เติมความรู้ ‘สมุนไพรอารักขาพืช’ให้เกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472956

news_default

เติมความรู้ ‘สมุนไพรอารักขาพืช’ให้เกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.28 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สามพรานโมเดล ร่วมกับ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัย แม่โจ้ และ เซ็นทรัลทำจัดอบรมเชิงปฎิบัติ “การใช้สมุนไพรอารักขาพืช” ให้กับเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.เทิดศักดิ์ โทณลักษณ์ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่  พร้อมด้วย คุณณัฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาวุโสฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและชุมชน มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้  ณ สามพรานโมเดล อะคาเดมี่ สวนสามพราน จ.นครปฐม

โดยการอบรมในครั้งนี้ ก่อเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้สมุนไพรกับการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ได้รู้จักโรคแมลง รู้หลักใช้สารชีวภัณฑ์ และรู้จักสาระสำคัญจากสมุนไพร ที่เอามาใช้ในการป้องกันศัตรูพืชดียิ่งขึ้น รวมถึงได้ทดลองทำชีวภัณฑ์สูตรต่างๆ ซึ่งความรู้เหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ตามเหมาะสมในแปลงของตัวเอง ทั้งยังถ่ายทอดให้กับสมาชิกในกลุ่มได้อีกด้วย

รายงานพิเศษ : สร้างรายได้กำไรงามให้เกษตรกรจ.เลย พัฒนาลุ่มน้ำยม..คำตอบแก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472767

รายงานพิเศษ : สร้างรายได้กำไรงามให้เกษตรกรจ.เลย พัฒนาลุ่มน้ำยม..คำตอบแก้ภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้องยอมรับความจริงว่า พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาในฤดูแล้งปีนี้ ต้องเผชิญภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง ต้องรณรงค์ให้งดทำนาต่อเนื่องหรือนาปรัง เพราะน้ำต้นทุนมีจำกัด เพียงพอเฉพาะอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศของลำน้ำเท่านั้น การบริหารจัดการน้ำจึงต้องคุมเข้มเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

“ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน แต่ต้องบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ และประชาชนควรใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่า
ใช่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ลุ่มเจ้าพระยา มีลุ่มน้ำสาขาสำคัญ 4ลุ่มน้ำด้วยกันคือ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวังลุ่มน้ำยม และลุ่่มน้ำน่าน แต่พอประสบภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย หรือภัยแล้ง ลุ่มน้ำที่จะถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ “ลุ่มน้ำยม”ภัยแล้งที่กำลังเผชิญปีนี้เช่นกัน มีเสียงสะท้อนว่า เมื่อไหร่จะพัฒนาลุ่มน้ำยมเสียที ลุ่มน้ำสาขาอื่นล้วนแต่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนลุ่มน้ำยม ไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เลย ฤดูแล้งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซาก ฤดูฝนน้ำเกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมเป็นประจำทุกปี และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย

ฤดูแล้งปีนี้เช่นกัน ถ้าลุ่มน้ำยมมีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้ว จะทำให้มีน้ำต้นทุนส่งมาหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) บรรเทาภัยแล้งขณะนี้ได้

ดร.ทองเปลว กองจันทร์

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม กรมศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำยม จ.แพร่ทุกด้าน โดยทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแผนปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและจัดการน้ำหลาก แผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลาง

สำหรับแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและการจัดการน้ำหลาก ปัจจุบันกรมดำเนินโครงการปรับปรุงก่อสร้างระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง และน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลาก ในจ.สุโขทัย เช่น โครงการบางระกำโมเดล รวมทั้งยังปรับปรุงคลอง 2 สาย พร้อมกันคือ คลองหกบาทและคลองยม-น่าน ที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท ตลอดจนสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คาดว่าแล้วเสร็จปี 2567 ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่ยังใช้คลองปรับปรุงเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเฉพาะคลองยม-น่านที่ยาวถึง 35 กิโลเมตร จะเก็บกักน้ำเป็นน้ำต้นทุนให้ราษฎรในเขตโครงการชลประทานและพื้นที่ใกล้เคียงมีน้ำไว้ใช้ดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ 7,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท และยังทำให้มีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงคลองดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะปรับปรุงรูปแบบคลองจากดินขุดให้เป็นคลองดาดคอนกรีต ซึ่งลดพื้นที่ดำเนินโครงการแต่ยังรับน้ำได้ปริมาณตามแผนที่วางไว้ โดยคลองหกบาทจะระบายจากเดิม 250 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 500 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองยม-น่าน จะระบายน้ำจากเดิม 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 300 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำจากคลองหกบาทที่เหลืออีก 200 ลบ.ม.ต่อวินาที จะระบายลงแม่น้ำยมสายเก่าที่ไหลไปอ.พรหมพิราม ก่อนลงแม่น้ำน่าน ซึ่งปรับปรุงแล้ว

ส่วนแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลางนั้น กรมชลฯน้อมนำพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพพันธ์ 2525 ความตอนหนึ่งว่า “…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”

ที่ผ่านมากรมชลประทานนำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำยม พบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดเหมาะสมมีศักยภาพที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้ 22 แห่ง ความจุระดับกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณ 380 ล้าน ลบ.ม. ล่าสุดกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง สร้างกั้นลำน้ำปีที่บ้านปิน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยาความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานฯติดตามขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564

“เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรในเขตชลประทานได้ถึง28,000 ไร่ มีราษฎรได้ประโยชน์ 7,520 ครัวเรือน และยังส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จ.แพร่ ช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือนนอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยังติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าได้อีก 6.34 ล้านหน่วย/ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม ด้วยลุ่มน้ำยมเป็นลุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่ แม้จะสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางได้ทั้ง 22 แห่งก็ตาม ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้เมื่อนำมารวมกับปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำของเก่าที่มีอยู่แล้ว จะสามารถกักเก็บน้ำได้แค่ประมาณ 19% ของปริมาณน้ำท่าลุ่มน้ำยม จะแก้ปัญหาได้เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาที่สร้างอ่างเก็บน้ำเท่านั้น แต่ถ้าจะให้แก้ปัญหาทั้งลุ่มน้ำและลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องดำเนินงานตามแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ควบคู่ไปด้วย

จะใช้โอกาสวิกฤติภัยแล้ง ชี้แจงทำความเข้าใจถึงความจำเป็น เพื่อขับเคลื่อนโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ต่อไปหรือจะหยุดโครงการไว้แค่นี้ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ….

สวนสัตว์สงขลาจัดกิจกรรม‘วันรักษ์นกเงือก’13กพ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472761

news_default

สวนสัตว์สงขลาจัดกิจกรรม‘วันรักษ์นกเงือก’13กพ.

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมวุฒิ เกษตรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลาเป็นประธานเปิดกิจกรรม“วันรักษ์นกเงือก” ซึ่งฝ่ายการศึกษาสวนสัตว์สงขลาจัดขึ้น เนื่องจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันรักษ์นกเงือก เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ความสำคัญของนกเงือกและการอนุรักษ์ พร้อมสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการอนุรักษ์นกเงือกให้สังคมและประชาชน มีนักเรียน นักศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก โดยให้เด็กให้อาหารนกเงือกอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความประทับใจ

สำหรับกิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการให้ความรู้ บุพเฟ่ต์นกเงือก การเล่นเกมถาม-ตอบปัญหา โดยกิจกรรม Animal Talk About จะจัดกิจกรรมไปจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 นอกจากนี้ ยังเป็นการอนุรักษ์นกเงือกให้ประชาชนทราบถึงพฤติกรรมของนกเงือก ซึ่งมีรักแท้ มีความรับผิดชอบโดยเฉพาะนกเงือกตัวผู้ มีลักษณะเป็นผู้นำที่ดี คอยหาอาหารดูแลความปลอดภัยแก่ตัวเมียและลูกนก และยังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่มีความรักที่แสดงออกถึงความรักชัดเจน แต่ยังมีสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่มีรักแท้ เช่นเดียวกับมนุษย์นั่นคือ นกเงือก โดยทั่วโลกพบนกเงือก 52 ชนิด ในประเทศไทยค้นพบ 13 ชนิด และภาคใต้มีอยู่ 8 ชนิด และพบได้ที่สวนสัตว์สงขลา 7 ชนิด

นายเฉลิมวุฒิกล่าวว่า นกเงือกมีบทบาทเด่นช่วยกระจายพันธุ์ไม้ในป่า เนื่องจากเมื่อกินผลไม้สุกเป็นอาหารมากกว่า 300 ชนิด ทั้งผลไม้ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และพฤติกรรมของนกเงือกบินหาอาหารไปทั่วกินผลไม้เข้าไปทั้งผลแล้วขย้อนเมล็ดออกมาจึงนำพาเมล็ดพันธุ์ไปทิ้งไว้ยังที่ต่างๆ และเจริญขึ้นเป็นต้นกล้าได้ทั่วป่า นกเงือกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแพร่พันธุ์ของพืช อีกทั้ง ยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในป่า และให้เกิดความสมดุลในธรรมชาติ นอกจากนี้ ชีวิตคู่ของนกเงือกยังแสดงความเป็น “รักแท้ ผัวเดียวเมียเดียว” อีกด้วย

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472763

news_default

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยสภาพอากาศกลางวันร้อน แดดแรง กลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่พบได้ในระยะพัฒนาทางลำต้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก มักพบตัวหนอนฟักออกจากไข่กัดกินผิวใบส่วนต่างๆ ของพริกเป็นกลุ่ม หากหนอนโตขึ้นจะไปกัดกินทุกส่วนของพืช กรณีหนอนมีปริมาณมากขึ้นผลผลิตพริกเสียหาย และคุณภาพผลผลิตไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี และใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรไถตากดินและเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆ่าดักแด้เป็นการลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ วิธีกล ให้เกษตรกรเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้ ส่วนการใช้ชีววิธี ให้เกษตรกรใช้ระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย โดยให้ใช้สารจุลินทรีย์ เช่นเชื้อไวรัสหนอนกระทู้หอม (นิวคลีโอโพลิฮีโดรไวรัส)อาทิ DOA BIO V1 (กรมวิชาการเกษตร) หรือช่วงเย็นให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp.aizawai หรือ Bacillus thuringiensis subsp.kurstaki

