ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2563

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:10 น.
ศูนย์วิจัย ธกส,ราคาสินค้าเกษตร,เดือน กพ2563,ข้าวเปลือกเจ้า,ข้าวเปลือกหอมมะลิ,ข้าวเปลือกเหนียว,ยางพาราแผ่นดิบ,ปาล์มน้ำมัน,สุกร,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์,น้ำตาลทรายดิบ,ข่าววันนี้,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร เดือน ก.พ.63 ทั้งข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียว ยางพาราแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน และสุกร แนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาลทรายดิบ มันสำปะหลัง แนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

 นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 7,764-8,466 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.52-9.61 เนื่องจากภาวะภัยแล้งทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการผลิตข้าวนาปรังรอบแรกและรอบที่สอง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวนาปรังทั้งปี อยู่ที่ 4.814 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงมากถึงร้อยละ 32.86 เมื่อเทียบกับปีก่อน

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563

ชะงักทั่วโลก สินค้าเกษตรไทยเข้าจีนหด เร่งแปรรูปหาตลาดใหม่

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร

   ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 13,790-13,939 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.09-1.18 เนื่องจากผลผลิตข้าวหอมมะลิส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2562 ทำให้ไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาด ประกอบกับภาวะภัยแล้งส่งผลให้ผู้ประกอบการเกิดความกังวลในช่วงครึ่งปีหลัง จึงมีการเก็บสต็อกเพิ่มขึ้น

ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ 14,269-14,705 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.87-3.96 เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดก่อนหน้านี้ไม่เพียงพอต่อการบริโภคและส่งออก อีกทั้ง ภาวะภัยแล้งทำให้ข้าวเปลือกเหนียวนาปรังออกสู่ตลาดลดลง

  ยางพาราแผ่นดิบ ราคาอยู่ที่ 39.36-39.45 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.37-1.57 เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นความต้องการใช้ยางพารา เพื่อยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายใช้ทำถนนและแปรรูปเป็นสินค้า อาทิ หมอน ถุงมือ และรองเท้า รวมทั้งมีการส่งมอบหมอนยางพาราให้กับประเทศตุรกี

ปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่ 6.80-7.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 2.76 – 7.36 เนื่องจากความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันในประเทศยังมีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10  และสุกร ราคาอยู่ที่ 69.00 – 75.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 2.69 – 11.62 เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้สุกรเติบโตช้า ปริมาณสุกรในตลาดจึงลดลง ประกอบกับการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดแคลนสุกรจากปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกา (ASF)

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาอยู่ที่ 7.70-7.78 บาท/กก. ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.50-1.50 เนื่องจากภัยแล้งส่งผลให้คุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์ได้วางแผนสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และนำเข้าวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อรองรับช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย จึงทำให้ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง

น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาอยู่ที่ 14.32-14.40 เซนต์/ปอนด์ (9.78-9.83 บาท/กก.) ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.00-1.50 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ทำให้บราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ มีแนวโน้มปรับลดสัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอล ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับลดลง

  มันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.90-1.95 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.51 – 3.06 เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ประกอบกับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังลดลง โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนได้รับผลกระทบระยะสั้นจากโรคระบาดไวรัสโคโรนา

 กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 140.00 – 147.00 บาท/กก. ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนร้อยละ 0.65 – 5.40 เนื่องจากผลผลิตกุ้งทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้กุ้งไทยสูญเสียโอกาสด้านการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ส่งผลกระทบให้การส่งออกลดลง

เปิดแผนบริหารจัดการผลไม้บวกกำไรเพิ่ม 30% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผนบริหารจัดการผลไม้บวกกำไรเพิ่ม 30%

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
ผลไม้,ตะวันออก,เกษตร,ทุเรียน,จีน,ส่งออก,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

เกษตรฯ กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 ต้องมีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม มุ่งเป้าเกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่าทุนพร้อมบวกกำไรเพิ่ม 30%

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เห็นชอบแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563

โดยมุ่งเน้นว่าจะต้องมีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจนเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้จังหวัดสามารถบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง มีหลักการทำงาน คือ 1) การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ทั้งในและนอกฤดู การส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP และการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตตามมาตรฐานสินค้าเกษตรด้านไม้ผล

2) การบริหารจัดการเชิงปริมาณ ปรับสมดุลข้อมูลของอุปสงค์และอุปทาน โดยกระทรวงเกษตรฯ ชี้เป้าการผลิตให้ชัดเจน โดยจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต (Supply) ส่วนกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิต โดยจัดทำข้อมูลความต้องการทางการตลาด (Demand) ตลอดจน คพจ. ปรับสมดุลข้อมูลของอุปทานและอุปสงค์และจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับปริมาณผลผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรยังสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

มีราคามาตรฐานที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่า ต้นทุน + กำไร 30% มาตรการจะจัดทำเป็นแผนบริหารจัดการเชิงรุก มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP, มกษ. สถานประกอบการ (ล้ง) ผ่านการรับรอง GMP และกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว การผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศแห่งใหม่ เช่น อินเดีย ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

3. การบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน ทั้งกลไกปกติ และมีการจัดทำแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดผลผลิตส่วนเกินในช่วง peak โดยเฉพาะทุเรียนต้องเตรียมแผนรองรับการส่งออกไปจีน ซึ่งเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จะต้องวางแผนการกระจายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การแปรรูป การแช่แข็ง รวมถึงประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภคในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ จนสิ้นสุดฤดูกาล
นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีการรายงานคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2563 ณ วันที่ 24 ม.ค.63 ดังนี้ ลำไยในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ มีผลผลิตรวม 699,815 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 74,48979,436 ตัน หรือร้อยละ 13.75 12.80 โดยแยกเป็นลำไยในฤดู 439,850 ตัน ลำไยนอกฤดู 259,965 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน ส.ค.

ส่วนลิ้นจี่มีผลผลิตรวม 33,873 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 11,783  ตัน หรือร้อยละ 53.34 ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน พ.ค. สำหรับการคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ปี 63 (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) ผลผลิตทุเรียนรวม 599,708 ตันเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 104,165 ตัน หรือ ร้อยละ 21.02 ผลผลิตมังคุดรวม 204,745 ตัน เพิ่มขึ้น 25,135 ตัน หรือร้อยละ 13.99 ผลผลิตเงาะรวม 224,390 ตัน เพิ่มขึ้น 33,301 ตัน หรือร้อยละ 17.43 และผลผลิตลองกองรวม 24,173 เพิ่มขึ้น 3,880 ตัน หรือร้อยละ 19.12 โดยทุเรียนจะออกมากช่วงเดือน เม.ย. ต่อเนื่องถึง พ.ค.63 ซึ่งจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เตรียมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2564 – 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2565 – 2570) มีสาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2565 – 2570 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดไม้ผลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผล และยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร

มหาศาล ! ทุ่มกว่า 2.4 หมื่นล้านเพิ่มแหล่งน้ำทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415029?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มหาศาล ! ทุ่มกว่า 2.4 หมื่นล้านเพิ่มแหล่งน้ำทั่วประเทศ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
แก้มลิง,น้ำ,กรมชลประทาน,ข่าววันนี้,แล้ง
เปิดอ่าน 496 ครั้ง

รมว. เกษตรฯ สั่งกรมชลประทานเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำทั่วประเทศ แก้ปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ทุ่มงบกว่า2.4หมื่นล้าน

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2563 และ 2564 นี้มีนโยบายให้กรมชลประทานเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำทั่วประเทศ 

อ่านข่าว  แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย

แล้งพ่นพิษทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรเสียหายแล้วกว่า 800 ล้าน

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ฤดูกาลผันผวน โดยในปีที่ผ่านมาเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน แล้วกลับมีฝนตกหนักจนน้ำท่วม ดังนั้นหากมีพื้นที่เก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นจะบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและอุทกภัยได้มาก

โดยในปี 2563 กระทรวงเกษตรฯ ตั้งงบประมาณไว้ 24,351 ล้านบาทเพื่อจัดทำแก้มลิงใน 30 จังหวัด 75 โครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ 64 จังหวัด 341 โครงการ ขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ 53 จังหวัด 392 โครงการ ขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 24 จังหวัด 49 โครงการ รวมถึงขุดบ่อน้ำในไร่นาพื้นที่นอกเขตชลประทาน 66 จังหวัด 40,000 บ่อ

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กรมชลประทานทำแผนที่แหล่งน้ำ โดยสำรวจว่า มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ฝาย และแก้มลิงที่อายุ 20 ปีขึ้นไปอยู่ที่ใดบ้าง จากนั้นจะตรวจสอบว่า ที่ได้ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปบริหารจัดการนั้น ที่ใดขาดศักยภาพในการดูแลจนทำให้ตื้นเขินหรือชำรุดบ้างซึ่งจะได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นว่า จะส่งคืนให้กรมชลประทานดูแลหรือไม่เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด

ปศุสัตว์ยืนยันไม่เคยพบโรคติดต่อที่มีค้างคาวเป็นพาหะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปศุสัตว์ยืนยันไม่เคยพบโรคติดต่อที่มีค้างคาวเป็นพาหะ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ไวรัสโคโรน่า,กรมปศุสัตว์,เชื้อ,ระบาด,สัตว์,ค้างคาว,ข่าววันนี้,ข่าวด่วน,ออนไลน์,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 363 ครั้ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุไทยไม่เคยพบโรคติดต่อที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์ ยันเฝ้าระวัง ป้องกันโรคบริเวณที่เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาวตลอดเวลา เกษตรกรไม่ต้องกังวล เตรียมห้องปฏิบัติไว้พร้อมหากพบสัตว์มีอาการต้องสงสัย ตรวจเชื้อได้แม่นยำ

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้จัดทำแผนการรับสถานการณ์โรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 23/2563

อ่านข่าว “ผวา”หวัดนกยังชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากจีน

ปศุสัตว์ เอาอยู่ ป้องกันอหิวาต์หมูลามเข้าไทย

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ลงวันที่ 28 ม.ค. 2563 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ รวมทั้งจัดทำแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ บูรณาการระหว่างหน่วยงาน จัดระบบการประสานงาน สนับสนุนการเตรียมความพร้อม รวมทั้งกำกับติดตามผลการดำเนินงาน

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้เฝ้าระวังโรคที่เกิดจากค้างคาวซึ่งเริ่มตั้งแต่มีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ในประเทศมาเลเซียในปี 2541 โดยทำการเก็บตัวอย่างสุกรอย่างต่อเนื่องทุกปี เน้นบริเวณที่เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาว ไม่พบผลบวกนิปาห์ไวรัสและไม่พบเชื้อไวรัส MERS

นอกจากนี้ยังร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก USAID/FAO โครงการวิจัยในค้างคาว คน และปศุสัตว์ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (USAID)  และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

โดยดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 – 2562 สำรวจหาหลักฐานการติดเชื้อไวรัสที่มีค้างคาวเป็นพาหะในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และราชบุรี โดยเก็บตัวอย่างซีรั่มและสารคัดหลั่งในสุกร 2,067 ตัว โค 200 ตัว และสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) 238 ตัว ส่งตรวจหาดีเอ็นเอที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า มีไวรัสเดิมที่อยู่ในสัตว์นั้นอยู่แล้ว ยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ แต่อย่างใด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า มีแนวทางศึกษาทางระบาดวิทยาและพัฒนานวัตกรรมในการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงโรค โดยในการออกหากินของค้างคาวนั้นจะบินเป็นรัศมี 23 กิโลเมตร แต่กรมปศุสัตว์เฝ้าระวังให้ครอบคลุมถึง 30 กิโลเมตร ล่าสุดพัฒนาระบบสารสนเทศแอปพลิเคชันบนมือถือ อี สมาร์ทพลัส (E-SmartPlus) เพื่อเฝ้าระวังโรคและสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของฟาร์มต่อโรคที่มีค้างคาวเป็นแหล่งพาหะ

ยืนยันว่า การเฝ้าระวังโรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้และคำแนะนำแก่เกษตรกรในการปรับปรุงฟาร์มเพื่อให้มีระบบป้องกันทางชีวภาพที่เหมาะสม รวมถึงพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างซึ่งหากพบกรณีเกิดสัตว์ป่วยและมีอาการน่าสงสัยนั้น สามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้อย่างรวดเร็ว

จากที่พบโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งคาดว่า มีค้างคาวมีเป็นพาหะ กรมปศุสัตว์จัดทำแผนการเตรียมความพร้อมรับมือโรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์เพิ่มเข้าไปกับแผนรับมือ ควบคู่กับโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ที่มีอยู่เดิมเพื่อเตรียมความพร้อมและสามารถป้องกัน ควบคุม และแก้ไขสถานการณ์โรคติดต่ออุบัติใหม่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด รวมทั้งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ

“ยืนยันว่า ไทยยังไม่พบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในปศุสัตว์ แต่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทั่วประเทศจะเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาว หากพบสัตว์ป่วยโดยมีอาการน่าสงสัยสามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำซึ่งจะสามารถควบคุมโรคได้ทันที” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ชื่อบ้าน ๆ จัดจ้านด้วยสรรพคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชื่อบ้าน ๆ จัดจ้านด้วยสรรพคุณ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
มะเดื่อ,สุขภาพ,ข่าววันนี้,ออนไลน์,ตลาดคนรักสุขภาพ,ราคางาม,กำไร,เกษตร,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 316 ครั้ง

‘มะเดื่อ’ พืชทางเลือกกำไรงาม ปลูกง่าย ให้ผลผลิตยาว เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายสมมาตร ยิ่งยวด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “มะเดื่อ” (Fig Fruit) หรือ “มะเดื่อฝรั่ง” ได้รับความนิยมในตลาดผู้บริโภคสินค้าปลอดสารเคมี (Organic Food)

รวมทั้งกลุ่มผู้รักสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลมะเดื่อมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งทางการแพทย์มีการรับรองว่าผลมะเดื่อ มีส่วนช่วยป้องกันโรคนิ่วในไต ช่วยฟอกตับและม้าม และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เกษตรกรจึงนิยมปลูกในหลายพื้นที่ นับว่าเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ของ สศท.5 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิต และการตลาดมะเดื่อในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50 ไร่ มีเกษตรกรที่ปลูก จำนวน 10-15 รายโดยเกษตรกรมีการปลูกมะเดื่อในลักษณะต่างคนต่างปลูก กระจายอยู่ทั่วไปในหลายพื้นที่ ได้แก่ อำเภอปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน และ ปักธงชัย เป็นต้น

เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโต ซึ่งการปลูกมะเดื่อในปัจจุบันเกษตรกร จะนิยมใช้กิ่งพันธุ์ตอนหรือกิ่งปักชำที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น พันธุ์เจแปนบีทีเอ็ม6 หรือ พันธุ์เหวยไห่ ราคาจะอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท/กิ่ง หากพิจารณาถึงการผลิต พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 40,120 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 1 จนครบ 50 ปี จึงจะสิ้นอายุขัย) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 8 – 12 เดือน ผลผลิตเฉลี่ย 80 – 120 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 17,080 บาท/ไร่/ปี ราคาขายผลสุกอยู่ที่ 300 บาท/กก. ส่วนผลแห้งอยู่ที่ 1,000 บาท/กก.

