้ามาให้เกษตรกรไทย มาขุนในประเทศให้ได้น้ำหนักเป็น 450 กิโลกรัมต่อตัว ก่อนส่งออก
“รัฐบาลควบคุม ราคาโค กระบือ ทั้งระบบ โดยให้เป็นการซื้อขายด้วยการชั่งน้ำหนักไม่ใช่วิธีประเมินด้วยสายตาของพ่อค้า เพราะเกษตรกร มักจะเสียเปรียบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.ราคานำเข้าโค จากพม่า ประมาณ 80- 90 บาทต่อกิโลกรัม ราคาส่ง 2.ราคาโคขุนที่จะขายในประเทศและส่งออกอย่างน้อย 100 บาทต่อกิโลกรัม 3.ราคาเนื้อชำแหละ ในตลาดสำหรับผู้บริโภคอยู่ในระดับ  250 – 300 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนปัญหา FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ปีหน้า ภาษีนำเข้าจาก 0% อาจจะมีผลกระทบต่อการเกษตรไทย ที่เลี้ยงโค หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมมาตรการป้องกันผลกระทบ เรียบร้อยแล้วและกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมให้เกษตรกรไทย เลี้ยงโคเนื้อพรีเมี่ยม เพื่อเข้าแข่งขัน กับการนำเข้าเนื้อ จากต่างประเทศ ไว้แล้ว มาตรการทั้งหมดนี้ ทุกฝ่ายที่ร่วมประชุมเห็นชอบร่วมกันที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงโดยจะไม่มีผลกระทบในราคาเนื้อบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ” นพ.ระวี กล่าว

หยุดรุกที่…เกษตรที่สูงต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หยุดรุกที่…เกษตรที่สูงต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
โครงการพระราชดำริ,ราชินี,อุทยานแห่งชาติ,คลองวังเจ้า,เกษตรที่สูง,ข่าววันนี้,องคมนตรี,อำเภอคลองลาน
เปิดอ่าน 191 ครั้ง

หยุดรุกที่ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา ต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

10 กุมภาพันธ์ 2563  นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ  

พร้อมคณะที่ปรึกษา เดินทางไปติดตามการดำเนินงานของโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในโครงการฯ จำนวน 300 ชุด โอกาสนี้ได้พบปะเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขา บ้านป่าคา บ้านโละโคะ และบ้านป่าหมาก เพื่อรับทราบชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพ

สำหรับโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่สูงฯ แห่งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่มีพื้นที่ใดที่ได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการมีการดำเนินงานแบบบูรณา โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชรับผิดชอบหลัก นับเป็นโครงการที่มีความสำเร็จจากการพัฒนาที่บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยคุณภาพชีวิตของราษฎรมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พร้อมการฟื้นฟูทรัพยากรป่าประสบความสำเร็จสามารถกลับมาสมบูรณ์ได้อย่างเห็นได้ชัดเจน

จากการเยี่ยมชมภายในพื้นที่โครงการฯ องคมนตรีและคณะ ฯ พบว่าราษฎรส่วนใหญ่ได้ประกอบอาชีพเกษตรแบบผสมผสาน โดยการปลูกพืชผักเมืองหนาวหลากหลายชนิดทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อาทิ ผักกาดขาวใหญ่ คะน้าฮ่องเต้ ซาโยเต้ สตรอว์เบอร์รี เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค ซึ่งพืชที่ให้ผลผลิตที่ดีคือ ซาโยเต้ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 96 กิโลกรัม/ไร่

นอกจากนี่ยังมีสตรอว์เบอร์รี ผลผลิตเป็นที่ยอมรับถึงความปลอดภัยจากสารเคมี จึงเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านป่าคา มีรายได้พอเพียงต่อการดำรงชีพ มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำให้ปัญหายาเสพติด และการบุกรุกพื้นที่ป่าลดน้อยลง โดยในช่วงปี 2559-2562 พบว่าไม่มีการบุกรุกพื้นป่าในเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าเพิ่มเติม