หากพบการระบาดมาก ให้เกษตรกรใช้สารเคมีกำจัด โดยใช้สารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 30มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซีอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24%เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นซ้ำตามการระบาด และควรพ่นระยะที่หนอนมีขนาดเล็ก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง และควรใช้สารฆ่าแมลงสลับกลุ่ม ป้องกันการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรแฟร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472765

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรแฟร์

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานเกษตรแฟร์ 2563 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมใหม่ เพื่อไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ต้องเขียนถึงเกษตรแฟร์ปีนี้เพราะมีอะไรที่ดูเปลี่ยนไปจากหลายปีที่ผ่านมา และที่เพิ่งมาเขียนถึงเอาเมื่องานจบไปแล้วเพราะเพิ่งมีโอกาสไปเดินในงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ซึ่งก็เกือบจะวันสุดท้ายของงานแล้ว

เกษตรแฟร์ปีนี้มีผังงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปีที่ผ่านๆ มา จะเริ่มจากประตู 1 ถนนงามวงศ์วานคือนับตั้งแต่มุมธนาคาร กรุงศรีอยุธยา ไปตามถนนจันทรสถิตย์ ที่ขนานกับถนนงามวงศ์วาน เป็นต้นไป จนถึงอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริฯ ไปตามถนนจักรพันธ์ และจะมีซอยแยกข้างอาคารวชิรานุสรณ์ ไปตามถนนชูชาติกำภูจนจรดถนนจันทรสถิตย์

มาปีนี้ เกษตรแฟร์เริ่มจากประตูถนนพหลโยธิน วนรอบสระพระพิรุณหน้าหอประชุมใหญ่ ผ่านหน้าสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมง ผ่านหน้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ จนจรดประตู 1 งามวงศ์วาน เป็นพื้นที่จัดงานที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมพื้นที่ที่เพิ่มมาตรงนี้เพื่อเรียกแขกจากรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่เพิ่งทดลองให้บริการมาเมื่อปลายปีที่แล้วหรืออย่างไรไม่ยืนยัน แต่เท่าที่สังเกตดูก็น่าจะเรียกแขกกลุ่มนี้ได้มากทีเดียว

บริเวณรอบสระพระพิรุณเป็นตลาดน้ำแทนตลาดน้ำเดิมที่ปีก่อนๆ จะอยู่หน้าสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร เป็นตลาดน้ำที่ไม่ได้ลงไปในสระน้ำ แต่เป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อเสียงหรือได้รับความนิยมจากตลาดน้ำ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

ต่อจากตลาดน้ำ ตั้งแต่แยกกรมประมง ไปจนถึงประตู 1 งามวงศ์วาน เป็นพื้นที่ที่เรียกว่าโซน SME จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านค้าของสมาพันธ์ SME ไทย

ส่วนพื้นที่เดิมที่เคยจัดเมื่อปีก่อนๆก็ยังเหมือนเดิม คือ โซนจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการเกษตรและเครื่องจักรกลการเกษตร โซนต้นไม้สลับกับเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร โซนสินค้าแฮนด์เมด และ DIY โซนจำหน่ายสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์ โซนสินค้าอาหาร ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม ซึ่งทราบมาว่าปีนี้ จังหวัดศรีสะเกษ มาโปรโมทหอมแดงศรีสะเกษ GI ด้วย แต่ร้านจำหน่าย หอม กระเทียม ก็มีไม่มากนัก เช่นเดียวกับ มะขามหวาน ที่ปีนี้ดูจะแพ้สตรอเบอร์รี่ และ เคปกูสเบอร์รี่ ที่มีมาจำหน่ายมากกว่าทุกปี

โซน เค.ยู. ช้อปปิ้งมอลล์ ซึ่งเป็นเต็นท์ติดแอร์ซึ่งมีอยู่เต็นท์เดียวกับสินค้าเจ้าประจำ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องหนัง ที่เรียกว่าเจ้าประจำ เพราะสินค้าก็จะเหมือนเดิมเช่นทุก ภายในช้อปปิ้งมอลล์นี้ยังมีสินค้าจากมูลนิธิในพระองค์ต่างๆ เช่น ร้านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ร้านมูลนิธิโครงการหลวง ร้านมูลนิธิจุฬาภรณ์ ร้านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เป็นต้น

ต่อจากเค.ยู.ช้อปปิ้งมอลล์ ก็จะเป็น เค.ยู.เอาท์เล็ต และร้านค้าของหน่วยราชการ และธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นเต็นท์ไม่ติดแอร์ แต่ปีนี้เดินได้อย่างสบายๆ คนไม่หนาแน่น ไม่ทราบว่าไวรัส COVID-19 เป็นเหตุหรือเปล่าทำให้คนหลีกเลี่ยงที่จะมาอยู่ในที่แออัดด้วยผู้คน

ที่น่าสนใจคือ Amazing Zone ที่เห็นป้ายชื่อโซนแล้วก็ให้อยากรู้ว่าจะมีอะไรให้ Amazing พอได้เห็นก็ต้องบอกว่าแปลกใจเหมือนกัน แปลกที่ว่าปีนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จับมือกับกรมราชทัณฑ์ นำสินค้าจากทัณฑสถานของจังหวัดต่างๆ มาจำหน่าย โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของราชทัณฑ์ รวมทั้งสินค้าที่เป็นฝีมือจากผู้ต้องขังหญิง ประเภทเสื้อผ้า สิ่งทอ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ สินค้าแฮนด์เมด ของใช้ต่างๆ ซึ่งฝีมือใช้ได้ทีเดียว ราคาไม่แพง

