จะไม่ยอมเสียแชมป์ เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิทวงคืนอันดับหนึ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จะไม่ยอมเสียแชมป์ เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิทวงคืนอันดับหนึ่ง

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:08 น.
ข้าวหอมมะลิโลก,ข้าวไทย,เกษตรกร,แชมป์,ประภัตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

เร่งระดมสมองหวังพัฒนาศักยภาพข้าวไทยทุกมิติ ทวงคืนหลังเสียแชมป์ส่งออก3ปี ยังตกอันดับประกวดข้าวหอมมะลิโลก เตือนชาวนา ยืดเวลาปลูกข้าวรอบใหม่ รอฝนมาค่อยลงมือปลูก ระบุเร่งหาอาชีพเสริม ช่วงแล้งอีก4เดือน  ฝนมาล่าช้า น้ำต้นทุนน้อย

8 กุมภาพันธ์ 2563  นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมหารือแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหาการผลิตและการตลาดข้าว ระหว่าง กรมการข้าว กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และผู้แทนผู้ประกอบการ  

มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับตลาดการส่งออกข้าวไทย รวมทั้งแผนการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และแผนการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาด  รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้าวและชาวนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสะท้อนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และชาวนาคืออาชีพที่ทรงคุณค่าของประเทศ

ผลการประชุมหารือในวันนี้จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับการค้าข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งออกข้าว เนื่องจากเป็นการหารือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนสถานการณ์ข้าวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการแข่งขันในระดับโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากในหลายประเทศที่เคยนำเข้าข้าวจากไทย สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าว จนสามารถปลูกและส่งออกได้ในปัจจุบัน จึงทำให้ไทยมีคู่แข่งด้านการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากอดีตมาก และข้าวไทยมีราคาขายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงมีฐานลูกค้าเดิมที่เหนียวแน่นในหลายประเทศ เนื่องจากข้าวไทยมีความโดดเด่นเรื่องคุณภาพ โดยในแต่ละประเทศจะมีความนิยมพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา จะนิยมข้าวพื้นแข็ง และประเทศในทวีปเอเชียจะนิยมข้าวพื้นนุ่ม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการนำเข้าข้าวของประเทศต่าง ๆ คือ ราคาถูก และตามด้วยคุณภาพข้าว

ดังนั้นจึงถือเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะต้องระดมสมอง วางแนวทางเพื่อพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อการแข่งขัน โดยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการตลาด มุ่งเน้นความสำคัญในการรักษาคุณภาพข้าวควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกข้าวไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ปัญหาที่ผ่านมาไทยยังเสียแชมป์ในการส่งออกข้าวมา3ปี และตกอันดับที่หนึ่งในการแข่งขันประกวดข้าวหอมมะลิโลก เป็นเรื่องสำคัญมากที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพข้าวไทยในทุกมิติ

นายประภัตร์บอกอึกว่าในส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง จะยาวนานอย่างไร และส่งผลกระทบกับผลผลิตข้าว ลดลงเท่าไหร่ ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นหรือไม่ นั้นขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามขอให้ทุกคนต้องตระหนักใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย ต้องจำกัดไว้กินใช้ รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องลงทำความเข้าใจกับชาวนาชาวไร่ ให้ยืดเวลาการลงมือเพาะปลูกออกไปก่อนจนกว่าจะเข้าหน้าฝนจริงๆจะไม่เสี่ยงเสียหาย ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าฤดูฝนจะมาล่าช้า อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงไปถึงเดือนก.ค.

นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรมาก ช่วง 4 เดือนนี้ให้เร่งรัดหาอาชีพเสริม โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ปล่อยสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำล้านละ100บาท ในโครงการเกษตรสร้างชาติ มีการส่งเสริมทั้งปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ ประมง เพื่อช่วยชาวนาชาวไร่ มีรายได้ในช่วงหน้าแล้ง เพียงพอเลี้ยงครอบครัว รวมทั้ง นายกฯให้งบขุดบ่อบาดาล 2 พันล้านบาท ในพื้นที่ที่น้ำไม่พอ ซึ่งก่อนที่ชาวนาจะเพาะปลูกรอบใหม่ให้คิดให้ดีก่อน รอฝนตกต้องตามฤดูกาลจึงปลูกข้าว

“อย่าประมาท”เตือนเคร่งครัดคำแนะนำองค์การอนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415548?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“อย่าประมาท”เตือนเคร่งครัดคำแนะนำองค์การอนามัยโลก

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ไข้หวัดนก,กรมปศุสัตว์,มกอช,ข่วววันนี้,จีน,ฟาร์มไก่,องค์การอนามัยโลก
เปิดอ่าน 207 ครั้ง

มกอช.เตือนกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกรักษาสุขอนามัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หลังพบเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1 ในฟาร์มไก่ทางตอนใต้มณฑลหูหนานในจีน

8 กุมภาพันธ์ 2563 ปศุสัตว์ยืนยัน ไม่พบการเกิดโรคในไทยมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ย้ำให้เกษตรกรควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มอย่างเคร่งครัด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่เข้าตรวจสอบทันที

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งเตือนกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนก ให้ทำตามคำแนะนำใหม่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) หลังพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรง H5N1 บริเวณตอนใต้ของมณฑลหูหนานในจีน ซึ่งทางการจีนได้ทำลายไก่ไปแล้วกว่า 17,828 ตัว เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของเชื้อ