ส่วนที่เป็นป่าเสื่อมโทรมและที่ราษฎรเคยใช้ทำไร่เลื่อนลอยจะมีการพื้นผืนป่ากลับคืนมา โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ โดยมุ่งส่งเสริมอาชีพด้านการทำเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ สิ่งแวดล้อม ให้กับราษฎร ชาวไทยภูเขาบ้านป่าคาและหมู่บ้านบริวาร

องคมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมการปลูกฟื้นฟูสภาพป่าและร่วมสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นในพื้นที่อีกด้วยและเยี่ยมชมแปลงเกษตรตัวอย่างของนายจักรพงษ์ ม้าเจริญตระกูล เกษตรกรบ้านป่าคา คลองลานที่ได้เรียนรู้การทำการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตด้านการเกษตรจากโครงการและนำมาปรับใช้ในแปลงปลูกของตนเองเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี บนพื้นที่ 6 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ 2 ไร่ ปลูกไม้ยืนต้น เช่น อะโวคาโด แมคคาดีเมีย กาแฟ มะขามป้อม

ส่วนที่เหลือปลูกพืชล้มลุก เช่น มันญี่ปุ่น สตรอว์เบอร์รี มีรายได้จากจำหน่ายกาแฟ ชาเปลือกกาแฟ อาโวคาโด ซาโยเต้ และพืชผักสวนครัวปลอดสาร อาทิ พริก มะเขือ มะเขือเทศ อื่นๆ หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บแสนกว่าบาทต่อปี และคาดว่าหากอาโวคาโดให้ผลผลิตในอีก 2 ปี ข้างหน้า ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง นับว่าสถานีพัฒนาการเกษตรแห่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่าอันประเสริฐ ที่ทำให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

องคมนตรีและคณะ ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่จากส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบความคืบหน้าในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ พร้อมทั้งการเตรียมการและแนวทางเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนให้โครงการฯ ได้สนองพระราชดำริเพิ่มมากขึ้น โดยกรมชลประทานได้รายงานถึงความคืบหน้าในการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมการเพื่อจัดสร้างแหล่งเก็บกักน้ำและฝายทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำและส่งน้ำสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการฯ และการทำการเกษตรของราษฎรในพื้นที่เป็นการเพิ่มเติมอีกด้วย

‘ปารีณา’ไม่รอด! ป่าไม้หอบหลักฐานแจ้งจับเพิ่มอีก 3 คดีรุกป่ากว่า 665 ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473180

news_default

‘ปารีณา’ไม่รอด! ป่าไม้หอบหลักฐานแจ้งจับเพิ่มอีก 3 คดีรุกป่ากว่า 665 ไร่

วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 12.59 น.

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ บก.ปทส. นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ พร้อมเจ้าหน้าที่ นำเอกสารหลักฐานการเข้าตรวจสอบและตรวจยึดในพื้นที่ “เขาสนฟาร์ม” เข้าแจ้งความเอาผิด น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพิ่มอีก 3 คดี หลังตรวจสอบพบพื้นที่บริเวณฟาร์มไก่เขาสนทั้งหมด 665 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา บุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

สำหรับคดีที่แจ้งความเพิ่มเติม ประกอบด้วย คดีที่ 1 พื้นที่ตรวจยึดราว 387 ไร่ เป็นบริเวณฟาร์มไก่เขาสน มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ทำฟาร์มไก่ชัดเจน พื้นที่อยู่ในเขตรั้วลวดหนามทั้งหมดชัดเจน มีโรงเรือน อาคารในบริเวณนี้ โดยคดีนี้ คณะเจ้าหน้าที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ส.ส.ปารีณา ผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของฟาร์มไก่ “เขาสน” ตามข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ว่าเป็นผู้ครอบครอง