ด้านการตลาด ส่วนใหญ่ร้อยละ 65 กลุ่มเกษตรกรจะจำหน่ายผลมะเดื่อ (ผลแห้งและผลสุก) และกิ่งพันธุ์ทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค เช่น ฟาร์มหอมกลิ่นดิน และ Sixty six figs farm เป็นต้น รองลงมาร้อยละ 25 แปรรูปเป็นชามะเดื่อ และไวน์มะเดื่อ โดยลูกค้านิยมสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์เช่นเดียวกัน ที่เหลือร้อยละ 10 เกษตรกรจะจำหน่ายผลมะเดื่อทั้งผลสุกและผลแห้ง ตามงานอีเว้นท์ที่หน่วยงานราชการจัดขึ้น อาทิ งานตลาดนัดเกษตรกร รวมทั้งกิ่งพันธุ์บางส่วนยังมีการจำหน่ายปลีกทางหน้าร้านของตนเองอีกด้วย

สำหรับจุดเด่นของผลผลิตนั้น เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เกือบทั้งหมด เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในการบริโภคสินค้าปลอดสารเคมี (Organic Food) และผู้รักสุขภาพ นอกจากนี้ เกษตรกรยังนำผลมะเดื่อมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น ไวน์มะเดื่อ ชามะเดื่อ คุกกี้มะเดื่อ และมะเดื่ออบแห้ง เป็นต้น เกษตรกรสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี 7 เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดผู้บริโภคเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market)

ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะเดื่อในรูปกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการขายและขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดมะเดื่อในจังหวัดนครราชสีมา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 โทร. 0 4446 5120 หรืออีเมล zone5@oae.go.th

“ปิดอ่าวไทย”เครื่องมือใช้ได้ตามกำหนดนอกนั้นผิดหมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ปิดอ่าวไทย”เครื่องมือใช้ได้ตามกำหนดนอกนั้นผิดหมด

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:27 น.
ปิดอ่าว,ฟื้นฟูธรรมชาติ,กรมประมง,ประมง,ชาวประมง,ทะเล,จับปลา,จับสัตว์น้ำ,ทรัพยากร,ข่าววันนี้,ประมงปิดอ่าว,อ่าวไทย,ปิดอ่าวฤดูวางไข่,วางไข่,ทะเลอ่าวรูปตัวก,กรมประมงปลา
เปิดอ่าน 254 ครั้ง

กษ.ประกาศ ปิดอ่าวไทย  15 ก.พ. – 15 พ.ค.นี้ ขยายพื้นที่ ถึงอ.หัวหิน จ.ประจวบฯ ให้ปลาทูสาวเจริญเติบโตเต็มวัย ว่ายเข้าอ่าวรูปตัวก.ผสมพันธุ์ วางไข่ ช่วงเดือนก.พ. เผยข่าวดี เพิ่มปริมาณปลาทูเกิน 2 เท่าตัว

5 กุมภาพันธ์ 2563 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง เตรียมประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทยตอนกลาง ประจำปี 2563 ในเขตพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2563 ต่อด้วยเขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเลและพื้นที่อ่าวประจวบ-หัวหิน อีก 30 วัน

อ่านข่าว  “กรมประมง”ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก

เผยผลการศึกษาพบมาตรการฯ ที่บังคับใช้ สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทู สามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน โดยมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย หรือที่เรียกว่า ปิดอ่าวไทย คือ แนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก และเป็นภารกิจหลักของกรมประมงที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีสถิติการตรวจสอบเก็บข้อมูลทางวิชาการ ทั้งในเรื่องของจำนวน และความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ พบว่า จำนวนสัตว์น้ำในกลุ่มปลาทูลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันในอดีต ซึ่งมาจากหลายเหตุปัจจัย ทั้งเรื่องของความเสื่อมโทรมของทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ความต้องการของผู้บริโภค และมีเรือประมงบางส่วนที่ใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาทำการประมงในพื้นที่ ประกอบกับเมื่อมีการติดตามสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำในแต่ละปีหลังจากมาตรการปิดอ่าว พบว่าลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงมาตรการและอาศัยอยู่ในแนวชายฝั่งถูกจับขึ้นมาจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุของปริมาณสัตว์น้ำที่ลดจำนวนลงทั้งสิ้น