โดยยังไม่มีรายงานการติดเชื้อ H5N1 ในมนุษย์จากการระบาดครั้งนี้ การระบาดครั้งก่อนหน้าเกิดขึ้นปลายปี 2562 ในสหภาพยุโรป ซึ่งขณะนี้ยังพบการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น WHO จึงแนะนำหลักเกณฑ์การปฏิบัติแก่กลุ่มบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนกหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงได้แก่ เจ้าหน้าที่ภายในฟาร์ม สัตวแพทย์ และผู้เชือด ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน และรักษาสุขอนามัยให้ดี ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นควรลงทะเบียนกลุ่มบุคคลดังกล่าว พร้อมติดตามข้อมูลสุขภาพ หากพบบุคคลแสดงอาการป่วยควรเข้ารับการรักษาทันที

สำหรับมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนกได้แก่ หลีกเลี่ยงการสัมผัส/ใกล้ชิดกับสัตว์ปีกป่วย/ตายโดยตรง หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าว และหากพบสัตว์ปีกแสดงอาการป่วย/ตายควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าสัมผัสสัตว์ปีกป่วย/ตายด้วยมือเปล่า หากจะจัดการสัตว์ปีกดังกล่าวควรสวมถุงมือหรือถุงพลาสติก

จากนั้นล้างมือด้วยสบู่และยาฆ่าเชื้อหลังเสร็จสิ้น ควรติดตามด้านความปลอดภัยของอาหารและทำตามมาตรการสุขลักษณะของอาหารเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามหลัก 5 ประการสู่ความปลอดภัยอาหาร (Five keys to safer food) ของ WHO ทั้งนี้จากข้อมูลของ WHO โรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง H5N1 แม้จะสามารถติดต่อในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่พบความชัดเจนในการติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ปีกที่ติดเชื้อหรืออยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรงซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 455 คน จากการระบาดในปี 2546

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ไทยปลอดโรคไข้หวัดนกมากว่า 10 ปีแล้ว จากการเฝ้าระวังโรคและส่งเสริมให้ฟาร์มปฏิบัติตามระบบป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด  แต่เพื่อป้องกันโรคที่อาจแพร่ระบาดเข้ามายังประเทศไทย จึงยังคงชะลอมาตรการนำเข้าสัตว์ปีก ซากสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกจากจีน พร้อมทั้งสั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดเพิ่มมาตรการควบคุมป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก

โดยออกให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เมื่อได้รับแจ้งหรือพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติหรือมีอาการต้องสงสัยคล้ายอการโรคไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที

อธิบดีกรมปศุสัตว์ย้ำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด  หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารอย่างเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบกรมปศุสัตว์ในการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีกต้องมีผลการตรวจรับรองโรคระบาดและใบอนุญาตการเคลื่อนย้ายสัตว์ทุกครั้งหากพบหรือสงสัยว่ามีโรคในพื้นที่ กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการลักลอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามท่าอากาศยานและแนวชายแดน รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในบริเวณจุดผ่านแดน

“สั่งการให้ดำเนินการตามแผนเฝ้าระวังควบคุมโรคที่กำหนดไว้ โดยให้คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกในระดับจังหวัดและระดับอำเภอจัดประชุมติดตามสถานการณ์และวางแผนการควบคุมโรคทันที หากเกษตรกรมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 096-301-1946 หรือแจ้งผ่าน Application : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

สกสว. ระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเสวนา “ทิศทางการจัดการทรัพยากร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415330?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สกสว. ระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเสวนา “ทิศทางการจัดการทรัพยากร”

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:46 น.
สกสว
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

  สกสว. ระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเวทีเสวนา “ทิศทางการจัดการทรัพยากร ดิน-ป่า-น้ำ ภายใต้กฎหมายที่เปลี่ยนแปลง”

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเวทีสัมมนา “ทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้และน้ำ ภายใต้กฎหมายที่เปลี่ยนแปลง” โดยศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน ( Land Policy Study Forum ) ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

โอกาสนี้ รศ.ดร.เรณู สุขารมณ์ ผู้อำนวยการภารกิจการจัดการโครงการที่กำลังดำเนินการ สกสว. เปิดเผยว่า ปัจจุบันกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยกฎหมายและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ล้วนมีผลต่อทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฎหมาย ทาง สกสว.

โดยศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน ( Land Policy Study Forum ) จึงจัดให้มีการสัมมนาในวันนี้ เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน ทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรน้ำ โดยบทบาทใหม่ของ สกสว. ในฐานะหน่วยงานจัดสรรงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะนำข้อมูลสรุปการสัมมนาในวันนี้ไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนด้านการวิจัยของประเทศต่อไป

ทางด้าน นายวีระยุทธ วรรณเลิศสกุล ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน จึงการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ ประกอบด้วย 4 หลักการคือ 1.เป็นชุมชนเดิมในเขตป่าอนุรักษ์ 2.ไม่มีการจัดการที่ดินให้บุคคลภายนอกพื้นที่ 3.มีการกำหนดแนวเขตที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน 4.เป็นการให้สิทธิทำกิน ไม่ให้เอกสารสิทธิ์

นอกจากนี้ภายในงานเสวนายังมีการนำเสนอกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับป่า ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชุมชน ,กฎหมายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, กฎหมายราชพัสดุ เป็นต้น ต่อจากนี้ทางคณะผู้ทำงานจะร่วมกันหารือถึงแนวทางการบูรณาการสร้างเครือข่ายผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ดิน ป่าและน้ำ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรของชาติที่ฝังรากลึกมานาน