คดีที่ 2 เป็นพื้นที่ติดกับนอกรั้วใกล้เคียงต่อเนื่อง สภาพพื้นที่เป็นที่เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนเก่า มีความต่อเนื่องกับฟาร์มไก่เขาสน แต่ไม่มีประจักษ์พยาน และวัตถุพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นของใคร เนื้อที่ราว 207 ไร่ และคดีที่ 3 เป็นพื้นที่ติดต่อกัน สภาพเป็นแปลงปลูกป่ายูคาลิปตัส เนื้อที่อีกประมาณ 70 ไร่ รวมเนื้อที่ตรวจยึดประมาณ 665 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ซึ่งมีความต่างไปจากการรังวัดของ ส.ป.ก. อยู่ประมาณ 17 ไร่

ทั้งนี้ การดำเนินคดีดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบกรมกลับป่าไม้ กรณีหารือเรื่องพื้นที่ครอบครองที่ดิน 682 ไร่ของ น.ส.ปารีณา โดยชี้ชัดว่าพื้นที่ดังกล่าว ส.ป.ก. ยังไม่นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ จึงยังถือเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้ ส.ป.ก.เป็นเจ้าภาพดำเนินการตามกฎหมายร่วมกับกรมป่าไม้ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่นำหมายค้นศาล จ.ราชบุรี เข้าตรวจสอบและตรวจยึดพื้นที่ อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และอุปกรณ์อื่นๆ ของเขาสนฟาร์ม เมื่อวันที่ 12 และ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยการเข้าแจ้งความครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 คดี ตามการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

‘ป่าไม้’โชว์เอกสารปึกใหญ่ เตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษ’ปารีณา’ 3 คดีบุกรุกป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473147

‘ป่าไม้’โชว์เอกสารปึกใหญ่ เตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษ’ปารีณา’ 3 คดีบุกรุกป่า

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 22.45 น.

เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ห้องประชุมสำนักงานป่าไม้จังหวัดราชบุรี นายธวัชชัย ลัดกรูด ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.ส่วนป้องกันและกิจการพิเศษ หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร และนายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้จังหวัดราชบุรี จ.ราชบุรี ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดี พร้อมโชว์เอกสารสรุปสำนวนคดีบุกรุกป่าจำนวน 3 ชุดเพื่อเตรียมนำไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ที่ บก.ปทส.

โดยสรุปการดำเนินคดีทั้งหมดจำนวน 3 คดี ประกอบด้วย คดีที่ 1 พื้นที่ตรวจยึด 384-0-80 ไร่ เป็นบริเวณฟาร์มไก่เขาสน มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ทำฟาร์มไก่ชัดเจน พื้นที่อยู่ในเขตรั้วลวดหนามทั้งหมดชัดเจน มีโรงเรือน อาคารในบริเวณนี้ โดยคดีนี้จะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ นส.ปารีณา ไกรคุปต์ ผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของฟาร์มไก่ “เขาสน” ตามข้อมูลจาก กรมปศุสัตว์ เป็นผู้ครอบครอง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายชีวะภาพ ชีวะรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้

คดีที่ 2 เป็นพื้นที่ติดกันนอกรั้วใกล้เคียงต่อเนื่อง สภาพพื้นที่เป็นที่เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนเก่า มีความต่อเนื่องกับฟาร์มไก่เขาสน แต่ไม่มีประจักษ์พยาน และวัตถุพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นของใคร เนื้อที่ 207-2-41 ไร่ ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.ส่วนป้องกันและกิจการพิเศษ หนชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้

และคดีที่ 3 เป็นพื้นที่ติดต่อกัน สภาพเป็นแปลงปลูกป่ายูคาลิปตัส เนื้อที่ 10-2-32 ไร่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วม นายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้จังหวัดราชบุรี ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