เมื่อหลังจากที่ได้มีการปรับปรุงกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ทำให้จำนวนประชากรสัตว์น้ำเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมาจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการใช้มาตรการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงมากนัก เมื่อปี พ.ศ. 2561 กรมประมงได้มีการออกประกาศ ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูปิดอ่าวไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ดังนี้ พื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (เขต 1) ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 พ.ค.ของทุกปี และ ได้กำหนดให้เครื่องมือประมงบางชนิดของกลุ่มประมงขนาดเล็กซึ่งไม่กระทบกับมาตรการปิดอ่าวให้สามารถใช้ทำการประมงได้ ดังนี้  เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่างที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 16 เมตร ต้องทำการประมงในเวลากลางคืน

รวมทั้งต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งด้วย เครื่องมืออวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และต้องใช้ช่องตาอวนตั้งแต่สองนิ้วขึ้นไป กรณีที่ชาวประมงต้องการใช้เครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีความยาวอวนเกิน 2,500 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ จะต้องใช้นอกเขตทะเลชายฝั่ง เท่านั้น  เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง  เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง ลอบปู ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด ลอบหมึกทุกชนิด

ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้าน. สามารถทำการประมงได้ในเขตทะเลชายฝั่ง คราดหอย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด อวนรุนเคย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยประกาศกระทรวงฯ จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก และเครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงที่มิใช่เครื่องมือตามประเภท วิธีการทำการประมงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดให้เป็นประมงพาณิชย์ทำการประมง ยกเว้นอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) และที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560

นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดให้หลังเปิดอ่าวตอนกลางแล้ว ให้ปิดอ่าวต่อที่เขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเล และพื้นที่อ่าวประจวบฯ อีก 30 วัน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ฯ สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทู ทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจากการสุ่มเก็บตัวอย่างประชากรปลาทูช่วงมาตรการปิดอ่าวไทยปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าจำนวน อายุ และขนาดความยาวของปลาทู สามารถบ่งชี้ถึงความหมาะสมของการใช้มาตรการปิดอ่าวไทยฯ

ทั้งนี้ดังนี้ ช่วงการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าว 15 ก.พ. – 15 พ.ค. ระยะเวลา 90 วัน ประจวบฯ ชุมพร สุราษฎร์ฯ พ่อแม่ปลาทูมีความสมบูรณ์เพศ ผสมพันธุ์ และมีการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาลัง และปลาเศรษฐกิจขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับการประกาศใช้มาตรการฯ ช่วงต่อเนื่องระยะ 7 ไมล์ทะเล 16 พ.ค. – 14 มิ.ย. ระยะเวลา 30 วัน ในอ่าวตอนกลาง : ลูกปลาวัยอ่อนที่เกิดบริเวณพื้นที่มาตรการมีโอกาสเลี้ยงตัวบริเวณชายฝั่ง ช่วงพื้นที่อ่าวประจวบฯ จากเขาตาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน 16 พ.ค. – 14 มิ.ย. ระยะเวลา 30 วัน : ลูกปลาขนาดเล็ก เดินทางเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก

และเมื่อถึงวันที่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. กรมประมงก็จะมีการประกาศปิดอ่าวตัว ก เพื่อรักษาปลาทูสาวให้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ และพร้อมเดินทางลงไปผสมพันธุ์วางไข่ในช่วง ก.พ. (ปิดอ่าวไทย) ทั้งนี้ปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นพบว่าปี62 หลังจากเปิดอ่าว เรืออวนล้อม จับสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้น 114,056 ตัน แบ่งเป็นชนิดพันธุ์ปลาทู จับได้ในเดือนมิ.ย.จาก578 ตัน เป็น1,880 ตันในเดือนก.ค.

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่ากรมประมง แจ้งผู้ประสงค์ทำการประมงพาณิชย์ กว่า 1 หมื่นลำ ในน่านน้ำไทย รอบปีการประมง  63-64 สำหรับเรือประมง-ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป หรือเรือประมงที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้า 280 แรงม้าขึ้นไป หรือเป็นเรือที่มีหรือใช้เครื่องมือทำรมว.เกษตรฯกำหนดให้มายื่นคำขอรับใบอนุญาตทำประมงพาณิชย์ และยื่นคำขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอออกใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 ก.พ.นี้เท่านั้น หากไม่มีใบอนุญาตฯจะไม่มีสิทธิทำประมงพาณิชย์ได้ในรอบปีการประมง 63– 64

สำหรับขั้นตอนและระยะเวลาขอรับใบอนุญาตฯ สำหรับปีการประมง 63-64 นั้น กรมประมงกำหนดให้ผู้ประสงค์ทำประมงพาณิชย์ยื่นคำขอรับใบอนุญาต และยื่นขอรับหนังสือรับรองประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 กุมภาพันธ์ โดยกรมประมงจะพิจารณาจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ภายในวันที่ 1-15 มีนาคม 63 ในส่วนเรือประมงพื้นบ้าน มาขึ้นทะเบียนแล้ว กว่า 5.3หมื่นลำ ที่สามารถออกจับสัตว์ได้ โดยไม่ต้องแจ้งขอใบอนุญาตทำการประมงเนื่องจากเป็นการประมงเพื่อยังชีพ

พื้นที่เกษตรหยุดเผาลดฝุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พื้นที่เกษตรหยุดเผาลดฝุ่น