หัก’กฤษฎีกา’!! ‘ปารีณา’ควงทนายประกาศสู้ปมรุกป่า ไม่ใช้เส้นรมต.ช่วยคดี (ชมคลิป) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472828

หัก’กฤษฎีกา’!! ‘ปารีณา’ควงทนายประกาศสู้ปมรุกป่า ไม่ใช้เส้นรมต.ช่วยคดี (ชมคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 18.16 น.
“ปารีณา”แจงศาลยังไม่ตัดสิน เป็นแค่กฤษฎีกาตีความ ยันมีสิทธิ์สู้คดีถึงที่สุด ลั่นไม่ใช้เส้นรัฐมนตรีในพปชร.ช่วยคดี ด้าน”ทศพล”คาใจหลักฐานส.ป.ก.-กรมป่าไม้ ได้มาอย่างไร

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า เขาสนฟาร์ม หรือฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ในพื้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี มีสถานะเป็นป่า โดยมีการระบุว่า ยังไม่เพิกถอนสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติจนกว่าจัดสรรกระจายสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.แล้วเสร็จ และมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่า ยังไม่ใช่การตัดสินของศาลฎีกา เป็นเพียงการตีความของกฤษฎีกา ตนยืนยันว่าจะสู้คดีจนถึงที่สุด และยืนยันว่าไม่ได้บุกรุกป่าร้อยเปอร์เซ็น และกฤษฎีกาเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาทางกฎหมายของรัฐบาล ไม่ได้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกัน ตนมีสิทธิที่จะโต้แย้ง และต่อสู้กับกฤษฎีกา

เมื่อถามว่า ในฐานะ ส.ส.ที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง หากจะขึ้นศาลในช่วงสมัยประชุม จะมีการสละเอกสิทธิ์และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหรือไม่ น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสภา แล้วแต่ประธานจะว่าอย่างไร แต่ตัวของตนเองไม่มีปัญหาอะไร แต่ตนยังไม่รู้ว่าจะถูกดำเนินคดีอะไรบ้าง เพราะทางป่าไม้ และ ส.ป.ก.ก็ยังไม่มีหนังสือส่งถึงตนให้ไปชี้แจง แต่ที่กฤษฎีการะบุว่า ทั้งป่าไม้ และส.ป.ก.สามารถดำเนินคดีกับตนได้ เป็นความเห็นของที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพราะยังไม่ทราบว่า ทั้ง ส.ป.ก.และป่าไม้ใครจะเป็นคนดำเนินคดี ซึ่งก็เป็นเพียงคำแนะนำของกฤษฎีกาเท่านั้น ส่วนหากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และเจ้าหน้าที่ป่าไม้นัดนำชี้พื้นที่พร้อมไปหรือไม่นั้น น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ตามที่อธิบดีกรมป่าไม้ เคยชี้แจงไปก่อนหน้านี้ ว่าพื้นที่ 1,700 ไร่ อยู่ตรงไหนบ้าง อธิบดีก็บอกว่าไม่แน่ใจ แต่จะดูจากร่องรอยและก็เป็นสิทธิ์ของตน ไม่สามารถไปบีบบังคับได้

เมื่อถามว่า สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่ใช้เส้นสายของรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐ เพื่อช่วยให้หน่วยงานรัฐไม่ดำเนินคดีกับตนเอง น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ไม่มีเรื่องอย่างนั้นแน่นอน เพราะที่ผ่านมา ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นคำกล่าวหาจากสังคม และสื่อมวลชนบางฝ่าย ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง ทุกคนก็เห็นว่า ตนถูกปฏิบัติเกินกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ชาวบ้านประกาศให้ออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน แต่ของตนถูกประกาศให้ออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน ตนถูกกระทำเยอะมาก หรือเพราะว่าตนชื่อปารีณาหรือไม่ ทุกคนจึงมาทำแบบนี้ ส่วนที่จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมกับตน ตนยังไม่เห็นข้อกล่าวหาที่ชัดเจน ให้แจ้งข้อกล่าวหามาก่อน อย่างไรก็ตาม จากนี้ตนจะปกป้องตัวเอง ก่อนหน้านี้มีฝ่ายตรงข้าม ออกมาโจมตี นำคดีมาเทียบเคียง ถ้าใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูด จะไม่ปล่อยให้มีการกระทำเหมือนที่ผ่านมา