บนอาคารจักรพันธ์ฯ ซึ่งเป็นเพียงสถานที่เดียวที่มีการแสดงผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย การนำเสนอยังเหมือนเดิม คือตั้งเป็นโต๊ะๆ มีนิสิต หรือเจ้าของผลงานคอยนั่งให้ข้อมูลเมื่อมีคนสนใจเข้ามาไถ่ถาม ถ้าไม่ถามก็แล้วไป แต่ก็จะมีป้ายข้อมูลแบบสรุปให้อ่าน หรือมีคิวอาร์โคดให้สแกนไปอ่านรายละเอียดกันเอาเอง

มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ที่จำได้ คือ มีพันธุ์พืชใหม่อยู่ 2-3 ชนิด คือ ข้าวโพด กับมันสำปะหลัง ข้าวโพดที่ว่า เป็นข้าวโพดสีม่วง เป็นข้าวโพดหวานที่เขาบอกว่ามีสารแอนโทไซยานินสูง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อพันธุ์ อีกพืชหนึ่งคือมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 80 เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 5.8 ตันต่อไร่ปริมาณแป้งหัวสดสูงเฉลี่ย 28-32%ทนต่อสภาวะฝนทิ้งช่วง และ หรือถ้าเจอฝนมากๆ ก็ทนต่อสภาวะหัวเน่าด้วย

ในเรื่องของการประกวด เกษตรแฟร์ปีนี้ มีการประกวดหลายประเภทมีทั้งประกวดกล้วยไม้ ไม้ประดับ ผลไม้ ประกวดสัตว์เลี้ยง แพะ แกะ และแมว ประกวดปลากัด ประกวดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกวดวาดภาพและแข่งขันจัดตู้ปลา

ที่น่าสังเกตงานเกษตรแฟร์ปีนี้นอกจากเพิ่มพื้นที่ร้านค้าด้านประตูพหลโยธิน และปริมาณคนไม่หนาแน่นเช่นทุกปีแล้ว เต๊นท์ต่างๆ ยังดูกว้างขวางเดินสบายๆ ไม่ร้อน ไม่สกปรก ดูจากโซนมะขามหวาน ทุกปีเปลือกมะขามจะกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น มาปีนี้มีถุงขยะให้ใส่เปลือกอยู่หน้าร้าน พื้นไม่เลอะเทอะเหมือนทุกปี ที่แน่ๆ คือ รายได้จากร้านค้าปีนี้น่าจะมากกว่าทุกปี แต่ร้านค้าที่มาจำหน่ายสินค้าอาจจะขายได้น้อยกว่าทุกปี..(รึเปล่า)

วันนี้ว่าด้วยเรื่องเบาๆ ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ….กับงานเกษตรแฟร์ที่เด็กๆ นิสิต บอกว่า “ใครไม่แฟร์แต่เราแฟร์”…..จะ Fair (ตลาดนัด)หรือ ไม่ Fair (ยุติธรรม) ก็ Fairเหมือนกัน…

แว่นขยาย

สศก.ชู‘อะโวคาโด’พืชศก.ทางเลือกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472766

news_default

สศก.ชู‘อะโวคาโด’พืชศก.ทางเลือกใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่าอะโวคาโด (Avocado) เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของจ.เลย สร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันมีกระแสความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น จากกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ติดตามสถานการณ์ผลิตอะโวคาโดในจ.เลยพบว่า มีพื้นที่เพาะปลูก 593 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอ.ภูเรือ ด่านซ้ายและนาแห้ว ปลูกเฉลี่ย 3 ไร่/ครัวเรือน (ประมาณ25 ต้น/ไร่) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ปีเตอร์สัน เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ผลใหญ่ เมื่อผลโตเต็มที่ประมาณ 2-3 ผล/1 กก. และพันธุ์แฮส ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ผู้บริโภคนิยม โดยเกษตรกรที่เพาะปลูกอะโวคาโดมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,339 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตปีที่ 4 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) ราคาต้นพันธุ์เพาะเมล็ดแบบคละพันธุ์อยู่ที่ 50-80 บาท/ต้น หากเป็นต้นพันธุ์เสียบยอด ราคา 120-150 บาท/ต้น นิยมปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม- มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 290 กก./ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 5,564 บาท/ไร่ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาท/กก. ซึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางทั้งในและนอกจ.เลยมารับซื้อ เพื่อส่งขายต่อจ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี ชลบุรีและกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังมีพ่อค้าบางรายนำมาวางจำหน่ายที่ร้านริมทางถนนเลย-ภูเรือ มีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 60-100 บาท/กก.