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ฝุ่นพีเอ็ม,เผา,วัชพืช,เกษตร,ข่าววันนี้,ออนไลน์,พื้นที่เกษตร,หยุดเผา,ฝุ่น,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 226 ครั้ง

เดินหน้าโครงการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมส่งเสริมการนำเศษวัชพืชและเศษวัสดุทางการเกษตรมาทำให้เกิดมูลค่า ควบคู่กับการทำเกษตรยั่งยืนแบบ “วนเกษตร” เพิ่มพื้นที่สีเขียว

5 กุมภาพันธ์ 2563 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทำงกำรเกษตรในพื้นที่การเกษตร 

กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำให้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกป้องกัน ระงับ ยับยั้ง และลดการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้นที่สุดเนื่องจากห่วงใยสุขภาพของประชาชน ตลอดจนรัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ

จึงได้ขยายขอบเขตการส่งเสริมไถกลบเผาตอซังก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกใหม่จากเดิมกำหนดเป้าหมายไว้ 70,000 ไร่ในภาคเหนือเป็นทั้งประเทศ ตลอดจนผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน 3,645 ตันแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปใช้ซึ่งดำเนินการโดยกรมพัฒนาที่ดิน อีกทั้งจะนำข้อมูลการเกิดจุดความร้อน (Hot spot) ในพื้นที่เกษตรย้อนหลัง 5 ปีมาซ้อนทับกับข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด

ทั้งนี้ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงานซึ่งมีการเผาในแปลงมากที่สุด แล้วให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่เสี่ยง ซึ่งแนวทางการทำงานนั้นจะประสานกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งให้เกษตรอำเภอร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จัดชุดปฏิบัติกา ออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุการณ์เผาในพื้นที่การเกษตร โดยมีเครือข่ายเกษตรกรของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร (ศพก.) ตำบลเป็นหน่วยงานเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ยังขยายการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาจาก 210 แห่งเป็น 226 แห่งในจังหวัดที่ประสบปัญหารุนแรงประกอบด้วย ภาคเหนือ 10 จังหวัดได้แก่ น่าน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์

โดยเพิ่มขึ้นอีก 26 จังหวัดที่มีสถิติการเผาสูงได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร อุดรธานี กำแพงเพชร พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก มหาสารคาม ยโสธร ศรีษะเกษ สุโขทัย สุพรรณบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานี

ส่วนปัญหาฝุ่นละออง PM 2. 5  ในเขตชุมชนเมืองซึ่งได้รับผลกระทบจากการเผาในพื้นที่เกษตรจะดำเนินโครงการ 6 จังหวัดประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร จังนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ พร้อมกันนี้จัดกิจกรรมรณรงค์หยุดการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเด็ดขาดในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน และนครปฐมเพื่อเป็นต้นแบบ

ทั้งนี้จะสนับสนุนการทำเกษตรยั่งยืนแบบ “วนเกษตร” ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อนำร่อง 45,000 ไร่ โดยส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายาก หรือไม้ประจำถิ่น ตลอดจนถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการนำเศษซากพืชและวัชพืชมาเพิ่มมูลค่าเช่น อัดฟางทำอาหารสัตว์ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล โดยเกษตรกรมาเรียนรู้ได้ที่ศพก. ทุกแห่งทั่วประเทศ

อีกมาตรการหนึ่งคือ การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อลดความหนาแน่นของหมอกควันและฝุ่นละอองจากการเผาและไฟป่าซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เลื่อนแผนปฏิบัติการประจำปีเร็วขึ้น จากเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 รวม 6 หน่วยได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ระยอง บุรีรัมย์ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี

นอกจากนั้นสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการกับส่วนราชการอื่นได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น พร้อมกันนี้ได้ให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าวจัดทำข้อมูลเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชและวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่เสี่ยงซึ่งปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงานกันมาก โดยเฉพาะอ้อยโรงงานนั้น เกษตรกรจะเผาเพื่อให้ตัดง่ายก่อนส่งโรงหีบทำน้ำตาล จึงประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาทรายในการป้องกันและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ พร้อมทั้งพิจารณามาตรการสร้างแรงจูงใจด้านต่างๆ เพื่อลดการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

“ต้องปรับตัว”อีคอมเมิร์ซยกระดับเกษตรรุ่นใหม่สู่ออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ต้องปรับตัว”อีคอมเมิร์ซยกระดับเกษตรรุ่นใหม่สู่ออนไลน์

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
อบรมออนไลน์,เกษตร,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ข่าววันนี้,ออนไลน์
เปิดอ่าน 237 ครั้ง

อบรม อีคอมเมอร์ซ ยกระดับเกษตรรุ่นใหม่เข้าสู่การค้าออนไลน์สินค้าเกษตรยุคดิจิตอล เตรียมเดินหน้าขยายการอบรม ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด

5 กุมภาพันธ์ 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว. เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานอบรมหลักสูตรเกษตรยุคใหม่ ขายผ่าน อีคอมเมอร์ซ(E-Commerce) รุ่นที่ 1