ด้าน นายทศพล เพ็งส้ม ทีมกฎหมายพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เราพยายามตรวจสอบทุกพื้นที่ที่มีการออก พ.ร.ก.ปฏิรูปที่ดินว่ามีการดำเนินการของ ส.ป.ก.อย่างไร ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ใครจะเป็นคนแจ้งก่อน เพราะกฎหมายของกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก.เวลาสู้คดีใช้คนละฉบับ และความเป็นจริงเรื่องไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงต้องไปสอบผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเท่าที่สอบถาม น.ส.ปารีณา ทราบว่า ส.ป.ก.ยังไม่ได้ไปดำเนินการสอบข้อเท็จจริง และเราได้ทราบจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ว่า มีอยู่ส่วนหนึ่งของการดำเนินการของ ส.ป.ก.ที่ระบุว่า เมื่อใดก็แล้วแต่ที่มีงบประมาณ หรือทำแผน ในที่นี้เราจึงต้องไปตรวจสอบว่า ที่ดินที่ประกาศกฤษฎีกาแล้วมีการยกเลิก และกลับมาประกาศใหม่ ส.ป.ก.ได้มีการวางแผนอะไรหรือไม่ ซึ่งต้องไปดูว่า ที่ดินที่ราชบุรีที่ ส.ป.ก.ให้ดำเนินการ ได้มีการจัดสรรงบประมาณไปเมื่อไหร่ และที่น่าสังเกตคือ บางคนที่ประกาศออกกฤษฎีกา จนถึงปัจจุบัน บางแปลงมีการออกโฉนดที่ดินไปแล้ว เราจึงมีข้อสงสัยว่า ทำไมบางแปลงออก บางแปลงไม่ออก ไม่ได้อยู่ในผืนเดียวกันหรือ อีกทั้งพบว่า เอกสารที่เกษตรอำเภอไม่มี หายหมด ดังนั้น เราสงสัยว่า ข้อเท็จจริงที่ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ได้มานั้น ได้มาได้อย่างไร ทั้งนี้ ในวันนี้ตนในฐานะทีมทนายที่ต่อสู้คดีให้ น.ส.ปารีณา เรามีแนวคิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ข้อเท็จจริงปรากฎ และต่อสู้ทางคดี ไม่ใช่การตอบโต้ทางสังคม

เมื่อถามว่า ต้องต่อสู้ในประเด็นการถือครองด้วยหรือไม่ เพราะมีคนมองว่าการถือครองอาจจะไม่ชอบธรรม นายทศพล กล่าวว่า ในระเบียบของ ส.ป.ก.ถ้าระบุว่าได้มาโดยไม่ชอบ สมมติพ่อตาย แต่มี ส.ป.ก.อยู่แล้วลูกไม่เอา มาขายให้ น.ส.ปารีณา ก็ถือเป็นการส่งมอบ ซึ่งแต่ละแปลงก็ไม่เหมือนกัน และในหลายๆ ส่วนที่กฤษฎีกาตีความ มันก็น่าฉงนใจว่า ในบางข้อความระบุว่า ป่าไม้ไม่มีความรับผิด ป่าไม้ไม่มีอำนาจ แต่ในท้ายที่สุดของความเห็นของกฤษฎีกา ว่า ถ้ามีการบุกรุก ส.ป.ก.จะเป็นผู้เสียหาย ตนจึงบอกว่าถ้า ส.ป.ก.ไม่มีอำนาจอยู่แล้ว จะมีอำนาจมาแจ้งความร้องทุกข์ น.ส.ปารีณา ได้หรือ

เมื่อถามว่า ที่ไปหาพยานแวดล้อม ไม่ใช่การเอาประชาชนมาเป็นตัวประกันใช่หรือไม่ นายทศพล กล่าวว่า ประชาชนที่เราไปขอข้อมูล และเอกสาร แค่ถามว่าได้โฉนดมาได้อย่างไร ไม่ได้เป็นการเอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพียงแต่อยากได้ข้อเท็จจริง และอยากทราบการได้มาของโฉนด ส่วนการนำชี้พื้นที่นั้น วันนี้เจ้าหน้าก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และนำคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมานำชี้ ซึ่งจะไม่มีการไปนำชี้พื้นที่ เพราะหากไปนำชี้พื้นที่ก็เท่ากับเป็นการรับสารภาพ

‘ชาวบ้านฉะเชิงเทรา’ปล่อยโฮ! ร้อง’ธรรมนัส’ หลังสปก.สั่งรื้อบ้าน-ริบที่คืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472743

news_default

‘ชาวบ้านฉะเชิงเทรา’ปล่อยโฮ! ร้อง’ธรรมนัส’ หลังสปก.สั่งรื้อบ้าน-ริบที่คืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.08 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน จ.ฉะเชิงเทรา กรณีได้รับความเดือดร้อนจากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.โดยมีคำสั่งให้รื้อบ้านเพื่อริบคืนที่ดินทำกิน โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้โทรแจ้งต่อรองเลขาธิการ ส.ป.ก.ฝ่ายกฎหมาย ให้มารับเรื่องเพื่อดำเนินการแก้ไขในทันที พร้อมระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่สมัยก่อนที่ตนเองจะเข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะมอบให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยระหว่างที่ชาวบ้านดังกล่าวยื่นเรื่องให้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ร้องไห้ตลอดเวลาที่พูดคุยปัญหาถูกคำสั่งรื้อบ้าน เนื่องจากที่ผ่านมาต้องการเข้าพบ ร.อ.ธรรมนัส ให้ช่วยหลายครั้งแต่ไม่มีโอกาส ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส ก็ได้รับเรื่องดังกล่าว พร้อมโทรเรียกให้รองเลขาธิการ ส.ป.ก.มารับเรื่องที่รัฐสภาทันที

‘กรมปศุสัตว์’จับมือคณะกก.กลางอิสลามฯ ยกระดับมาตรฐาน‘ฮาลาล’ตามหลักศาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472689

‘กรมปศุสัตว์’จับมือคณะกก.กลางอิสลามฯ ยกระดับมาตรฐาน‘ฮาลาล’ตามหลักศาสนา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.11 น.