สำหรับผลผลิตอะโวคาโดของ จ.เลย อายุอยู่ในช่วง 4 – 5 ปี โดยจะเริ่มให้ผลผลิตปีแรก แต่ยังไม่มาก ทั้งนี้ เกษตรกรควรเลือกสายพันธุ์ตามความต้องการของตลาด และเป็นพันธุ์แท้ ควรปลูกในที่ดอน น้ำไม่ท่วมขัง และต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ใต้โคนต้นทุกปี รวมถึงต้องเก็บเกี่ยวเฉพาะผลที่แก่จัดเท่านั้น จึงจะได้ผลผลิตที่รสชาติดี มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผอ.สศท.3 กล่าวเสริมว่า จ.เลย สนับสนุนเกษตรกรปลูกอะโวคาโด ภายใต้โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นไม้ผล ทำให้จำนวนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกอะโวคาโดของจ.เลย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอนาคตควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอะโวคาโดในรูปกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ ด้านหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ควรสนับสนุนการวิจัยพัฒนาพันธุ์มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด และองค์ความรู้ให้เกษตรกร ยกระดับขีดความสามารถผลิตแข่งขันในตลาดโลก โดยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระบบจัดการผลิต แนวทางลดต้นทุน รวมถึงส่งเสริมให้แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตอะโวคาโด และยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ปลูกอะโวคาโดเพิ่มขึ้นอีกทาง ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลด้านการผลิตอะโวคาโด สอบถามได้ที่ สศท. 3 โทร. 0-4229-2557 หรืออีเมล zone3@oae.go.th

เปิดแล้ว”ร้านคิวผักอร่อย”ส่งตรงผักปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแล้ว”ร้านคิวผักอร่อย”ส่งตรงผักปลอดภัย

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ผักปลอดภัย,เกษตร,ผัก,ร้านคิวผักอร่อย,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

เปิดแล้ว!!  “ร้านคิวผักอร่อย” ส่งตรงผักปลอดภัย ได้มาตรฐาน จากฟาร์มสู่ครัว ยกระดับผู้บริโภคสู่สังคมมาตรฐานอาหารปลอดภัย

9  กุมภาพันธ์ 2563  นายสมเกียรติ ลำพันแดง แห่งสมเกียรติผักอร่อย ฟาร์มไม่ตั้งใจ สระบุรี เป็น ประธานเปิด “ร้านคิวผักอร่อย” โดยมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน ผู้ก่อตั้งร้านคิวผักอร่อย นางมัณฑิตา วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัทเอ็นดูเฮิร์บ และนายวัชระ สถิตย์พงษ์ ผู้แทนบริษัท HFC จำกัด ร่วมพิธีเปิด ณ ร้านคิวผักอร่อย ถ.ราชพฤษ์ ต.อ้อมเกล็ด อ.ปากเกล็ด จ.นนทบุรี 

นายกฤษ อุตตมะเวทิน กล่าวว่า ร้านคิวผักอร่อย ตั้งขึ้นเพื่อเป็นร้านทางเลือกให้กับผู้บริโภค ได้บริโภคผักปลอดสารพิษจากฟาร์ม รวมทั้งเป็นส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรแก่เกษตรกร และชุมชน มีช่องทางจำหน่ายจากฟาร์มสู่ครัว ซึ่งเราได้รวบรวมผลผลิตสินค้าเกษตรจากฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน Q และ GAP เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคและประชาชน โดยการคัดเลือกสินค้าเกษตรคุณภาพจะยึดหลัก 4 ประการ คือ 1.ปลอดภัย 2.มีคุณภาพ 3.ได้มาตรฐาน และ4.ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เรามีพันธมิตรสายเกษตรปลอดภัยเข้าร่วมด้วย อาทิ  ผัดปลอดภัยได้มาตรฐาน จากสมเกียรติผักอร่อย ฟาร์มไม่ตั้งใจ สระบุรี ผลิตภัณฑ์ไก่สด ไส้กรอก แบรนด์ฟาร์มสุข จากบริษัท HFC จำกัด  สินค้าเกษตรปลอดภัย บริษัทเอ็นดูเฮิร์บ จำกัด และกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์อีกหลายแห่งเข้าเสริมความหลากหลายของสินค้า

“ร้านคิวผักอร่อย ตั้งใจเปิดให้พ่อบ้านแม่บ้าน และพ่อค้าแม่ค้า สามารถซื้อขายได้ทั้งราคาปลีกและส่ง โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น ของทุกวัน ทั้งนี้ขอเชิญชวนผู้บริโภค และผู้ประกอบการค้า สามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัย เพื่อร่วมกันยกระดับสังคมให้เข้าสู่สังคมมาตรฐานอาหารปลอดภัย จึงอยากฝากร้านคิวผักอร่อยเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย”นายกฤษ กล่าว

นายสมเกียรติ ลำพันแดง กล่าวว่า ฟาร์มไม่ตั้งใจ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน GAP รวมทั้งเป็นจุดรวบรวมสินค้าเกษตรปลอดภัยจากเกษตรกรในพื้นที่จ.สระบุรี และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน จากนั้นนำมาเข้าโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP ก่อนจะส่งตรงให้กับผู้บริโภค หรือเครือข่าย เช่น ห้าง Modern Trade กลุ่มตลาดค้าปลีก-ส่ง และ ร้านอาหารชั้นนำ เพื่อเป็นวัตถุดิบ