โดยกล่าวว่า การดำเนินการจัดฝึกอบรมครั้งนี้เป็นการดำเนินการโดยอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ที่มีตนเป็นประธานและ DEPA มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยมีวิทยากรจาก  E Commerce Education Center (EEC) ซึ่งมีผู้เข้าอบรมรุ่นแรก 70 คนมีข้าราชการฝ่ายไอทีกระทรวงเกษตรจาก 22 หน่วยงานเข้ารับการอบรมด้วย

โดยเป็นหลักสูตรการค้าขาย สินค้าเกษตรผ่านอีคอมเมอร์ส (E-Commerce) บนแพลตฟอร์ม อีเบย์ (eBay) และเฟสบุ๊ค(Facebook) ซึ่งวิทยากรที่มาอบรมให้ครั้งนี้จะชี้แนะและให้องค์ความรู้กับผู้เข้าร่วมอบรมในเรื่องการบริหารจัดการในการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้ามากขึ้น

หลังจากมีการอบรมครั้งนี้จะมีการขยายการอบรมไปยังเกษตรกรรุ่นใหม่และข้าราชการในพื้นที่ ทั้ง 77 จังหวัด โดยมีศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center: AIC) เป็นแกนกลาง ตามนโยบายเทคโนโลยีเกษตร ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ต่อไปด้วย

สทนช.ปลื้มปันน้ำคลองวังโตนดช่วยอ่างฯประแสร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช.ปลื้มปันน้ำคลองวังโตนดช่วยอ่างฯประแสร์

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 18:41 น.
สทนช
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

สทนช.ปลื้ม ความร่วมมือเกษตรกร-รัฐ-เอกชน ปันน้ำคลองวังโตนด จันทบุรี ช่วยอ่างฯประแสร์ ระยอง สนับสนุนน้ำภาคการผลิต

สทนช.ลงพื้นที่หาทางป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำภาคตะวันออก เผยภาครัฐร่วมกับภาคเกษตรและเอกชนร่วมมือเตรียมผันน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เสริมน้ำภาคการผลิตในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง

คลิปที่ 2

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และร่วมงาน MOU การดำเนินการแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จังหวัดจันทบุรี ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ณ ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี (หลังใหม่) อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ว่า ที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากการคาดการณ์ปริมาณฝนในประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563 ที่อาจมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยและฝนจะมาล่าช้ากว่าปกติ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก (จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง) เป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญของประเทศที่มีความต้องการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ทำให้หลายฝ่ายมีความห่วงใยว่าปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่อาจมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตลอดฤดูแล้ง

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะเป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จึงได้ลงพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อเป็นแกนกลางในการร่วมประชุมหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทาน คณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ดำเนินการในลักษณะของโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน โดยใช้น้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง จัดสรรน้ำไปให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ที่มีการใช้น้ำวันละ 1.12 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ต้องมีการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ มาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์จะเหลือต่ำกว่าปริมาณน้ำเก็บกักต่ำสุด (Dead Storage) ในเดือนเมษายนนี้ และไม่สามารถหาน้ำจากแหล่งอื่นมาเพิ่มได้อีก  ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่จะน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด  ปัจจุบันมีปริมาณในอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ 49.62 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากการคำนวณปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีปริมาณเพียงพอสำหรับส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์โดยรอบจนสิ้นสุดฤดูแล้งในปลายเดือนพฤษภาคม 2563 และยังมีปริมาณน้ำที่เหลือที่สามารถระบายลงคลองวังโตนด และเดินเครื่องสูบที่สถานีสูบน้ำคลองวังโตนดผันน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีก จากเดิมที่เคยระบายอยู่ที่วันละ 180,000 ลูกบาศก์เมตร  เป็นระบายเพิ่มขึ้นอีกวันละ 460,000  ลูกบาศก์เมตร รวมระบายทั้งสิ้นวันละ 648,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นปริมาณน้ำต้นทุนช่วยเหลือพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตลอดฤดูแล้งปีนี้

“จากการพูดคุยของทุกฝ่ายร่วมกัน โดยมีการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการใช้น้ำต่าง ๆ  เพื่อเป็นการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน จนได้ข้อสรุปที่ตกผลึกและนำมาซึ่งการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ระหว่างกรมชลประทานและคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนดในวันนี้  เพื่อเป็นการแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จังหวัดจันทบุรี ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง เป็นการเฉพาะกิจ ในปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยใช้ระบบสูบน้ำสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ซึ่งต้องไม่เกิดผลกระทบการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนด ทั้งนี้หากเกิดผลกระทบจะให้หยุดสูบผันน้ำทันที และเพื่อเป็นการขอบคุณความมีน้ำใจของชาวลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี                    กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดกิจกรรม CSR คืนกลับสู่ลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนด เป็นการร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมอีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า น้ำ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อทุกภาคส่วน แม้ว่าแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะมีไม่มากนัก แต่ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำวังโตนด โดยเฉพาะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแกด เมื่อคำนวณแล้วมีเพียงพอสำหรับใช้ในพื้นที่ และเหลือพอที่จะปันน้ำไปให้กับผู้ที่ต้องการ ก็จะเป็นคุณประโยชน์อย่างดียิ่ง และจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม โดยใช้วิธีการปันน้ำ ซึ่งจะมีคุณค่ามากในแง่ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะปันให้กับผู้ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนและมีความต้องการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งภาครัฐก็ได้ให้ความช่วยเหลือคนเมืองจันท์มาโดยตลอด เราก็ระลึกเสมอ และพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเราพร้อม เพื่อเป็นการตอบแทน