‘กรมปศุสัตว์’จับมือคณะกก.กลางอิสลามฯ ยกระดับมาตรฐาน‘ฮาลาล’ตามหลักศาสนา

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมผู้ตรวจรับรองมาตรฐานตามหลักการฮาลาล ประจำปี 2563 พร้อมด้วยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้แทนกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ในการกำกับดูแลห่วงโซ่การผลิตผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ตั้งแต่อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อมุ่งหวังให้ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค จนทำให้ประสบความสำเร็จสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปต่างประเทศ สร้างรายได้ทะลุ 2 แสนล้านบาทได้สำเร็จในปี 2558 โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ 3 อันดับ ได้แก่ ไก่เนื้อ (ร้อยละ 52) อาหารสัตว์เลี้ยง (ร้อยละ 18) และโคนม (ร้อยละ 8) ซึ่งปัจจัยความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชน และรวมถึงองค์กรศาสนาอย่างสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งการส่งออกไก่เนื้อกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นผลผลิตจากโรงเชือดสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นโรงเชือดสัตว์ที่ได้รับรองมาตรฐานฮาลาลทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การรับรองมาตรฐานฮาลาล จึงเป็นมาตรฐานที่สำคัญในการผลิตสินค้าของภาคเอกชน ให้เป็นสินค้าที่สามารถรองรับกับกลุ่มตลาดที่หลากหลาย กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2556 วัตถุประสงค์ในการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย เช่น โรงฆ่าสัตว์ และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ให้มีโอกาสได้ยกระดับในการรับรองมาตรฐานฮาลาล ต่อมากรมปศุสัตว์ได้ตั้งกลุ่มพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้กลุ่มพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลมีหน้าที่หลักในการพัฒนา สนับสนุน และส่งเสริมด้านสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลของประเทศไทย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ได้อย่างทั่วถึงทั่วประเทศ

“ผลการดำเนินการที่ผ่านมา มีการตรวจประเมินให้คำแนะนำโรงฆ่าสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์กว่า 330 แห่ง และมีการสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจการปนเปื้อนดีเอ็นเอสุกรจากสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการรับรองฮาลาล จำนวน 800 ตัวอย่างทั่วประเทศ” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้ประกอบการด้านปศุสัตว์อื่นๆ เช่น ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โรงคัดไข่ และโรงผลิตน้ำผึ้ง มีความประสงค์จะขอเข้าร่วมโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับบริการตรวจประเมินตามมาตรฐานฮาลาลขั้นต้น (Pre-Audit) จากเจ้าหน้ากรมปศุสัตว์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินศักยภาพและพัฒนาให้ถูกต้องตามเกณฑ์สุขอนามัยควบคู่กับมาตรฐานฮาลาล ก่อนการตรวจรับรองมาตรฐานฮาลาลจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย อีกทั้งผู้ประกอบการยังได้ลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการตรวจรับรองฮาลาลร่วมด้วย ซึ่งเป็นผลจากการที่กรมปศุสัตว์ได้จัดสรรงบอุดหนุนค่าธรรมเนียมการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานฮาลาลให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ

สำหรับการจัดอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานฮาลาลให้ครอบคลุมประเภทสินค้าปศุสัตว์ตามความต้องการของผู้ประกอบการ จึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของผู้ตรวจรับรองฮาลาล ให้พร้อมในการทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้ ใช้รูปแบบการเสวนา และการระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจรับรองมาตรฐานตามหลักการฮาลาลให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการปฏิบัติที่ถูกสุขอนามัยและถูกสุขลักษณะในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ควบคู่ไปกับหลักการฮาลาล โดยจะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถยกระดับมาตรฐานได้อย่างแท้จริง ตามเจตนารมณ์ของหลักการฮาลาลที่ถูกต้องตามหลักการศาสนา และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ซอกแซกอาเซียน : 13 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472537

566101

ซอกแซกอาเซียน : 13 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 ประเด็นต่อมาที่สำคัญและอยากจะพูดถึงก็คือ เกี่ยวกับการได้สิทธิพิเศษยกเว้นภาษีอากรของตัวองค์กร และบุคลากรของแอปเตอร์รวมถึงการยกเว้นอากรข้าวที่นำเข้าประเทศไทยเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของแอ้ปเตอร์

โดยทั่วไปแล้ว องค์กร สมาคม มูลนิธิต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ตามกฎหมายไทยจะต้องมีการเสียภาษีประจำปีในประเภทของภาษีนิติบุคคล ดังนั้น การจัดตั้งสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ซึ่งกฎหมายข้างต้นระบุให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ก็ย่อมต้องมีหน้าที่เสียภาษีนิติบุคคลด้วย แม้ว่าแอปเตอร์จะมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนเชิงมนุษยธรรมและอีกทั้งไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการแสวงหารายได้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือ เสียหรือไม่เสียภาษีอยู่ที่การวินิจฉัยตีความ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์จึงกำหนดไปในบทบัญญัติให้ชัดๆ ไปเสียเลยว่า ให้ยกเว้นภาษีสำหรับสำนักงานนี้ ก็จบไปที่ไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาอะไรกับทางสรรพากรเขา

อีกอันหนึ่งที่คณะผู้ร่างกฎหมายเขาเห็นและจำเป็นต้องระบุไว้ให้ชัด คือ เรื่องเกี่ยวเนื่องกับหัวใจการดำเนินงานของแอปเตอร์กล่าวคือ ในเมื่อแอปเตอร์เป็นหน่วยงานที่ต้องมีการนำข้าวบริโภคไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดังนั้น จึงต้องมีการขนส่งข้าวเข้าออกประเทศไทยและอาจต้องมีการเก็บรักษาและส่งต่อไปยังประเทศเป้าหมายต่างๆ กรณีนี้กฎหมายข้างต้นยกเว้นให้สำนักงานแอปเตอร์ไม่ต้องชำระอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรหากมีการนำข้าวมาในประเทศไทย เรื่องนี้ ในทางที่เป็นจริงซึ่งแอปเตอร์ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นน้อย เพราะข้าวที่บริจาคช่วยเหลือภัยธรรมชาติมักเดินทางหรือขนส่งจากประเทศผู้ให้ไปยังประเทศผู้รับโดยตรง ไม่ต้องมาแวะผ่านอะไรในเมืองไทย เว้นแต่กรณีที่ต้องไปช่วยเหลือประชาชนชาว สปป.ลาว ซึ่งในการขนส่งข้าวไปกรุงเวียงจันทน์ อาจต้องผ่านประเทศไทยอยู่บ้าง

แต่กระนั้นก็ตาม ผมขอเล่านิดว่า เรื่องเกี่ยวกับการกระบวนการทางศุลกากรนี้สำหรับประเทศผู้รับข้าวไปช่วยเหลือประชาชน ในช่วงแรกๆ ที่ผ่านมามีความยุ่งยากซับซ้อนพอสมควร กล่าวคือ ต้องมีเอกสารจำนวนมากและแต่ละขั้นตอนกินเวลาเยอะมาก แถมมีการขอหลักฐานโน่นนี่ไม่จบสิ้นชี้ให้เห็นถึงระบบราชการที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเป็นเหมือนกันเกือบทุกประเทศ ทั้งๆ ที่ข้าวที่นำเข้าไปเป็นข้าวบริจาคฟรี และนำไปช่วยเหลือประชาชนในประเทศผู้ประสบความทุกข์ยากมีการบ่นกันเยอะในคณะมนตรีแอปเตอร์ว่าข้าวที่ส่งไปช่วยเหลือนั้น ใช้เวลานานกว่าจะถึงมือของชาวบ้านผู้ประสบภัย ถึงขั้นโทษการบริหารงานของฝ่ายเลขาฯ แต่ผลการศึกษาปรากฎว่าที่ล่าช้ามากส่วนสำคัญก็มาจากขั้นตอนทางศุลกากรนี่แหละครับ ซึ่งเราได้ทราบจุดอ่อนอันนี้อย่างดี และได้พยายามประสานงานกับหน่วยงานผู้รับ จนกระทั่งทุกวันนี้ได้รับการแก้ไขและสามารถย่นระยะเวลาลงไปได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสำนักเลขานุการแอปเตอร์ผมการันตีเลยว่าเรื่องที่แช่อยู่ที่ฝ่ายเลขาฯรับรองไม่มีเกิน 1-2 วัน เพราะพวกสต๊าฟเราทำงานกันอย่างเต็มที่ ส่วนที่ช้านั้นมักอยู่ที่จุดอื่นที่เราควบคุมไม่ได้มากกว่า

อย่างไรก็ดี เมื่อหน่วยงานผู้มอบและผู้รับมีประสบการณ์มากขึ้น รู้จักขั้นตอนต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งมีความคุ้นชินกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรมากขึ้น ปัจจุบันระยะเวลาการช่วยเหลือจึงลดลงมาจากเดิมมากอย่างเห็นได้ชัดตัวอย่างเช่น ยุคก่อนเกิดภัยพิบัติในประเทศฟิลิปปินส์ กว่าจะได้รับข้าวสารไปช่วยเหลือประชาชน กินเวลาถึง 6-8 เดือน แต่ปัจจุบันล่าสุดที่เวียดนาม เราใช้เวลาเพียงประมาณ 3 เดือน ซึ่งรวมเวลาที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ (1) ประเทศประสบภัยทำเรื่องมาฝ่ายเลขาแอปเตอร์ (2) ฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ทำหนังสือเวียนประเทศสมาชิกเพื่อขอรับบริจาคข้าว (3) เจรจาระหว่างผู้ให้และผู้รับจนเข้าใจตรงกันทุกประเด็น (4) ฝ่ายเลขาทำเรื่องขออนุมัติดำเนินงานจากคณะมนตรีแอปเตอร์ พร้อมรอเวลาอนุมัติ (5) ฝ่ายเลขาฯทำ เอ็มโอยู ลงนามกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (5) ประเทศผู้ให้ทำการสีข้าว คัดแยก บรรจุถุง หาเรือ (6) ขนส่งไปจนถึงประเทศปลายทาง (7) ผ่านพิธีทางศุลกากรและกระบวนการภายในแต่ละประเทศ (8) ประสานงานกำหนดแผนแจกข้าว จนสุดท้ายคือแจกจ่ายข้าวถึงมือประชาชน ดังนี้ จะเห็นว่าระยะเวลาที่ใช้ไปก็สมเหตุสมผลอยู่นะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือมหาวิทยาลัย สานต่อการเลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472538

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือมหาวิทยาลัย สานต่อการเลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่ง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ว่า“ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนมมีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงสานต่อแนวพระราชดำริโดยหารือกับสถาบันการศึกษา ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาสัตวแพทย์หรือสัตวบาลให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ตั้งแต่ปี 2561 ในการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตรปัจจุบัน สหกรณ์โคนมทั่วประเทศมี 99 แห่ง และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากถึง 36 แห่ง ในปี 2563

กรมจึงขยายความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้าเรียนต่อที่นี่ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเปิดสอนคณะสัตวศาสตร์ เพี่อให้ผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าว นำความรู้กลับมาพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัว และทำงานในสหกรณ์โคนมที่พ่อแม่ตนเองสังกัด เนื่องจากปัจจุบันสหกรณ์โคนมยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านบริหารจัดการฟาร์มโคนม ดังนั้น ผู้ที่ได้รับทุนด้านสัตวบาลจะกลับไปสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมของครอบครัวและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ด้วย

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรมจัดงบประมาณจากดอกผลกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีให้บุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ได้เรียนในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร เพื่อนำความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมมาพัฒนาฟาร์มและบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์โคนม กลับมาประกอบอาชีพต่อในฟาร์มโคนมของครอบครัว หรือทำงานให้สหกรณ์โคนมที่ให้ทุนการศึกษา ช่วยพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้า เข้มแข็งในอนาคต

โดยกรมจัดเวลาดำเนินโครงการ3 ปี คือ ปีการศึกษา 2563 – 2565 โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จัดทำกรอบดำเนินงาน ระเบียบขั้นตอนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตร –หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม และกำหนดการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ มีรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว และเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่อายุระหว่าง 55-65 ปี และต้องการให้ลูกหลานกลับมาสืบทอดอาชีพเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันในส่วนสหกรณ์โคนมก็ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาส่งเสริมให้ฟาร์มโคนมของสมาชิก กรมจึงตระหนักความสำคัญของการสร้างความมั่นคงในอาชีพเลี้ยงโคนม จำเป็นต้องสร้างคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์เข้ามาสานต่อและเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้าในอนาคต

“ขณะนี้มีผู้สนใจสมัครขอรับทุนแล้ว 15 ราย คาดว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับจากสมาชิกสหกรณ์และลูกหลานสมาชิกมาก การทำข้อตกลงกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อให้ทุนแก่บุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ได้เข้าเรียนต่อปริญญาตรี เพื่อสนับสนุนพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมของภาคสหกรณ์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือจะไม่จบแค่ 3 ปีเท่านั้น กรมพร้อมจัดสรรเงินสนับสนุนทุนการศึกษาและสานต่อโครงการนี้ต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เห็นว่า โครงการนี้ดี น่าสนับสนุน ถือเป็นมิติใหม่ในการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ ได้มีความรู้เข้าใจอาชีพทำเกษตร ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีทั้งคณะสัตวแพทย์วิทยาศาสตร์บัณฑิต และสัตวศาสตร์ หากต้องการโควตาเรียนต่อให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ทางมหาวิทยาลัยพร้อมดูแลให้เป็นพิเศษ และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมให้ความร่วมมือในมิติต่างๆ ไม่เฉพาะแลกเปลี่ยนทางวิชาการเท่านั้น แต่พร้อมร่วมขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรส่งเสริมเกษตรกรให้ได้รับการพัฒนามากขึ้น

สำหรับบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมที่ประสงค์ขอเข้ารับทุนการศึกษาต่อ สาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการเลี้ยงโคนม สมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาบุคลากรสหกรณ์สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2669-4577 หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรมมีข้อกำหนดสำหรับผู้รับทุนดังกล่าว เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องกลับไปทำงานในสหกรณ์โคนมต้นสังกัด ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีกลับไปพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมให้มีมาตรฐานผลิตน้ำนมคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค รวมถึงมีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป

ไม้ผลภาคตะวันออกติดดอกมาก สศก.คาดผลผลิตรอบ2พุ่ง1.05ล้านตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472522

news_default

ไม้ผลภาคตะวันออกติดดอกมาก n สศก.คาดผลผลิตรอบ2พุ่ง1.05ล้านตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก (จันทบุรี ระยอง ตราด) ปี 2563 ครั้งที่ 2 (ข้อมูล ณ 24 มกราคม 2563) พบว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 1,053,016 ตัน เพิ่มขึ้นจากผลพยากรณ์ ครั้งที่ 1 ร้อยละ 18.78 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย หนาวเย็นไม่มาก และหนาวเย็นนาน มีฝนตกเหมาะกับระยะออกดอก ส่งผลให้การติดดอกออกช่อของผลผลิตได้ดี ออกดอกได้เต็มต้น ประกอบราคาผลไม้อยู่ในเกณฑ์ดีในปีที่ผ่านมา จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษามากขึ้นส่งผลให้ผลผลิตรวมและผลผลิตต่อไร่ของไม้ผลทุกชนิดมีทิศทางเพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลทั้ง 4 ชนิดพบว่า ทุเรียน เพิ่มมากขึ้นที่สุดร้อยละ 21 รองลงมาได้แก่ ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 และมังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ขณะนี้ทุเรียนออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 92 ซึ่งผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก คือ พันธุ์กระดุมและหมอนทอง บางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป ถึงปลายกรกฎาคม ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเมษายนและกลางพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 97 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ในจ.ระยอง ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวมากช่วงพฤษภาคม มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 87 ส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะดอกกลมถึงดอกบาน เริ่มติดผลเล็กได้บ้าง ทั้งนี้ เก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 จะออกชุกช่วงปลายพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นมิถุนายน ส่วนลองกอง ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 33 ออกดอกได้ตลอดปี ซึ่งช่วงต้นปีปริมาณฝนลดลง ทำให้ต้นลองกองเริ่มใบสลด ออกดอกได้มากขึ้น และพัฒนาช่อดอกยืดยาวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งช่วงการเจริญเติบโตของผลก่อนเก็บเกี่ยว อาจส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต อย่างไรก็ตาม ชาวสวนภาคตะวันออกส่วนใหญ่ จะเตรียมลงทุนขุดบ่อสระและต่อท่อส่งน้ำจากแหล่งน้ำมากักเก็บน้ำไว้ให้พอใช้ในสวน โดย สศท.6 กำหนดแผนติดตามสถานการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และจะประชุมคณะทำงานสำรวจฯ เพื่อสรุปข้อมูลเอกภาพของไม้ผลตะวันออกในเดือนมีนาคม 2563 ต่อไป ผู้สนใจสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรีโทร. 0-3835-2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