รวมเนื้อที่ตรวจยึด 665-1-53 ไร่ โดยพื้นที่ตรวจยึดทั้งหมด ตรวจสอบตามข้อมูลรายละเอียดแผนที่รังวัดที่ คณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีและเจ้าหน้าที่ป่าไม้เคยสำรวจไว้ครั้งหนึ่งโดยมี ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนนำชี้ ซึ่งเป็นข้อมูลเดิม จำนวน 682 ไร่ ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมดำเนินการจัดทำบันทึก และบัญชีเอกสารประกอบเสร็จเรียบร้อย และจะนำไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ที่ บก.ปกส.ให้แล้วเสร็จภายในวันนี้วันที่ 14 ก.พ.หากไม่ทันจะดำเนินการเข้าแจ้งความในเช้าของวันที่ 15 ก.พ.

สำหรับข้อมูลการกล่าวหาบุกรุกที่ดินของรัฐของน.ส.ปารีณา อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี การเข้าตรวจยึดครั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ได้บันทึกการตรวจยึด ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2562 เนื้อที่ 46-1-40 ไร่ พื้นที่ตรวจยึด 2 แปลง เนื้อที่ 41-1-59ไร่ แปลงที่ 1 ป่าสงวนแห่งชาติเนื้อที่ 4-3-81 ไร่ แปลงที่ 2 ป่าไม้ ฐานความผิดบุกรุกที่ดินของรัฐตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9

การเข้าตรวจยึดครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่ได้บันทึกการตรวจยึด ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เนื้อที่ 665-1-53 ไร่ พื้นที่ตรวจยึด 3 แปลง เนื้อที่ 387-0-80 ไร่ แปลงที่ 1 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขต ส.ป.ก. เนื้อที่ 207-2-41 ไร่ แปลงที่ 2 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขต ส.ป.ก. แปลงที่ 3 พื้นที่ปาสงวนแห่งชาติในเขต ส.ป.ก. เนื้อที่ 70-2-32 ไร่ ฐานความผิดบุกรุกที่ดินของรัฐตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บันทึกการรวมการตรวจยึดทั้ง 2 ครั้ง รวมเนื้อที่ทั้งหมด 711-2-93 ไร่

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473025

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.05 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) 2563 มุ่งเกษตรกรเข้มแข็งด้านการผลิต พึ่งพาตนเองได้

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรขยายตำบลน้ำดิบ และกลุ่มเกษตรกรลำไยแปลงใหญ่ตำบลน้ำดิบ จังหวัดลำพูน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2563 พร้อมด้วย นายวีรชาติ เขื่อนรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายยงยุทธ สุขศิริ นายอำเภอป่าซาง รักษาการปลัดจังหวัดลำพูน , นางจำเนียร แสนราชา เกษตรจังหวัดลำพูน , หัวหน้าส่วนราชการนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานภาคเอกชน และเกษตรกรรวม 300 ราย เข้าร่วมในพิธีเปิดงานในครั้งนี้

ด้วยภูมิอากาศและสถานการณ์น้ำที่แปรปรวน อีกทั้งในตลาดโลกมีการแข่งขันด้านราคาสินค้าเกษตรที่รุนแรงรวมถึงกลไกการค้าที่มุ่งเน้นคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร ตั้งแต่การผลิตที่ต้นทางและการบริโภคที่ปลายทาง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูล และความรู้ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การเพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด การลดต้นทุนตลอดกระบวนการผลิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินของตน ลดการพึ่งพากลไกราคาด้วยการทำไร่นาสวนผสม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ด้านการผลิตดังกล่าวและเข้าใจถึงความต้องการของเกษตรกร จึงได้สร้างกลไกการถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นสู่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ต้องร่วมกันนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกร ณ ศพก.ทั้ง 882 แห่งทั่วประเทศ และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสินค้าหลักในพื้นที่และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ รวมทั้งประยุกต์องค์ความรู้ต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้ ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่นับเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่ได้เรียนรู้ มาปรับใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง การจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในวันนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของพี่น้องเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563

งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) มีเป้าหมายในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้สำคัญ 2 ระดับ คือ การทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงข้อมูลที่ต้องการเผยแพร่ และการทำให้กลุ่มเป้าหมายนำข้อมูลไปใช้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ที่ได้รับ โดยพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย วิธีการและกลไกการถ่ายทอดความรู้และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายทอด เพื่อให้การถ่ายทอดความรู้บรรลุผลสูงสุด

ทั้งนี้ เกษตรกรจะสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสม ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองและทำให้การผลิตในฤดูกาลใหม่นี้ เป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และสร้างผลตอบแทนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่มายึดถือปฏิบัติและขยายผล ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวต่อไป

ก.เกษตรฯถือฤกษ์ดี 14กุมภา’วาเลนไทน์’ ปล่อยคาราวานเกลือทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472973

ก.เกษตรฯถือฤกษ์ดี 14กุมภา’วาเลนไทน์’ ปล่อยคาราวานเกลือทะเล

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.02 น.

กระทรวงเกษตรฯ  ถือฤกษ์รัก 14 กุมภา วาเลนไทน์คิกออฟปล่อยคาราวานเกลือทะเลเชื่อมตลาดจากสหกรณ์ผู้ผลิตสู่สหกรณ์ผู้ใช้ส่งเสริมการขายกระจายทั่วประเทศ “อลงกรณ์”เผยเตรียมพบสภาอุตสาหกรรมพัฒนาแปรรูปเกลือสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย แถลงภายหลังเป็นประธานเปิด “งานกระจายสินค้าเกลือ ทะเลจากสหกรณ์ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค” ณ สำนักงานสหกรณ์การ เกษตรเกลือทะเลไทย เพชรบุรี จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมงาน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี(นายกอบชัย บุญอรณะ), ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายปราโมทย์ ยาใจ) รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (นายวิวัตห์ชัย พันธุ์วา) และสหกรณ์ชาวนาเกลือว่า วันนี้ (14ก.พ.)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยได้จัดกิจกรรมปล่อยคาราวานรถบรรทุกเกลือทะเลที่สหกรณ์เกลือทะเลไทยเพชรบุรีที่อำเภอบ้านแหลมตามนโยบายระบายขายเกลือของสหกรณ์นาเกลือไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศโดยถือฤกษ์ดีวันแบ่งปันรักวาเลนไทน์ 14กุมภาพันธ์ เป็นวันแรกของการส่งเกลือทะเลซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ประมาณการสั่งซื้อจากสหกรณ์ทั่วประเทศในล็อตแรก 2,000ตันโดยเริ่มขนวันแรก300ตัรจากเป้าหมายสั่งซื้อรวม16,000 ตันซึ่งปัจจุบันมีเกลือที่ค้างอยู่ในยุ้งฉางสหกรณ์ จำนวน 25,000ตัน และจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีก ประมาณ 900,000 ตันในฤดูผลิตปี2563

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตามนโยบายรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือโดยมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์สร้างระบบสหกรณ์โมเดลเชื่อมสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้ใช้ช่วยระบายเกลือทะเลภายใต้แผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ 1) กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล ครัวเรือนละ 1 ถุง (ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท 2) ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จำนวน 120 แห่ง (ทั่วประทศ) ช่วยกระจายเกลือทะเล และ 3) ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล ซึ่งมีสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือ รวมทั้งประเทศ จำนวน 18 แห่ง มีความพร้อมที่จะดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง จำนวน 11 แห่ง

นายอลงกรณ์ยังกล่าวว่า นอกจากโมเดลระบบสหกรณ์ผู้ผลิตเชื่อมสหกรณ์ผู้ใช้แล้ว คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยยังได้ประชุมตกลงความร่วมมือในการพัฒนาและการตลาดเกลือทะเลกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนที่ผ่านมาและนัดประชุมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวันที่ 18 มีนาคมที่จะถึงนี้