นอกจากนี้ เลขาธิการ สทนช. ได้ร่วมพิธีปิดโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ณ โรงแรมนิว แทรเวิล ลอดจ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรีเป็นพื้นที่ผังน้ำตัวอย่าง โดยได้มีการจัดประชุมปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศเพื่อรับฟังความคิดเห็นไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง และได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ผังน้ำตัวอย่าง ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรีอีกจำนวน 3 ครั้ง ซึ่งหลังจากนี้ สทนช. จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ตัวแทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปปรับปรุงรายงานการศึกษาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การบูรณาการจัดทำผังน้ำ ที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศอย่างแท้จริง

พ่อ’ปารีณา’ไม่รอด! อธิบดีกรมป่าไม้เตรียมดำเนินคดีรุกป่ากว่า 400 ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471653

news_default

พ่อ’ปารีณา’ไม่รอด! อธิบดีกรมป่าไม้เตรียมดำเนินคดีรุกป่ากว่า 400 ไร่

วันเสาร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.39 น.

อธิบดีกรมป่าไม้ เตรียมดำเนินคดี “ทวี ไกรคุปต์” พ่อ” ปารีณา”หลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับตำรวจท้องที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เขตอ. สวนผึ้ง จ. ราชบุรี พบรุกที่ป่าสงวนและป่าไม้ 400 ไร่เศษ ด้านพนักงานสอบสวนเตรียมเชิญส.ป.ก. ร่วมตรวจสอบอีกครั้ง ชี้ครอบครองที่เขตปฏิรูปที่ดิน 2 แปลง จากการแปลแผนที่คาดเกือบพันไร่

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ตำรวจสภ. สวนผึ้ง จ. ราชบุรีร่วมกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงเชิญเจ้าหน้าที่ป่าไม้ราชบุรีร่วมตรวจสอบพื้นที่ที่ครอบครองโดยนายทวี ไกรคุปต์ บิดาน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐที่หมู่ 9 ต. ท่าเคย อ. สวนผึ้ง ตามที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น (คปต.) แจ้งความไว้เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 63 พนักงานสอบสวนจึงให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าให้ข้อมูลแนวเขตที่ดินที่มีการบุกรุกครอบครองทำประโยชน์ว่า เป็นที่ดินของรัฐประเภทใด โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำตรวจและชี้แนวเขต

ล่าสุดได้ทำบันทึกการตรวจสอบร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏว่า พบการบุกรุกที่ดินของรัฐ 3 ประเภทคือ แปลงที่ 1 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำพาชี เนื้อที่ 17-0-68 ไร่ ทำเป็นทางสัญจรและตั้งถังเก็บน้ำ แปลงที่ 2 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 207-3-68 ไร่ ทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านพัก และฟาร์มจระเข้ แปลงที่ 3 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 39-0-48 ไร่ ทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แปลงที่ 4 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 126-3-64 ไร่ ทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แปลงที่ 5 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 1-2-84 ไร่ทำเป็นทางสัญจรและตั้งถังเก็บน้ำ รวมพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ 5 แปลงประมาณ 400 ไร่เศษซึ่งกรมป่าไม้จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน หาผู้กระทำผิดเพื่อดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ มีรายงานจากพนักงานสอบสวนสภ. สวนผึ้งที่เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา พบการบุกรุกครอบครองที่ดินอีก 2 แปลงซึ่งตามบันทึกการตรวจสอบระบุ เป็นแปลงที่  6 และ 7 โดยเป็นที่ดินซึ่งกรมป่าไม้ส่งมอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดทำเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อพนักงานสอบสวนแปลพิกัดแนวเขตลงบนแผนที่พบว่า แปลงที่ 6 และ 7 นั้น ถูกบุกรุกครอบครองเป็นบริเวณกว้าง คาดว่า เกือบ​พันไร่ แต่ในการตรวจสอบครั้งนี้เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. ไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบด้วย ในต้นสัปดาห์หน้าจะขอหมายค้นจากศาลจังหวัดราชบุรี พร้อมเชิญเจ้าหน้าที่ส.ป.ก. เข้าร่วมตรวจสอบเพื่อชี้แนวเขตประกอบการดำเนินคดีในคราวเดียวกัน แต่หากเจ้าหน้าที่ส.ป.ก. ไม่มา ทางกรมป่าไม้จะแจ้งความเอาผิดต่อผู้ครอบครองพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยไม่รอทางส.ป.ก.