ทั้งนี้ ร้านคิวผักอร่อย เป็นอีกหนึ่งเครือข่ายที่เราต้องการขยาย สินค้าเกษตรผักปลอดภัย ที่รวบรวมจากเกษตรกร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภค และคนในชุมชน เข้าถึงได้ง่าย ได้รับประทานสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย และราคาย่อมเยาว์

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน2

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:11 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 85 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

ไม่เหมือนในชนิดที่มีการระบุการใช้โดยเฉพาะชนิดนั้นๆ ด้วยเช่นกัน และจากสิ่งเล็กๆ ของรูปแบบการใช้งานที่เราเห็นเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง ทั้งยังดูเหมือนแค่ไม้ใช้งานในวงแคบๆ กลับยิ่งมีความแตกต่างอย่างโดดเด่นด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่มีอยู่จากเอกลักษณ์

จนให้เป็นที่จดจำด้วยสีสัน และความสามารถในการปรับตัว ที่แม้ไม้ชนิดนี้จะจัดวางในที่จำกัด หรือมีสภาพร่มเงาจากภายในตัวอาคาร หรือมีภาวะแสงจากธรรมชาติไม่พอดี ไม้ชนิดนี้ก็คงยังให้ความสวยงามได้อย่างน่าทึ่ง พร้อมเป็นการแสดงศักยภาพของไม้ชนิดนี้ให้เห็นเมื่อมีการเปรียบเทียบการใช้ที่มีต่อกันกับไม้ชนิดอื่น

ด้วยแก้วกาญจนาที่นับเป็นไม้มีถิ่นกำเนิดในเขตภูมิภาคนี้ จึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สอดคล้องต่อการผลิต และรวมไปถึงบริบททางสังคมที่ต่างมีวิถีชีวิตต่อเชื่อมกับพืชชนิดนี้ โดยมีพัฒนาการต่อเนื่องไปเป็นลำดับมา พร้อมกับมีการให้ความสำคัญด้านการปรับปรุงพันธุ์ จนได้ชนิดพันธุ์ที่แยกเป็นกลุ่มประเภท และเพื่อให้มีความเข้าใจจนมีการสื่อสารที่สอดคล้องและเป็นที่ยอมรับต่อกัน โดยมีการจำแนกเพื่อเป็นการจัดกลุ่มตามประโยชน์ของการใช้สอย รวมไปถึงทางด้านการค้า และยังใช้เป็นเกณฑ์ในการแยกประเภทเพื่อการตัดสิน พร้อมการเก็บรางวัลจากการส่งไม้สกุลนี้เข้าประกวดในงานต่างๆ ที่มีการจัดขึ้นมาโดยเฉพาะในแต่ละงาน

แก้วกาญจนา จึงเป็นไม้ที่มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับระบบการตลาดโดยมีการประกวดเป็นราวกับฟันเฟืองหนึ่ง ให้ต่อเชื่อมไปในระบบดั่งเป็นการคัดสรรจากเกษตรกรและระบบอื่นๆ อีกหลายต่อหลายครั้ง จนเกิดจุดเปลี่ยนในมิติเชิงบวกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้ภาพของไม้ชนิดนี้ที่ถูกพัฒนาแบบมีอัตราเร่งจนค่อนข้างมีความชัดเจน ยิ่งมีผลทำให้ไม้ชนิดนี้ที่เรียกได้ว่ามีความสวยโดดเด่นอยู่แล้ว ยิ่งมีศักยภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีความทนทาน และการปลูกเลี้ยงง่ายเติมเข้าไปเสริมจากความสวย แปลก ให้เสริมแทรกไปกับลวดลายและสีสันที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างเรียกได้ว่าไม่มีการหยุดนิ่งเลย

และยิ่งทำให้ไม้ประดับที่ชื่อ “แก้วกาญจนา” ได้กลายเป็นอัญมณีเม็ดงามแห่งวงการไม้ประดับไปในที่สุด ที่ไม่ใช่เพียงแค่ได้เริ่มต้นของการปฏิวัติที่เกิดขึ้นกับไม้ประดับสกุลนี้เท่านั้น แต่กลับเต็มคุณค่าที่เกิดจากภูมิปัญญาและยังมีแหล่งข้อมูลความรู้ให้ได้ศึกษาที่ได้ใช้เวลาสั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน เหมือนได้ถ่ายทอดผลงานลงไปในงานศิลป์ที่มีไม้ประดับสกุลนี้ไว้รองรับได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว !

ปลาทอง ยอดฮิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415283?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปลาทอง ยอดฮิต

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:04 น.
ปลาทอง
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก  viruch_dvm@yahoo.com

สวัสดีครับ ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วง ฟิชเลิฟเวอร์กันนะครับ หลังจากที่เราพูดคุยเรื่องของสุนัขและแมวมากันมากพอสมควร เราก็หันมาคุยเรื่องปลากันเ พราะกลุ่มคนรักปลามีเยอะมาก

ปลาทอง ถือว่าเป็นปลายอดนิยมที่คนเลี้ยงปลามือใหม่เลือกเป็นอันดับต้นๆ ไม่แพ้หางนกยูง และปลาสอด แม้จะดูว่าเลี้ยงยากกว่าปลาหางนกยูงและปลาสอดก็ตาม อาจจะเพราะความที่มีรูปร่างอ้วนกลมน่ารัก มีลักษณะเฉพาะตัวที่สวยงาม ที่สำคัญมีชื่อเป็นมงคล วันนี้เราเลยจะมาเอาใจคนรักปลาทองกันบ้างนะครับ

ปลาทองมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ปลาทองพันธุ์ดั้งเดิมมีลักษณะคล้ายปลาไน มีลำตัวยาวและแบนข้าง หัวสั้นกว้าง หางสั้นเหมือนปลาไน จนมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีลักษณะเด่นที่สวยงามมากขึ้น ปลาทองเป็นปลาที่อดทน สามารถกินอาหารได้เกือบทุกชนิด แพร่พันธุ์ได้เร็ว มีสีหลากหลาย บางพันธุ์มีหลากหลายสีในตัวเดียวกัน สามารถอยู่ในตู้กระจกหรือบ่อขนาดเล็กได้ ไม่ต้องอาศัยที่มากในการเลี้ยง

ปัจจุบันมีการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ให้มีความสวยงามเพิ่มขึ้นหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่เดิมปลาทองก็มีหลายสายพันธุ์อยู่แล้ว ทั้งตัวกลม ตัวแบน หัววุ้น ตาโปน ตาลูกโป่ง รวมถึงสีที่หลากหลายและหลากสีในตัวเดียว

การเลี้ยงปลาทอง น้ำที่ใช้เลี้ยงจะเป็นน้ำฝน น้ำบาดาล หรือน้ำประปาก็ได้ แต่ปลาทองจะแพ้น้ำที่มีคลอรีนสูง ถ้าต้องใช้น้ำประปาเลี้ยงควรพักน้ำประมาณ 3-5 วัน และหากเป็นน้ำฝนหรือน้ำบาดาลก็ต้องดูเรื่องคุณภาพน้ำและปริมาณออกซิเจนด้วย

ส่วนปริมาณน้ำที่จะต้องใส่แค่ไหนเป็นสิ่งที่หลายท่านสงสัย ไม่ต้องกังวลครับ ใส่น้ำให้มากเข้าไว้ แต่ที่ต้องระวังคือไม่ควรใส่ของตกแต่งตู้ปลามากเพราะปลาทองเป็นปลาที่ว่ายน้ำตลอดเวลา มีความนุ่มนวล มีรูปร่างและสีสันที่สวยงามน่ามอง จึงไม่ควรใส่อะไรลงไปเพราะจะบาดปลาทำให้บาดเจ็บได้

นอกจากนี้ก็ต้องระวังโรคในปลาที่เราเคยคุยกันไปแล้วเช่น เห็บ หนอนสมอ เป็นต้น ก็จะต้องรีบรักษาให้เร็วเพราะปลาทองเป็นปลาที่มีอายุยืน ถ้าหากเลี้ยงได้เหมาะสมปลาก็จะอายุยืนเป็นสิบปี

สิ่งสำคัญที่จำเป็นมากในการเลี้ยงปลาทองที่จะลืมไม่ได้คือความสะอาดของน้ำ วิธีดูแลความสะอาดง่ายๆ คืออย่าให้อาหารมากเกินไป ควรให้แล้วปลากินหมดในเวลา 10-15 นาที เพื่อไม่ให้อาหารตกค้างเน่าเสีย นอกจากนี้ควรมีการเปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วันครับ เพียงเท่านี้ก็พอจะทำให้เราเลี้ยงปลาทองได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะ ส่วนเรื่องรายละเอียดเฉพาะก็ต้องมาลงรายละเอียดกันเป็นรายๆ ไปครับ เพราะแต่ละกรณีก็มีรายละเอียดที่ต่างกัน วันนี้หมอก็ต้องขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์ครับ

ใครอยากเลี้ยงสัตว์ประเภทไหน หรือมีความสงสัยในเรื่องสัตว์ส่งมาคุยกันนะครับตามอีเมลข้างบนครับ พบกันใหม่เสาร์หน้านะครับ !

ส่องเทคนิค”ซูเปอร์แซนด์วิช””ฝนหลวง”รวมใจสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่องเทคนิค”ซูเปอร์แซนด์วิช””ฝนหลวง”รวมใจสู้ภัยแล้ง

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:57 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

ส่องเทคนิค”ซูเปอร์แซนด์วิช””ฝนหลวง”รวมใจสู้ภัยแล้ง

ในตำราศาสตร์ฝนหลวงพระราชทาน มีเทคนิคการทำฝน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งฝนหลวง ได้พระราชทานไว้สำหรับใช้ทำฝนในเมฆเย็นและเมฆอุ่น โดยใช้เครื่องบินประกบก้อนเมฆแบบแซนด์วิช จึงเป็นที่มาของชื่อพระราชทานเทคนิคนี้ว่า “ซูเปอร์แซนด์วิช”

 สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

วิธีการดังกล่าว สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ฉายภาพให้เห็นถึงเทคนิคที่พระบิดาแห่งฝนหลวงพระราชทานไว้เมื่อ 17 เมษายน 2542 เนื่องจากปีนั้นเกิดวิกฤติภัยแล้ง จึงได้มีรับสั่งให้ทำเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิช โดยใช้เครื่องซูเปอร์คิงแอร์ไปปล่อยสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ ที่บริเวณยอดเมฆเย็น เพื่อเพิ่มปริมาณและขนาดของเม็ดฝนในเมฆให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น