กษ.เร่งช่วยชาวสวนลำไยเมืองจันท์พ้นวิกฤติแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472536

news_default

กษ.เร่งช่วยชาวสวนลำไยเมืองจันท์พ้นวิกฤติแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่สำนักข่าวทีเอ็นเอ็นไทยแลนด์รายงานว่า เกิดภัยแล้งหนักในอ.โป่งน้ำร้อน และอ.สอยดาว จ.จันทบุรี เนื่องจากน้ำในคลองธรรมชาติแห้งขอดทำให้ลำไยยืนต้นตาย เกษตรกรต้องซื้อน้ำมารดสวนลำไยนั้น กรมไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีลงพื้นที่ตรวจข้อเท็จจริง ปรากฏว่า จ.จันทบุรีมีพื้นที่ปลูกลำไยทั้งหมด 211,955 ไร่ พื้นที่ให้ผล 208,453 ไร่ ปีการผลิต 2562/63 ให้ผลผลิต 218,000 ตัน พื้นที่ปลูกส่วนมากอยู่ในอ.โป่งน้ำร้อน และอ.สอยดาว เริ่มเก็บเกี่ยวมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2562-มีนาคม 2563 ปัจจุบันเหลือผลผลิตที่ยังไม่เก็บเกี่ยวอีกประมาณ 12,000 ตัน

สำหรับพื้นที่ที่เกิดกระแสข่าวดังกล่าว เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ ซึ่งในอดีตเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเป็นหลัก แต่เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาลำไยมีราคาสูง ทำให้เกษตรกรหันไปเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูก โดยส่วนใหญ่จะใช้น้ำจากคลองธรรมชาติ และแย่งกันใช้จนแหล่งน้ำแห้งในที่สุด สำหรับสระเก็บน้ำที่เกษตรกรขุดไว้ ไม่สามารถเก็บน้ำได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นดินลูกรังปนดินร่วนมีหินปะปน อย่างไรก็ตาม กรมกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์ฤดูแล้ง ปี 2562/63 จำนวน 8 มาตรการ รวมทั้งเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยด่วน

ด้านนายปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า อ.โป่งน้ำร้อน มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง คือ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 3 ต.คลองใหญ่ พื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ผลผลิตลำไยประมาณ 360 ตัน เป็นพื้นที่ที่ยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลิต จำเป็นต้องซื้อน้ำรด เพราะน้ำในสระเก็บน้ำในสวนและคลองธรรมชาติข้างเคียงแห้งขอด โดยจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนพื้นที่หมู่ที่ 1, 4, 7 ตำบลเทพนิมิต หมู่ที่ 4 หนองตาคง พื้นที่รวมประมาณกว่า 300 ไร่ เป็นพื้นที่ซึ่งต้นลำไยเหี่ยวแต่ยังไม่ตาย หากมีฝนตกจะฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดได้ประสานไปยังหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดจันทบุรีแล้ว แต่สภาพอากาศยังไม่พร้อมทำฝนเทียม และประสานงานช่วยเหลือขุดน้ำบาดาลแล้ว ส่วนอ.สอยดาว พื้นที่ประสบภัยแล้ง คือ หมู่ที่ 1, 6, 12 ตำบลสะตอน หมู่ที่ 1 ตำบลทับช้าง และหมู่ที่ 1, 6, 12 ตำบลทรายขาว พื้นที่ประมาณ 120 ไร่ ผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวมีประมาณ 40 ตัน แต่ลำไยที่ยืนต้นตายยังไม่พบ ส่วนใหญ่เป็นเพียงใบเหี่ยว ถ้ามีฝนตกก็จะฟื้นตัวเช่นกัน

สำหรับมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้คือ แจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่นสำรวจพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สำนักงานชลประทาน และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพิ่มรถบรรทุกน้ำเพื่อการเกษตร จากเดิมที่ให้เพื่ออุปโภคบริโภคทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหา การขุดลอกคูคลองธรรมชาติเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ ทำกระสอบทรายกั้น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นเสนอของบประมาณเพื่อขุดเจาะบ่อบาดาลด้วยแล้ว สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภออบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้น้ำให้เหมาะสมกับอายุไม้ผล โดยเปลี่ยนมาใช้หัวสปริงเกอร์ที่ใช้น้ำน้อยแทน และสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ แต่ยังทำได้น้อยเนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำ นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เสนอแนวทางแก้ปัญหา ควรเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำโตนเลสาป ครอบคลุมพื้นที่ จ.สระแก้ว และพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในแผนที่สร้างอ่างเก็บน้ำ ควรปรับแผนปลูกพืช เช่น มันสำปะหลัง หรือ ข้าวโพด แทน