เทคนิคซูเปอร์แซนด์วิช เป็นการโจมตีเมฆอุ่นในการเพิ่มปริมาณเม็ดน้ำขนาดใหญ่ จากฐานเมฆขึ้นไปถึงส่วนกลางของก้อนเมฆ และโจมตีเมฆเย็น ให้เกิดการเติบโตของเม็ดน้ำแข็งและตกลงมาสลายตัวร่วมกับเม็ดน้ำบริเวณที่เป็นส่วนของเมฆอุ่น ทำให้เม็ดน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้มีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น

จากข้อจำกัดในเรื่องจำนวนเครื่องบินซูเปอร์คิงแอร์และการขาดแคลนนักบินที่ต้องมีความชำนาญสูง ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯ ได้ร่วมมือกับกองทัพอากาศในการพัฒนาพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ และจรวดฝนหลวง สำหรับติดตั้งในเครื่องบินชนิดอัลฟ่าเจ็ตของกองทัพอากาศ ขึ้นไปยิงใส่ที่ยอดเมฆเย็น โดยกรมฝนหลวงฯ ได้ให้กองทัพอากาศผลิตให้ปีละประมาณ 1,000 นัด

           ปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เล่าเสริมว่า เหตุการณ์ ณ วันที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิชนั้น เกิดปัญหาวิกฤติภัยแล้งในปี 2542 ซึ่งทำให้ในปีนั้นสามารถพ้นวิกฤติภัยแล้งไปได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ สำหรับเมฆเย็นมักจะเกิดในช่วงเปลี่ยนฤดูในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม หรือช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ซึ่งเมฆเย็นจะมีความสูงระดับ 20,000 ฟุต อุณหภูมิในเมฆต่ำกว่า -8 ถึง -10 องศาเซลเซียส นักบินต้องบินเข้าชนยอดเมฆเพื่อเข้าไปโปรยสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ ดังนั้นนักบินต้องชำนาญมาก และไม่ใช่นักบินทุกคนจะบินเครื่องนี้ได้ ต้องมีการฝึกการบินเครื่องซูเปอร์คิงแอร์จนชำนาญ ปัจจุบันมีเครื่องบินซูเปอร์คิงแอร์ 2 ลำ

“นักบินต้องมีความชำนาญมาก เนื่องจากการบินโจมตีเมฆเย็นที่ยอดเมฆในระดับความสูง 20,000 ฟุตนั้นต้องบินเข้าด้วยความเร็วและเพียงแค่ 5 วินาทีเท่านั้น ซึ่งบางครั้งไม่ถึง 5 วินาทีด้วยความแปรปรวนของอุณหภูมิในใจกลางเมฆเย็น ที่มีอุณหภูมิติดลบไม่ถึง 5 วินาที ก็พบว่ามีน้ำแข็งเริ่มจับปีกเครื่องบิน ต้องรีบออกจากกลุ่มเมฆ เป็นการบินที่ค่อนข้างเสี่ยง นักบินต้องเก่งและชำนาญมากในการเข้าโจมตียอดเมฆ นักบินต้องเลี่ยงโจมตีเฉี่ยวที่บ่าของเมฆแทน  ซึ่งบ่าเมฆจะอยู่ที่ตำแหน่งเหมือนบ่าของคน”

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามี พ.ต.อุตส่าห์ มีสุขเสมอ หรือครูอุตส่าห์ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว แต่กรมฝนหลวงฯ ได้จ้างเป็นครูสอนนักบิน ดังนั้นความร่วมมือของกรมฝนหลวงฯ และกองทัพอากาศ ที่พัฒนาจรวดฝนหลวงเพื่อติดตั้งที่เครื่องบินอัลฟ่าเจ็ตของกองทัพอากาศขึ้นไปยิงเข้าที่ยอดเมฆ จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยได้มาก มาทดแทนการเข้าบินโจมตีที่ยอดเมฆได้ โดยเฉพาะในการสลายพายุลูกเห็บที่เกิดจากเมฆเย็น ที่ต้องช่วงชิงกับสภาพอากาศ อีกทั้งสอดคล้องกับหลักนิรภัยการบิน

รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ย้ำด้วยว่า ในแต่ละปีโอกาสที่จะทำเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิชไม่ค่อยมี เนื่องจากโอกาสที่เมฆสองชนิดจะมาอยู่ด้วยกันน้อยมาก แต่ก็พบว่าในการบินทำฝนในเมฆอุ่น บางครั้งหากเมฆเหล่านั้นยังไม่ตาย ซึ่งเป็นศัพท์ที่กรมฝนหลวงฯ ใช้เรียกเมฆที่แม้ว่าตกเป็นฝนแล้วแต่ยังสามารถพัฒนาตัวต่อได้อีกจนยอดเมฆสูง 20,000 ฟุต ก็จะใช้การโจมตีด้วยเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิชเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝน

ศาสตร์พระราชาฝนหลวง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ “พระบิดาแห่งฝนหลวง” พระราชทานแก่คนไทยอย่างแท้จริง พระองค์ทรงค้นคว้าศึกษาเพื่อสามารถทำฝนให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ให้รอดพ้นจากภัยแล้ง